กรุงเนปีดอว์/ดอยไตแลง – ความเคลื่อนไหวของพลเอกเจ้ายอดศึก ผู้นำสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) ที่นำกลุ่มพันธมิตร 7 กองกำลังชาติพันธุ์ (7 EAO Alliance) เข้าหารือกับคณะกรรมการประสานงานโฆษณาและสร้างสันติภาพแห่งชาติ (NSPNC) ของสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ถูกจับตาในฐานะ “จุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์” ของกระบวนการสันติภาพเมียนมา ภายหลังการเลือกตั้งแบบแบ่งระยะของรัฐบาลทหารสิ้นสุดลงช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026
บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: พลวัตของกองกำลังรัฐฉานใต้ (RCSS/SSA) และพันธมิตร 7 กลุ่ม (7 EAO Alliance) ในกระบวนการสันติภาพ NSPNC ท่ามกลางภูมิทัศน์หลังการเลือกตั้งปี 2026
บทคัดย่อสำหรับผู้บริหาร (Executive Summary)
ณ เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 (พ.ศ. 2569) สถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาได้วิวัฒนาการเข้าสู่สภาวะ "ทวิลักษณ์ทางยุทธศาสตร์" (Strategic Bifurcation) ที่มีความชัดเจนและซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยแบ่งแยกขั้วอำนาจและการดำเนินกุศโลบายระหว่างพื้นที่รัฐฉานตอนเหนือซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนอย่างเข้มข้น และพื้นที่รัฐฉานตอนใต้/ตะวันออกภายใต้การนำของสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (Restoration Council of Shan State - RCSS/SSA) ของพลเอกเจ้ายอดศึก
รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์เชิงลึกถึงนัยสำคัญของการที่พลเอกเจ้ายอดศึกนำกลุ่มพันธมิตร 7 กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ (7 EAO Alliance) เข้าหารือกับคณะกรรมการประสานงานโฆษณาและสร้างสันติภาพแห่งชาติ (National Solidarity and Peacemaking Negotiation Committee - NSPNC) ของสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ณ กรุงเนปีดอว์ ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เหตุการณ์นี้มิใช่เพียงการสานต่อกระบวนการเจรจาตามปกติ แต่เป็น "จุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์" (Strategic Inflection Point) ที่เกิดขึ้นภายหลังบริบททางการเมืองที่สำคัญสองประการ: 1) การสิ้นสุดของกระบวนการเลือกตั้งทั่วไปแบบแบ่งระยะ (Phased General Election) ของรัฐบาลทหารในช่วงเดือนธันวาคม 2025 ถึงมกราคม 2026 และ 2) การปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของจีนอย่างรุนแรงในช่วงปลายปี 2025 ซึ่งส่งผลให้กองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ตัดการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรสามภราดรภาพ (Three Brotherhood Alliance) ในตอนเหนือ
การวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกถึงแรงจูงใจ ความเสี่ยง และผลกระทบของการที่ RCSS ยึดมั่นในกรอบข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) และข้อเสนอใหม่เรื่อง "กองทัพสหพันธรัฐ" (Federal Army) ในขณะที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากฝ่ายต่อต้าน (Spring Revolution) และพลวัตของมหาอำนาจภายนอก
1. บทนำ: ภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงของเมียนมาในต้นปี 2026
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 สงครามกลางเมืองในเมียนมาได้เปลี่ยนรูปแบบจากสงครามการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว (War of Movement) ในช่วงปี 2023-2024 มาสู่สภาวะ "ชะงักงันที่ถูกควบคุม" (Managed Stalemate) ในบางพื้นที่ และ "ความรุนแรงที่ไร้รูปแบบ" ในพื้นที่อื่น ๆ ปัจจัยชี้ขาดในสมการนี้คือผลพวงของการเลือกตั้งและการแทรกแซงของจีน
1.1 บริบทหลังการเลือกตั้ง 2025-2026: ความชอบธรรมที่เปราะบาง
รัฐบาลทหารเมียนมาภายใต้การนำของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งทั่วไปแบบแบ่งระยะ (Phased Election) เสร็จสิ้นในช่วงเดือนมกราคม 2026
สำหรับกลุ่ม 7 EAO Alliance สถานการณ์หลังการเลือกตั้งสร้างแรงกดดันมหาศาล พวกเขาต้องเผชิญกับทางเลือกทางยุทธศาสตร์ที่ยากลำบาก: การปฏิเสธผลการเลือกตั้งอย่างสิ้นเชิงซึ่งอาจนำไปสู่การถูกโจมตีทางอากาศและทางบกจากกองทัพพม่าที่พยายามสร้าง "เอกภาพหลังการเลือกตั้ง" หรือการเข้าร่วมกระบวนการเจรจาเพื่อรักษาพื้นที่และอิทธิพลทางการเมือง ซึ่ง RCSS และพันธมิตรเลือกเส้นทางหลัง โดยใช้เวที NSPNC เป็นเครื่องมือในการต่อรอง
1.2 การแบ่งขั้วทางยุทธศาสตร์: เหนือ vs ใต้
ต้นปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกที่ชัดเจนที่สุดในรัฐฉาน ซึ่งเป็นสมรภูมิที่ซับซ้อนที่สุดของประเทศ:
รัฐฉานตอนเหนือ (Northern Theater): ตกอยู่ภายใต้สภาวะ "แช่แข็ง" (Frozen Conflict) อันเนื่องมาจากการแทรกแซงของจีน ปฏิบัติการ 1027 ที่เคยสร้างความสั่นสะเทือนได้หยุดชะงักลง กองกำลังโกก้าง (MNDAA) ถูกกดดันให้ถอนตัวออกจากตัวเมืองล่าเสี้ยว (Lashio) ในขณะที่กองทัพว้า (UWSA) ตัดการส่งกำลังบำรุงตามคำสั่งปักกิ่ง
รัฐฉานตอนใต้และตะวันออก (Southern/Eastern Theater): เป็นพื้นที่อิทธิพลหลักของ RCSS/SSA ซึ่งดำเนินนโยบาย "ความเป็นกลางเชิงรุก" (Active Neutrality) โดยปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) หรือรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) อย่างเปิดเผย แต่หันมาผลักดันข้อเรียกร้องทางการเมืองผ่านการเจรจากับเนปีดอว์แทน
2. การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของ RCSS/SSA และพลเอกเจ้ายอดศึก
สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ภายใต้การนำของพลเอกเจ้ายอดศึก ยังคงเป็น "แกนกลาง" (Linchpin) ของกลุ่มกองกำลังที่ยังคงยึดถือในข้อตกลง NCA การเคลื่อนไหวของเจ้ายอดศึกในช่วงต้นปี 2026 สะท้อนถึงการคำนวณผลได้ผลเสียที่ละเอียดอ่อน ท่ามกลางความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็น "ผู้ทรยศ" ต่อการปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิ
2.1 สุนทรพจน์วันชาติรัฐฉานปีที่ 79 (7 กุมภาพันธ์ 2026): การถอดรหัสสารทางการเมือง
เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2026 ณ ฐานที่มั่นดอยไตแลง (Loi Tai Leng) พลเอกเจ้ายอดศึกได้ใช้โอกาสในงานฉลองวันชาติรัฐฉานปีที่ 79 เพื่อประกาศวิสัยทัศน์และจุดยืนทางการเมืองที่สำคัญ สุนทรพจน์ของเขามีนัยสำคัญหลายประการที่บ่งชี้ถึงทิศทางของ RCSS ในปี 2026:
ก. การวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำทหารทางอ้อม:
เจ้ายอดศึกกล่าวโทษว่าความไม่สงบและวิกฤตการณ์ของประเทศเกิดจาก "อัตตา ทิฐิ และความโลภ" ของผู้นำเพียงคนเดียว (A single leader)
ข. ข้อเสนอ 4 ประการเพื่อทางออกของสหภาพ:
เจ้ายอดศึกได้ยื่นข้อเสนอ 4 ข้อเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ ซึ่งสะท้อนถึงอุดมการณ์ "ทางสายกลาง" (Middle Way) ของเขา:
การเรียนรู้จากความผิดพลาด: เรียกร้องให้ผู้นำทั้งพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ยอมรับความผิดพลาดในอดีต
การยึดมั่นในสัญญาปางโหลง: การฟื้นฟูจิตวิญญาณของข้อตกลงปางโหลงปี 1947 ซึ่งเป็นรากฐานความชอบธรรมของการมีอยู่ของสหภาพพม่า
การเจรจาแบบเผชิญหน้า (Face-to-Face Dialogue): การปฏิเสธแนวทางทหารแบบแตกหัก และสนับสนุนการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน
การจัดตั้ง "กองทัพสหพันธรัฐ" (Federal Army): นี่คือข้อเสนอที่ท้าทายและสำคัญที่สุด
2.2 นัยของ "กองทัพสหพันธรัฐ" (Federal Army) ในมุมมองของ RCSS
ความแตกต่างระหว่าง "กองทัพสหพันธรัฐ" (Federal Army) ที่ RCSS เสนอ กับ "กองทัพสหภาพสหพันธรัฐ" (Federal Union Army) ที่ NUG พยายามสร้าง มีความสำคัญยิ่งในเชิงรัฐศาสตร์:
โมเดลของ NUG: มุ่งเน้นการรวมศูนย์การบังคับบัญชาภายใต้รัฐบาลพลเรือน (MOD-NUG) เพื่อต่อสู้กับเผด็จการทหาร โดยมีเป้าหมายคือการล้มล้างกองทัพพม่าปัจจุบัน
โมเดลของ RCSS: จากการวิเคราะห์บริบทการเจรจา ข้อเสนอของเจ้ายอดศึกน่าจะหมายถึงการปฏิรูปความมั่นคง (Security Sector Reform - SSR) ที่ยอมให้กองกำลังชาติพันธุ์ดำรงอยู่ได้ในฐานะ "กองกำลังป้องกันรัฐ" (State Guard) ภายใต้โครงสร้างสหพันธรัฐที่หลวมกว่า โดยไม่ต้องปลดอาวุธ (DDR) ก่อนการตั้งรัฐบาลใหม่ นี่คือ "ไพ่" ที่เจ้ายอดศึกใช้ต่อรองกับเนปีดอว์ เพื่อยืนยันว่า RCSS จะไม่สลายตัวไปเป็นหน่วยพิทักษ์ชายแดน (BGF) ตามรัฐธรรมนูญ 2008 เดิม
2.3 การประณามนานาชาติและการสร้างความชอบธรรม
ในขณะที่เข้าร่วมโต๊ะเจรจา เจ้ายอดศึกก็ยังคงรักษาภาพลักษณ์ของการเป็น "นักสู้เพื่อประชาชน" ด้วยการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Reuters (สื่อตะวันตกเพียงรายเดียวที่ได้รับเชิญขึ้นดอยไตแลง) โดยกล่าวหาว่าผู้นำโลกเพิกเฉยต่อการโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่า และชี้ว่า "มีเพียงจีนเท่านั้นที่เข้ามาแทรกแซง"
3. พันธมิตร 7 กลุ่ม (7 EAO Alliance): โครงสร้าง ความเปราะบาง และนัยต่อ NSPNC
กลุ่ม "7 EAO Alliance" หรือ "กลุ่มพันธมิตร 7 กองกำลัง" เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2024 เพื่อทดแทนคณะทำงานกระบวนการสันติภาพ (PPST) เดิม
3.1 องค์ประกอบและสถานะความแตกแยก (Fragmentation)
สมาชิกของกลุ่ม 7 EAO ประกอบด้วย:
สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) - แกนนำหลัก
พรรครัฐมอญใหม่ (NMSP)
กองกำลังกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (DKBA)
สภาสันติภาพกองพลน้อยกะเหรี่ยง (KNU/KNLA-PC)
สหภาพประชาธิปไตยลาหู่ (LDU)
พรรคปลดปล่อยอาระกัน (ALP)
องค์กรปลดปล่อยแห่งชาติปะโอ (PNLO)
ตารางที่ 1: สถานะความแตกแยกภายในกลุ่ม 7 EAO Alliance (ข้อมูล ณ กุมภาพันธ์ 2026)
| กลุ่ม (EAO) | สถานะความแตกแยก (Fragmentation Status) | ขั้วที่เข้าร่วมเจรจา NSPNC | ขั้วที่เข้าร่วม Spring Revolution (NUG/PDF) |
| RCSS | เอกภาพ (Unified) | RCSS หลัก (เจ้ายอดศึก) | - |
| NMSP | แตกแยกสูง | NMSP (พรรคแม่) | NMSP-AD (Anti-Dictatorship) |
| PNLO | แตกแยกสูง | PNLO (ฝ่ายเจรจา) | PNLO (ฝ่ายกองทัพ/PNLA) ร่วมรบในรัฐฉานใต้ |
| ALP | แตกแยก | ALP (ฝ่าย Saw Mra Razar Lin) | ฝ่ายต่อต้านบางส่วน |
| LDU | แตกแยก | LDU (ฝ่ายเจรจา) | LDU (ฝ่ายต่อต้าน) |
| DKBA | ปานกลาง | DKBA (กองบัญชาการ) | กองพันย่อยบางส่วนร่วมกับ KNU/PDF |
การวิเคราะห์ความเปราะบาง:
ตารางข้างต้นชี้ให้เห็นว่า "7 EAO Alliance" ที่นั่งเจรจาในเนปีดอว์นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียง "เศษเสี้ยว" ขององค์กรดั้งเดิมในหลายกรณี โดยเฉพาะ NMSP และ PNLO ที่กองกำลังหลักได้หันไปจับอาวุธร่วมกับฝ่ายต่อต้านแล้ว
3.2 วาระการหารือที่เนปีดอว์ (กุมภาพันธ์ 2026)
การประชุมระหว่างตัวแทน 7 EAO และ NSPNC ซึ่งนำโดยพลโท ยา เปีย (Lt-Gen Yar Pyae) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 มีวาระสำคัญ 3 ประการ:
ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (Humanitarian Assistance): เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 กลุ่ม 7 EAO ได้ยื่นข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้ทุกฝ่ายเปิดทางและให้ความคุ้มครองแก่การส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
นี่เป็นยุทธศาสตร์ของ RCSS ที่ต้องการใช้ประเด็นมนุษยธรรมเป็น "พื้นที่กลาง" (Common Ground) เพื่อดึงประชาคมโลกและอาเซียนเข้ามามีส่วนร่วม และลดความรุนแรงในพื้นที่ของตน กรอบการเมืองหลังการเลือกตั้ง (Post-Election Political Framework): การหารือมุ่งเน้นไปที่การขยายพื้นที่ทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่หรือฉบับแก้ไขที่กองทัพพยายามผลักดัน
พันเอก ซอ จอ ยุ้นต์ (Col. Saw Kyaw Nyunt) โฆษกกลุ่มพันธมิตร ยืนยันว่าเป้าหมายคือการ "ชุบชีวิต" (Revive) การเจรจาทางการเมืองที่เกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Transactional Politics): สำหรับรัฐบาลทหาร (SAC) การปรากฏตัวของเจ้ายอดศึกและพันธมิตรที่เนปีดอว์หลังการเลือกตั้ง เป็นการส่งสัญญาณไปยังจีน อินเดีย และไทย ว่ากระบวนการสันติภาพยังไม่ล่มสลาย และรัฐบาลใหม่มีความชอบธรรมในการปกครอง
ในทางกลับกัน RCSS ต้องการหลักประกันว่าจะไม่มีการโจมตีทางอากาศในฐานที่มั่นของตน และโอกาสในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการบริหารในรัฐฉานใต้
4. เงาทะมึนจากภาคเหนือ: ปฏิบัติการ 1027 และปัจจัยจีน (China Factor)
เพื่อให้เข้าใจบริบทการตัดสินใจของ RCSS ในปี 2026 จำเป็นต้องวิเคราะห์สถานการณ์ในรัฐฉานตอนเหนือ ซึ่งเปรียบเสมือน "ภาพสะท้อน" ที่ RCSS พยายามหลีกเลี่ยง
4.1 การพลิกผันทางยุทธศาสตร์ของว้า (UWSA) และจีน (สิงหาคม 2025)
จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงปี 2026 คือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2025 ณ เมืองปางซาง (Panghsang) กองทัพว้า (UWSA) ได้ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางทหารและการเงินกับกลุ่มพันธมิตรสามภราดรภาพ (MNDAA, TNLA, SSPP)
กลไกการบีบบังคับของจีน:
การตัดสินใจของว้าไม่ได้เกิดขึ้นโดยสมัครใจ แต่เกิดจากมาตรการขั้นเด็ดขาดของจีน:
การตัดสาธารณูปโภค: จีนตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าในพื้นที่ควบคุมของ MNDAA และว้า
การปิดด่านชายแดน: ระงับการค้าข้ามแดนซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ
การอายัดทรัพย์สิน: ขู่ว่าจะอายัดทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านของผู้นำว้าในจีน
ผลลัพธ์คือ "ปฏิบัติการ 1027" ที่เคยรุกคืบอย่างรวดเร็วต้องชะงักงัน จีนต้องการเสถียรภาพบริเวณชายแดนมากกว่าชัยชนะของฝ่ายปฏิวัติ และไม่ต้องการให้กองกำลังที่ตนควบคุมไม่ได้ (เช่น PDF ที่ได้รับการสนับสนุนจากตะวันตก) เข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่ยุทธศาสตร์
4.2 สถานะ "แช่แข็ง" ของล่าเสี้ยว (กุมภาพันธ์ 2026)
กรณีศึกษาของเมืองล่าเสี้ยว (Lashio) สะท้อนความซับซ้อนนี้:
การถอนกำลัง: ภายใต้แรงกดดันจากจีน MNDAA ต้องยอมถอนกำลังออกจากตัวเมืองล่าเสี้ยวในเดือนเมษายน 2025 และส่งมอบการบริหารคืนให้แก่ SAC
สถานการณ์ปัจจุบัน: ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 แม้ทหารพม่าจะกลับมาคุมสถานที่ราชการ แต่ MNDAA ยังคงแทรกซึมและควบคุมหมู่บ้านรอบนอก โดยมีการเกณฑ์ทหารตามนโยบาย "หนึ่งครัวเรือน หนึ่งทหาร" (One-Recruit-Per-Household) อย่างเข้มข้น
นัยต่อ RCSS:
เจ้ายอดศึกมองเห็นบทเรียนจากภาคเหนืออย่างชัดเจน: แม้แต่กลุ่มที่มีอาวุธทันสมัยที่สุดและได้รับการสนับสนุนจากจีน (ในอดีต) ก็ยังถูกบีบให้ถอยได้หากขัดผลประโยชน์ของมหาอำนาจ ดังนั้น RCSS จึงเลือก "ทางสายกลาง" ที่รักษาสมดุลระหว่างกองทัพพม่า ไทย และตะวันตก เพื่อหลีกเลี่ยงชะตากรรมแบบ MNDAA ที่ถูก "ตอน" ศักยภาพทางทหารโดยจีน
5. วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงในปี 2026
เบื้องหลังฉากหน้าของการเจรจาที่เนปีดอว์ สถานการณ์ในพื้นที่จริงกลับเต็มไปด้วยความรุนแรงและความทุกข์ยากของพลเรือน ซึ่งเป็นประเด็นที่ RCSS พยายามหยิบยกขึ้นมาสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง
5.1 สงครามทางอากาศและการโจมตีพลเรือน
แม้จะมีการเจรจา แต่กองทัพพม่ายังคงใช้การโจมตีทางอากาศ (Airstrikes) เป็นยุทธวิธีหลักในการปราบปรามพื้นที่ต่อต้าน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 มีรายงานการโจมตีทางอากาศในเมืองจ๊อกแม (Kyaukme) และสีป้อ (Hsipaw) ส่งผลให้พลเรือนจำนวนมากต้องอพยพ
5.2 การเกณฑ์ทหารระลอกใหม่ (Forced Conscription)
ปี 2026 กลายเป็นปีแห่งการ "เกณฑ์ทหารทั่วหน้า" (Universal Conscription) จากทุกฝ่าย:
กองทัพพม่า (Junta): ขยายการบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารไปสู่สตรีในพื้นที่เมืองสี่แสง (Hsihseng) รัฐฉานใต้
MNDAA: บังคับเกณฑ์ทหารในพื้นที่รอบล่าเสี้ยว
UWSA: มีรายงานการเกณฑ์ทหารในเมืองตั้งยาน (Tangyan)
สถานการณ์นี้ผลักดันให้คนหนุ่มสาวจำนวนมหาศาลหลบหนีเข้าสู่พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของ RCSS ทำให้ดอยไตแลงกลายเป็นศูนย์กลางของผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเจ้ายอดศึกใช้เป็นฐานมวลชนและข้อต่อรองในการขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ
6. บทสรุป: อนาคตของรัฐฉานและทางแพร่งของกระบวนการสันติภาพ
การนำกลุ่ม 7 EAO Alliance เข้าหารือกับ NSPNC ของพลเอกเจ้ายอดศึกในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางการทูต แต่เป็นการวางหมากทางยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดและการขยายอิทธิพลในระยะยาว ท่ามกลางเมียนมาที่กำลังแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
บทสรุปเชิงสังเคราะห์:
ยุทธศาสตร์ "รัฐกันชน" ของ RCSS:
เจ้ายอดศึกกำลังสร้างรัฐฉานใต้ให้เป็น "รัฐกันชน" (Buffer State) ที่มีเสถียรภาพ แตกต่างจากรัฐฉานเหนือที่วุ่นวายและถูกควบคุมโดยจีน และแตกต่างจากพื้นที่ตอนกลางของพม่าที่ลุกเป็นไฟด้วยสงครามกลางเมือง การเข้าร่วม NSPNC ช่วยประกันว่ากองทัพพม่าจะไม่เปิดแนวรบด้านใต้ ทำให้ RCSS สามารถสะสมกำลังและทรัพยากรได้
ความล้มเหลวของ "เอกภาพชาติพันธุ์":
ความหวังที่จะเห็นกองกำลังชาติพันธุ์ทั้งหมดร่วมมือกันต่อสู้กับกองทัพพม่าได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ในปี 2026 การแบ่งขั้วระหว่างกลุ่ม FPNCC (สายจีน) และกลุ่ม 7 EAO (สาย NCA/ตะวันตก/ไทย) นั้นหยั่งรากลึก และถูกตรึงด้วยผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ
ความท้าทายของ "ความชอบธรรม":
ความเสี่ยงสูงสุดของ RCSS คือการสูญเสียความสนับสนุนจากมวลชนคนรุ่นใหม่ (Gen Z) และฝ่ายประชาธิปไตย ที่มองว่าการเจรจากับ SAC เท่ากับการฟอกขาวให้เผด็จการ อย่างไรก็ตาม เจ้ายอดศึกดูเหมือนจะเดิมพันว่า "ความเหนื่อยล้าจากสงคราม" (War Fatigue) ของประชาชน จะทำให้แนวทางสันติภาพและการเจรจาของเขาได้รับการยอมรับในท้ายที่สุด เมื่อฝ่ายปฏิวัติไม่สามารถเผด็จศึกได้ตามที่หวัง
ปัจจัยชี้ขาดในอนาคต:
ความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้ขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลทหารชุดใหม่หลังการเลือกตั้งจะสามารถมอบ "อำนาจปกครองตนเอง" หรือยอมรับข้อเสนอ "กองทัพสหพันธรัฐ" ได้มากน้อยเพียงใด หากเนปีดอว์ยังคงเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องเชิงโครงสร้างเหล่านี้ และใช้การเจรจาเพียงเพื่อซื้อเวลา RCSS อาจจำต้องเปลี่ยนท่าทีกลับมาจับอาวุธอีกครั้งเพื่อรักษาฐานอำนาจของตนเอง
ภาคผนวก: ข้อมูลเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์
ตารางที่ 2: การเปรียบเทียบยุทธศาสตร์ระหว่างกลุ่มอิทธิพลในรัฐฉาน (2026)
| ปัจจัยเปรียบเทียบ | กลุ่มพันธมิตร 7 EAO (นำโดย RCSS) | กลุ่ม FPNCC / พันธมิตรเหนือ (นำโดย UWSA) |
| ยุทธศาสตร์หลัก | การเจรจาทางการเมือง / ตั้งรับ (Defensive) | การสงบศึกด้วยแรงกดดัน (Coerced Ceasefire) |
| ความสัมพันธ์กับ SAC | เจรจาผ่าน NSPNC / ลงนาม NCA | เป็นปฏิปักษ์แต่หยุดยิง (De facto Ceasefire) |
| อิทธิพลต่างชาติหลัก | ไทย, ตะวันตก, ญี่ปุ่น | จีน (อิทธิพลสูงมาก) |
| จุดยืนต่อการเลือกตั้ง | ยอมรับโดยปริยาย / แสวงหาประโยชน์ | คว่ำบาตร / ขัดขวาง (ในระยะแรก) |
| สถานะทางเศรษฐกิจ | การค้าชายแดนไทย, ภาษีท้องถิ่น | การค้าชายแดนจีน, ธุรกิจสีเทา (ถูกปราบปราม) |
| รูปแบบกองทัพ | เสนอ "กองทัพสหพันธรัฐ" (Federal Army) | กองทัพอิสร |


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น