วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567

"ผอ.ป.โทสันติศึกษา มจร" สันติสนทนากับรองมุขนายกสังฆมณฑลนครสวรรค์



วันที่ ๒๐ มีนาคม  ๒๕๖๗ พระปราโมทย์ วาทโกวิโท, ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา ระดับปริญญาโท บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)  ร่วมมือกับผู้นำศาสนาคริสต์โดยร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างศาสนา กับ หลวงพ่อบาทหลวง ดร.รังสิพลเปลี่ยนพันธุ์  รองมุขนายกสังฆมณฑลนครสวรรค์  ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข สถาบันพระปกเกล้า รุ่น ๑๓  ณ วัดคาทอลิก แม่พระรับสาร  อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์  

หนึ่งงานที่สำคัญของหลวงพ่อบาทหลวง ดร.รังสิพล เปลี่ยนพันธุ์  รองมุขนายกสังฆมณฑลนครสวรรค์ ในการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมคือ การดูแลผู้พิการ ซึ่งเป็นผู้เปราะบางทางสังคม ถือว่าเป็นงานสงเคราะห์ผู้คนในชุมชน โดยสอดรับกับหลักการในทางพระพุทธศาสนามิติการสงเคราะห์ผู้คนตามหลักพุทธสันติวิธีคือ สังคหวัตถุธรรม ๔ ประการ จึงขอโอกาสร่วมบุญกับหลวงพ่อบาทหลวงจำนวน ๕,๐๐๐ บาท ถือว่าเป็นจุดร่วมระหว่างศาสนาพุทธคริสต์ คือการ สงเคราะห์คนในสังคม นำพาศาสนิกชนออกจากทุกข์ซึ่งวันนี้ขออนุโมทนากับหลวงพ่อบาทหลวงและคณะได้ถวายภัตตาหารเช้า กาแฟ ยังได้สันติสนทนามิติของศาสนา พร้อมมอบเสื้อจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาด สหรัฐอเมริกา ให้กับหลวงพ่อ  

โดยจุดยืนของทุกศาสนาคือเพื่อสันติภาพ โดยศาสนาทุกศาสนามีทั้งจุดเหมือนกันและจุดแตกต่างกัน การช่วยเหลือมนุษย์ ให้พ้นทุกข์มีสุขและสัมพันธ์กันฉันพี่น้องเป็นคำสอนสำคัญของทุกศาสนาและเป็นจุดเริ่มต้นและจุดพบของศาสนาต่างๆ การสนใจรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันของศาสนาแต่อย่างเดียว จะทำให้มองข้ามจุดร่วมนี้และนำจุดแตกต่างกันทางศาสนาไปแบ่งแยกมนุษย์ออกจากกันเป็น #พวกเรา #พวกเขา ในทางตรงข้ามการมองเห็นจุดร่วมกันของศาสนาจะนำไปสู่ความร่วมมือกันระหว่างศาสนิกชนต่างๆ ในการรักษาภราดรภาพของมนุษย์และสันติภาพของโลกให้คงอยู่ตลอดไป 

หนทางไปสู่สันติภาพเป็นหนทางที่ยาวและเต็มไปด้วยขวากหนามต่างๆ สันติภาพของโลกไม่ได้เป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นความหวังของมนุษย์ที่มีทางเป็นไปได้ การยึดถือจุดร่วมกันของศาสนาและการทำจิตใจ ให้เปิดกว้างมีความสัมพันธ์แนบแน่นดับมวลมนุษย์เป็นก้าวแรกที่สำคัญของการเดินบนถนนสู่สันติภาพ ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของสันติภาพคือ มนุษย์ จิตใจที่คับแคบมีอคติและมองไม่เห็นกำเนิดและชะตากรรมร่วมกันของมนุษย์เป็นขวากหนามแหลมคมบนเส้นทางนี้ 

ถ้าหากศาสนิกชนไม่ร่วมมือกันสร้างภราดรภาพให้เกิดขึ้นในสังคมและใช้จุดแตกต่างทางศาสนาแบ่งแยกมนุษย์ออกจากกันและสร้างความขัดแย้งทางศาสนาให้เกิดขึ้น สันติภาพของโลกจะเป็นเพียงความฝัน อันสูงสุดของมนุษย์เท่านั้น ถ้าหากไม่มีสันติภาพในศาสนาต่างๆ สันติภาพในโลกจะเกิดขึ้นไม่ได้  สอดรับกับท่านศรีเยาวหราลเนรูห์ อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย กล่าวปราศรัยในการประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติที่กรุงนิวยอร์ก เมื่อพ.ศ.๒๕๐๓ ตอนหนึ่งว่า " ถ้าประชาชนชาวโลกได้ปฏิบัติตามคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า : The Great Son of India : แล้ว โลกจะมีแต่ความสงบสุขสันติตลอดไปโดยแท้"

ท่ามกลางความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมในสังคมไทยและสังคมโลก การอยู่ร่วมบนความแตกต่างทางศาสนา จึงมอง ๔ มิติ ประกอบด้วย  

๑)มิติ ศาสนาสร้างสามัคคีเป็นฐานสร้างสันติสุขในสังคม  โดยมองว่าศาสนาในสังคมไทยมี ๒ รูปแบบ ประกอบด้วย ศาสนาลอยตัวมุ่งเชิงรับ และศาสนาพัวพันมุ่งเชิงรุก เพื่อไปช่วยเหลือสังคมรวมถึงเผยแพร่คำสอนที่ทันสมัยเข้าถึงสามารถนำไปปฏิบัติได้ เป็นศาสนาเพื่อสังคม ศาสนายุคใหม่จึงต้องมองความเป็นมนุษย์เป็นศาสนาที่สร้างความสามัคคีผ่านคำว่า "แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง" จะต้องเรียนรู้ เคารพ ยอมรับ อดทนในความแตกต่าง  ซึ่งพลังของศาสนาจึงเป็นฐานอยู่การอยู่รอดของมวลมนุษยชาติ  ทุกศาสนาจึงควรสันติสนทนาสื่อสารกันผ่าน "การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน พร้อมแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง" จึงย้ำว่าถ้าเราหาสันติภาพไม่ได้ในศาสนา ไม่มีทางจะหาสันติภาพจากที่อื่นได้ เพราะการก่อตั้งของศาสนาคือสันติสุข ศาสนาจึงต้องมุ่งสร้างความสามัคคี ในฐานะศาสนิกของศาสนาต้องระวังการเสียดสีในทางศาสนา 

๒)มิติ เข้าใจศาสนาของตนอย่างลึกซึ้งและเรียนรู้ศาสนาอื่น  โดยนักวิชาการทางศาสนากล่าวว่า บุคคลที่ป่วยทางจิตมาจากการศึกษาศาสนาที่ไม่ครบสมบูรณ์ ซึ่งการเรียนรู้ศาสนาไม่ได้ศึกษาเพื่อถกเถียงเอาชนะแต่เพื่อศึกษาสร้างความเข้าใจระหว่างศาสนา หลวงปู่ติชนัทฮันห์เคยกล่าวว่า "จงอย่าบ้าคลั่งหลักการและทฤษฎีทางศาสนา" เพราะแท้จริงแล้วโลกต้องมีศาสนาครบทุกชนิด มีศาสนาเดียวไม่ได้ ทำให้หลวงพ่อพุทธทาสมีปณิธานอันแน่วแน่ ๓ ประการหนึ่งในนั้นคือ  "ทำความเข้าใจระหว่างศาสนา" โดยผู้นำและศาสนิกสันติสนทนากันบ่อยๆ แต่ถ้าจะมองกันจริงๆ แล้วเราไม่มีศาสนาเป็นการก้าวข้ามสมมุติบัญญัติ ทำให้มองมิติหลากหลาย เช่น ศาสนาเชิงปริยัติคัมภีร์  เชิงปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  เชิงสังคมช่วยเหลือสังคม  เชิงพิธีกรรมประเพณีวัฒนธรรม และปัจจุบันไม่ขอนับถือศาสนาใดๆ เลย ซึ่งแม้ในพระพุทธศาสนาแยกออกเป็น ๓ นิกาย คือ นิกายเถรวาท นิกายมหายาน และนิกายวัชรยาน แต่หัวใจของพระพุทธศาสนาคือ การรักษาศีล การให้ทาน และเจริญสติพัฒนาจิตใจ ในทางพระพุทธศาสนามีสันติวัฒนธรรมถือว่าเป็นเครื่องมือป้องกันความขัดแย้งประกอบด้วย ๑)สามีจิกรรม  เป็นการขอขมาขอโทษ  ๒)ปวารณา เป็นการการวัฒนธรรมเตือนกันได้ วัฒนธรรมเตือนกันได้ ๓)แสดงอาบัติ เป็นการยอมรับในความผิดพลาดเล็กน้อยมีสติแล้วสัญญาว่าจะไม่กระทำอีก ๔)ระบบอาวุโส เป็นการเคารพกันตามลำดับบวชก่อนหลัง เคารพให้เกียรติกัน   

๓)มิติ ศาสนาเป็นรากฐานของวัฒนธรรม เป็นการสะท้อนว่ายุคหลังสงครามเย็นจะยุติความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมือง แต่จะเริ่มขัดแย้งทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นคำเตือนของฮันติงตันระวังความขัดแย้งทางวัฒนธรรม ระหว่างแต่ละศาสนาขัดแย้งกัน ในอดีตใช้ศรัทธาเพื่อศึกษาศาสนาแต่ปัจจุบันมีกระบวนการเรียนศาสนาเพื่อลดความขัดแย้งในศาสนา เพราะอุดมการณ์ทางศาสนาฝังรากลึก โดยศาสนาเป็นรากฐานแห่งวัฒนธรรม ความขัดแย้งมาจากวัฒนธรรมต่างกัน ทำให้สหประชาชาติย้ำว่า "ไม่ให้นำศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้ง" เพราะศาสนาเป็นต้นตอสันติภาพและศาสนาเป็นต้นเหตุสงคราม ซึ่งอดีตที่ผ่านมาศาสนาเคยถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้ง จึงประกาศประโยคที่ว่า  No more wars in the name of religion  แปลว่า ไม่ยอมให้มีสงครามในนามของศาสนาอีกต่อไป ซึ่งที่ผ่านศาสนาถูกอ้างเป็นเครื่องมือ " สงครามกับศาสนาเป็นของคู่กัน" ศาสนาจึงเป็นต้นเหตุ เครื่องมือ นำมาแทนที่ และอ้างอย่างผิดๆ ในการสร้างความขัดแย้งและนำไปสู่ความรุนแรง แต่แท้จริงแล้วความแตกต่างคือมรดกโลกจงอย่างทำลาย เช่น ศาสนา วัฒนธรรม เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ สีผิว ชาติพันธุ์ การเมือง ความเชื่อ  ภาษา และ  Gen  เป็นต้น โดยความแตกต่างทางศาสนาเป็นเสน่ห์อย่าให้ปากกาหักแต่จงสันติสนทนาก่อนบ่อยๆ "จงเลือกหนึ่งแต่จงเคารพที่หลากหลาย" 

๔)มิติ มองความเป็นสากลในฐานะมนุษย์-สิทธิมนุษยชน โดยมนุษย์ทุกศาสนาล้วนมีความทุกข์เหมือนกันมีภาวะแห่งความเปราะบาง เช่น หิว โกรธ เหงา เหนื่อย กลัว ขัดแย้ง เป็นต้น แต่ถ้ามองลึกๆ แล้ว ทุกคนในโลกแม้ต่างชาติ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม แต่ทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นศักดิ์ศรีที่มีมาตั้งแต่กำเนิดและศักดิ์ศรีนี้มาพร้อมกับสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีใครจะเอาไปจากตัวเราได้  แต่สิ่งที่น่ากลัวคือเราไปติดกับชาว จึงมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ เช่น ชาวพุทธ ชาวคริสต์ ชาวอิสลาม ชาวซิกส์ และชาวฮินดู  ทำให้เราเกลียดชาวอื่นที่ไม่ใช่ชาวเราทำให้เกิดการล่วงเกิดขึ้น เช่น ล่วงละเมิด ล่วงเลย ล่วงล้ำ ล่วงเกิน รวมถึงการล่วงลับ แท้จริงแล้วเรามีความสากลประกอบด้วย มนุษย์สากล เมตตากรุณาสากล ปัญญาสากล  และสันติภาพสากล  จึงต้องเรื่องสิทธิมนุษยชนย้ำว่า "จะไม่ทำให้ผู้ใดเสียชีวิตแม้ตนเองจะต้องตาย"  

โดยพื้นฐานของมวลมนุษย์เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติจะต้องเคารพกัน ๕ ประการคือ ๑)เคารพในชีวิต ๒)เคารพในทรัพย์สิน ๓)เคารพในครอบครัว ๔)เคารพในสังคมและการสื่อสาร ๕)เคารพในสุขภาพ  โดยการเป็นนักสันติวัฒนธรรมจะต้องมีความหนักแน่นทั้งอายตนะคือ ตาหนัก หูหนัก จมูกหนัก ลิ้นหนัก กายหนัก และใจหนัก หนักในสิ่งที่มีความแตกต่างกันซึ่งความแตกต่างทำให้โลกสวยงามแต่การไม่ยอมรับความแตกต่างนำไปสู่ความรุนแรง ในอดีตจึงมีวิธีการจัดการกับผู้เห็นต่าง เช่น ใช้กฎหมายจัดการ ใส่ร้าย ควบคุม รวมถึงใช้ความรุนแรง ทำลายล้าง ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เป็นต้น ทำให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาขันติวาที ซึ่งองค์ประกอบของขันติธรรมทางศาสนาประกอบด้วย ๑)การอนญาตในความแตกต่าง ๒)การอยู่ร่วมในความแตกต่าง ๓)การเคารพในความแตกต่าง ๔)การยอมรับในความแตกต่าง โดยชาวพุทธจึงวัดกันที่การมีขันติธรรม ซึ่งการประเมินขันติธรรมทางศาสนาจึงประเมินความอดกลั้น และประเมินความใจกว้าง ทำให้พหุศาสนาหรือพหุวัฒนธรรมมอง ๓ มิติประกอบด้วย ๑)พหุนิยม มองความเป็นพหุวัฒนธรรม ๒)การยอมรับ มองขันติธรรมทางศาสนา ๓)ความเป็นอื่น มองถึงความแตกต่างหลากหลาย


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Song: Ma Hug (Come Love)

By Dr. Samran Sompong and AI (Intro) Oh… the full moon shines in the clear sky, Our hearts come to love the Dhamma. (Verse 1) On the ...