วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2567

เพลง : ปิยสูตรทำความดีชื่อว่ารักตนแท้


เพลง : 
ปิยสูตรทำความดีชื่อว่ารักตนแท้ 


(Intro)

รักตนเอง…ไม่ใช่เพียงคำพูด
แต่คือการเลือกทางเดินของหัวใจ
ทุกคำ ทุกการกระทำ
กำลังเขียนชะตาชีวิตของเราเอง


(Verse 1)

เมื่อครั้งพระราชา เฝ้าพระศาสดา
ตรึกตรองปัญหาว่า ใครกันรักตัวเอง
บางคนพูดว่ารัก แต่ใจกลับทำร้าย
ด้วยกายวาจาใจ ที่เต็มไปด้วยเงามืด

ทำชั่วเพราะหลงคิด ว่านั่นคือความสุข
แต่สุดท้ายกลับทุกข์ เพราะทำลายตนเอง
คนที่รักตัวจริง ต้องไม่ทิ้งความดี
ต้องรักษาชีวี ด้วยธรรมในหัวใจ


(Pre-Chorus)

แม้คำพูดจะงดงาม
แต่การกระทำต่างหาก ที่เผยความจริง


(Chorus)

รักตนแท้ คือการทำดี
รักษาหัวใจนี้ ให้ผ่องใสงดงาม
ละบาปทั้งปวง เดินตามทางแห่งธรรม
เพราะกรรมจะติดตาม เหมือนเงาที่ติดตัว

บุญเท่านั้น จะเป็นสมบัติ
เมื่อวันชีวิต ต้องจากโลกนี้ไป
จงสร้างความดี ให้เต็มหัวใจ
นี่คือการรักตน…อย่างแท้จริง


(Verse 2)

เมื่อถึงวันสุดท้าย ไม่มีใครเอาอะไรไป
ทรัพย์สินยิ่งใหญ่ ก็ต้องทิ้งไว้ตรงนี้
เหลือเพียงบุญบาป ที่เราสร้างเอาไว้
จะตามเราไป ทุกภพทุกชาติ

คนที่มีเมตตา พูดจาด้วยความจริง
ทำสิ่งดีงามไว้ ชีวิตย่อมเป็นสุข
เหมือนคนรักกัน ที่มอบความปรารถนาดี
เราก็รักตัวเองได้ ด้วยการทำความดีเช่นกัน


(Bridge)

อย่าปล่อยหัวใจ
ให้หลงทางไปกับกิเลส
เพราะความสุขแท้จริง
ไม่ได้เกิดจากการเอาชนะใคร
แต่เกิดจากการชนะใจตนเอง


(Chorus)

รักตนแท้ คือการทำดี
รักษาหัวใจนี้ ให้ผ่องใสงดงาม
ละบาปทั้งปวง เดินตามทางแห่งธรรม
เพราะกรรมจะติดตาม เหมือนเงาที่ติดตัว

บุญเท่านั้น จะเป็นสมบัติ
เมื่อวันชีวิต ต้องจากโลกนี้ไป
จงสร้างความดี ให้เต็มหัวใจ
นี่คือการรักตน…อย่างแท้จริง


(Outro)

บุญกุศลที่ทำวันนี้
จะเป็นแสงนำทางวันข้างหน้า
รักตน…จงรักด้วยธรรม
แล้วชีวิตจะงดงาม…ตลอดกาล


[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

ปิยสูตรที่ ๔
[๓๓๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามแห่ง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ครั้นแล้ว จึงทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง ฯ พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กราบ- *ทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (วันนี้) ข้าพระองค์เข้าที่ลับพักผ่อน อยู่ ได้เกิดความนึกคิดอย่างนี้ว่า ชนเหล่าไหนหนอแลชื่อว่ารักตน ชนเหล่าไหน ชื่อว่าไม่รักตน ข้าพระองค์จึงได้เกิดความคิดต่อไปว่า ก็ชนเหล่าใดแลย่อม ประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่รักตน ถึงแม้ชนเหล่านั้นจะพึง กล่าวอย่างนี้ว่า เรารักตน ถึงเช่นนั้น ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าไม่รักตน ข้อนั้นเป็น เพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่า ชนผู้ไม่รักใคร่กันย่อมทำความเสียหายให้แก่ผู้ไม่ รักใคร่กันได้โดยประการใด ชนเหล่านั้นย่อมทำความเสียหายให้แก่ตนด้วยตนเอง ได้โดยประการนั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่รักตน ส่วนว่าชนเหล่าใดแล ย่อมประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารักตน ถึงแม้ชนเหล่านั้น จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราไม่รักตน ถึงเช่นนั้นชนเหล่านั้นก็ชื่อว่ารักตน ข้อนั้น เป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่า ชนผู้ที่รักใคร่กันย่อมทำความดีความเจริญ ให้ แก่ผู้ที่รักใคร่กันได้โดยประการใด ชนเหล่านั้นย่อมทำความดีความเจริญ ให้แก่ ตนด้วยตนเองได้โดยประการนั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่ารักตน ฯ [๓๓๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถูกแล้วๆ มหาบพิตร เพราะว่าชน บางพวกย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ชนเหล่านั้นไม่ชื่อว่ารักตน ถึง แม้พวกเขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายมีความรักตน ถึงเช่นนั้นพวกเขาก็ชื่อว่า ไม่มีความรักตน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่า ชนผู้ไม่รักใคร่กันย่อม ทำความเสียหายให้แก่ผู้ไม่รักใคร่กันได้โดยประการใด พวกเขาเหล่านั้นย่อมทำ ความเสียหายแก่ตนด้วยตนเองได้โดยประการนั้น พวกเขาเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่รัก ตน ส่วนว่าชนบางพวกย่อมประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ พวกเหล่านั้นชื่อว่า รักตน ถึงแม้พวกเขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า เราไม่รักตน ถึงเช่นนั้นพวกเหล่านั้นก็ชื่อ ว่ารักตน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่าชนผู้ที่รักใคร่กันย่อมทำความดี ความเจริญให้แก่ชนผู้ที่รักใคร่กันได้โดยประการใด พวกเหล่านั้นย่อมทำความดี ความเจริญแก่ตนด้วยตนเองได้โดยประการนั้น ฉะนั้น พวกเหล่านั้นจึงชื่อว่ารักตน ฯ [๓๓๖] พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ถ้าบุคคลพึงรู้ว่าตนเป็นที่รัก ไม่พึงประกอบด้วยบาป เพราะ ว่าความสุขนั้นไม่เป็นผลที่บุคคลผู้ทำชั่วจะพึงได้โดยง่าย ฯ เมื่อบุคคลถูกมรณะครอบงำ ละทิ้งภพมนุษย์ไปอยู่ ก็อะไร เป็นสมบัติของเขา และเขาย่อมพาเอาอะไรไปได้ อนึ่ง อะไรเล่าจะติดตามเขาไปประดุจเงาติดตามตนไป ฉะนั้น ฯ ผู้ที่มาเกิดแล้วจำจะต้องตายในโลกนี้ ย่อมทำกรรมอันใดไว้ คือ เป็นบุญและเป็นบาปทั้งสองประการ บุญและบาปนั้นแลเป็น สมบัติของเขา และเขาจะพาเอาบุญและบาปนั้นไป (สู่ปรโลก) อนึ่ง บุญและบาปนั้นย่อมเป็นของติดตามเขาไปประดุจเงาติด- ตามตนไป ฉะนั้น ฯ เพราะฉะนั้น บุคคลพึงทำกัลยาณกรรมสะสมไว้เป็นสมบัติใน ปรโลก (เพราะว่า) บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ในปรโลก ฯ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง: อานันทสูตรเทวดาเตือนพระอานนท์ต้อนรับโยมเกินเวลาแล้ว

เพลง: อานันทสูตร เทวดาเตือนพระอานนท์ต้อนรับโยมเกินเวลาแล้ว     [Intro] เมื่อสายลมพัดผ่านพนา เมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไป เสียงธรรมยังคงเตือนใจ ให้ห...