วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

เดินหน้าปั้นเมืองอัจฉริยะ ‘รัฐมนตรีดิจิทัลฯ’ มอบหมาย Depa ผนึก BOI ยกเว้นภาษีนิติบุคคล 100% 3 ปี ดึงดูดลงทุน ‘Smart City’



พร้อมให้สิทธิพิเศษลดหย่อนภาษีในการซื้อสินค้าและบริการ มุ่งสร้างการมีส่วนร่วม เปิดทาง ‘ชุมชน’ ร่วมออกแบบเมืองที่ตอบโจทย์สำหรับทุกคน  

 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ ‘ผลักดันไทยสู่ Smart City’ ในงาน Post Today Smart City 2024  ณ ห้อง แกรนด์ บอลรูม โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอรำวัณ กรุงเทพฯ ว่า นโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภานั้นให้ความสำคัญในการพัฒนาเมืองไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ โดยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยข้อมูลที่แม่นยำและทันสมัย รวมไปถึงการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และสานต่อนโยบายด้าน ‘Carbon Neutrlity’ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำอาเซียนในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไอออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ เพื่อสร้างข้อได้เปรียบให้กับผู้ผลิตสินค้าและบริการในประเทศสามารถเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กติกาใหม่ของโลกที่ให้ความสำคัญกับด้านสิ่งแวดล้อม .

นายประเสริฐ กล่าวว่า เมื่อเข้ามาบริหารงานกระทรวงดิจิทัลฯ ก็ได้นำนโยบายรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติให้มีความสอดคล้องกัน โดยได้ริเริ่มโครงการ ‘The Growt Engine of ThaiLand’ ที่จะมี 3 เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความเจริญ โดยเครื่องยนต์ที่ 1 จะเป็นการยกระดับขีดความสามารถด้านดิจิทัล เพื่อสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศ เครื่องยนต์ที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพด้านความมั่นคงและปลอดภัย ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้ใช้งานทุกคน และเครื่องยนต์ที่ 3 จะเป็นการเพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ด้านดิจิทัลของประเทศ เพราะวันนี้บุคลากรเหล่านี้ในประเทศยังมีไม่มาก .

“ในเครื่องยนต์ที่ 1 ที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับขีดความสามารถของประเทศนั้น ได้มีการบรรจุแผนงานเรื่อง Smart City ไว้เป็นโครงการขนาดใหญ่ และเป็นกลไกสำคัญในการกระจายความเจริญในยังทุกพื้นที่ของประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ การบริหารจัดการเมืองและสิ่งต่างๆ ซึ่งจะตอบโจทย์การนำไปสู่ Smart City ในทุกมิติ” 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวต่อว่า เมืองอัจฉริยะหรือ Smart City จะมีตัวชี้วัดอยู่ 7 ด้าน ได้แก่ 1.การเดินทางขนส่งอัจฉริยะ 2.พลังงานอัจฉริยะ 3.เศรษฐกิจอัจฉริยะ 4.พลเมืองอัจฉริยะ 5.การใช้ชีวิตอัจฉริยะ 6.การบริหารจัดการภาครัฐอัจฉริยะ และ 7.สิ่งแวดล้ออัตฉริยะ ซึ่งกระทรวงฯ ได้ให้ความสำคัญโดยจะต้องเป็นหัวข้อบังคับขั้นต่ำสำหรับเมืองอัจฉริยะทุกเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ก็คือเรื่องของนโยบาย Carbon Neutrlity 

นายประเสริฐ กล่าวว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็น Smart City จึงได้มีการส่งเสริมใน 3 ด้านสำคัญ คือ 1. สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Depa ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในการพัฒนามาตรการดึงดูดนักลงทุนในพื้นที่ Smart City ด้วยมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับนักลงทุนในเมืองอัจฉริยะสูงสุดถึง 100% ของเงินลงทุน ระยะเวลาสูงสุด 3 ปี จากเดิมที่นักลงทุนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกรณีลงทุนด้านดิจิทัลใน Smart City สูงสุด 50%  โดย 2. ได้มอบโจทย์ให้กับทาง Depa ไปประสานงานต่อกับ BOI เพื่อให้นักลงทุนใน Smart City ที่ซื้อสินค้าและบริการในบัญชีบริการดิจิทัล จะได้รับการลดหย่อนเพิ่มเติมอีก 50% และ 3. กระทรวงดิจิทัลฯ มีมาตรการการพัฒนาข้อมูล โดยส่งเสริมการให้บริการแพลตฟอร์มข้อมูลเมืองที่เป็นหัวใจในการยกระดับเมืองสู่เมืองอัจฉริยะที่ยั่งยืน สามารถติดตาม ประเมินและยกระดับเมืองต่อไปได้ 

“หัวใจของการยกระดับจากชุมชนเมืองสู่เมืองอัจฉริยะนั้น เรื่องสำคัญคือชุมชนจะต้องมีส่วนร่วม ต้องมีการสร้างความเข้าใจกับชุมชนว่า Smart City แบบไหนที่ชุมชนต้องการ และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของแต่ละชุมชนแล้วจึงออกแบบเมืองให้สอดคล้องกับความต้องการและมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมีความเหมาะสม และไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกัน เพราะแต่ละเมืองมีความแตกต่างกัน ปัญหาของคนในแต่ละเมืองก็แตกต่างกันและแต่ละเมืองก็เอกลักษณ์ของตัวเอง ดังนั้นแนวคิดการเป็น Smart City จึงมีความแตกต่างกัน อาทิ กรุงเทพมหานครอาจต้องการเมืองอัจฉริยะที่มีเทคโนโลยีในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม หรือแก้ไขปัญหาจราจร หรือ เชียงใหม่อาจเป็น Smart City เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 หรือตัวอย่างในต่างประเทศ เช่นเมืองซานฟรานซิสโก เป็นเมืองที่มุ่งเน้นเน้นที่จะลด Carbon Footprint โดยเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนและวางระบบการคมนาคมขนส่งอัจฉริยะ รวมไปถึงในอัมสเตอร์ดัม ที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมและเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว ดังนั้นทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกันออกแบบขึ้นมา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกล่าวย้ำ 

 นายประเสริฐ กล่าวว่า บทบาทของกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้มีการพูดถึง IoT Sensor เพื่อบริหารจัดการมลภาวะและทรัพยากรต่างๆ หรือการพูดถึง Big Data และ AI ในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์อย่างแม่นยำเพื่อวางแผนรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ รวมไปถึงการพูดถึง Carbon Cradit Trading Platform ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและเป็นปัจจัยในการผลักดันการยอมรับในภาครัฐและผู้ประกอบการต่างๆ ในการนำเสนอสินค้าและบริการไปสู่ต่างประเทศ และเรื่อง Blockchain Technology ในการพัฒนาด้านต่างๆ ซึ่งเราจำเป็นต้องทำและเป็นข้อบังคับของ Smart City ทุกเมืองที่จะต้องดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม 

 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ย้ำว่า เป้าหมายและสิ่งที่คาดหวังจาก Smart City นั้นคือการจะต้องมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีความต่อเนื่องและอยู่กับเมืองนั้นตลอดไป โดยไม่จำเป็นจะต้องทำตามกระแสและจะต้องอยู่ในบริบทที่ประเทศไทยจะต้องได้รับประโยชน์ นอกจากนี้ยังต้องลดความเหลื่อมล้ำหรือ Smart For All ทุกคนจะต้องได้รับบริการที่สะดวกสบายอย่างเท่าเทียมกัน รวมไปถึงจะต้องเน้นให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเมือง ลดค่าใช้จ่าย ใช้ชีวิตที่มีค่าอย่างสะดวกสบาย ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นเมืองที่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง เราจะได้เห็นเมืองแห่งความสุข ที่มีความสะดวกสบายและได้เห็นรอยยิ้มของทุกคนในชุมชน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Sunakkhatta Sutta Identifies Craving and Ignorance as the Roots of Conflict, Offering Mindfulness and Wisdom as the Path to Lasting World Peace

  The Sunakkhatta Sutta (Majjhima Nikāya, Book 14 of the Pāli Canon) presents profound teachings on the development of the human mind and t...