วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

มท. เดินหน้า “One Plan–Rolling Plan” วางพิมพ์เขียว 3 ปี แก้จนยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตทั่วประเทศ


เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัด กระทรวงมหาดไทย ประกาศนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ผ่านกลไก “One Plan” และแผนปฏิบัติการแบบ Rolling Plan ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569–2571) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง



การประกาศครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ ปรับกระบวนทัศน์การพัฒนาจากการมุ่ง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” เพียงตัวเลข มาสู่ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ให้ความสำคัญกับรายได้สุทธิ ความมั่นคงในชีวิต และความสามารถในการพึ่งพาตนเองของครัวเรือนฐานราก




จากความยากจนเชิงรายได้ สู่ความยากจนหลายมิติ

กระทรวงมหาดไทยประเมินว่า ปัญหาความยากจนในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายได้ต่ำ แต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างโอกาสทางสังคม การเข้าถึงทรัพยากร และความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ การแก้ปัญหาแบบสงเคราะห์เฉพาะหน้าหรือการทำงานแบบแยกส่วนระหว่างหน่วยงาน (Silo-based) ในอดีต ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้จริง

ด้วยพันธกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และเครือข่ายราชการส่วนภูมิภาคที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ มท.จึงปรับแนวทางสู่การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ (Area-based Management) ให้จังหวัด อำเภอ และตำบลเป็นแกนกลางของการแก้ปัญหา


“One Plan” รวมพลังทุกแผน สู่เป้าหมายเดียว

หัวใจสำคัญของนโยบายคือ “One Plan” หรือการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ที่เป็นเอกภาพ เชื่อมโยงแผนชุมชน แผนท้องถิ่น และแผนจังหวัดให้สอดคล้องกัน ลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณ และใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการชี้เป้าคนจนอย่างแม่นยำ

กลไกดังกล่าวทำงานควบคู่กับ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เพื่อบูรณาการโครงการพระราชดำริเป็นฐานการพัฒนา เช่น การจัดการน้ำ ดิน และป่าไม้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจชุมชน


Rolling Plan 3 ปี แก้จุดอ่อนงบประมาณรายปี

แผนปฏิบัติการ Rolling Plan (2569–2571) ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่น ทบทวนและปรับปรุงทุกปี แต่ยังคงกรอบเป้าหมายระยะยาว 3 ปีไว้ต่อเนื่อง ช่วยให้โครงการขนาดใหญ่ เช่น การแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก หรือการปรับโครงสร้างอาชีพเกษตรกร เดินหน้าได้ไม่สะดุดเมื่อสิ้นปีงบประมาณ

นอกจากนี้ ยังเน้นการติดตามผลด้วยข้อมูลจาก TPMAP และ จปฐ. เพื่อประเมิน “ผลลัพธ์” (Outcomes) มากกว่าจำนวนกิจกรรม เช่น

  • รายได้สุทธิครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น

  • ครัวเรือนที่มีอาหารปลอดภัยและน้ำใช้ตลอดปี

  • กลุ่มอาชีพที่บริหารจัดการตนเองได้โดยไม่พึ่งงบประมาณต่อเนื่อง


9 จังหวัดนำร่อง ต้นแบบพัฒนาเชิงพื้นที่

ปีงบประมาณ 2568–2569 กระทรวงมหาดไทยคัดเลือก 9 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ น่าน เชียงใหม่ พิษณุโลก แพร่ เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี นครศรีธรรมราช และนราธิวาส เพื่อทดลองขับเคลื่อน One Plan แบบ Sandbox

ตัวอย่างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น อาทิ

  • น่าน ลดการปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว หันสู่พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง

  • พิษณุโลก ขยายผล “บางระกำโมเดล” ช่วยเกษตรกรเก็บเกี่ยวก่อนน้ำหลาก

  • นครศรีธรรมราช ฟื้นฟูลุ่มน้ำปากพนัง แยกน้ำจืด–น้ำเค็ม ลดความเสียหายอุทกภัย

  • นราธิวาส พัฒนาดินพรุเสื่อมโทรมสู่เกษตรผสมผสาน สร้างอาชีพทางเลือกในพื้นที่ชายแดน

การดำเนินงานเหล่านี้สะท้อนบทบาทของ One Plan ในการเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เข้ากับวิถีชีวิตรายครัวเรือนอย่างตรงจุด


เร่งพัฒนาคน สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง

ปลัด มท. เน้นย้ำการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทั้งข้าราชการ ผู้นำชุมชน และปราชญ์ชาวบ้าน ให้เป็น “Change Agents” ในพื้นที่ โดยใช้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นแหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากร การวิเคราะห์ข้อมูล และการวางแผนธุรกิจชุมชน


ความท้าทายและก้าวต่อไป

แม้นโยบายมีความก้าวหน้า แต่ยังเผชิญความท้าทาย เช่น การบูรณาการข้ามกระทรวง ความต่อเนื่องของผู้บริหารในพื้นที่ และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

กระทรวงมหาดไทยจึงมีแผนผลักดันงบประมาณเชิงพื้นที่ (Area-based Budgeting) และพัฒนาระบบ Dashboard ติดตามผลแบบ Real-time เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพ


เป้าหมายสูงสุด: “อยู่ดี กินดี พึ่งพาตนเองได้”

นโยบาย One Plan และ Rolling Plan ระยะ 3 ปี ไม่เพียงเป็นการจัดทำแผนราชการ แต่คือการปฏิรูประบบบริหารพื้นที่ทั้งระบบ โดยมีหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเข็มทิศ

หากสามารถขยายผลจาก 9 จังหวัดนำร่องสู่ทั่วประเทศได้อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายที่ว่า “ประชาชนอยู่ดี กินดี พึ่งพาตนเองได้” ก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นรากฐานที่มั่นคงของการพัฒนาประเทศในระยะยาว.

 การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านกลไก "One Plan" และแผนปฏิบัติการ Rolling Plan ของกระทรวงมหาดไทย

1. บทนำ: บริบทและพลวัตของปัญหาความยากจนในสังคมไทย

1.1 สถานการณ์ความยากจนเชิงโครงสร้างและความท้าทายในศตวรรษที่ 21

สังคมไทยในห้วงทศวรรษที่ผ่านมาได้เผชิญกับพลวัตความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง ปัญหาความยากจนไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในมิติของการขาดแคลนรายได้ (Income Poverty) เท่านั้น แต่ได้ขยายตัวไปสู่ความยากจนเชิงโครงสร้างและเชิงมิติ (Multidimensional Poverty) ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ข้อมูลทางวิชาการชี้ให้เห็นว่าความยากจนของประเทศไทยมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับโอกาสทางสังคม การเข้าถึงทรัพยากร และโครงสร้างทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียม การพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมามักมุ่งเน้นการเติบโตของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในระดับมหภาค (Growth-oriented) ซึ่งแม้จะทำให้ภาพรวมของประเทศดูดีขึ้น แต่กลับทิ้งร่องรอยความเหลื่อมล้ำไว้ในระดับฐานราก โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและสังคมชนบท การแก้ไขปัญหาในอดีตที่เน้นการสงเคราะห์เฉพาะหน้า หรือการดำเนินนโยบายแบบแยกส่วน (Silo-based approach) ระหว่างหน่วยงานรัฐ พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้จริง และบ่อยครั้งกลับสร้างภาระหนี้สินหรือการพึ่งพิงรัฐอย่างถาวรให้กับประชาชน

1.2 กระบวนทัศน์ใหม่ของการพัฒนา: จาก "การเติบโต" สู่ "ความยั่งยืน"

ในบริบทนี้ กระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานหลักที่มีพันธกิจในการ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" และมีกลไกราชการส่วนภูมิภาคครอบคลุมทุกตารางนิ้วของประเทศ จึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์การพัฒนา จากการสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down) มาสู่การสร้างความเข้มแข็งจากภายในตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Development) ที่เน้นระบบการศึกษา สุขภาพ และการกระจายรายได้ มีประสิทธิภาพในการลดความยากจนได้ดีกว่าการมุ่งเน้นเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) เพียงอย่างเดียว

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศนโยบายและทิศทางการดำเนินงานที่สำคัญยิ่งต่อการปฏิรูประบบบริหารจัดการพื้นที่ (Area-based Management) โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ผ่านกระบวนการ "One Plan" และการสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การประกาศดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการกำหนดทิศทางการทำงานประจำปี แต่เป็นการวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวผ่าน "แผนปฏิบัติการ Rolling Plan" ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569-2571) ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมทางนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาความไม่ต่อเนื่องและความซ้ำซ้อนของการใช้งบประมาณแผ่นดิน บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์เจาะลึกถึงกลไกดังกล่าว ผลการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง และนัยสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน


2. กรอบแนวคิดและทฤษฎี: การบูรณาการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการบริหารภาครัฐแนวใหม่

2.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะเครื่องมือแก้จน

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy - SEP) มิใช่เพียงแนวคิดสำหรับการทำเกษตรกรรม แต่เป็นหลักการบริหารจัดการชีวิตและทรัพยากรที่ตั้งอยู่บนฐานของ "ทางสายกลาง" และ "ความไม่ประมาท" องค์ประกอบสำคัญคือ 3 ห่วง (ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกัน) และ 2 เงื่อนไข (ความรู้ คุณธรรม) จากการศึกษาวิจัยในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดปทุมธานี พบว่าเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สินและความยากจน สามารถฟื้นตัวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้เมื่อมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Mindset) มาสู่ความพอเพียง โดยเริ่มจากการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น การทำบัญชีครัวเรือน และการสร้างแหล่งอาหารในพื้นที่ของตนเอง ก่อนที่จะขยายไปสู่การสร้างรายได้และการรวมกลุ่ม

ในระดับนโยบายสาธารณะ กระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำหลักการนี้มาเป็น "เข็มทิศ" ในการกำหนดแผนพัฒนาพื้นที่ โดยเน้นการสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ให้กับชุมชนผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีจุดเด่นคือการแก้ไขปัญหาที่รากฐานของภูมิสังคม เช่น การจัดการน้ำ ดิน และป่าไม้ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐานของคนยากจน

2.2 นวัตกรรมการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management - NPM) และ One Plan

แนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (NPM) เน้นการปรับเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากการเป็นผู้ "พายเรือ" (Doer) มาเป็นผู้ "ถือหางเสือ" (Steering) โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (Results-based) ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า ในบริบทของกระทรวงมหาดไทย แนวคิดนี้ถูกแปลงไปสู่การปฏิบัติผ่านกลไก "One Plan"

One Plan คือ ยุทธศาสตร์การจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบลที่มีความเป็นเอกภาพ โดยบูรณาการความต้องการจากระดับล่าง (Bottom-up) ขึ้นสู่ระดับนโยบาย ลดปัญหาความซ้ำซ้อนของการจัดทำแผนที่ต่างคนต่างทำ (Fragmented Planning) ในอดีต ซึ่งมักพบว่าแผนชุมชน แผนท้องถิ่น และแผนจังหวัด ไม่มีความสอดคล้องกัน ทำให้งบประมาณถูกใช้ไปอย่างกระจัดกระจายและไม่ตอบโจทย์ปัญหาความยากจนในพื้นที่จริง หัวใจสำคัญของ One Plan คือการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-based) ในการวิเคราะห์ปัญหา และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (Collaborative Governance) เพื่อให้เกิดการยอมรับและความเป็นเจ้าของร่วมกันของคนในพื้นที่

2.3 Rolling Plan: ความยืดหยุ่นและการวางแผนเชิงพลวัต

การประกาศใช้ "แผนปฏิบัติการ Rolling Plan" ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569-2571) ของปลัดกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นการนำเครื่องมือการวางแผนสมัยใหม่มาใช้เพื่อปิดช่องโหว่ของระบบงบประมาณรายปีแบบเดิม

  • หลักการ: Rolling Plan เป็นแผนที่มีลักษณะเลื่อนไหลต่อเนื่อง โดยจะมีการทบทวนสถานการณ์และปรับปรุงแผนทุกปี แต่ยังคงรักษากรอบเป้าหมายระยะยาว 3 ปีไว้เสมอ

  • ข้อดีเชิงยุทธศาสตร์: ช่วยให้จังหวัดสามารถดำเนินโครงการที่มีขนาดใหญ่หรือมีความซับซ้อน (เช่น การแก้ปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก หรือการเปลี่ยนโครงสร้างอาชีพเกษตรกร) ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องหยุดชะงักเมื่อสิ้นปีงบประมาณ และมีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวตามสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงได้ (VUCA World) ซึ่งสอดคล้องกับหลัก "ภูมิคุ้มกัน" ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


3. การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ: กรณีศึกษา 9 จังหวัดนำร่อง

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 กระทรวงมหาดไทยได้คัดเลือก 9 จังหวัดนำร่องเพื่อเป็นต้นแบบ (Sandbox) ในการขับเคลื่อน One Plan และโครงการพระราชดำริ ประกอบด้วย น่าน, พิษณุโลก, เชียงใหม่, แพร่, เพชรบุรี, นครนายก, ปราจีนบุรี, นครศรีธรรมราช และนราธิวาส การเลือกพื้นที่เหล่านี้มีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นตัวแทนของภูมิสังคมที่หลากหลายและมีความเปราะบางทางนิเวศและเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน

3.1 การบูรณาการเชิงโครงสร้าง: ความร่วมมือกับ กปร.

ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญของการขับเคลื่อนในครั้งนี้คือการบูรณาการการทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) โดยมีการดำเนินงานดังนี้:

  1. การจัดตั้งคณะทำงานร่วม: เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านเทคนิคของ กปร. เข้ากับกลไกการปกครองท้องที่ของกระทรวงมหาดไทย

  2. Kick-off และ Workshop: มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในพื้นที่นำร่อง (เช่น เชียงใหม่ น่าน พิษณุโลก) เพื่อถอดบทเรียนและสร้างความเข้าใจในการจัดทำแผนแบบ Bottom-up ให้กับข้าราชการและผู้นำชุมชน

  3. คู่มือ One Plan: การพัฒนา "คู่มือการบริหารจัดการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่" เพื่อเป็นมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ลดความสับสนของผู้ปฏิบัติหน้างาน

3.2 การวิเคราะห์ผลการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง (Area-based Analysis)

ตารางที่ 1 แสดงการสังเคราะห์บทบาทและผลสัมฤทธิ์ของ One Plan ในการขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริใน 9 จังหวัดนำร่อง

ภูมิภาคจังหวัดนำร่องปัญหาหลัก (Pain Points)การประยุกต์ใช้ One Plan และโครงการพระราชดำริผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม (Concrete Outcomes)
ภาคเหนือน่านพื้นที่เขาหัวโล้น, การรุกป่า, หนี้สินเกษตรกร, ภัยแล้ง

บูรณาการแผนจัดการลุ่มน้ำชั้น 1-2, ส่งเสริมเกษตรที่สูง, สร้างป่าสร้างรายได้

ลดพื้นที่การเผาไหม้, เกษตรกรมีรายได้จากพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง (กาแฟ, โกโก้) แทนข้าวโพด
เชียงใหม่หมอกควัน, ความเหลื่อมล้ำของกลุ่มชาติพันธุ์ศูนย์ศึกษาฯ ห้วยฮ่องไคร้ ขยายผลสู่ชุมชน, จัดการน้ำแบบเหมืองฝายชุมชนต้นแบบลดการเผา, การจัดการน้ำชุมชนที่ยั่งยืน, การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
พิษณุโลกน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มต่ำ (บางระกำ)โครงการบางระกำโมเดล, แก้มลิง, ปรับปฏิทินการเพาะปลูก

เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวข้าวก่อนน้ำท่วม, มีอาชีพเสริมจากการประมงช่วงน้ำหลาก

แพร่การตัดไม้ทำลายป่า, ภัยแล้งอ่างเก็บน้ำห้วยเปาะ, การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น, ชุมชนเข้มแข็งในการดูแลรักษาป่า
ภาคกลางนครนายกดินเปรี้ยว, การบริหารจัดการน้ำ

เขื่อนขุนด่านปราการชล, แก้ไขดินเปรี้ยวตามทฤษฎีแกล้งดิน

เกษตรกรสามารถเพาะปลูกในพื้นที่ดินเปรี้ยวได้, การบริหารน้ำเพื่อการท่องเที่ยวและเกษตร
ปราจีนบุรีน้ำเค็มรุก, ขาดแคลนน้ำจืดอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา, การจัดการน้ำภาคตะวันออกป้องกันน้ำเค็มรุกพื้นที่เกษตร, สร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับเขตเศรษฐกิจและชุมชน
เพชรบุรีความแห้งแล้งในพื้นที่เงาฝนโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ, เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพืชไร่และปศุสัตว์, เกษตรกรเครือข่ายมีรายได้มั่นคง
ภาคใต้นครศรีธรรมราชน้ำท่วมรุนแรง, น้ำเค็มรุกพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง

โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ, ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ

แยกน้ำจืด-น้ำเค็มชัดเจน, พื้นที่นาร้างกลับมาทำนาได้, ลดความเสียหายจากอุทกภัย
นราธิวาสดินพรุเสื่อมโทรม, ความไม่สงบ, ความยากจน

ศูนย์ศึกษาฯ พิกุลทอง, แกล้งดินในพื้นที่พรุ, เกษตรผสมผสาน

เปลี่ยนดินเปรี้ยวจัดให้ปลูกพืชได้, สร้างอาชีพทางเลือกเสริมความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

บทวิเคราะห์เชิงลึก:

จากตารางข้างต้น จะเห็นได้ว่า One Plan ทำหน้าที่เป็น "ตัวเชื่อม" (Connector) ที่สำคัญ โดยนำทรัพยากรขนาดใหญ่ (Infrastructure) ที่เกิดจากโครงการพระราชดำริ (เช่น เขื่อน, ศูนย์ศึกษาฯ) มาเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตรายครัวเรือน ผ่านแผนพัฒนาท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ในจังหวัดน่าน One Plan ช่วยให้หน่วยงานระดับอำเภอสามารถระบุพื้นที่เป้าหมายที่เกษตรกรบุกรุกป่า และนำงบประมาณส่งเสริมอาชีพเข้าไปสนับสนุนให้เปลี่ยนมาปลูกพืชเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ตรงจุด ซึ่งหากไม่มี One Plan งบประมาณอาจถูกหว่านไปทั่วโดยไม่เกิดผลสัมฤทธิ์


4. ยุทธศาสตร์สู่ความยั่งยืน: แผนปฏิบัติการ Rolling Plan พ.ศ. 2569 - 2571

ตามประกาศของปลัดกระทรวงมหาดไทย การก้าวเข้าสู่ปี 2569 เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้แผนปฏิบัติการแบบ Rolling Plan ระยะ 3 ปี ซึ่งมีองค์ประกอบและนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ดังนี้:

4.1 โครงสร้างของ Rolling Plan

แผนพัฒนานี้ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารทางราชการ แต่เป็น "พิมพ์เขียว" (Blueprint) ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มีพลวัต ประกอบด้วย:

  1. ความยืดหยุ่นและทันสมัย: สามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรม (Activities) ได้ตามสถานการณ์ภัยพิบัติหรือเศรษฐกิจ แต่เป้าประสงค์หลัก (Objectives) ต้องคงเดิม

  2. การเชื่อมโยงไร้รอยต่อ (Vertical Integration): แผนพัฒนาจังหวัด แผนอำเภอ และแผนตำบล ต้องร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกัน โดยมีโครงการพระราชดำริเป็นแกนกลาง

  3. ระบบติดตามและประเมินผล (Monitoring & Evaluation): ให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะข้อมูลจาก TPMAP (Thai People Map and Analytics Platform) หรือข้อมูล จปฐ. เพื่อชี้เป้าคนจนได้แม่นยำ

4.2 การกำหนดตัวชี้วัด (KPIs) และผลลัพธ์ (Outcomes) ที่เป็นรูปธรรม

จุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายนี้คือการเปลี่ยนโฟกัสจาก "ผลผลิต" (Outputs) เช่น จำนวนถนนที่สร้าง จำนวนคนที่อบรม ไปสู่ "ผลลัพธ์" (Outcomes) ที่สะท้อนคุณภาพชีวิตจริง ตัวอย่างตัวชี้วัดที่ควรนำมาใช้ใน Rolling Plan ได้แก่:

  • มิติด้านรายได้: รายได้สุทธิของครัวเรือนเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นหลังหักค่าใช้จ่าย (ไม่ใช่รายได้รวม)

  • มิติด้านความมั่นคง: จำนวนครัวเรือนที่มีแหล่งอาหารปลอดภัยในบ้าน (ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง) หรือมีน้ำใช้ตลอดปี

  • มิติด้านความยั่งยืน: จำนวนกลุ่มอาชีพที่สามารถบริหารจัดการตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐต่อเนื่อง

  • ความคุ้มค่า: อัตราผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ของโครงการที่ลงทุนไป

4.3 การพัฒนาศักยภาพบุคลากร (Human Capital Development)

ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อให้ผลลัพธ์เกิดประสิทธิผลสูงสุด สิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดการสร้าง "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" (Change Agents) ในระดับพื้นที่ การพัฒนาบุคลากรในที่นี้ไม่เพียงแต่หมายถึงข้าราชการ แต่รวมถึง "ผู้นำธรรมชาติ" ในชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน และอาสาสมัคร

  • ทักษะที่จำเป็น: ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลชุมชน, การถอดบทเรียน (Lesson Learned), การทำแผนธุรกิจชุมชน และความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์พระราชา

  • กลไก: การใช้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 6 แห่ง เป็น "มหาวิทยาลัยธรรมชาติ" ในการฝึกอบรมบุคลากรเหล่านี้ให้เป็นวิทยากรตัวคูณ ขยายผลสู่หมู่บ้านข้างเคียง


5. บทวิเคราะห์วิจารณ์และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

5.1 ความท้าทายในการขับเคลื่อน (Critical Challenges)

แม้แนวคิด One Plan และ Rolling Plan จะมีความก้าวหน้า แต่ในทางปฏิบัติยังคงเผชิญความท้าทายหลายประการ:

  1. วัฒนธรรมองค์กรแบบกรมกอง (Departmentalism): แม้กระทรวงมหาดไทยจะเป็นเจ้าภาพ แต่ทรัพยากรและอำนาจตามกฎหมายกระจายอยู่ในหลายกระทรวง (เกษตรฯ, ทรัพยากรฯ, พม.) การบูรณาการข้ามกระทรวงในระดับพื้นที่ยังเป็นคอขวดสำคัญ

  2. ความต่อเนื่องของข้าราชการ: การโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอบ่อยครั้ง อาจส่งผลให้ Rolling Plan สะดุดลง หากผู้มารับตำแหน่งใหม่ไม่สานต่อ หรือขาดความเข้าใจในบริบทเดิม

  3. ความซับซ้อนของข้อมูล: การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานยังไม่สมบูรณ์ ทำให้การชี้เป้าคนจนอาจมีความคลาดเคลื่อน หรือเกิดความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือ

5.2 ข้อเสนอแนะเพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

เพื่อให้เป้าหมายสูงสุดที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้กล่าวไว้ คือ "ประชาชนอยู่ดี กินดี พึ่งพาตนเองได้" บรรลุผลสัมฤทธิ์ ผู้เขียนขอเสนอแนะแนวทางดังนี้:

  1. สร้างกลไกงบประมาณเชิงพื้นที่ (Area-based Budgeting): ควรผลักดันให้มีการจัดสรรงบประมาณก้อนรวม (Block Grant) ให้กับจังหวัดภายใต้ One Plan โดยให้อำนาจคณะกรรมการจังหวัดบริหารจัดการตามความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อความคล่องตัวในการแก้ปัญหาแบบ Rolling Plan

  2. Institutionalize One Plan: ต้องทำให้ One Plan เป็น "ระบบ" ที่ไม่ใช่แค่ "นโยบายชั่วคราว" โดยอาจกำหนดไว้ในกฎระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องแม้เปลี่ยนผู้บริหาร

  3. ยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม: การจัดทำแผนต้องไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องประชุมส่วนราชการ แต่ต้องลงไปทำประชาคมในระดับหมู่บ้านอย่างเข้มข้น (Deep Listening) เพื่อให้แผนที่ออกมาตอบโจทย์ภูมิสังคมและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริง

  4. ใช้เทคโนโลยีในการติดตามผล: นำระบบ Dashboard ที่แสดงผลแบบ Real-time มาใช้ติดตามความก้าวหน้าของโครงการใน 9 จังหวัดนำร่อง เพื่อให้ผู้บริหารสามารถแก้ปัญหาหน้างานได้ทันท่วงที และประชาชนสามารถตรวจสอบได้ (Open Data)


6. บทสรุป

การประกาศนโยบายขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ผ่านกระบวนการ One Plan และ Rolling Plan ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569-2571) โดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นนวัตกรรมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตของการแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศไทย การน้อมนำ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาเป็นแกนหลักในการพัฒนาพื้นที่ 9 จังหวัดนำร่อง สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและการระเบิดจากข้างใน

ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงมหาดไทย สำนักงาน กปร. และภาคีเครือข่าย สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในภาคเหนือ การบริหารจัดการน้ำในภาคกลาง หรือการสร้างความมั่นคงในภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะต่อไปคือการขยายผลความสำเร็จนี้ไปสู่จังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ และการรักษาความต่อเนื่องของนโยบายท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

หากกระทรวงมหาดไทยสามารถขับเคลื่อนกลไกนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเน้นการพัฒนาคน การบูรณาการข้อมูล และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เชื่อได้ว่าเป้าหมายในการทำให้ประชาชน "อยู่ดี กินดี พึ่งพาตนเองได้" จะไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่จะเป็นความจริงที่ยั่งยืน และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของสังคมไทยสืบไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ก้าวต่อไป “Walk for Peace” ถอดบทเรียนธรรมยาตรา 3,700 กม. สู่ยุทธศาสตร์พุทธทูตไทยในสหรัฐฯ

การเดินธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ “Walk for Peace” ข้ามสหรัฐอเมริการะยะทางกว่า 3,700 กิโลเมตร ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 และสิ้นสุดในเด...