วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เสนอโมเดล “สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งคณะสงฆ์ไทย” ถอดแบบสิงคโปร์ สู่การปฏิรูปกิจการสงฆ์ยุคดิจิทัล


เมื่อวันที่ 
15 กุมภาพันธ์ 2569  รายงานวิเคราะห์เรื่อง “รูปแบบสภาปัญญาประดิษฐ์แห่งคณะสงฆ์ไทย (Artificial Intelligence Council of the Thai Sangha: AICTS)” ถูกจัดทำและเสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ พร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน โดยมีสาระสำคัญคือการถอดบทเรียนจากความสำเร็จของสิงคโปร์ในการจัดตั้ง National AI Council (NAIC) ภายใต้วิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรี Lawrence Wong เพื่อออกแบบโครงสร้างการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทยให้เท่าทันโลกปัญญาประดิษฐ์


ศรัทธาในยุค AI: ความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์

รายงานชี้ว่า โลกศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากเทคโนโลยี AI ซึ่งส่งผลกระทบไม่เพียงด้านเศรษฐกิจ แต่รวมถึงมิติทางจิตวิญญาณและศาสนา คณะสงฆ์ไทยที่ดำเนินงานภายใต้ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 อาจเผชิญความท้าทายจากข่าวปลอม Deepfake และการตีความพระธรรมผ่านอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่างชาติ

ผู้จัดทำรายงานระบุว่า หากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง อาจเกิด “วิกฤตศรัทธา” จากการสูญเสียอธิปไตยเหนือข้อมูลพระพุทธศาสนาในโลกดิจิทัล


ถอดรหัสโมเดลสิงคโปร์: รวมศูนย์ยุทธศาสตร์ กระจายการปฏิบัติ

การประกาศจัดตั้ง NAIC ในงบประมาณปี 2026 โดยนายกรัฐมนตรี Lawrence Wong ถือเป็นการยกระดับ AI สู่ “วาระแห่งชาติ” โดยผู้นำรัฐบาลนั่งเป็นประธานเอง เพื่อขับเคลื่อนแบบ Whole-of-Government

โครงสร้าง NAIC ประกอบด้วยรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล สาธารณสุข และผู้เชี่ยวชาญภาคเอกชน พร้อมกำหนด “ภารกิจแห่งชาติ 4 ด้าน” ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การเชื่อมต่อโลจิสติกส์ การเงิน และสาธารณสุข พร้อมโครงการพัฒนาคนอย่าง “Champions of AI”

รายงานวิเคราะห์ว่า จุดแข็งสำคัญคือ “Centralized Strategy, Decentralized Execution” หรือรวมศูนย์ยุทธศาสตร์แต่กระจายการปฏิบัติ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญต่อคณะสงฆ์ไทย


ข้อเสนอ: สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งคณะสงฆ์ไทย (AICTS)

รายงานเสนอให้จัดตั้ง “AICTS” ภายใต้ปรัชญา “สังฆะอัจฉริยะ (Smart Sangha Doctrine)” โดยยึดหลัก “กระจายอำนาจการบริหาร รวมศูนย์ข้อมูลและมาตรฐาน”

โครงสร้างสำคัญที่เสนอ

  • ประธานสภา: สมเด็จพระสังฆราช หรือผู้แทน

  • ประธานบริหาร: กรรมการมหาเถรสมาคม

  • กรรมการฝ่ายบรรพชิต: ประธานคณะกรรมการ 6 ด้านของมหาเถรสมาคม

  • กรรมการฝ่ายคฤหัสถ์: ผู้แทนภาครัฐด้านดิจิทัล

  • ผู้ทรงคุณวุฒิ: ผู้เชี่ยวชาญ AI, Data Science, Cybersecurity

  • เลขาธิการ: อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์

โดยมีอำนาจกำหนดยุทธศาสตร์ AI ระยะ 5-10 ปี ออกระเบียบมหาเถรสมาคมด้าน AI จัดสรรงบประมาณ และวินิจฉัยจริยธรรมเทคโนโลยี


6 ภารกิจยุทธศาสตร์ สู่ “สังฆะดิจิทัล”

  1. Digital Monk ID & Blockchain — ป้องกันพระปลอม เพิ่มธรรมาภิบาลข้อมูล

  2. SanghaGPT — โมเดลภาษาเฉพาะทางที่เทรนด้วยพระไตรปิฎกและคัมภีร์มาตรฐาน

  3. Precision Dhamma — ใช้ AI วิเคราะห์ความทุกข์ในสังคมเพื่อสร้างธรรมะตรงกลุ่ม

  4. Smart Temples — ระบบจัดการพลังงาน ความปลอดภัย และทรัพยากรวัด

  5. Health & Welfare Analytics — วิเคราะห์สุขภาพพระสงฆ์ เชื่อม Telemedicine

  6. Adaptive Learning Platform — ลดความเหลื่อมล้ำการศึกษาสามเณรในพื้นที่ห่างไกล


มิติพระวินัยและจริยธรรม AI

รายงานเน้นว่า AI ต้องมีสถานะเป็น “เครื่องมือ” ไม่ใช่ “ตัวแทน” ของพระสงฆ์ เนื่องจากตามหลักพุทธศาสนา กรรมเกิดจาก “เจตนา” ซึ่ง AI ไม่มีจิตหรือเจตนา

ในด้านจริยธรรม เสนอให้นำหลัก “Algorethics” และกรอบสากลอย่าง Rome Call for AI Ethics มาบูรณาการ พร้อมพัฒนา “Buddhist AI Ethics” บนฐานมรรคมีองค์แปด เช่น สัมมาทิฏฐิ (เข้าใจ AI ตามจริง) และสัมมาวาจา (ไม่สร้างวาทกรรมเท็จ)


โรดแมป 2026–2030

  • 2026: จัดตั้ง AICTS และศูนย์ข้อมูลพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

  • 2027: เปิดตัว SanghaGPT รุ่นเบต้า อบรมพระสังฆาธิการดิจิทัล

  • 2028: ขยายวัดอัจฉริยะทั่วประเทศ เปิด Cyber Watch

  • 2029-2030: ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลาง Buddhist AI Ethics และเจ้าภาพประชุม “AI & Buddhism”


บทสรุป: ปกป้องพระธรรมในโลกอัลกอริทึม

รายงานสรุปว่า การจัดตั้งสภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติของสิงคโปร์ คือ “สัญญาณเตือนเชิงยุทธศาสตร์” ต่อทุกสถาบัน รวมถึงคณะสงฆ์ไทย หากสามารถผสาน “พุทธจักร” เข้ากับเทคโนโลยี AI อย่างมีธรรมาภิบาลและจริยธรรม ก็จะทำให้สถาบันสงฆ์ยังคงเป็นเสาหลักทางจิตวิญญาณของชาติ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกอนาคต

การปฏิรูปครั้งนี้จึงมิใช่การเปลี่ยนพระให้เป็นนักเทคโนโลยี หากแต่เป็นการ “ติดอาวุธทางปัญญา” เพื่อพิทักษ์พระธรรมวินัยและนำพาศรัทธาไทยให้มั่นคงในยุคปัญญาประดิษฐ์.

รูปแบบสภาปัญญาประดิษฐ์แห่งคณะสงฆ์ไทย (Analysis and Synthesis of the Artificial Intelligence Council Model for the Thai Sangha)

เสนอต่อ: คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ และสาธารณชนผู้สนใจ

วันที่จัดทำ: 15 กุมภาพันธ์ 2569

หัวข้อ: การถอดบทเรียนจากสภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติสิงคโปร์ (Singapore National AI Council) สู่การออกแบบโครงสร้างการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในยุคดิจิทัลพลิกผัน


1. บทนำ: ภูมิทัศน์ใหม่ของศรัทธาในโลกปัญญาประดิษฐ์ (Introduction: The New Landscape of Faith in the Age of AI)

1.1 ความจำเป็นเร่งด่วนของการปรับตัวทางยุทธศาสตร์

ในทศวรรษที่ 3 ของศตวรรษที่ 21 มนุษยชาติกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม นั่นคือการอุบัติขึ้นและแพร่หลายของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) ซึ่งไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่เพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจหรือวิทยาศาสตร์ แต่ได้แทรกซึมลึกเข้าสู่มิติทางสังคม วัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ศาสนาในฐานะสถาบันหลักที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนมานับพันปี กำลังถูกท้าทายด้วยคำถามใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในพระคัมภีร์เล่มใด ไม่ว่าจะเป็นสถานะทางศีลธรรมของปัญญาประดิษฐ์ ความสามารถของอัลกอริทึมในการสร้างสรรค์หรือบิดเบือนความจริงทางศาสนา ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของศาสนิกชนที่หันไปพึ่งพา "ผู้ช่วยอัจฉริยะ" มากกว่า "ผู้ทรงศีล"

สำหรับประเทศไทย สถาบันพระพุทธศาสนาหรือ "คณะสงฆ์ไทย" ถือเป็นเสาหลักที่มีบทบาทคู่ขนานกับสถาบันชาติและพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการบริหารงานของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบันยังคงอิงอยู่กับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสังคมในยุคกึ่งพุทธกาลที่มีความเปลี่ยนแปลงช้าและรวมศูนย์อำนาจ แต่ในโลกยุคปี 2026 ที่ข้อมูลข่าวสารเดินทางด้วยความเร็วแสง และปัญญาประดิษฐ์สามารถสร้างเนื้อหา (Generative AI) ที่สมจริงจนแยกไม่ออกระหว่างความจริงกับความเท็จ ความล่าช้าในการปรับตัวของโครงสร้างคณะสงฆ์อาจนำมาซึ่งวิกฤตศรัทธาและการสูญเสียการนำทางจิตวิญญาณ

รายงานการวิจัยฉบับนี้ จึงมุ่งเน้นที่จะวิเคราะห์หาทางออกเชิงโครงสร้างและนโยบาย โดยนำกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จและทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน คือ "สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติสิงคโปร์" (Singapore National AI Council - NAIC) ภายใต้งบประมาณปี 2026 มาเป็นต้นแบบในการเปรียบเทียบและประยุกต์ใช้ เพื่อนำเสนอโมเดล "สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งคณะสงฆ์ไทย" ที่มีความสมดุลระหว่างการรักษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และการเปิดรับเทคโนโลยีอย่างเท่าทัน

1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา

  1. เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกโมเดลการบริหารจัดการ AI ระดับชาติของสิงคโปร์: โดยเฉพาะการประกาศจัดตั้งสภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (NAIC) โดยนายกรัฐมนตรี ลอว์เรน หว่อง ในงบประมาณปี 2026 เพื่อถอดรหัสปัจจัยความสำเร็จ ยุทธศาสตร์การบูรณาการ และการกำหนดภารกิจ (Missions)

  2. เพื่อประเมินสถานะความพร้อมและความเสี่ยงของคณะสงฆ์ไทย: วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม (SWOT Analysis) ของโครงสร้างมหาเถรสมาคมปัจจุบันในบริบทของเทคโนโลยี AI และภัยคุกคามทางไซเบอร์

  3. เพื่อสังเคราะห์โมเดล "สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งคณะสงฆ์ไทย": นำเสนอโครงสร้างองค์กร อำนาจหน้าที่ และภารกิจยุทธศาสตร์ ที่สอดคล้องกับพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง

  4. เพื่อเสนอแนะแนวทางจริยธรรม (Ethical Framework): การประยุกต์ใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเพื่อกำกับดูแลการพัฒนาและการใช้งาน AI (Buddhist AI Ethics)


2. กรณีศึกษาต้นแบบ: สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติสิงคโปร์ (The Singapore Model: National AI Council)

2.1 บริบทการก่อตั้ง: งบประมาณ 2026 และวิสัยทัศน์นายกรัฐมนตรี

ในปี 2026 สาธารณรัฐสิงคโปร์ได้แสดงให้โลกเห็นถึงความเป็นผู้นำทางวิสัยทัศน์อีกครั้ง เมื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายลอว์เรน หว่อง (Lawrence Wong) ได้แถลงงบประมาณประจำปี (Budget 2026) โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การประกาศจัดตั้ง "สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ" (National Artificial Intelligence Council - NAIC) การประกาศนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ตามปกติ แต่เป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ว่า "AI คือความอยู่รอดและความได้เปรียบของชาติ"

นายกรัฐมนตรี ลอว์เรน หว่อง ได้เน้นย้ำในสุนทรพจน์ว่า สิงคโปร์จะต้องไม่เป็นเพียงผู้ตั้งรับ (Passive) ต่อกระแสความเปลี่ยนแปลง แต่ต้องเป็นผู้กำหนดทิศทาง โดยใช้ AI เป็น "ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Advantage) เพื่อเอาชนะข้อจำกัดทางกายภาพของประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดและกำลังเผชิญกับสังคมสูงวัย การที่นายกรัฐมนตรีตัดสินใจนั่งเก้าอี้ "ประธานสภา" (Chairman) ด้วยตนเอง สะท้อนถึงเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ระดับสูงสุด ที่ต้องการขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้ข้ามพ้นอุปสรรคทางระบบราชการและการทำงานแบบแยกส่วน (Silos)

2.2 โครงสร้างการบริหารแบบบูรณาการ (Whole-of-Government Approach)

จุดเด่นที่สุดของโมเดลสิงคโปร์ คือการก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างกระทรวง ทบวง กรม ไปสู่การทำงานแบบบูรณาการเบ็ดเสร็จ (Whole-of-Government) โครงสร้างของ NAIC ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้:

ตารางที่ 1: โครงสร้างองค์ประกอบของสภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติสิงคโปร์ (NAIC)

ตำแหน่งผู้ดำรงตำแหน่ง/หน่วยงานนัยยะเชิงยุทธศาสตร์
ประธาน (Chairman)นายกรัฐมนตรี (Lawrence Wong)

การใช้อำนาจบริหารสูงสุดเพื่อสั่งการข้ามกระทรวง และแสดงความสำคัญระดับวาระแห่งชาติ

คณะกรรมการระดับสูงรองนายกรัฐมนตรี (Gan Kim Yong)

การกำกับดูแลในระดับนโยบายกว้างและการประสานงานระหว่างหน่วยงานความมั่นคงและเศรษฐกิจ

กรรมการฝ่ายเศรษฐกิจรัฐมนตรีกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม

การเชื่อมโยง AI เข้ากับภาคการผลิต การส่งออก และการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

กรรมการฝ่ายดิจิทัลรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาและสารสนเทศดิจิทัล (Josephine Teo)

การรับผิดชอบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล (Data Infrastructure) และความปลอดภัยไซเบอร์

กรรมการฝ่ายสังคมรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข (Ong Ye Kung) และกระทรวงแรงงาน

การดูแลผลกระทบของ AI ต่อคุณภาพชีวิตประชาชน ระบบสาธารณสุข และการจ้างงาน

ที่ปรึกษา (Advisors)ผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนและเทคโนโลยี

การนำองค์ความรู้จากภาคธุรกิจ (Real-world insight) มาใช้ เพื่อให้นโยบายทันต่อพลวัตของตลาด

โครงสร้างดังกล่าวช่วยให้สิงคโปร์สามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว (Agility) และสามารถเคลื่อนย้ายทรัพยากร (งบประมาณและบุคลากร) ไปยังจุดที่ต้องการเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแตกต่างจากระบบราชการเดิมที่มักติดขัดขั้นตอนการอนุมัติระหว่างกระทรวง

2.3 ภารกิจแห่งชาติ 4 ด้าน (The Four National AI Missions)

ภายใต้การกำกับดูแลของ NAIC สิงคโปร์ไม่ได้กระจายงบประมาณแบบเบี้ยหัวแตก แต่ได้กำหนด "ภารกิจ" (Missions) ที่ชัดเจน 4 ด้าน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมและวัดผลได้ :

  1. การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing): มุ่งเน้นการสร้างโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factories) ที่ใช้ AI และหุ่นยนต์ในการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน เพื่อให้สินค้าของสิงคโปร์แข่งขันได้ในตลาดโลก แม้จะมีต้นทุนค่าแรงสูง

  2. การเชื่อมต่อและโลจิสติกส์ (Connectivity): การนำ AI มาบริหารจัดการระบบท่าเรือและสนามบินชางงี ซึ่งเป็นหัวใจทางเศรษฐกิจของประเทศ ให้สามารถรองรับปริมาณการขนส่งมหาศาลด้วยความแม่นยำและรวดเร็ว

  3. การเงิน (Finance): การใช้ AI ในการวิเคราะห์ความเสี่ยง การตรวจจับการฉ้อโกง (Fraud Detection) และการให้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ (FinTech) เพื่อรักษาความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเชีย

  4. สาธารณสุข (Healthcare): การใช้ AI ในการวินิจฉัยโรค การบริหารจัดการทรัพยากรโรงพยาบาล และการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัย (Aging Society) อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของ "คน" ผ่านโครงการ "Champions of AI" ซึ่งมุ่งเน้นการฝึกอบรมทักษะ AI ให้กับแรงงานทุกระดับ ไม่ใช่เฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านไอที เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนสิงคโปร์จะสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ถูกเทคโนโลยีแย่งงาน

2.4 นัยยะต่อรูปแบบองค์กรศาสนา

ความสำเร็จของโมเดลสิงคโปร์อยู่ที่ "การรวมศูนย์ยุทธศาสตร์ แต่กระจายการปฏิบัติ" (Centralized Strategy, Decentralized Execution) และการมีเป้าหมายที่ชัดเจน (Mission-Oriented) สิ่งเหล่านี้คือบทเรียนสำคัญที่คณะสงฆ์ไทยสามารถนำมาปรับใช้ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากองค์กรจารีตนิยมไปสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาและข้อมูล


3. การวิเคราะห์สถานะและโครงสร้างปัจจุบันของคณะสงฆ์ไทย (Current State Analysis of the Thai Sangha)

3.1 โครงสร้างอำนาจตามกฎหมายและการบริหาร

ปัจจุบัน คณะสงฆ์ไทยดำเนินงานภายใต้ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2561) โดยมี มหาเถรสมาคม (Sangha Supreme Council) เป็นองค์กรปกครองสูงสุด ทำหน้าที่คล้ายคณะรัฐมนตรีในการกำหนดนโยบายและวินิจฉัยข้อขัดข้องต่างๆ โครงสร้างการบริหารงานของคณะสงฆ์แบ่งออกเป็น 6 ด้านหลัก (6 Portfolios) ได้แก่ :

  1. การปกครอง (Governance): ดูแลความเรียบร้อยของพระภิกษุสามเณร การแต่งตั้งถอดถอน และวินัยสงฆ์

  2. การศาสนศึกษา (Religious Education): ดูแลการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและบาลี

  3. การศึกษาสงเคราะห์ (Educational Welfare): สนับสนุนการศึกษาทางโลกแก่เยาวชนและการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา

  4. การเผยแผ่ (Propagation): การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในและต่างประเทศ

  5. การสาธารณูปการ (Public Facilities): การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน

  6. การสาธารณสงเคราะห์ (Public Welfare): การช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยและงานสังคมสงเคราะห์

แม้โครงสร้างนี้จะครอบคลุมภารกิจหลักของสงฆ์ แต่ในทางปฏิบัติพบว่ามีลักษณะ "รวมศูนย์อำนาจแบบราชการ" (Bureaucratic Centralization) สูง การตัดสินใจในเรื่องสำคัญต้องผ่านลำดับชั้นการปกครองหลายระดับ (วัด -> ตำบล -> อำเภอ -> จังหวัด -> ภาค -> หน -> มหาเถรสมาคม) ทำให้เกิดความล่าช้า ไม่ทันต่อสถานการณ์วิกฤต โดยเฉพาะวิกฤตข้อมูลข่าวสารในโลกดิจิทัล

3.2 ความเปราะบางและภัยคุกคามในยุค AI (Vulnerabilities in the AI Era)

จากการวิเคราะห์ข้อมูลและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าคณะสงฆ์ไทยกำลังเผชิญกับ "จุดเปราะบาง" ที่สำคัญเมื่อต้องปะทะกับคลื่นสึนามิแห่งเทคโนโลยี AI :

  1. การสูญเสียอธิปไตยเหนือข้อมูล (Loss of Data Sovereignty): ปัจจุบัน ข้อมูลสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น พระไตรปิฎกฉบับดิจิทัล คำสอนของครูบาอาจารย์ และข้อมูลประวัติศาสตร์ ถูกจัดเก็บและเผยแพร่บนแพลตฟอร์มของเอกชนต่างชาติ (เช่น Google, Facebook, YouTube) หรือถูกนำไปใช้เทรน (Train) โมเดล AI โดยที่คณะสงฆ์ไม่มีกรรมสิทธิ์หรืออำนาจควบคุม แนวคิดเรื่อง "อธิปไตยขององค์กร" (Sovereignty of a Firm) ที่ Satya Nadella ซีอีโอ Microsoft กล่าวถึง ชี้ให้เห็นว่า หากองค์กรใดไม่เป็นเจ้าของข้อมูลของตนเอง องค์กรนั้นจะสูญเสียอำนาจในการกำหนดอนาคต สำหรับคณะสงฆ์ หาก AI ของต่างชาติตีความพระธรรมวินัยผิดเพี้ยน (Hallucination) คณะสงฆ์จะไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพพอในการโต้แย้งหรือแก้ไข

  2. ภัยคุกคามจาก Deepfakes และปฏิบัติการ IO: เทคโนโลยี Generative AI สามารถสร้างวิดีโอหรือเสียงปลอมของพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่กำลังกระทำผิดวินัย หรือบิดเบือนคำสอนได้อย่างแนบเนียน ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation - IO) เพื่อทำลายศรัทธา หรือสร้างความแตกแยกในหมู่พุทธบริษัท โครงสร้างการสื่อสารแบบเดิมของคณะสงฆ์ที่เน้นการออก "แถลงการณ์" ผ่านกระดาษ ไม่สามารถระงับยับยั้งการแพร่กระจายของข่าวปลอมที่ไวราล (Viral) ในเสี้ยววินาทีได้

  3. ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide):

    มีความแตกต่างอย่างมหาศาลระหว่างวัดในกรุงเทพฯ หรือวัดใหญ่ที่มีทรัพยากรพร้อม กับวัดในชนบทที่ขาดแคลนทั้งอุปกรณ์และความรู้ในการใช้เทคโนโลยี การนำ AI มาใช้โดยขาดการวางแผนระดับชาติอาจขยายช่องว่างนี้ให้กว้างขึ้น

  4. ปัญหาคอขวดในการตัดสินใจ (Decision-making Bottleneck): เมื่อเกิดประเด็นท้าทายใหม่ๆ เช่น การถวายสังฆทานด้วยเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) หรือการสร้าง "พระ AI" (Robot Monk) คณะสงฆ์มักใช้เวลานานในการวินิจฉัยและวางระเบียบ ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศทางแนวปฏิบัติ พระเณรและประชาชนต่างคนต่างทำ ขาดทิศทางที่ชัดเจน

3.3 ความพยายามที่มีอยู่และข้อจำกัด (Existing Initiatives)

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาวิทยาลัยสงฆ์ (มจร., มมร.) ได้ริเริ่มโครงการด้านเทคโนโลยีหลายโครงการ เช่น การจัดทำฐานข้อมูลพระภิกษุสามเณร, โครงการพระสังฆาธิการดิจิทัล, และการพัฒนาทักษะดิจิทัล แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นโครงการระดับปฏิบัติการ (Operational Level) ที่แยกส่วนกันทำ ขาดการบูรณาการข้อมูล (Data Silos) และยังไม่มีหน่วยงานระดับนโยบาย (Policy Body) ที่ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ AI โดยเฉพาะ เหมือนกับ NAIC ของสิงคโปร์


4. ข้อเสนอเชิงโครงสร้าง: สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งคณะสงฆ์ไทย (Proposed Model: Artificial Intelligence Council of the Thai Sangha - AICTS)

เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและรับมือกับความท้าทายแห่งอนาคต รายงานฉบับนี้ขอเสนอให้มีการจัดตั้ง "สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งคณะสงฆ์ไทย" (AICTS) โดยประยุกต์ใช้ "โมเดลสิงคโปร์" มาปรับให้เข้ากับบริบทของพระธรรมวินัยและวัฒนธรรมองค์กรสงฆ์ไทย

4.1 ปรัชญาการบริหาร: สังฆะอัจฉริยะ (Smart Sangha Doctrine)

โมเดลนี้ตั้งอยู่บนปรัชญาพื้นฐานที่เรียกว่า "สังฆะอัจฉริยะ" (Smart Sangha) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ "กระจายอำนาจการบริหาร รวมศูนย์ข้อมูลและมาตรฐาน" (Decentralized Governance with Centralized Data)

  • Decentralized Governance: ให้อำนาจวัดและคณะสงฆ์ในพื้นที่มีอิสระในการใช้นวัตกรรมเผยแผ่ธรรมะและดูแลชุมชน

  • Centralized Data: ข้อมูลหลัก (Master Data) เช่น พระไตรปิฎก, กฎหมายสงฆ์, ทะเบียนพระสุทธิ, และบัญชีศาสนสมบัติ ต้องถูกจัดเก็บไว้ที่ส่วนกลางในรูปแบบดิจิทัลที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อความเป็นเอกภาพและป้องกันการบิดเบือน

4.2 โครงสร้างองค์กรและองค์ประกอบ (Organization Structure)

การออกแบบโครงสร้าง AICTS ควรถอดแบบมาจากความสำเร็จของ NAIC สิงคโปร์ ที่เน้นการบูรณาการผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน:

ตารางที่ 2: โครงสร้างคณะกรรมการสภาปัญญาประดิษฐ์แห่งคณะสงฆ์ไทย (AICTS)

ตำแหน่งใน AICTSเทียบเคียงโมเดลสิงคโปร์ (NAIC)ผู้ที่ควรดำรงตำแหน่ง/คุณสมบัติบทบาทและหน้าที่
ประธานสภา (President)นายกรัฐมนตรี (Chairman)สมเด็จพระสังฆราช หรือผู้แทนพระองค์เป็นศูนย์รวมจิตใจและแสดงเจตจำนงสูงสุดในการขับเคลื่อนนโยบาย
ประธานบริหาร (Executive Chair)รองนายกรัฐมนตรีกรรมการมหาเถรสมาคม (ฝ่ายสาธารณูปการ/เผยแผ่)บริหารงานและกำกับดูแลการดำเนินงานของฝ่ายต่างๆ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ
กรรมการฝ่ายบรรพชิตรัฐมนตรีกระทรวงหลักประธานคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ของมหาเถรสมาคม (6 ด้าน)บูรณาการงาน AI เข้ากับงานทั้ง 6 ด้านของคณะสงฆ์ เพื่อไม่ให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อน
กรรมการฝ่ายคฤหัสถ์ (ภาครัฐ)รัฐมนตรีดิจิทัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี (DES) / ผอ.พศ.สนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณ และกฎหมายบ้านเมือง
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรึกษาภาคเอกชนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI, Data Science, Cyber Security

ให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคและจริยธรรมเทคโนโลยี เพื่อให้ทันต่อโลก

เลขาธิการ(ไม่มีเทียบเคียงโดยตรง)อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ (มจร./มมร.)เป็นฝ่ายเลขานุการ เชื่อมโยงภาควิชาการสู่การปฏิบัติจริง

4.3 อำนาจหน้าที่และกลไกการทำงาน

สภา AICTS ไม่ควรเป็นเพียงเสือกระดาษ แต่ต้องมีอำนาจหน้าที่ในการ:

  1. กำหนดยุทธศาสตร์: วางแผนแม่บท "AI เพื่อพระพุทธศาสนา" ระยะ 5 ปี และ 10 ปี

  2. ออกระเบียบปฏิบัติ: ร่างระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วยการใช้สื่อสังคมออนไลน์และปัญญาประดิษฐ์ของคณะสงฆ์

  3. จัดสรรทรัพยากร: พิจารณางบประมาณกองทุนศาสนสมบัติกลางเพื่อสนับสนุนโครงการ AI และนวัตกรรม

  4. กำกับดูแลจริยธรรม: วินิจฉัยประเด็นปัญหาทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี (Ethical Tribunal)


5. ยุทธศาสตร์ภารกิจ 6 ด้าน (The 6 Strategic Missions)

เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจหลัก 6 ด้านของคณะสงฆ์ไทย และเทียบเคียงกับ AI Missions ทั้ง 4 ด้านของสิงคโปร์ สภา AICTS ควรกำหนดภารกิจเชิงรุกดังนี้:

5.1 ภารกิจด้านการปกครอง: ธรรมาภิบาลข้อมูลและอัตลักษณ์ดิจิทัล (Governance & Digital Identity)

  • แนวคิด: สร้างระบบ "Digital Monk ID" บนเทคโนโลยี Blockchain เพื่อยืนยันตัวตนพระภิกษุสามเณร ป้องกันปัญหาพระปลอมและการเวียนเทียนรับสวัสดิการ

  • การประยุกต์ใช้ AI: ใช้ AI ในการวิเคราะห์รูปแบบการย้ายสังกัด หรือความผิดปกติในฐานข้อมูลเพื่อแจ้งเตือนเจ้าคณะผู้ปกครอง (Early Warning System)

  • ความเชื่อมโยง: สอดคล้องกับภารกิจด้าน Finance และ Connectivity ของสิงคโปร์ที่เน้นความโปร่งใสและความถูกต้องของข้อมูล

5.2 ภารกิจด้านศาสนศึกษา: "SanghaGPT" และการปฏิรูปการเรียนรู้ (Education Reform)

  • แนวคิด: พัฒนา "SanghaGPT" โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่ได้รับการเทรนด้วยชุดข้อมูลมาตรฐาน (Golden Data Set) ของคณะสงฆ์ไทย ได้แก่ พระไตรปิฎก, อรรถกถา, ฎีกา, และงานวิจัยพุทธศาสนาที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว

  • การประยุกต์ใช้ AI:

    • เป็นผู้ช่วยส่วนตัว (Tutor) ให้กับพระเณรในการเรียนภาษาบาลี โดยใช้ AI แปลและวิเคราะห์ไวยากรณ์ (Pali Grammar Parsing)

    • ช่วยตรวจข้อสอบธรรมสนามหลวงและบาลีสนามหลวง ลดภาระงานและเพิ่มความยุติธรรม

  • ความเชื่อมโยง: สอดคล้องกับแนวทาง Champions of AI ของสิงคโปร์ในการพัฒนาคน

5.3 ภารกิจด้านการเผยแผ่: การสื่อสารธรรมแบบแม่นยำ (Precision Dhamma Propagation)

  • แนวคิด: เปลี่ยนจากการเผยแผ่แบบหว่านแห (Broadcasting) เป็นการเผยแผ่ที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย (Personalized Dhamma)

  • การประยุกต์ใช้ AI:

    • ใช้ AI วิเคราะห์ Social Listening เพื่อเข้าใจความทุกข์ (Suffering) ของคนในสังคมปัจจุบัน และสร้างเนื้อหาธรรมะที่ตอบโจทย์การเยียวยาจิตใจได้ทันท่วงที

    • ระบบแปลภาษาอัตโนมัติ (Real-time Translation) เพื่อเผยแผ่ธรรมะสู่ชาวต่างชาติ รองรับการเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก

  • ความเชื่อมโยง: สอดคล้องกับภารกิจ Connectivity ของสิงคโปร์ในการเชื่อมต่อโลก

5.4 ภารกิจด้านสาธารณูปการ: วัดอัจฉริยะ (Smart Temples)

  • แนวคิด: การบริหารจัดการทรัพยากรภายในวัดด้วยเทคโนโลยี IoT และ AI

  • การประยุกต์ใช้ AI: ระบบจัดการพลังงาน, การจัดการขยะ, และระบบความปลอดภัยภายในวัด รวมถึงการใช้ AI ช่วยออกแบบสถาปัตยกรรมไทยที่ประหยัดพลังงาน

  • ความเชื่อมโยง: สอดคล้องกับภารกิจ Advanced Manufacturing และ Smart Nation ของสิงคโปร์

5.5 ภารกิจด้านสาธารณสงเคราะห์: ระบบดูแลสุขภาวะสงฆ์ (Health & Welfare)

  • แนวคิด: การดูแลสุขภาพพระสงฆ์เชิงรุก

  • การประยุกต์ใช้ AI:

    • วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพพระสงฆ์ (Health Data Analytics) เพื่อพยากรณ์ความเสี่ยงโรคเรื้อรัง (NCDs) และวางแผนโภชนาการที่เหมาะสม

    • ระบบ Telemedicine เชื่อมต่อวัดในถิ่นทุรกันดารกับโรงพยาบาลสงฆ์ โดยมี AI ช่วยคัดกรองอาการเบื้องต้น

  • ความเชื่อมโยง: ตรงกับภารกิจ Healthcare ของสิงคโปร์อย่างชัดเจน

5.6 ภารกิจด้านศึกษาสงเคราะห์: ลดความเหลื่อมล้ำ (Bridging the Gap)

  • แนวคิด: การกระจายโอกาสทางการศึกษา

  • การประยุกต์ใช้ AI: แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่ปรับเนื้อหาตามความสามารถของผู้เรียน (Adaptive Learning) สำหรับโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ ทำให้สามเณรในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงคุณภาพการศึกษาที่เท่าเทียม


6. มิติทางจริยธรรมและพระวินัย (Ethical & Vinaya Dimensions)

การนำ AI มาใช้ในวงการสงฆ์ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้ขัดต่อพระธรรมวินัยและจารีตประเพณี

6.1 พระวินัยกับสถานะของ AI (Vinaya Analysis of AI)

ประเด็นถกเถียงสำคัญคือ "AI สามารถทำหน้าที่แทนพระสงฆ์ได้หรือไม่?" จากการวิเคราะห์ตามหลักพระวินัยและอภิธรรม พบว่า:

  • เจตนา (Cetana/Intention): กรรมในพุทธศาสนาขึ้นอยู่กับเจตนา AI แม้จะฉลาดล้ำเลิศแต่ไม่มี "จิต" หรือ "เจตนา" ดังนั้น การกระทำของ AI (เช่น การสวดมนต์, การให้พร) จึงเป็นเพียงกิริยา (Action without Karmic force) ไม่สามารถทดแทนการประกอบพิธีกรรมที่ต้องอาศัย "สังฆกรรม" หรือความบริสุทธิ์ใจของพระสงฆ์ได้

  • บทบาทที่เหมาะสม: AI ควรมีสถานะเป็น "เครื่องมือ" (Upaya/Tool) หรือ "บริวาร" เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก ไม่ใช่ "ตัวแทน" (Substitute) ของพระรัตนตรัย

  • หุ่นยนต์พระ (Robot Monk): การสร้างหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายพระ (Android Monk) เพื่อใช้เทศนาหรือสวดมนต์ สามารถทำได้ในฐานะสื่อการสอน แต่ต้องระวังไม่ให้เกิดการกราบไหว้บูชาวัตถุแทนพระสงฆ์จริง

6.2 กรอบจริยธรรมสากล (Global AI Ethics Integration)

สภา AICTS ควรพิจารณานำกรอบจริยธรรม "Rome Call for AI Ethics" ซึ่งเป็นปฏิญญาสากลที่ผู้นำศาสนาต่างๆ (รวมถึงพุทธศาสนา) ได้ร่วมลงนาม ณ เมืองฮิโรชิมา มาเป็นแนวทาง หลักการสำคัญคือ "Algorethics" (จริยธรรมอัลกอริทึม) ที่เน้น:

  1. ความโปร่งใส (Transparency): ต้องเปิดเผยว่าเนื้อหาใดสร้างโดย AI

  2. ความไม่ลำเอียง (Fairness): AI ของสงฆ์ต้องไม่เลือกปฏิบัติหรือสร้างความเกลียดชัง

  3. ความรับผิดชอบ (Responsibility): ผู้สร้างและผู้ใช้ AI ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ คณะสงฆ์ไทยควรนำเสนอ "จริยธรรม AI เชิงพุทธ" (Buddhist AI Ethics) สู่เวทีโลก โดยเน้นหลัก "มรรคมีองค์แปด" ในการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น สัมมาทิฏฐิ (เข้าใจ AI ตามความเป็นจริง), สัมมาวาจา (AI ไม่พูดเท็จ/ไม่ส่อเสียด), และสัมมาอาชีวะ (การใช้ AI ไม่เบียดเบียนงานของผู้อื่น)


7. แผนปฏิบัติการและโรดแมป (Implementation Roadmap: 2026-2030)

เพื่อให้การจัดตั้งสภาและภารกิจต่างๆ เกิดผลสัมฤทธิ์จริง สภา AICTS ควรดำเนินงานตามแผนระยะยาว โดยอิงกรอบเวลาจากปีงบประมาณ 2026 เป็นต้นไป:

ตารางที่ 3: แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสภาปัญญาประดิษฐ์แห่งคณะสงฆ์ไทย

ระยะเวลาระยะการดำเนินงาน (Phase)กิจกรรมสำคัญ (Key Activities)ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs)
2026ระยะที่ 1: ก่อตั้งและวางรากฐาน (Foundation)

- ประกาศจัดตั้ง AICTS และแต่งตั้งคณะกรรมการ


- ร่างระเบียบ มส. ว่าด้วย AI และไซเบอร์


- จัดตั้ง "ศูนย์ข้อมูลพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" (National Buddhism Data Center)

- มีโครงสร้างสภาที่ชัดเจน


- มีระเบียบรองรับ


- เริ่มรวบรวม Big Data ศาสนา

2027ระยะที่ 2: พัฒนาเครื่องมือและคน (Development)

- เปิดตัว "SanghaGPT" รุ่นเบต้า


- อบรมพระสังฆาธิการดิจิทัล (Digital Monk Program)


- เริ่มระบบ Digital Monk ID และ Blockchain ทะเบียนพระ

- พระสังฆาธิการ 20% ผ่านการอบรม


- SanghaGPT ให้บริการได้จริง


- ระบบทะเบียนพระมีความแม่นยำ 95%

2028ระยะที่ 3: ขยายผลสู่ภูมิภาค (Deployment)

- ขยายโครงการ "วัดอัจฉริยะ" (Smart Temples) สู่ทุกจังหวัด


- เปิดศูนย์เฝ้าระวังภัยไซเบอร์ (Cyber Watch) เต็มรูปแบบ


- บูรณาการระบบสุขภาพสงฆ์กับกระทรวงสาธารณสุข

- มีวัดอัจฉริยะต้นแบบ 1 แห่ง/อำเภอ


- ลดข่าวปลอมทางศาสนาได้ 50%


- พระสงฆ์เข้าถึง Telemedicine 70%

2029-2030ระยะที่ 4: ความยั่งยืนและสากล (Sustainability & Global Hub)

- ยกระดับเป็นศูนย์กลางข้อมูลพุทธศาสนาโลก


- เป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติ "AI & Buddhism"


- พัฒนานวัตกรรมธรรมะใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

- ประเทศไทยเป็นผู้นำด้าน Buddhist AI Ethics


- ประชาชนมีความพึงพอใจต่อการปฏิรูปกิจการสงฆ์


8. บทสรุป (Conclusion)

การประกาศจัดตั้ง "สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติสิงคโปร์" ของนายกรัฐมนตรี ลอว์เรน หว่อง ในงบประมาณปี 2026 มิใช่เป็นเพียงข่าวความเคลื่อนไหวทางเทคโนโลยีของประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็น "เสียงระฆังเตือน" ที่ดังกังวานมาถึงคณะสงฆ์ไทย ว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่ "ความเร็ว" และ "ปัญญา" (ในรูปแบบดิจิทัล) คือปัจจัยชี้ขาดความอยู่รอด

ข้อเสนอในการจัดตั้ง "สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งคณะสงฆ์ไทย" (AICTS) ตามโมเดล "สังฆะอัจฉริยะ" ที่นำเสนอในรายงานฉบับนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนวัดให้กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยี หรือเปลี่ยนพระสงฆ์ให้เป็นโปรแกรมเมอร์ แต่มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อ "ปกป้องพระธรรมวินัย" ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์จากการถูกบิดเบือนด้วยเทคโนโลยี และเพื่อ "ติดอาวุธทางปัญญา" ให้คณะสงฆ์สามารถทำหน้าที่เผยแผ่ธรรมและสงเคราะห์ชาวโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในศตวรรษที่ 21

การผสาน "พุทธจักร" เข้ากับ "อาณาจักรแห่งปัญญาประดิษฐ์" ภายใต้โครงสร้างที่มีธรรมาภิบาลและจริยธรรม จะทำให้สถาบันสงฆ์ไทยสามารถดำรงตนเป็น "เสาหลักทางจิตวิญญาณ" ที่มั่นคง ทันสมัย และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกรากของโลกอนาคต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดบทบาท “พระนิสิตไทใหญ่” พลังเงียบเชื่อมรัฐ–แรงงานข้ามชาติ ในสังคมไทยร่วมสมัย

การดำรงอยู่ของ “พระนิสิตไทใหญ่” ในประเทศไทย มิได้เป็นเพียงภาพของพระภิกษุสามเณรจากรัฐฉานที่ข้ามพรมแดนมาศึกษาเล่าเรียน หากแต่สะท้อนพลวัตซับซ้อ...