วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

"ณพลเดช"ที่ปรึกษา"พวงเพ็ชร-กมธ.ศาสนาฯสภาฯ"ทอดกฐินตกค้างวัดป่าคาสามัคคีเขาค้อ



วันที่ 19 พฤศจิกายน 2566  นายณพลเดช มณีลังกา ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้ เป็นประธานกฐินที่วัดป่าคาสามัคคี อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ วัดนี้อยู่ห่างจากวัดดังแห่งหนึ่งคือวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว (มีพระพุทธเจ้าสีขาวซ้อนกัน 5 องค์) เพียง 10 กม. สำหรับบรรยากาศ สิ่งแวดล้อม ความเย็นสบายเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือการที่มีนักท่องเที่ยว นักแสวงบุญ ความสวยงามของวัดวาอาราม ต่างกันแบบลิบลับ  

นายณพลเดช  กล่าวว่า สาเหตุที่เป็นประธานกฐินวัดป่าคาสามัคคี ก็ด้วยเพราะวัดนี้ติดลำดับวัดที่ไม่มีเจ้าภาพกฐิน หรือเป็นวัดที่กฐินตกค้างนั้นเอง ในทุกๆ ปี ประเทศไทยจะมีวัดที่ไม่มีคนไปทอดกฐินเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายเพราะพระก็ไม่ได้อานิสงส์กฐิน ญาติโยมก็ไม่ได้บุญ ไม่ได้สร้างกิจกรรมอันเป็น Soft Power ที่เป็นประเพณีวัฒนธรรมของไทยที่สืบทอดกันมาช้านานในท้องถิ่น ในความเป็นจริงตามพุทธบัญญัติการจะทอดกฐินไม่ได้ใช้เงินมาก หากมีแต่เพียงองค์กฐิน ที่ถวายพระภิกษุที่จำพรรษาครบไตรมาส เช่น 1.ผ้าไตรจีวร 2.บาตร 3.ตาลปัตร 4.ย่าม 5.รองเท้า และบริวารกฐินเพียงเล็กน้อย เท่านี้ก็ดำเนินการพิธีกรานกฐิน ได้แล้วครับ จริงๆ หากเราจัดงบประมาณลงไปเพื่อเป็นต้นกฐิน สำหรับกฐินตกค้าง ผมว่าอาจใช้เงินไม่ถึง 100 ล้านบาทต่อปีด้วยซ้ำซึ่งผลที่ได้กลับคืนสู่สังคมผมเชื่อมั่นว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม



อีกมุมมองหนึ่งในมิติของการพัฒนาการ ของการคลังสาธารณะหรือการคลังมหาชน ในยุคต้นกับยุคคลาสสิก รัฐไม่เน้นกู้แต่โลก “ยุคใหม่” นี้ ทั่วโลกต่างยอมรับการใช้งบประมาณเกินดุล แม้ญี่ปุ่นเองก็มีหนี้สาธารณะ Debt-to-GDP สูงถึง 256.9% หากมองย้อนหลังอัตราส่วนหนี้ต่อ GDP ของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 60.17% และที่ผ่านมาเราแทบจะกู้มาโดยไม่เห็นนำเม็ดเงินเข้าไปสนับสนุนการศาสนาเลย แม้ที่เห็นๆ ในช่วงโควิดที่ผ่านมาพระก็ไม่ได้เงินเยียวยาโควิดทัดเทียมกับประชาชนทั่วไปด้วยซ้ำ กลับกันฝ่ายสงฆ์กลับถูกโจมตีเรื่องเงินบริจาค อ้างว่ารวยซึ่งมีวัดเพียงไม่ถึง 0.01% ที่เข้าข่ายและอาจผิดจริง แต่วัดอีก 99.99% หาเช้ากินเพล เงินจะสร้างจะบำรุงโบสถ์วิหารก็แทบไม่มี ความนี้เป็นความลำบากของวงการพระสงฆ์ไทยเป็นอย่างมาก 

"แนวคิดของผมเห็นว่า ควรตั้งกองทุนหรือธนาคารที่มีลักษณะ คล้ายกับธนาคาร + บสย. ที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาลและตรวจสอบได้ เพื่อสนับสนุนการเงินให้กับวัดและคณะสงฆ์ เพื่อผลักดันไปสู่ Soft power ทั้งด้านศิลปะและวัฒนธรรม เสริมสร้างการท่องเที่ยว ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง โดยสนับสนุนจากรัฐฯ คล้ายๆ กับวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ที่เขาหางบประมาณเองแต่ผลทำให้ชุมชนประชาชนโดยรอบได้รับอานิสงส์ มีรายได้เข้าครัวเรือนเป็นกอบเป็นกำ และอีกมิติหนึ่งก็สร้างศีลธรรมให้กับสังคม ลดคดีสู่กระบวนการยุติธรรม เพิ่มแหล่งท่องเที่ยว บ้านเมืองงดงาม มีเอกลักษณ์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติสู่เมืองไทย ซึ่งเป็นการลงทุนที่น้อยแต่คุ้มค่ามหาศาล" นายณพลเดช  ระบุ

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Sunakkhatta Sutta Identifies Craving and Ignorance as the Roots of Conflict, Offering Mindfulness and Wisdom as the Path to Lasting World Peace

  The Sunakkhatta Sutta (Majjhima Nikāya, Book 14 of the Pāli Canon) presents profound teachings on the development of the human mind and t...