กุมภาพันธ์ 2026 นับเป็นหมุดหมายสำคัญของภูมิทัศน์การเมืองเมียนมา เมื่อพื้นที่ความขัดแย้งเดิมเริ่มขยับสู่กระบวนการ “สร้างรัฐซ้อนรัฐ” อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะกรณีของ Chinland Council (CC) ที่ประกาศจัดตั้งรัฐบาลสมัยที่ 2 พร้อมโครงสร้างอำนาจใหม่ ภายใต้แนวคิด “สหพันธรัฐจากฐานราก” (Bottom-Up Federalism)
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนการยกระดับสถานะของ “ชินแลนด์” จากพื้นที่สู้รบสู่หน่วยการเมืองที่ปกครองตนเอง แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมต่อพลวัตการจัดตั้งสหพันธ์ในรัฐชาติพันธุ์อื่น โดยเฉพาะ Shan State ซึ่งยังเผชิญความแตกแยกภายใน
โครงสร้างไตรภาคี: นวัตกรรมสภานิติบัญญัติชินแลนด์
หัวใจของโมเดลชินแลนด์คือโครงสร้างสภาแบบ “ไตรภาคี” ที่จัดสรรที่นั่ง 112 ที่นั่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
-
กลุ่มแนวร่วมแห่งชาติชิน (CNF) 27 ที่นั่ง
-
กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งปี 2020 จำนวน 13 ที่นั่ง
-
กลุ่มบริหารจัดการท้องถิ่น 68 ที่นั่ง
การออกแบบดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ทั้งกองกำลังติดอาวุธ นักการเมืองพลเรือน และผู้นำพื้นที่จริงต้องเจรจาและถ่วงดุลกัน ลดความเสี่ยงการผูกขาดอำนาจทางทหาร พร้อมสร้างความชอบธรรมเชิงประชาธิปไตย
คณะรัฐบาลสมัยที่ 2 และ “แผน 100 วัน”
เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 สภาชินแลนด์ประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยแต่งตั้ง Pu Pa Thang อดีต ส.ส. จากการเลือกตั้งปี 2020 เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเน้นภาพลักษณ์พลเรือนนำทหาร ขณะที่ตำแหน่งด้านความมั่นคงยังอยู่ภายใต้บทบาทของแกนนำกองกำลังชิน
รัฐบาลชุดนี้ประกาศ “แผน 100 วัน” มุ่งแปรสภาพกลไกสงครามสู่การบริหารรัฐสมัยใหม่ ครอบคลุมการจัดระบบสาธารณสุข การศึกษาทางเลือก การจัดเก็บภาษีท้องถิ่น และการบูรณาการบุคลากร CDM เข้าสู่โครงสร้างราชการ
ขณะเดียวกัน การสถาปนาอำนาจตุลาการอิสระ และการจัดตั้งศาลพลเรือนหลายแห่ง ถูกมองว่าเป็นดัชนีชี้วัดความเป็น “รัฐ” ที่ชัดเจนกว่ารูปแบบการปกครองโดยขุนศึก
การควบรวมสู่ “สภาแห่งชาติชิน”
อีกก้าวสำคัญคือการบรรลุข้อตกลงควบรวมระหว่าง Chinland Council และ Chin Brotherhood ภายใต้ชื่อใหม่ Chin National Council (CNC)
การปรองดองครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากประชาชนชาวชินที่ไม่ต้องการเห็นการสู้รบภายใน และบทบาทไกล่เกลี่ยจากรัฐมิโซรัมของอินเดีย ซึ่งมีผลประโยชน์ด้านความมั่นคงชายแดนและโครงการคมนาคมระหว่างประเทศ
ข้อตกลงดังกล่าวรวมถึงการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปรับปรุง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกกลุ่มมีส่วนร่วมในโครงสร้างใหม่
รัฐฉาน: ภาพสะท้อนความแตกแยก
ตรงกันข้ามกับความคืบหน้าในรัฐชิน Shan State ยังคงเผชิญการแตกกระจายของอำนาจ ระหว่างกลุ่มหลักอย่าง Restoration Council of Shan State (RCSS) และ Shan State Progress Party (SSPP) รวมถึงกองกำลังชาติพันธุ์อื่น เช่น Ta'ang National Liberation Army (TNLA) และ Myanmar National Democratic Alliance Army (MNDAA)
พื้นที่ตอนเหนือของรัฐฉานถูกแบ่งออกเป็นเขตอิทธิพลย่อย ขณะที่ความพยายามจัดตั้งโครงสร้างสหพันธรัฐฉานยังติดขัดด้านรัฐธรรมนูญและความไม่ไว้วางใจกันระหว่างกลุ่มติดอาวุธ
นักวิเคราะห์มองว่า โมเดลชินแลนด์กำลังกลายเป็น “พิมพ์เขียว” ที่กดดันผู้นำรัฐฉานให้เร่งปฏิรูป มิฉะนั้นอาจเสี่ยงต่อภาวะ “รัฐล้มเหลวระดับย่อย” หรือการแตกตัวเป็นรัฐขนาดเล็กตามแนวชาติพันธุ์
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์: อินเดีย vs จีน
อีกมิติสำคัญคือบทบาทมหาอำนาจ อินเดียมีแรงจูงใจสนับสนุนเสถียรภาพในรัฐชินเพื่อคุ้มครองโครงการคมนาคมเชื่อมอ่าวเบงกอล ขณะที่จีนซึ่งมีผลประโยชน์ด้านพลังงานและโครงการ BRI ในรัฐฉาน ถูกมองว่าดำเนินยุทธศาสตร์ “ถ่วงดุลทุกฝ่าย” ส่งผลให้โครงสร้างอำนาจในรัฐฉานยังคงกระจัดกระจาย
บทสรุป: ชินแลนด์ในฐานะต้นแบบใหม่
การจัดตั้งรัฐบาลสมัยที่ 2 ของชินแลนด์ไม่ใช่เพียงพัฒนาการระดับภูมิภาค หากเป็นสัญญาณเชิงสถาบันว่าการสร้างสหพันธรัฐจากฐานรากสามารถเกิดขึ้นได้จริงในบริบทหลังรัฐประหาร
โครงสร้างไตรภาคี การผสมผสานอำนาจทหารกับความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง และการปรองดองทางการเมืองภายใน สะท้อนวุฒิภาวะใหม่ของการเมืองชาติพันธุ์ในเมียนมา
ขณะที่รัฐฉานยังต้องเผชิญคำถามสำคัญว่า จะเลือกเดินตามโมเดลเอกภาพแบบสภาแห่งชาติ หรือปล่อยให้พลวัตการแบ่งแยกดำเนินต่อไปท่ามกลางแรงกดดันภายในและอิทธิพลมหาอำนาจภายนอก.
ยุทธศาสตร์ต่อโครงสร้างสภานิติบัญญัติชินแลนด์และคณะรัฐบาลสมัยที่ 2 (กุมภาพันธ์ 2026) และอิทธิพลต่อพลวัตการจัดตั้งสหพันธ์รัฐฉาน
บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)
เมื่อล่วงเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2026 ภูมิทัศน์ทางการเมืองการปกครองของเมียนมาได้ก้าวข้ามจากสภาวะสงครามกลางเมืองแบบดั้งเดิมไปสู่กระบวนการ "สร้างรัฐซ้อนรัฐ" (State-Building within a State) อย่างเต็มรูปแบบ โดยมี สภาชินแลนด์ (Chinland Council - CC) และการจัดตั้ง คณะรัฐบาลสมัยที่ 2 (Second Term Government) เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญที่สุดของรูปแบบ "สหพันธรัฐจากฐานราก" (Bottom-Up Federalism) รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกถึงโครงสร้างอำนาจใหม่ของชินแลนด์ ซึ่งประกอบด้วยสภาวะผู้นำแบบไตรภาคี (Tripartite Leadership) การประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 และนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ของการควบรวมกิจการทางการเมืองระหว่างสภาชินแลนด์และกลุ่มภราดรภาพชิน (Chin Brotherhood) ภายใต้ชื่อใหม่ว่า สภาแห่งชาติชิน (Chin National Council - CNC)
ในขณะเดียวกัน รายงานฉบับนี้ได้ทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparative Analysis) เพื่อชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จในการสร้างสถาบันทางการเมืองของรัฐชินกำลังส่งแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อ รัฐฉาน (Shan State) ซึ่งยังคงติดอยู่ในหล่มของความแตกแยกทางการเมืองและการทหาร ระหว่างสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS) พรรครัฐฉานก้าวหน้า (SSPP) และกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ เช่น ดาราอั้ง (TNLA) และโกก้าง (MNDAA) ผลการศึกษาชี้ว่า โมเดลการปกครองของชินแลนด์กำลังกลายเป็น "พิมพ์เขียว" ที่กดดันให้ชนชั้นนำในรัฐฉานต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ มิเช่นนั้นรัฐฉานอาจเผชิญกับสภาวะ "รัฐล้มเหลวในระดับย่อย" (Sub-national State Failure) หรือการแตกตัวเป็นรัฐอิสระขนาดย่อย (Balkanization) ตามแนวทางของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ปฏิเสธความเป็นศูนย์กลางของ "ความเป็นฉาน"
1. บทนำ: บริบทใหม่ของสหพันธรัฐนิยมจากฐานราก (Bottom-Up Federalism)
1.1 วิกฤตการณ์ศูนย์กลางอำนาจและการกำเนิดของ "รัฐอธิปไตยย่อย"
นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 โครงสร้างรัฐเดี่ยวของเมียนมาได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งในปี 2026 แนวคิดเรื่อง "สหพันธรัฐจากฐานราก" (Bottom-Up Federalism) ได้กลายเป็นหลักการชี้นำหลักของกองกำลังฝ่ายต่อต้าน
ในบริบทนี้ "ชินแลนด์" (Chinland) ได้ยกระดับตนเองจากการเป็นเพียงพื้นที่สู้รบ มาเป็น "หน่วยการเมืองที่ปกครองตนเอง" (Autonomous Self-Governing Polity) อย่างสมบูรณ์ โดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชินแลนด์ (Chinland Constitution) เมื่อเดือนธันวาคม 2023
1.2 ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของเดือนกุมภาพันธ์ 2026
เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของรัฐชินและขบวนการต่อต้านในเมียนมา เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ไม่ได้มีเพียงการครบรอบการต่อสู้ แต่ยังรวมถึงการประกาศจัดตั้งรัฐบาลสมัยที่ 2 ของสภาชินแลนด์
2. การวิเคราะห์โครงสร้างสภานิติบัญญัติและรัฐบาลชินแลนด์ (สมัยที่ 2)
หัวใจสำคัญของความสำเร็จในโมเดลชินแลนด์ คือการออกแบบโครงสร้างอำนาจที่ "ประนีประนอม" ระหว่างความชอบธรรมทางประชาธิปไตย (จากผลการเลือกตั้งปี 2020) อำนาจทางการทหาร (จากกองกำลัง CNF/CNA) และอำนาจการปกครองพื้นที่จริง (จากกลุ่มบริหารท้องถิ่นและ CDFs)
2.1 โครงสร้างสภานิติบัญญัติ: ระบบไตรภาคี (The Tripartite Cluster System)
ตามรัฐธรรมนูญชินแลนด์ปี 2023 และโครงสร้างที่ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปี 2026 สภาชินแลนด์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด แต่ใช้วิธีการจัดสรรที่นั่งแบบโควตาเพื่อดุลอำนาจ จำนวนสมาชิกสภาทั้งหมด 112 ที่นั่ง ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม (Clusters) อย่างชัดเจน
กลุ่มแนวร่วมแห่งชาติชิน (Chin National Front - CNF Cluster): จำนวน 27 ที่นั่ง
บทวิเคราะห์: การให้โควตาแก่ CNF ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธเก่าแก่ (ก่อตั้งปี 1988) สะท้อนถึงการยอมรับในบทบาทผู้นำทางจิตวิญญาณและการทหาร อย่างไรก็ตาม การจำกัดจำนวนไว้ที่ 27 ที่นั่ง (ประมาณ 24%) แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะป้องกันไม่ให้เกิด "เผด็จการทหารระดับรัฐ" (State-level Military Dictatorship) โดยกลุ่มติดอาวุธเพียงกลุ่มเดียว
กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (Parliamentary Cluster): จำนวน 13 ที่นั่ง
บทวิเคราะห์: ประกอบด้วย ส.ส. ที่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปปี 2020 (ส่วนใหญ่จากพรรค NLD) ซึ่งเข้าร่วมขบวนการต่อต้าน กลุ่มนี้เป็นตัวแทนของ "ความชอบธรรมทางประชาธิปไตย" (Democratic Legitimacy) และเป็นสะพานเชื่อมไปยังรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG)
กลุ่มการบริหารจัดการท้องถิ่น (Local Administration Cluster): จำนวน 68 ที่นั่ง
บทวิเคราะห์: นี่คือนวัตกรรมที่สำคัญที่สุด โดยดึงตัวแทนจากสภาบริหารตำบล/อำเภอ (Township Administration) และกลุ่มชาติพันธุ์ย่อย (เช่น Daai, Zomi ในบางพื้นที่) เข้ามามีส่วนร่วม กลุ่มนี้มีจำนวนที่นั่งมากที่สุด (เกิน 60%) ซึ่งสะท้อนความจริงที่ว่า "อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ผู้คุมพื้นที่" (Authority lies with territory holders) โครงสร้างนี้บังคับให้ CNF และนักการเมืองต้องเจรจากับผู้นำท้องถิ่นและกองกำลังป้องกันชินแลนด์ (CDFs) ในแต่ละเมือง
2.2 คณะรัฐบาลสมัยที่ 2 (Second Term Government) - กุมภาพันธ์ 2026
เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 สภาชินแลนด์ได้ประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อขับเคลื่อน "แผน 100 วัน" (100-Day Plan)
ตารางที่ 1: โครงสร้างคณะรัฐมนตรีรัฐบาลชินแลนด์ สมัยที่ 2 (กุมภาพันธ์ 2026)
| ตำแหน่ง (Portfolio) | รายชื่อรัฐมนตรี (Name) | ที่มา/สังกัด (Affiliation) | บทบาทและภารกิจหลักเชิงยุทธศาสตร์ (2026) |
| นายกรัฐมนตรี | Pu Pa Thang | กลุ่มรัฐสภา (อดีต ส.ส. NLD เมืองมาตูปี) | เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารสูงสุด การแต่งตั้งนักการเมืองพลเรือนแทนผู้นำทหารเพื่อสร้างภาพลักษณ์ประชาธิปไตยสากล |
| รัฐมนตรีต่างประเทศ | Dr. Sui Khar | แกนนำ CNF (รองประธาน) | รับผิดชอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการดีลกับอินเดีย (มิโซรัม) และ UN |
| รัฐมนตรีกลาโหม | Pu Thawng Za Lian | แกนนำ CNF | บูรณาการกองกำลัง CNA และ CDFs เข้าสู่สายการบังคับบัญชาเดียว และดูแลความมั่นคงชายแดน |
| รัฐมนตรีมหาดไทย | Pu Rohin | กลุ่มบริหารท้องถิ่น | ปฏิรูปกรมตำรวจ (Chinland Police) จัดทำสำมะโนประชากรเพื่อเตรียมการเลือกตั้งในอนาคต |
| รัฐมนตรีสาธารณสุข | Dr. Sharon Par | กลุ่มประชาสังคม/CDM | บริหารจัดการโรงพยาบาลและคลินิกกว่า 100 แห่ง แก้ไขวิกฤตสาธารณสุขจากการสู้รบ |
| รัฐมนตรีวางแผนและการคลัง | Pu Sein Aung | กลุ่มรัฐสภา (อดีต ส.ส. ปะเล็ตวา) | การจัดเก็บภาษีท้องถิ่น การบริหารงบประมาณสนับสนุนสงครามและการฟื้นฟู |
| รัฐมนตรีศึกษาธิการ | Salai Cross Thang | กลุ่ม CDM/การศึกษา | พัฒนาหลักสูตรการศึกษาชินแลนด์ ดูแลโรงเรียนในพื้นที่ปลดปล่อย |
| รัฐมนตรีพาณิชย์ | Salai Joseph Lalramlawma | ผู้เชี่ยวชาญ/Technocrat | ควบคุมการค้าชายแดน (Border Trade) เพื่อสร้างรายได้เข้าสู่รัฐ |
| รัฐมนตรีคมนาคม | Pu Mang Uk Khai | ผู้เชี่ยวชาญ/Technocrat | ดูแลโครงข่ายโทรคมนาคมและระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม (Starlink) |
| รัฐมนตรีการก่อสร้าง | Salai Za Thawng | ผู้เชี่ยวชาญ/Technocrat | ซ่อมแซมเส้นทางคมนาคมที่ถูกทำลายจากการโจมตีทางอากาศ |
หมายเหตุ: ข้อมูลรวบรวมจากประกาศสภาชินแลนด์และแหล่งข่าวท้องถิ่น
2.3 การวิเคราะห์เชิงลึก: นัยสำคัญของโครงสร้างอำนาจ
2.3.1 ความเป็นพลเรือนนำทหาร (Civilian Oversight)
แม้ว่า CNF จะมีอิทธิพลสูงในด้านการทหาร แต่ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี กลับตกเป็นของ Pu Pa Thang ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้ง
รักษาความชอบธรรม (Legitimacy) ในสายตาประชาคมโลก โดยแสดงให้เห็นว่าชินแลนด์ไม่ใช่ "รัฐทหาร" (Military Junta) ซ้อนรัฐทหาร
สร้างสมดุลอำนาจระหว่าง CNF และกลุ่มการเมืองท้องถิ่น ไม่ให้ฝ่ายใดผูกขาดอำนาจบริหาร
2.3.2 บทบาทของตุลาการและหลักนิติธรรม
นอกเหนือจากฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ รัฐธรรมนูญชินแลนด์ยังได้สถาปนาอำนาจตุลาการที่แยกเป็นอิสระ โดยมี Pu Thomas Thang Nou ดำรงตำแหน่งประธานศาลสูงสุด (Chief Justice)
นัยสำคัญ: การมีระบบศาลและตำรวจแยกออกจากกองกำลังทหาร คือตัวชี้วัดความเป็น "รัฐ" (Statehood) ที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งแตกต่างจากการปกครองแบบขุนศึก (Warlordism) ที่พบในพื้นที่ขัดแย้งอื่น ๆ
2.3.3 ยุทธศาสตร์ "แผน 100 วัน" (100-Day Plan)
รัฐมนตรีต่างประเทศ Dr. Sui Khar ได้ประกาศว่าลำดับความสำคัญของรัฐบาลชุดนี้คือ "แผน 100 วัน" ซึ่งมุ่งเน้นการแปรสภาพกลไกการบริหารจากภาวะสงครามสู่การบริการสาธารณะ
การสำรวจความต้องการด้านสาธารณสุขและการศึกษาอย่างเป็นระบบ
นโยบายการบรรจุบุคลากร CDM (ข้าราชการที่หยุดงานประท้วง) เข้าสู่โครงสร้างราชการของชินแลนด์อย่างเป็นทางการ เพื่อแก้ปัญหาสมองไหลและสร้างระบบราชการใหม่
3. พลวัตการเมืองภายใน: การควบรวม "สภาแห่งชาติชิน" (Chin National Council)
ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชินแลนด์ในช่วงปี 2024-2025 คือความขัดแย้งระหว่าง สภาชินแลนด์ (CC) และ สภาที่ปรึกษาชินแห่งชาติชั่วคราว (ICNCC) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มภราดรภาพชิน (Chin Brotherhood) และพันธมิตรระบอบอาระกัน (Arakan Army) ความขัดแย้งนี้นำไปสู่การปะทะกันทางทหารในเมืองมาตูปีและมินดัต
อย่างไรก็ตาม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อผู้นำทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงในการควบรวมองค์กรเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ชื่อ "สภาแห่งชาติชิน" (Chin National Council - CNC)
3.1 ปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จในการปรองดอง
บทบาทของอินเดีย (The Mizoram Factor): การเจรจานี้เกิดขึ้นและสำเร็จได้ด้วยการไกล่เกลี่ยของ Pu Lalduhoma มุขมนตรีรัฐมิโซรัม ของอินเดีย
อินเดียต้องการเสถียรภาพในรัฐชินเพื่อความปลอดภัยของ "โครงการคาลาดาน" (Kaladan Project) และความมั่นคงชายแดน จึงกดดันให้กลุ่มต่อต้านชินต้องรวมตัวกัน แรงกดดันจากฐานราก: ประชาชนชาวชินเริ่มหมดความอดทนต่อการสู้รบกันเอง (Infighting) ซึ่งบั่นทอนเป้าหมายในการล้มล้างเผด็จการทหาร
3.2 ผลกระทบเชิงโครงสร้าง
ข้อตกลงดังกล่าวระบุให้มีการจัดตั้ง "คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" (Constitution Drafting Committee)
4. อิทธิพลของโมเดลชินแลนด์ต่อการจัดตั้งสหพันธ์รัฐฉาน
ในขณะที่รัฐชินกำลังก้าวไปสู่เอกภาพ รัฐฉาน (Shan State) กลับเผชิญกับสภาวะที่ตรงกันข้าม การวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของชินแลนด์กำลังกลายเป็น "กระจกเงา" ที่สะท้อนความล้มเหลวและสร้างแรงกดดันต่อผู้นำในรัฐฉาน
4.1 สภาพการณ์ในรัฐฉาน: การแตกกระจายของอำนาจ (Fragmentation)
รัฐฉานในปี 2026 ยังคงไร้ซึ่งศูนย์กลางอำนาจเดียว โดยแบ่งออกเป็นก๊กเหล่าต่าง ๆ ดังนี้:
กลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่: แบ่งแยกระหว่าง RCSS (ภาคใต้) และ SSPP (ภาคเหนือ) ซึ่งมีความขัดแย้งแย่งชิงพื้นที่กันมายาวนาน
กลุ่มชาติพันธุ์อื่น: กองกำลังดาราอั้ง (TNLA) และโกก้าง (MNDAA) ได้ยึดครองพื้นที่ตอนเหนือของรัฐฉานเกือบทั้งหมดผ่านปฏิบัติการ 1027 และปฏิเสธที่จะอยู่ใต้อาณัติของ "ความเป็นฉาน" โดยมุ่งเน้นการสร้างรัฐของตนเอง (Ta'ang State, Kokang State)
กลุ่มว้า (UWSA): ดำรงสถานะเป็นรัฐอิสระที่ทรงอิทธิพลที่สุดและไม่ยุ่งเกี่ยวกับโครงสร้างสหพันธรัฐฉาน
4.2 การเปรียบเทียบโมเดล: "ชินแลนด์" vs "ฉานแลนด์"
| มิติการเปรียบเทียบ | รัฐชิน (Chinland Model) | รัฐฉาน (Shan State Reality) |
| โครงสร้างอำนาจ | รวมศูนย์แบบกระจายอำนาจ (Unified Decentralization) ผ่านสภา | แยกส่วนเป็นอาณาจักรขุนศึก (Warlord Fiefdoms) |
| รัฐธรรมนูญ | ประกาศใช้แล้ว (2023) และกำลังปรับปรุง (2026) | ยังคงร่างไม่เสร็จ และติดขัดในคณะกรรมการ CSSU |
| ความชอบธรรม | มีการดึง ส.ส. ปี 2020 และกลุ่ม CDM เข้าร่วม | นำโดยผู้นำทหารเป็นหลัก ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคพลเรือน |
| ความสัมพันธ์กับ NUG | ร่วมมือใกล้ชิดผ่าน AFTA | รักษาระยะห่าง หรือปฏิเสธบทบาทของ NUG |
| ปัจจัยภายนอก | อินเดีย (สนับสนุนเอกภาพ) | จีน (สนับสนุนการแบ่งแยกและปกครอง - Divide and Rule) |
4.3 อิทธิพลและแรงกดดันต่อรัฐฉาน
4.3.1 แรงกดดันด้าน "ความชอบธรรมแบบฐานราก" (Bottom-Up Legitimacy)
โมเดลชินแลนด์พิสูจน์ให้เห็นว่า การสร้างรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพสามารถทำได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง (Top-Down) สิ่งนี้สร้างแรงกดดันต่อผู้นำ RCSS และ SSPP ซึ่งมักอ้างว่ายังไม่พร้อมที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลเรือน ภาคประชาสังคมในรัฐฉานเริ่มตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐชินที่มีทรัพยากรน้อยกว่าจึงสามารถสร้างระบบสาธารณสุขและการศึกษาที่ครอบคลุมได้
4.3.2 บทบาทใน "บทบัญญัติการจัดการเปลี่ยนผ่านสหพันธรัฐ" (AFTA)
สภาชินแลนด์เป็นแกนนำสำคัญในการร่าง AFTA (Articles of Federal Transitional Arrangement) ร่วมกับ KNU และ KNPP
4.3.3 ปรากฏการณ์ "การเลียนแบบสถาบัน" (Institutional Isomorphism)
ความสำเร็จของสภาชินแลนด์ในการควบรวมกลุ่มต่างๆ อาจกระตุ้นให้เกิดความพยายามเลียนแบบในรัฐฉาน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ย่อย เช่น ดาราอั้ง (Ta'ang) และ ปะโอ (Pa-O) ที่เริ่มจัดตั้งสภาบริหารของตนเอง (เช่น สภาบริหารชั่วคราวปะโอ) โดยลอกเลียนโครงสร้างจากชินแลนด์และคะเรนนี
5. ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์: ตัวแปรแทรกซ้อน (The Geopolitical Variable)
การวิเคราะห์จะไม่สมบูรณ์หากขาดการพิจารณาปัจจัยต่างประเทศที่ส่งผลต่อความแตกต่างระหว่างชินและฉาน
5.1 ปัจจัยอินเดีย (The India Factor)
อินเดียมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในรัฐชิน ผ่านรัฐมิโซรัมที่มีความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติกับชาวชิน อินเดียต้องการเสถียรภาพเพื่อดำเนินโครงการระเบียงเศรษฐกิจคาลาดาน (Kaladan Multi-Modal Transit Transport Project) จึงสนับสนุนให้เกิดการรวมตัวทางการเมือง (Unification)
5.2 ปัจจัยจีน (The China Factor)
ในทางตรงกันข้าม รัฐฉานคือพื้นที่ยุทธศาสตร์ของจีน (ท่อส่งน้ำมันและก๊าซ, โครงการ BRI) จีนดำเนินนโยบายที่ซับซ้อน โดยเลี้ยงดูความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย (Junta, 3BHA, UWSA) เพื่อคานอำนาจ
6. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ
การจัดตั้งสภานิติบัญญัติและรัฐบาลสมัยที่ 2 ของชินแลนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ไม่ใช่เพียงพัฒนาการท้องถิ่น แต่เป็น "ปรากฏการณ์ระดับชาติ" ที่ยืนยันความเป็นไปได้ของทฤษฎี สหพันธรัฐจากฐานราก (Bottom-Up Federalism)
โครงสร้างอำนาจแบบไตรภาคีของชินแลนด์ ที่ผสานกำลังทหาร (CNF) เข้ากับความชอบธรรมทางเลือกตั้ง (MPs) และอำนาจจริงในพื้นที่ (Local Admin) ถือเป็นนวัตกรรมทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในยุคหลังรัฐประหาร ความสำเร็จในการควบรวมสภาชินแห่งชาติ (CNC) ยิ่งตอกย้ำว่า "การเจรจาทางการเมือง" สามารถยุติความขัดแย้งภายในได้หากมีเจตจำนงที่แน่วแน่และตัวกลางที่ดี (เช่น รัฐมิโซรัม)
สำหรับรัฐฉาน บทเรียนจากชินแลนด์ชัดเจนว่า "เอกภาพต้องสร้างจากภายใน" (Unity implies internal construction) การพึ่งพากลุ่มอำนาจเก่า (RCSS/SSPP) ที่ยึดติดกับรูปแบบรัฐทหารแบบเดิมจะไม่สามารถตอบสนองต่อพลวัตใหม่ได้ หากผู้นำรัฐฉานไม่สามารถปฏิรูปโครงสร้างให้เป็นประชาธิปไตยและดึงกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยเข้ามาร่วมในลักษณะ "สภาแห่งชาติ" (Council-based) ได้ รัฐฉานมีความเสี่ยงสูงที่จะแตกตัวเป็นรัฐอิสระขนาดย่อย หรือตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจเพื่อนบ้านอย่างถาวร โดยปราศจากอำนาจต่อรองในสหพันธรัฐเมียนมาในอนาคต


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น