เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัด กระทรวงมหาดไทย ประกาศนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ผ่านกลไก “One Plan” และแผนปฏิบัติการแบบ Rolling Plan ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569–2571) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
การประกาศครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ ปรับกระบวนทัศน์การพัฒนาจากการมุ่ง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” เพียงตัวเลข มาสู่ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ให้ความสำคัญกับรายได้สุทธิ ความมั่นคงในชีวิต และความสามารถในการพึ่งพาตนเองของครัวเรือนฐานราก
จากความยากจนเชิงรายได้ สู่ความยากจนหลายมิติ
กระทรวงมหาดไทยประเมินว่า ปัญหาความยากจนในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายได้ต่ำ แต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างโอกาสทางสังคม การเข้าถึงทรัพยากร และความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ การแก้ปัญหาแบบสงเคราะห์เฉพาะหน้าหรือการทำงานแบบแยกส่วนระหว่างหน่วยงาน (Silo-based) ในอดีต ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้จริง
ด้วยพันธกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และเครือข่ายราชการส่วนภูมิภาคที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ มท.จึงปรับแนวทางสู่การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ (Area-based Management) ให้จังหวัด อำเภอ และตำบลเป็นแกนกลางของการแก้ปัญหา
“One Plan” รวมพลังทุกแผน สู่เป้าหมายเดียว
หัวใจสำคัญของนโยบายคือ “One Plan” หรือการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ที่เป็นเอกภาพ เชื่อมโยงแผนชุมชน แผนท้องถิ่น และแผนจังหวัดให้สอดคล้องกัน ลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณ และใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการชี้เป้าคนจนอย่างแม่นยำ
กลไกดังกล่าวทำงานควบคู่กับ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เพื่อบูรณาการโครงการพระราชดำริเป็นฐานการพัฒนา เช่น การจัดการน้ำ ดิน และป่าไม้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจชุมชน
Rolling Plan 3 ปี แก้จุดอ่อนงบประมาณรายปี
แผนปฏิบัติการ Rolling Plan (2569–2571) ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่น ทบทวนและปรับปรุงทุกปี แต่ยังคงกรอบเป้าหมายระยะยาว 3 ปีไว้ต่อเนื่อง ช่วยให้โครงการขนาดใหญ่ เช่น การแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก หรือการปรับโครงสร้างอาชีพเกษตรกร เดินหน้าได้ไม่สะดุดเมื่อสิ้นปีงบประมาณ
นอกจากนี้ ยังเน้นการติดตามผลด้วยข้อมูลจาก TPMAP และ จปฐ. เพื่อประเมิน “ผลลัพธ์” (Outcomes) มากกว่าจำนวนกิจกรรม เช่น
-
รายได้สุทธิครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น
-
ครัวเรือนที่มีอาหารปลอดภัยและน้ำใช้ตลอดปี
-
กลุ่มอาชีพที่บริหารจัดการตนเองได้โดยไม่พึ่งงบประมาณต่อเนื่อง
9 จังหวัดนำร่อง ต้นแบบพัฒนาเชิงพื้นที่
ปีงบประมาณ 2568–2569 กระทรวงมหาดไทยคัดเลือก 9 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ น่าน เชียงใหม่ พิษณุโลก แพร่ เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี นครศรีธรรมราช และนราธิวาส เพื่อทดลองขับเคลื่อน One Plan แบบ Sandbox
ตัวอย่างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น อาทิ
-
น่าน ลดการปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว หันสู่พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง
-
พิษณุโลก ขยายผล “บางระกำโมเดล” ช่วยเกษตรกรเก็บเกี่ยวก่อนน้ำหลาก
-
นครศรีธรรมราช ฟื้นฟูลุ่มน้ำปากพนัง แยกน้ำจืด–น้ำเค็ม ลดความเสียหายอุทกภัย
-
นราธิวาส พัฒนาดินพรุเสื่อมโทรมสู่เกษตรผสมผสาน สร้างอาชีพทางเลือกในพื้นที่ชายแดน
การดำเนินงานเหล่านี้สะท้อนบทบาทของ One Plan ในการเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เข้ากับวิถีชีวิตรายครัวเรือนอย่างตรงจุด
เร่งพัฒนาคน สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง
ปลัด มท. เน้นย้ำการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทั้งข้าราชการ ผู้นำชุมชน และปราชญ์ชาวบ้าน ให้เป็น “Change Agents” ในพื้นที่ โดยใช้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นแหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากร การวิเคราะห์ข้อมูล และการวางแผนธุรกิจชุมชน
ความท้าทายและก้าวต่อไป
แม้นโยบายมีความก้าวหน้า แต่ยังเผชิญความท้าทาย เช่น การบูรณาการข้ามกระทรวง ความต่อเนื่องของผู้บริหารในพื้นที่ และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
กระทรวงมหาดไทยจึงมีแผนผลักดันงบประมาณเชิงพื้นที่ (Area-based Budgeting) และพัฒนาระบบ Dashboard ติดตามผลแบบ Real-time เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพ
เป้าหมายสูงสุด: “อยู่ดี กินดี พึ่งพาตนเองได้”
นโยบาย One Plan และ Rolling Plan ระยะ 3 ปี ไม่เพียงเป็นการจัดทำแผนราชการ แต่คือการปฏิรูประบบบริหารพื้นที่ทั้งระบบ โดยมีหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเข็มทิศ
หากสามารถขยายผลจาก 9 จังหวัดนำร่องสู่ทั่วประเทศได้อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายที่ว่า “ประชาชนอยู่ดี กินดี พึ่งพาตนเองได้” ก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นรากฐานที่มั่นคงของการพัฒนาประเทศในระยะยาว.
การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านกลไก "One Plan" และแผนปฏิบัติการ Rolling Plan ของกระทรวงมหาดไทย
1. บทนำ: บริบทและพลวัตของปัญหาความยากจนในสังคมไทย
1.1 สถานการณ์ความยากจนเชิงโครงสร้างและความท้าทายในศตวรรษที่ 21
สังคมไทยในห้วงทศวรรษที่ผ่านมาได้เผชิญกับพลวัตความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง ปัญหาความยากจนไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในมิติของการขาดแคลนรายได้ (Income Poverty) เท่านั้น แต่ได้ขยายตัวไปสู่ความยากจนเชิงโครงสร้างและเชิงมิติ (Multidimensional Poverty) ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ข้อมูลทางวิชาการชี้ให้เห็นว่าความยากจนของประเทศไทยมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับโอกาสทางสังคม การเข้าถึงทรัพยากร และโครงสร้างทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียม
1.2 กระบวนทัศน์ใหม่ของการพัฒนา: จาก "การเติบโต" สู่ "ความยั่งยืน"
ในบริบทนี้ กระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานหลักที่มีพันธกิจในการ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" และมีกลไกราชการส่วนภูมิภาคครอบคลุมทุกตารางนิ้วของประเทศ จึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์การพัฒนา จากการสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down) มาสู่การสร้างความเข้มแข็งจากภายในตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Development) ที่เน้นระบบการศึกษา สุขภาพ และการกระจายรายได้ มีประสิทธิภาพในการลดความยากจนได้ดีกว่าการมุ่งเน้นเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) เพียงอย่างเดียว
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศนโยบายและทิศทางการดำเนินงานที่สำคัญยิ่งต่อการปฏิรูประบบบริหารจัดการพื้นที่ (Area-based Management) โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ผ่านกระบวนการ "One Plan" และการสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
2. กรอบแนวคิดและทฤษฎี: การบูรณาการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการบริหารภาครัฐแนวใหม่
2.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะเครื่องมือแก้จน
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy - SEP) มิใช่เพียงแนวคิดสำหรับการทำเกษตรกรรม แต่เป็นหลักการบริหารจัดการชีวิตและทรัพยากรที่ตั้งอยู่บนฐานของ "ทางสายกลาง" และ "ความไม่ประมาท" องค์ประกอบสำคัญคือ 3 ห่วง (ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกัน) และ 2 เงื่อนไข (ความรู้ คุณธรรม) จากการศึกษาวิจัยในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดปทุมธานี พบว่าเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สินและความยากจน สามารถฟื้นตัวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้เมื่อมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Mindset) มาสู่ความพอเพียง โดยเริ่มจากการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น การทำบัญชีครัวเรือน และการสร้างแหล่งอาหารในพื้นที่ของตนเอง ก่อนที่จะขยายไปสู่การสร้างรายได้และการรวมกลุ่ม
ในระดับนโยบายสาธารณะ กระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำหลักการนี้มาเป็น "เข็มทิศ" ในการกำหนดแผนพัฒนาพื้นที่ โดยเน้นการสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ให้กับชุมชนผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีจุดเด่นคือการแก้ไขปัญหาที่รากฐานของภูมิสังคม เช่น การจัดการน้ำ ดิน และป่าไม้ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐานของคนยากจน
2.2 นวัตกรรมการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management - NPM) และ One Plan
แนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (NPM) เน้นการปรับเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากการเป็นผู้ "พายเรือ" (Doer) มาเป็นผู้ "ถือหางเสือ" (Steering) โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (Results-based) ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า
One Plan คือ ยุทธศาสตร์การจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบลที่มีความเป็นเอกภาพ โดยบูรณาการความต้องการจากระดับล่าง (Bottom-up) ขึ้นสู่ระดับนโยบาย ลดปัญหาความซ้ำซ้อนของการจัดทำแผนที่ต่างคนต่างทำ (Fragmented Planning) ในอดีต ซึ่งมักพบว่าแผนชุมชน แผนท้องถิ่น และแผนจังหวัด ไม่มีความสอดคล้องกัน ทำให้งบประมาณถูกใช้ไปอย่างกระจัดกระจายและไม่ตอบโจทย์ปัญหาความยากจนในพื้นที่จริง
2.3 Rolling Plan: ความยืดหยุ่นและการวางแผนเชิงพลวัต
การประกาศใช้ "แผนปฏิบัติการ Rolling Plan" ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569-2571) ของปลัดกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นการนำเครื่องมือการวางแผนสมัยใหม่มาใช้เพื่อปิดช่องโหว่ของระบบงบประมาณรายปีแบบเดิม
หลักการ: Rolling Plan เป็นแผนที่มีลักษณะเลื่อนไหลต่อเนื่อง โดยจะมีการทบทวนสถานการณ์และปรับปรุงแผนทุกปี แต่ยังคงรักษากรอบเป้าหมายระยะยาว 3 ปีไว้เสมอ
ข้อดีเชิงยุทธศาสตร์: ช่วยให้จังหวัดสามารถดำเนินโครงการที่มีขนาดใหญ่หรือมีความซับซ้อน (เช่น การแก้ปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก หรือการเปลี่ยนโครงสร้างอาชีพเกษตรกร) ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องหยุดชะงักเมื่อสิ้นปีงบประมาณ และมีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวตามสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงได้ (VUCA World) ซึ่งสอดคล้องกับหลัก "ภูมิคุ้มกัน" ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
3. การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ: กรณีศึกษา 9 จังหวัดนำร่อง
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 กระทรวงมหาดไทยได้คัดเลือก 9 จังหวัดนำร่องเพื่อเป็นต้นแบบ (Sandbox) ในการขับเคลื่อน One Plan และโครงการพระราชดำริ ประกอบด้วย น่าน, พิษณุโลก, เชียงใหม่, แพร่, เพชรบุรี, นครนายก, ปราจีนบุรี, นครศรีธรรมราช และนราธิวาส
3.1 การบูรณาการเชิงโครงสร้าง: ความร่วมมือกับ กปร.
ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญของการขับเคลื่อนในครั้งนี้คือการบูรณาการการทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)
การจัดตั้งคณะทำงานร่วม: เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านเทคนิคของ กปร. เข้ากับกลไกการปกครองท้องที่ของกระทรวงมหาดไทย
Kick-off และ Workshop: มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในพื้นที่นำร่อง (เช่น เชียงใหม่ น่าน พิษณุโลก) เพื่อถอดบทเรียนและสร้างความเข้าใจในการจัดทำแผนแบบ Bottom-up ให้กับข้าราชการและผู้นำชุมชน
คู่มือ One Plan: การพัฒนา "คู่มือการบริหารจัดการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่" เพื่อเป็นมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ลดความสับสนของผู้ปฏิบัติหน้างาน
3.2 การวิเคราะห์ผลการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง (Area-based Analysis)
ตารางที่ 1 แสดงการสังเคราะห์บทบาทและผลสัมฤทธิ์ของ One Plan ในการขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริใน 9 จังหวัดนำร่อง
| ภูมิภาค | จังหวัดนำร่อง | ปัญหาหลัก (Pain Points) | การประยุกต์ใช้ One Plan และโครงการพระราชดำริ | ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม (Concrete Outcomes) |
| ภาคเหนือ | น่าน | พื้นที่เขาหัวโล้น, การรุกป่า, หนี้สินเกษตรกร, ภัยแล้ง | บูรณาการแผนจัดการลุ่มน้ำชั้น 1-2, ส่งเสริมเกษตรที่สูง, สร้างป่าสร้างรายได้ | ลดพื้นที่การเผาไหม้, เกษตรกรมีรายได้จากพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง (กาแฟ, โกโก้) แทนข้าวโพด |
| เชียงใหม่ | หมอกควัน, ความเหลื่อมล้ำของกลุ่มชาติพันธุ์ | ศูนย์ศึกษาฯ ห้วยฮ่องไคร้ ขยายผลสู่ชุมชน, จัดการน้ำแบบเหมืองฝาย | ชุมชนต้นแบบลดการเผา, การจัดการน้ำชุมชนที่ยั่งยืน, การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ | |
| พิษณุโลก | น้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มต่ำ (บางระกำ) | โครงการบางระกำโมเดล, แก้มลิง, ปรับปฏิทินการเพาะปลูก | เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวข้าวก่อนน้ำท่วม, มีอาชีพเสริมจากการประมงช่วงน้ำหลาก | |
| แพร่ | การตัดไม้ทำลายป่า, ภัยแล้ง | อ่างเก็บน้ำห้วยเปาะ, การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช | พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น, ชุมชนเข้มแข็งในการดูแลรักษาป่า | |
| ภาคกลาง | นครนายก | ดินเปรี้ยว, การบริหารจัดการน้ำ | เขื่อนขุนด่านปราการชล, แก้ไขดินเปรี้ยวตามทฤษฎีแกล้งดิน | เกษตรกรสามารถเพาะปลูกในพื้นที่ดินเปรี้ยวได้, การบริหารน้ำเพื่อการท่องเที่ยวและเกษตร |
| ปราจีนบุรี | น้ำเค็มรุก, ขาดแคลนน้ำจืด | อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา, การจัดการน้ำภาคตะวันออก | ป้องกันน้ำเค็มรุกพื้นที่เกษตร, สร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับเขตเศรษฐกิจและชุมชน | |
| เพชรบุรี | ความแห้งแล้งในพื้นที่เงาฝน | โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ, เกษตรทฤษฎีใหม่ | เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพืชไร่และปศุสัตว์, เกษตรกรเครือข่ายมีรายได้มั่นคง | |
| ภาคใต้ | นครศรีธรรมราช | น้ำท่วมรุนแรง, น้ำเค็มรุกพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง | โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ, ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ | แยกน้ำจืด-น้ำเค็มชัดเจน, พื้นที่นาร้างกลับมาทำนาได้, ลดความเสียหายจากอุทกภัย |
| นราธิวาส | ดินพรุเสื่อมโทรม, ความไม่สงบ, ความยากจน | ศูนย์ศึกษาฯ พิกุลทอง, แกล้งดินในพื้นที่พรุ, เกษตรผสมผสาน | เปลี่ยนดินเปรี้ยวจัดให้ปลูกพืชได้, สร้างอาชีพทางเลือกเสริมความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน |
บทวิเคราะห์เชิงลึก:
จากตารางข้างต้น จะเห็นได้ว่า One Plan ทำหน้าที่เป็น "ตัวเชื่อม" (Connector) ที่สำคัญ โดยนำทรัพยากรขนาดใหญ่ (Infrastructure) ที่เกิดจากโครงการพระราชดำริ (เช่น เขื่อน, ศูนย์ศึกษาฯ) มาเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตรายครัวเรือน ผ่านแผนพัฒนาท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ในจังหวัดน่าน One Plan ช่วยให้หน่วยงานระดับอำเภอสามารถระบุพื้นที่เป้าหมายที่เกษตรกรบุกรุกป่า และนำงบประมาณส่งเสริมอาชีพเข้าไปสนับสนุนให้เปลี่ยนมาปลูกพืชเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ตรงจุด ซึ่งหากไม่มี One Plan งบประมาณอาจถูกหว่านไปทั่วโดยไม่เกิดผลสัมฤทธิ์
4. ยุทธศาสตร์สู่ความยั่งยืน: แผนปฏิบัติการ Rolling Plan พ.ศ. 2569 - 2571
ตามประกาศของปลัดกระทรวงมหาดไทย การก้าวเข้าสู่ปี 2569 เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้แผนปฏิบัติการแบบ Rolling Plan ระยะ 3 ปี ซึ่งมีองค์ประกอบและนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ดังนี้:
4.1 โครงสร้างของ Rolling Plan
แผนพัฒนานี้ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารทางราชการ แต่เป็น "พิมพ์เขียว" (Blueprint) ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มีพลวัต ประกอบด้วย:
ความยืดหยุ่นและทันสมัย: สามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรม (Activities) ได้ตามสถานการณ์ภัยพิบัติหรือเศรษฐกิจ แต่เป้าประสงค์หลัก (Objectives) ต้องคงเดิม
การเชื่อมโยงไร้รอยต่อ (Vertical Integration): แผนพัฒนาจังหวัด แผนอำเภอ และแผนตำบล ต้องร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกัน โดยมีโครงการพระราชดำริเป็นแกนกลาง
ระบบติดตามและประเมินผล (Monitoring & Evaluation): ให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะข้อมูลจาก TPMAP (Thai People Map and Analytics Platform) หรือข้อมูล จปฐ. เพื่อชี้เป้าคนจนได้แม่นยำ
4.2 การกำหนดตัวชี้วัด (KPIs) และผลลัพธ์ (Outcomes) ที่เป็นรูปธรรม
จุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายนี้คือการเปลี่ยนโฟกัสจาก "ผลผลิต" (Outputs) เช่น จำนวนถนนที่สร้าง จำนวนคนที่อบรม ไปสู่ "ผลลัพธ์" (Outcomes) ที่สะท้อนคุณภาพชีวิตจริง
มิติด้านรายได้: รายได้สุทธิของครัวเรือนเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นหลังหักค่าใช้จ่าย (ไม่ใช่รายได้รวม)
มิติด้านความมั่นคง: จำนวนครัวเรือนที่มีแหล่งอาหารปลอดภัยในบ้าน (ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง) หรือมีน้ำใช้ตลอดปี
มิติด้านความยั่งยืน: จำนวนกลุ่มอาชีพที่สามารถบริหารจัดการตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐต่อเนื่อง
ความคุ้มค่า: อัตราผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ของโครงการที่ลงทุนไป
4.3 การพัฒนาศักยภาพบุคลากร (Human Capital Development)
ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อให้ผลลัพธ์เกิดประสิทธิผลสูงสุด
ทักษะที่จำเป็น: ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลชุมชน, การถอดบทเรียน (Lesson Learned), การทำแผนธุรกิจชุมชน และความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์พระราชา
กลไก: การใช้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 6 แห่ง เป็น "มหาวิทยาลัยธรรมชาติ" ในการฝึกอบรมบุคลากรเหล่านี้ให้เป็นวิทยากรตัวคูณ ขยายผลสู่หมู่บ้านข้างเคียง
5. บทวิเคราะห์วิจารณ์และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
5.1 ความท้าทายในการขับเคลื่อน (Critical Challenges)
แม้แนวคิด One Plan และ Rolling Plan จะมีความก้าวหน้า แต่ในทางปฏิบัติยังคงเผชิญความท้าทายหลายประการ:
วัฒนธรรมองค์กรแบบกรมกอง (Departmentalism): แม้กระทรวงมหาดไทยจะเป็นเจ้าภาพ แต่ทรัพยากรและอำนาจตามกฎหมายกระจายอยู่ในหลายกระทรวง (เกษตรฯ, ทรัพยากรฯ, พม.) การบูรณาการข้ามกระทรวงในระดับพื้นที่ยังเป็นคอขวดสำคัญ
ความต่อเนื่องของข้าราชการ: การโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอบ่อยครั้ง อาจส่งผลให้ Rolling Plan สะดุดลง หากผู้มารับตำแหน่งใหม่ไม่สานต่อ หรือขาดความเข้าใจในบริบทเดิม
ความซับซ้อนของข้อมูล: การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานยังไม่สมบูรณ์ ทำให้การชี้เป้าคนจนอาจมีความคลาดเคลื่อน หรือเกิดความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือ
5.2 ข้อเสนอแนะเพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
เพื่อให้เป้าหมายสูงสุดที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้กล่าวไว้ คือ "ประชาชนอยู่ดี กินดี พึ่งพาตนเองได้"
สร้างกลไกงบประมาณเชิงพื้นที่ (Area-based Budgeting): ควรผลักดันให้มีการจัดสรรงบประมาณก้อนรวม (Block Grant) ให้กับจังหวัดภายใต้ One Plan โดยให้อำนาจคณะกรรมการจังหวัดบริหารจัดการตามความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อความคล่องตัวในการแก้ปัญหาแบบ Rolling Plan
Institutionalize One Plan: ต้องทำให้ One Plan เป็น "ระบบ" ที่ไม่ใช่แค่ "นโยบายชั่วคราว" โดยอาจกำหนดไว้ในกฎระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องแม้เปลี่ยนผู้บริหาร
ยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม: การจัดทำแผนต้องไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องประชุมส่วนราชการ แต่ต้องลงไปทำประชาคมในระดับหมู่บ้านอย่างเข้มข้น (Deep Listening) เพื่อให้แผนที่ออกมาตอบโจทย์ภูมิสังคมและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ใช้เทคโนโลยีในการติดตามผล: นำระบบ Dashboard ที่แสดงผลแบบ Real-time มาใช้ติดตามความก้าวหน้าของโครงการใน 9 จังหวัดนำร่อง เพื่อให้ผู้บริหารสามารถแก้ปัญหาหน้างานได้ทันท่วงที และประชาชนสามารถตรวจสอบได้ (Open Data)
6. บทสรุป
การประกาศนโยบายขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ผ่านกระบวนการ One Plan และ Rolling Plan ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569-2571) โดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นนวัตกรรมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตของการแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศไทย การน้อมนำ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาเป็นแกนหลักในการพัฒนาพื้นที่ 9 จังหวัดนำร่อง สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและการระเบิดจากข้างใน
ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงมหาดไทย สำนักงาน กปร. และภาคีเครือข่าย สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในภาคเหนือ การบริหารจัดการน้ำในภาคกลาง หรือการสร้างความมั่นคงในภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะต่อไปคือการขยายผลความสำเร็จนี้ไปสู่จังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ และการรักษาความต่อเนื่องของนโยบายท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
หากกระทรวงมหาดไทยสามารถขับเคลื่อนกลไกนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเน้นการพัฒนาคน การบูรณาการข้อมูล และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เชื่อได้ว่าเป้าหมายในการทำให้ประชาชน "อยู่ดี กินดี พึ่งพาตนเองได้" จะไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่จะเป็นความจริงที่ยั่งยืน และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของสังคมไทยสืบไป



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น