เพลง:กัสสกสูตรมารแปลงเป็นชาวนาแบกไถใหญ่ตรัสอายตนะเป็นอนัตตาทางที่มารไปไม่ถึง
[อินโทร]
ใต้แสงธรรมแห่งกรุงสาวัตถี
เสียงพระศาสดาดังก้องในใจ
ตรัสเรื่องนิพพานอันแสนไกล
แต่ผู้เข้าใจ…ย่อมเข้าถึงได้จริง
[Verse 1]
ภิกษุทั้งหลายต่างน้อมฟัง
ด้วยใจตั้งมั่นในทุกสิ่ง
ธรรมแห่งความดับไม่อ้างอิง
โลกสมมุติที่วิ่งวนไป
มารนั้นเฝ้ามองด้วยริษยา
หวังบดบังแสงธรรมอันยิ่งใหญ่
จึงแปลงกายเป็นชาวนาเดินมาไกล
แบกคันไถ…และเท้าเปื้อนโคลน
[Pre-Chorus]
“ท่านเห็นโคของเราบ้างไหม”
คำถามคล้ายธรรมดาแฝงเล่ห์กล
แต่พระผู้รู้ทรงเห็นทุกอุบายมนต์
รู้ว่ามารวน…เข้ามาผูกใจคน
[Chorus]
ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
มารกล่าวไว้ว่าเป็นของตน
รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทุกหน
ล้วนพาผู้คน…เวียนวนไม่รู้จบ
แต่มีหนทางเหนือรูปนาม
เหนือความอยากและความยึดครบ
ที่ใดไม่มีตัวตนให้คอยลบ
ที่นั้นมารไม่อาจพบ…แม้เงาทาง
[Verse 2]
“นี่ของเรา นี่คือตัวเรา”
เสียงแห่งโลกยังกล่าวไม่สร่าง
เพราะความยึดมั่นสร้างกำแพงกั้นทาง
ให้ใจอ้างว้าง…อยู่ในวัฏสงสาร
พระศาสดาตรัสด้วยเมตตา
สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่แก่นสาร
เมื่อไม่ยึดถือแม้ตัวตนอันธพาล
มารก็ไม่อาจตาม…ผู้รู้ธรรมทัน
[Bridge]
นิพพานไม่ใช่สถานที่
แต่คือใจที่ว่างจากการยึดมั่น
เมื่อไม่มี “เรา” ให้มารผูกพัน
ทุกคืนวัน…ก็เป็นอิสระ
[Chorus ซ้ำ]
ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
แม้โลกทั้งใบจะล่อลวงมา
หากใจรู้ทันทุกผัสสา
ย่อมก้าวข้าม…อำนาจแห่งมารา
ไม่มี “ของเรา” ไม่มี “ตัวตน”
ก็ไม่มีใครต้องทุกข์โหยหา
ผู้ปล่อยวางได้ด้วยปัญญา
ย่อมถึงฝั่งฟ้า…ที่มารไปไม่ถึง
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
กัสสกสูตรที่ ๙ [๔๗๐] สาวัตถีนิทาน ฯ ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้ สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาเกี่ยวด้วยพระนิพพาน และภิกษุ เหล่านั้นทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ น้อมนึกมาด้วยความเต็มใจ เงี่ยโสตลงสดับ ธรรมอยู่ ฯ ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปได้มีความคิดว่า พระสมณโคดมนี้แล ทรงยัง ภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา เกี่ยวด้วยพระนิพพาน ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปใกล้พระสมณโคดมถึงที่ประทับ เพื่อการกำบังตาเถิด ฯ [๔๗๑] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปจึงนิรมิตเพศเป็นชาวนาแบกไถใหญ่ ถือปะฏักมีด้ามยาว มีผมยาวรุงรังปกหน้าปกหลัง นุ่งผ้าเนื้อหยาบ มีเท้าทั้งสองเปื้อน โคลน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่สมณะ ท่านได้เห็นโคทั้งหลายบ้างไหม ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า แน่ะมารผู้มีบาป ท่านจะต้องการอะไรด้วย โคทั้งหลายเล่า ฯ มารกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ จักษุเป็นของเราแท้ รูปก็เป็นของเรา อายตนะคือวิญญาณอันเกิดแก่จักษุสัมผัสก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเราไปไหนพ้น ข้าแต่สมณะ โสตเป็นของเรา เสียงเป็นของเรา อายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่ โสตสัมผัสก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเราไปไหนพ้น ข้าแต่สมณะ จมูกเป็นของเรา กลิ่นเป็นของเรา อายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่ฆานสัมผัส ก็เป็นของเรา ท่านจะ หนีเราไปไหนพ้น ข้าแต่สมณะ ลิ้นเป็นของเรา รสเป็นของเรา อายตนะคือ วิญญาณอันเกิดแต่ชิวหาสัมผัสก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเราไปไหนพ้น ข้าแต่ สมณะ กายเป็นของเรา โผฏฐัพพะเป็นของเรา อายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่กาย สัมผัสก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเราไปไหนพ้น ข้าแต่สมณะ ใจเป็นของเรา ธรรมารมณ์เป็นของเรา อายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่มโนสัมผัสก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเราไปไหนพ้น ฯ [๔๗๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมารผู้มีบาป จักษุเป็นของท่าน รูปเป็นของท่าน อายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่จักษุสัมผัสก็เป็นของท่านแท้ ดูกร มารผู้มีบาป แต่ในที่ใด ไม่มีจักษุ ไม่มีรูป ไม่มีอายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่จักษุ สัมผัส ที่นั้นมิใช่ทางดำเนินของท่าน โสตเป็นของท่าน เสียงเป็นของท่าน อายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่โสตสัมผัสก็เป็นของท่าน แต่ในที่ใด ไม่มีโสต ไม่ มีเสียง ไม่มีอายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่โสตสัมผัส ที่นั้นมิใช่ทางดำเนินของ ท่าน จมูกเป็นของท่าน กลิ่นเป็นของท่าน อายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่ฆาน สัมผัสเป็นของท่าน ฯลฯ ลิ้นเป็นของท่าน รสเป็นของท่าน อายตนะคือวิญญาณ อันเกิดแต่ชิวหาสัมผัสเป็นของท่าน ฯลฯ กายเป็นของท่าน โผฏฐัพพะเป็นของท่าน อายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่กายสัมผัสเป็นของท่าน ฯลฯ ใจเป็นของท่าน ธรรมารมณ์ทั้งหลายเป็นของท่าน อายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่มโนสัมผัสก็เป็น ของท่าน แต่ในที่ใด ไม่มีใจ ไม่มีธรรมารมณ์ ไม่มีอายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่ มโนสัมผัส ที่นั้นมิใช่ทางดำเนินของท่าน ฯ [๔๗๓] มารกราบทูลว่า ชนเหล่าใดกล่าวถึงสิ่งใดว่า นี้ของเรา และกล่าวว่า นี้เป็นเรา ถ้าใจของท่านมีอยู่ในสิ่งนั้น ข้าแต่สมณะ ท่านก็จะไม่พ้น เราไปได้ ฯ [๔๗๔] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ชนเหล่าใดกล่าวถึงสิ่งใด สิ่งนั้น ไม่มีแก่เรา ชนเหล่าใดกล่าว ชนเหล่านั้นไม่ใช่เรา ดูกรมารผู้มีบาป ท่านจงรู้ อย่างนี้ ท่านย่อมไม่เห็นแม้ทางของเรา ฯ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นนั่นเอง ฯ
https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=15&A=3713

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น