คืนมืดครึ้ม ฝนพรำบางเบา
เหนือภูเขาคิชฌกูฏอันเงียบเหงา
สายลมหนาว พัดผ่านราตรี
องค์พระศาสดาประทับนิ่งเหนือโลกี
[Verse 1]
ใต้เงาฟ้าไร้ดาวส่องแสง
เสียงสายฝนบรรเลงกลางความวังเวง
มารผู้บาป คิดทำลายใจ
หวังให้พระตถาคตหวั่นไหวภายใน
จึงกลิ้งศิลาใหญ่ลงมาจากผา
หวังให้เกิดความกลัวและอัตตา
แต่จิตผู้ตื่นรู้เหนือทุกสิ่ง
มั่นคงดั่งความจริงอันไม่ไหวติง
[Pre-Chorus]
เมื่อใจหลุดพ้นจากเครื่องพันธนา
โลกทั้งหล้าก็ไม่อาจครอบงำ
แม้พายุจะคำรามซ้ำๆ
สติยังนำทางไม่เลือนหาย
[Chorus]
แม้เจ้าจะกลิ้งภูเขาทั้งลูกลงมา
ก็ไม่อาจทำให้ใจพระพุทธาสั่นไหว
ผู้หลุดพ้นแล้ว ย่อมไม่หวาดภัย
เพราะแสงแห่งธรรมอยู่เหนือสิ่งใด
ศิลาของมารอาจหนักเพียงไหน
แต่ไม่อาจทับใจผู้เห็นความจริงได้
เมื่อจิตสงบเหนือโลกและกิเลสใด
ความกลัวทั้งหลาย…ย่อมหายไปเอง
[Verse 2]
มารจึงรู้ พระองค์ทรงเห็น
รู้ทุกเล่ห์กลที่ซ่อนเร้น
ความพ่ายแพ้ มิใช่เพราะแรง
แต่เพราะธรรมส่องแสงอยู่ภายใน
คืนยังมืด ฝนยังโปรยปราย
แต่ใจแห่งพระสุคตกลับสว่างไสว
ไม่มีสิ่งใดทำลายได้
ผู้มีปัญญาและใจอิสระ
[Bridge]
คนเราต่างมี “มาร” ในใจ
คือความหวาดไหว ความทุกข์ ความกลัว
แต่หากมีสติเป็นแสงส่องตัว
ศิลาทั้งโลกก็ทำอะไรไม่ได้เลย
[Final Chorus]
แม้เจ้าจะกลิ้งภูเขาทั้งลูกลงมา
ก็ไม่อาจทำให้ใจผู้ตื่นนั้นหวั่นไหว
เพราะผู้ชนะตน คือผู้ชนะภัย
เหนือมารใดๆ ในโลกนี้
คืนฝนพรำยังคงผ่านไป
แต่ธรรมยังส่องใจนิรันดร์ทุกที่
ผู้มีสติ ย่อมเป็นไทเสรี
เหนือศิลามาร…ชั่วกาลนาน
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
ทุติยวรรคที่ ๒ ปาสานสูตรที่ ๑ [๔๔๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห์ ฯ ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งในที่แจ้ง ในเวลากลางคืนอันมืด และฝนกำลังตกประปรายอยู่ ฯ [๔๔๗] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปต้องการจะยังความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า ให้เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาค จึงเข้าไป ณ ที่พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ครั้นแล้ว กลิ้งศิลาก้อนใหญ่ๆ ไปใกล้พระผู้มีพระภาค ฯ [๔๔๘] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป จึงตรัส สำทับกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า แม้ถึงว่าท่านจะพึงกลิ้งภูเขาคิชฌกูฏหมดทั้งสิ้น ความหวั่น ไหวก็จะไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้หลุดพ้นแล้วโดยชอบ แน่แท้ ฯ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นเอง ฯ
https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=15&A=3538

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น