วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

พนักงานกรมคุมประพฤติ"ยธ."เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ "หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานคุมประพฤติภาคประชาชน"ที่วัดมหาจุฬาฯ



เมื่อวันที่ ๒๑   พฤศจิกายน   ๒๕๖๖  ที่ศาลาเปรียญอุไรวรรณ  คะนึงสุขเกษม วัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) พระปราโมทย์  วาทโกวิโท, ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา ระดับปริญญาโท มจร  รับนิมนต์เป็นกระบวนกรในหัวข้อ “โค้ชสติ : สมดุลชีวิต สมดุลใจสู่ความสุข” ภายใต้การพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานคุมประพฤติภาคประชาชน ในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานคุมประพฤติภาคประชาชน” โดยมีพระมหาสุเทพ สุปณฺฑิโต, ผศ. หัวหน้าโครงการฝึกอบรม และมีอาจารย์ ดร.สร้อยบุญ ทรายทอง เป็นผู้จัดการและประสานโครงการ โดยจัดฝึกอบรมระหว่าง ๒๐-๒๓ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๖  โดยมีผู้เข้าอบรมจากทั่วประเทศเป็นพระสงฆ์และบุคคลที่ทำงานเกี่ยวกับการคุมประพฤติภาคประชาชน ในเขต “จังหวัดสงขลา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง จังหวัดนครสวรรค์ และกรุงเทพมหานคร” ซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ในการกระทำผิด 

โอกาสนี้นางละอองทิพย์ ปนัดสาโก หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เป็นพนักงานคุมประพฤติชำนาญการพิเศษ และนางสาวพัชรพร ศรีหัตถกรรม พนักงานคุมประพฤติปฏิบัติการ กองบริหารและส่งเสริมเครือข่ายคุมประพฤติ กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ได้เข้าร่วมเรียนรู้ในหลักสูตรนี้ด้วย ซึ่งมีความประทับใจและเห็นความสำคัญอย่างยิ่ง พร้อมสนใจขยายผลต่อให้กับบุคลากรของกรมประพฤติต่อไป 

ถือว่าเป็นบุคคลที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับความทุกข์ต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลาย จะใช้เครื่องมือเดียวไม่ได้เพราะคนมีความเปราะบางโดยเฉพาะเด็กเยาวชน จึงตั้งคำถามว่า “อยู่กับคนที่ทุกข์ ทำอย่างไรใจเราจะไม่ทุกข์ตาม ถ้าช่วยเต็มที่แล้วจงมองว่ากรรมของเขาไม่ใช่กรรมของเรา จงฝึกใจให้มีอุเบกขามีความเป็นกลางเพื่อปล่อยวางเป็น” เพราะมีหลายปัจจัยที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จ สภาพปัญหาและความจำเป็นที่พบทั้งภายนอกและภายใน ประกอบด้วย ๑)เด็กแพ้ทางสังคม  ๒)โครงสร้างระบบเฮงซวย  ๓)เครื่องมือลดการกระทำผิดซ้ำ ๔)จงลงทุนก่อนการลงโทษเด็กเยาวชน ๕)วางระเบิดเวลากับเด็กที่มีความเปราะบาง ๖)เป็นความล้มเหลวเชิงระบบมิใช่ล้มเหลวเชิงปัจเจก เป็นต้น โดยในทางพระพุทธศาสนามองว่าจะต้องใช้กรอบของปธาน ๔ เข้ามาเป็นกรอบ ประกอบด้วย ๑)ป้องกันการทำผิด  ๒)แก้ไขการทำผิด  ๓)เยียวยาการทำผิด  และ ๔)รักษาไว้ให้เกิดความยั่งยืนด้วยการไม่ให้กระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

โดยสิ่งสำคัญผู้ทำงานด้านการปฏิบัติงานคุมประพฤติภาคประชาชนจะต้องพัฒนาตนเองทั้งภายในและภายนอก “ไม่ใช่ทำไปทุกข์ไป ทำไปเรียกร้องความสำคัญไป” จึงต้องพัฒนาตามกรอบภาวนา ๔ ประกอบด้วย ๑)พัฒนาด้านกายภาพ  ๒)พัฒนาด้านพฤติภาพ ๓)พัฒนาด้านจิตตภาพ  ๔)พัฒนาด้านปัญญาภาพ  ๕)พัฒนาด้านอนาตภาพ  จึงต้องอาศัยเครื่องมือการโค้ชสติเพื่อสร้างความสมดุลชีวิต สมดุลใจสู่ความสุขในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ จึงต้องเดินตามอริยสัจโมเดลเป็นฐาน ถือว่าเป็น “พุทธนวัตกรรมผู้คุมมืออาชีพภาคประชาชน” ภายใต้หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพปฏิบัติงานคุมประพฤติภาคประชาชน จึงขออนุโมทนากับงานวิจัยชิ้นนี้ที่เป็นประโยชน์และสร้างผลกระทบในทางบวกต่อเพื่อนมนุษย์อย่างดียิ่งเพราะไม่นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง ซึ่งในอนาคตจะขยายผลไปสู่กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นความร่วมมือภายใต้ Mou 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Sunakkhatta Sutta Identifies Craving and Ignorance as the Roots of Conflict, Offering Mindfulness and Wisdom as the Path to Lasting World Peace

  The Sunakkhatta Sutta (Majjhima Nikāya, Book 14 of the Pāli Canon) presents profound teachings on the development of the human mind and t...