วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ถอดรหัสเลือกตั้ง 2569 ผ่าน “สังโยชน์ 10” นักวิชาการชี้วิกฤตศรัทธาไม่ใช่แค่ปัญหาเทคนิค แต่คือปมจิตวิทยาการเมืองเชิงโครงสร้าง


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเดิมถูกคาดหวังว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย กลับกลายเป็นชนวนวิกฤตความชอบธรรมครั้งใหญ่ ภายหลังเกิดข้อกังขาเกี่ยวกับความผิดปกติในกระบวนการเลือกตั้งหลายประการ ทั้งกรณี “บัตรเขย่ง” เหตุไฟดับระหว่างนับคะแนน การปิดกั้นการตรวจสอบด้วยการคลุมกล้องวงจรปิด รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในรูปแบบใหม่



รายงานวิเคราะห์เชิงพุทธจิตวิทยาเรื่อง “สังโยชน์กับสภาวะวิกฤตแห่งความชอบธรรม” เสนอกรอบคิดใหม่ โดยใช้หลักธรรมเรื่อง “สังโยชน์ 10” หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจ มาอธิบายพฤติกรรมของตัวแสดงทางการเมืองทั้งในระดับบุคคล พรรคการเมือง และโครงสร้างสถาบันจัดการเลือกตั้ง


ผลเลือกตั้งกับเงาความสงสัย

ผลอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า พรรคภูมิใจไทยได้ 193 ที่นั่ง (ส.ส.เขต 174 บัญชีรายชื่อ 19) ตามด้วยพรรคประชาชน 118 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม ชัยชนะเชิงตัวเลขถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางจากปรากฏการณ์ที่ถูกเรียกว่า “บัตรเขย่ง” คือจำนวนคะแนนบัตรสองประเภทไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิในทางตรรกะและสถิติ

นักวิชาการบางส่วนวิเคราะห์ว่า ความไม่สอดคล้องของยอดคะแนน รวมถึงกรณีที่มีรายงานว่าจำนวนบัตรมากกว่าผู้ใช้สิทธิในบางหน่วย เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิด “วิจิกิจฉา” หรือความลังเลสงสัยในความสุจริตของกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งในทางรัฐศาสตร์ถือเป็นการบั่นทอน “ความชอบธรรม” ของผู้ชนะอย่างรุนแรง

จากพิธีกรรมสู่คำถามเรื่องสาระ

รายงานดังกล่าวยังชี้ถึงสังโยชน์ข้อ “สีลัพพตปรามาส” หรือการยึดติดในรูปแบบพิธีกรรมโดยละเลยสาระสำคัญ โดยเปรียบเทียบกับการจัดการเลือกตั้งที่อาจครบถ้วนตามขั้นตอน แต่ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส

กรณีการนำถุงดำคลุมกล้องวงจรปิดในบางหน่วยนับคะแนน รวมถึงเหตุไฟดับขณะนับคะแนนที่ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ถูกตีความว่าเป็น “ความมืด” ในเชิงสัญญะ สะท้อนปัญหาความเชื่อมั่นต่อกระบวนการตรวจสอบ

กามราคะกับเศรษฐศาสตร์การเมือง

อีกมิติหนึ่งที่รายงานหยิบยกคือ “กามราคะ” ในฐานะแรงขับเคลื่อนของการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและการใช้นโยบายประชานิยมเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยมองว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างตกอยู่ในแรงจูงใจทางวัตถุและผลประโยชน์ระยะสั้น

แม้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น “คนละครึ่งพลัส” จะถูกนำเสนอในฐานะมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ในกรอบพุทธจิตวิทยา รายงานตั้งคำถามว่า การเมืองที่เน้นการตอบสนองความต้องการเฉพาะหน้า อาจทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอหากขาดฐานจริยธรรมและความตระหนักรู้ของพลเมือง

ปฏิฆะและการปะทุของความโกรธสาธารณะ

ภายหลังประกาศผล เกิดการชุมนุมและแฟลชม็อบในหลายพื้นที่ รวมถึงกรณีประชาชนในจังหวัดชลบุรีเฝ้าหีบบัตรตลอดคืนเพราะไม่ไว้วางใจกระบวนการนับคะแนน รายงานวิเคราะห์ว่านี่คือการแสดงออกของ “ปฏิฆะ” หรือความคับแค้นใจในระดับสังคม

แม้การเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นไปโดยสันติ แต่ความตึงเครียดที่สะสมสะท้อนว่าความสงสัยที่ไม่ได้รับคำตอบอาจขยายตัวเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง

มานะและอวิชชา: ปมเชิงสถาบัน

ในระดับโครงสร้าง รายงานตั้งข้อสังเกตถึง “มานะ” หรือความถือตัวขององค์กรอิสระ หากขาดการสื่อสารและเปิดเผยข้อมูลอย่างทันท่วงที อาจยิ่งสร้างกำแพงระหว่างรัฐกับประชาชน ขณะเดียวกัน “อวิชชา” ในความหมายของการปิดกั้นข้อมูลหรือการสื่อสารที่คลุมเครือ อาจทำให้สังคมจมอยู่ในความสับสนและความไม่ไว้วางใจ

ทางออกสู่ “ธรรมาธิปไตย”?

รายงานสรุปว่า วิกฤตการเลือกตั้ง 2569 ไม่ควรถูกมองเพียงเป็นความผิดพลาดเชิงเทคนิค หากแต่สะท้อนปัญหาจริยธรรมและวัฒนธรรมการเมืองที่ฝังรากลึก พร้อมเสนอแนวทางเชิงพุทธบูรณาการ เช่น

  • การเปิดเผยข้อมูลคะแนนรายหน่วยในรูปแบบที่ตรวจสอบได้

  • การนับคะแนนใหม่ในเขตที่มีข้อกังขา

  • การปฏิรูปกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระให้ยึดโยงกับประชาชน

  • การส่งเสริมการศึกษาทางการเมืองและคุณค่าศักดิ์ศรีของสิทธิเลือกตั้ง

นักวิชาการผู้จัดทำรายงานระบุว่า หากสังคมไทยสามารถใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการทบทวนทั้งระบบ ทั้งด้านกฎหมาย โครงสร้าง และจิตสำนึกพลเมือง อาจเป็นจุดตั้งต้นของ “ธรรมาธิปไตย” หรือประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนฐานคุณธรรมและความโปร่งใสอย่างแท้จริง

ท่ามกลางความแตกแยก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครชนะการเลือกตั้ง แต่คือระบอบประชาธิปไตยไทยจะฟื้นฟูศรัทธาของประชาชนได้อย่างไรในระยะยาว.

สังโยชน์กับสภาวะวิกฤตแห่งความชอบธรรม: การวิเคราะห์พฤติกรรมทางการเมืองและปรากฏการณ์ความผิดปกติในการเลือกตั้งทั่วไปของไทย พุทธศักราช 2569 ผ่านกรอบพุทธจิตวิทยา

บทคัดย่อ

รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการศึกษาวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) โดยใช้วิทยาการด้านพุทธจิตวิทยาเรื่อง "สังโยชน์ 10" (Samyojana) หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจ เป็นกรอบแนวคิดหลักในการถอดรหัสพฤติกรรมของตัวแสดงทางการเมือง ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล กลุ่มผลประโยชน์ พรรคการเมือง และโครงสร้างสถาบันจัดการเลือกตั้ง รายงานฉบับนี้เจาะลึกถึงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลลัพธ์ระหว่างสภาวะจิตที่ไม่ได้รับการขัดเกลากับรูปธรรมของความทุจริตเชิงโครงสร้างที่ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้แก่ ปรากฏการณ์ "บัตรเขย่ง" ที่ขยายวงกว้าง, เหตุการณ์ไฟดับอย่างมีนัยสำคัญขณะนับคะแนน, การปิดกั้นการตรวจสอบด้วยถุงดำคลุมกล้องวงจรปิด, และวัฒนธรรมการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามบริบทสังคมดิจิทัล

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า วิกฤตศรัทธาทางการเมืองในปี 2569 มิได้เป็นเพียงปัญหาเชิงเทคนิค (Technical Malfunction) หรือความผิดพลาดในการบริหารจัดการ (Administrative Error) แต่เป็นผลผลิตของ "สังโยชน์" ที่ฝังรากลึกในระดับวัฒนธรรมการเมืองไทย ซึ่งแปรเปลี่ยน "วิจิกิจฉา" (ความลังเลสงสัย) ในกระบวนการยุติธรรม ให้กลายเป็น "ปฏิฆะ" (ความคับแค้นใจ) และความขัดแย้งทางสังคมที่รุนแรง การศึกษานี้ยืนยันว่า ตราบใดที่กลไกการเมืองยังถูกขับเคลื่อนด้วย "อวิชชา" (ความไม่รู้แจ้ง/การปิดกั้นข้อมูล) และ "มานะ" (ความถือตัวขององค์กรอิสระ) ระบอบประชาธิปไตยไทยจะยังคงติดอยู่ในวัฏจักรแห่งความเสื่อมถอยที่ยากจะหลุดพ้น


บทที่ 1: บทนำและบริบททางการเมืองไทยปี 2569

1.1 ภูมิทัศน์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกคาดหมายว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการนำพาประเทศไทยออกจากวังวนความขัดแย้ง แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏกลับนำมาซึ่งคำถามที่ท้าทายความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ จากรายงานผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งด้วยจำนวนที่นั่งรวม 193 ที่นั่ง (ส.ส. เขต 174 และบัญชีรายชื่อ 19) ตามมาด้วยพรรคประชาชน 118 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง ชัยชนะเชิงตัวเลขของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งได้ประกาศความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาลและเดินหน้านโยบาย "คนละครึ่งพลัส" กลับถูกลดทอนความน่าเชื่อถือด้วยกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใสที่ดังกระหึ่มจากทุกสารทิศ

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นมิได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่กระจายตัวในลักษณะที่เป็นระบบ (Systematic Irregularities) ตั้งแต่ปัญหาพื้นฐานอย่างการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ไปจนถึงการแทรกแซงกระบวนการนับคะแนนที่ซับซ้อน เช่น การจัดการบัตรเลือกตั้งที่ "เขย่ง" กับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ และพฤติการณ์ที่ส่อเจตนาปิดบังข้อมูล เช่น การนำถุงดำคลุมกล้องวงจรปิดในหน่วยนับคะแนน สถานการณ์เหล่านี้จุดชนวนให้เกิดปฏิกิริยาทางสังคมที่รุนแรง ทั้งการประท้วงของภาคประชาชน การเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และการแสดงออกถึงความไม่พอใจของพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอย่างพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้ออกมาเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่าเลวร้ายยิ่งกว่าการเลือกตั้งสกปรกปี 2500 หรือยุค "ไพ่ไฟ"

1.2 สังโยชน์ 10 ในฐานะเครื่องมือวิเคราะห์ทางรัฐศาสตร์และจิตวิทยา

เพื่อที่จะเข้าใจรากเหง้าของปัญหาที่ก้าวข้ามเพียงปรากฏการณ์ภายนอก การนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเรื่อง "สังโยชน์ 10" (Dasa Samyojana) มาประยุกต์ใช้เป็นกรอบการวิเคราะห์จะช่วยให้เห็นมิติทางจิตวิทยาที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมทางการเมืองได้อย่างลึกซึ้ง สังโยชน์ หมายถึง กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมอยู่ในวัฏฏะ ซึ่งในบริบททางการเมือง "วัฏฏะ" นี้อาจเปรียบได้กับวงจรอุบาทว์ของการทุจริตและการแย่งชิงอำนาจที่ไม่จบสิ้น

สังโยชน์แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ:

  1. โอรัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องต่ำ 5): ได้แก่ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน), วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย), สีลัพพตปรามาส (การยึดติดในศีลพรตงมงาย), กามราคะ (ความติดใจในกามคุณ), และปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งใจ) กิเลสกลุ่มนี้อธิบายพฤติกรรมระดับมวลชนและความขัดแย้งเชิงประจักษ์

  2. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องสูง 5): ได้แก่ รูปราคะ (ความติดใจในรูปธรรม), อรูปราคะ (ความติดใจในนามธรรม), มานะ (ความถือตัว), อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน), และอวิชชา (ความไม่รู้จริง) กิเลสกลุ่มนี้อธิบายพฤติกรรมของชนชั้นนำ โครงสร้างอำนาจ และรากฐานของระบบที่บิดเบี้ยว

รายงานฉบับนี้จะจำแนกองค์ประกอบของวิกฤตการเลือกตั้ง 2569 และเชื่อมโยงเข้ากับสภาวะจิตของสังโยชน์แต่ละข้อ เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ต่อปัญหาการเมืองไทยที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น


บทที่ 2: วิจิกิจฉาแห่งชาติ: กายวิภาคของ "บัตรเขย่ง" และความสงสัยในระบอบ

2.1 วิจิกิจฉา (Vicikicchā) ในบริบทการเมืองสมัยใหม่

ในทางพุทธธรรม "วิจิกิจฉา" หมายถึงความลังเลสงสัย ความไม่แน่ใจในพระรัตนตรัยหรือสัจธรรม แต่เมื่อถูกนำมาวิเคราะห์ในบริบทการเมืองปี 2569 วิจิกิจฉาได้แปรสภาพเป็น "ความสงสัยในความสุจริตเที่ยงธรรม" (Doubt in Electoral Integrity) ซึ่งเป็นสังโยชน์ที่กัดกร่อนความชอบธรรม (Legitimacy) ของผู้ชนะการเลือกตั้งอย่างรุนแรง

ความสงสัยนี้มิได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีมูลเหตุมาจากข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Evidence) ที่ขัดแย้งกันเอง โดยเฉพาะประเด็น "บัตรเขย่ง" ที่กลายเป็นคำศัพท์สำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้

2.2 ปรากฏการณ์บัตรเขย่ง: หลักฐานเชิงสถิติของความผิดปกติ

คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ได้ทำการวิเคราะห์ผลคะแนนดิบจากการรายงานของ กกต. และพบความผิดปกติที่ชี้ชัดถึงความบกพร่องของระบบ หรืออาจตีความได้ถึงการแทรกแซงผลคะแนน โดยสามารถจำแนกความผิดปกติที่ก่อให้เกิด "วิจิกิจฉา" ในหมู่ประชาชนได้ดังนี้:

  1. ความไม่สอดคล้องของยอดผู้มาใช้สิทธิ (Turnout Discrepancy): ในระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบ (แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนจะต้องได้รับบัตร 2 ใบเท่ากัน ดังนั้น ยอดรวมของคะแนน (ดี + เสีย + โนโหวต) ของทั้งสองประเภทจะต้องเท่ากันในทางทฤษฎี แต่ข้อมูลจริงกลับพบว่าผลรวมคะแนนบัตรทั้งสองประเภทไม่เท่ากันในแทบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ส่วนต่างที่เกิดขึ้นนี้คือสิ่งที่เรียกว่า "บัตรเขย่ง" ซึ่งในทางตรรกะและสถิติเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติในปริมาณมหาศาลเช่นนี้

  2. ตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ผันผวน: เว็บไซต์รายงานผลของ กกต. แสดงจำนวน "ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง" (Eligible Voters) ของทั้งสองระบบเท่ากัน แต่ผลการนับคะแนนกลับไม่สะท้อนความเท่ากันนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีรายงานกรณีที่จำนวนบัตรเลือกตั้งมีมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิในหลายหน่วย ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชัดเจนของการ "ยัดบัตร" หรือความผิดพลาดในการบริหารจัดการขั้นร้ายแรง

  3. ความผิดปกติของคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขต: บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกราชอาณาจักรต้องถูกส่งไปยังหน่วยเลือกตั้งปลายทางเป็นคู่ (เขียว+ชมพู) แต่ผลการนับคะแนนกลับพบว่ายอดบัตรทั้งสองประเภทที่ปลายทางไม่เท่ากัน

ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบตรรกะการเลือกตั้งกับความผิดปกติปี 2569
ประเด็น (Issue)
จำนวนบัตรเลือกตั้ง
ยอดผู้มาใช้สิทธิ
คะแนนดิบรายหน่วย
ผลคะแนนเลือกตั้งนอกราชฯ

2.3 ผลกระทบทางจิตวิทยา: จากสงสัยสู่ปฏิเสธศรัทธา

"วิจิกิจฉา" ที่เกิดจากบัตรเขย่งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ประชาชนตั้งคำถามต่อ กกต. แต่ยังขยายวงกว้างไปสู่ความไม่เชื่อถือในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ทั้งระบบ ประชาชนเริ่มมองว่าการเลือกตั้งเป็นเพียง "ปาหี่" หรือพิธีกรรมที่ผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า สภาวะนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง "สีลัพพตปรามาส" ที่จะกล่าวถึงในบทต่อไป


บทที่ 3: สีลัพพตปรามาส: พิธีกรรมประชาธิปไตยใต้เงามืดและ "ถุงดำ"

3.1 สีลัพพตปรามาส (Sīlabbataparāmāsa) กับรูปแบบที่ไร้แก่นสาร

สังโยชน์ข้อที่ 3 คือ "สีลัพพตปรามาส" หมายถึง ความถือมั่นในศีลพรต หรือการยึดติดกับรูปแบบ วิธีการ และพิธีกรรมอย่างงมงาย โดยเข้าใจผิดว่าเป็นหนทางแห่งความบริสุทธิ์หลุดพ้น ในทางการเมืองไทยปี 2569 สังโยชน์ข้อนี้ปรากฏชัดในรูปแบบของ "พิธีกรรมการเลือกตั้ง" (Electoral Ritualism)

รัฐและหน่วยงานจัดการเลือกตั้งพยายามเน้นย้ำถึง "ความถูกต้องตามขั้นตอน" (Procedural Correctness) เช่น การเปิดคูหาตรงเวลา การมีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย การมีบัตรเลือกตั้ง แต่กลับละเลย "สาระสำคัญ" (Substantive Essence) ของประชาธิปไตย คือ ความโปร่งใส (Transparency) และความรับผิดรับชอบ (Accountability) การเลือกตั้งจึงกลายเป็นเพียงพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามแตะต้อง แต่ภายในกลับกลวงเปล่าและเต็มไปด้วยการทุจริต

3.2 สัญญะแห่งความมืด: ถุงดำคลุมกล้องและไฟดับ

เหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดของ "สีลัพพตปรามาส" และ "อวิชชา" (ความไม่รู้) คือพฤติการณ์ในหน่วยนับคะแนนที่ถูกเปิดเผยโดยพรรครวมไทยสร้างชาติและภาคประชาชน :

  1. ถุงดำคลุมกล้องวงจรปิด (The Black Bag Incident):

    • มีรายงานและหลักฐานภาพถ่ายการนำถุงดำมาคลุมกล้องวงจรปิดในสถานที่รวมคะแนน หรือการหันกล้องเข้าหาฝาผนัง

    • การวิเคราะห์: การกระทำนี้คือความพยายามทำลาย "จักขุ" (ดวงตา/การตรวจสอบ) เพื่อให้กระบวนการทุจริตดำเนินไปได้ภายใต้ความมืด ในทางพุทธธรรม นี่คือการสร้างสภาวะ "อวิชชา" เชิงกายภาพ เพื่อปกปิด "อกุศลกรรม" (การโกง) การที่เจ้าหน้าที่กล้ากระทำการเช่นนี้สะท้อนถึงการขาด "หิริโอตตัปปะ" (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) อย่างสิ้นเชิง

  2. ไฟดับแต่พัดลมหมุน (Selective Power Outage):

    • รายงานข่าวระบุเหตุการณ์ไฟดับขณะนับคะแนนในหลายหน่วย แต่พัดลมยังคงทำงานอยู่

    • การวิเคราะห์: ในทางตรรกะ นี่คือความขัดแย้งที่เป็นไปไม่ได้ (Physical Impossibility) หากไฟดับจริง พัดลมต้องหยุดหมุน ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึง "การจัดฉาก" (Staging) หรือมายาภาพ (Maya) เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจหรือสร้างโอกาสในการสับเปลี่ยนบัตรคะแนน นี่คือการใช้ "เทคนิควิธี" (สีลัพพต) เพื่อบิดเบือนผลลัพธ์

3.3 การนับคะแนนแบบ "ผลุบๆ โผล่ๆ" และบัตรเสียที่มีนัยยะ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้ระบุถึงการนับคะแนนที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ มีการขานคะแนนโดยไม่โชว์บัตร หรือการกาคะแนนแบบ "ผลุบๆ โผล่ๆ" รวมถึงการวินิจฉัยบัตรดี/บัตรเสียที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ (กปน.) มากกว่ามาตรฐานที่เป็นธรรม สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำว่า กฎระเบียบ (ศีล) ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ (ปรามาส) เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มิใช่เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรม


บทที่ 4: กามราคะ: เศรษฐศาสตร์การเมืองของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

4.1 กามราคะ (Kāmarāga) แรงขับเคลื่อนเบื้องหลังการทุจริต

"กามราคะ" หรือความติดใจในกามคุณ 5 (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) เป็นสังโยชน์เบื้องต่ำที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อพฤติกรรมมนุษย์ ในทางการเมือง กามราคะคือรากฐานของระบบ "เงินตราธิปไตย" (Money Politics)

ในการเลือกตั้งปี 2569 แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า แต่ "ตัณหา" ของมนุษย์ยังคงเดิม การซื้อสิทธิ์ขายเสียงยังคงดำรงอยู่และปรับตัวให้ซับซ้อนขึ้น:

  1. ฝ่ายผู้ซื้อ (นักการเมือง): ถูกขับเคลื่อนด้วยกามราคะที่ละเอียดขึ้น คือความต้องการ "อำนาจ" เพื่อนำไปแสวงหาผลประโยชน์ทางวัตถุและสถานะทางสังคม (Lapsakkara) การลงทุนซื้อเสียงจึงถูกมองว่าเป็น "ต้นทุนทางธุรกิจ" (Business Cost) เพื่อแลกกับกำไรมหาศาลหลังได้อำนาจ

  2. ฝ่ายผู้ขาย (ประชาชน): ถูกขับเคลื่อนด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจและความต้องการบริโภค (Consumption) เงินที่ได้รับจากการขายเสียงถูกนำไปตอบสนองกามคุณขั้นพื้นฐาน

4.2 กรณีศึกษาและนโยบายประชานิยม: สินบนที่ถูกกฎหมาย?

นอกจากการจ่ายเงินสดแบบดั้งเดิมที่พบในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและพื้นที่อื่นๆ การเลือกตั้งครั้งนี้ยังโดดเด่นด้วยการเสนอนโยบายที่กระตุ้น "กามตัณหา" อย่างชัดเจน

  • นโยบาย "คนละครึ่งพลัส": พรรคภูมิใจไทยชูธงนโยบายนี้และประกาศทำทันทีหลังชนะเลือกตั้ง ในทางเศรษฐศาสตร์ นี่อาจเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในทางพุทธจิตวิทยาสังคม นี่คือการใช้วัตถุ (อามิส) เป็นเครื่องล่อใจ (Bait) เพื่อแลกกับความจงรักภักดีทางการเมือง การเมืองแบบนี้มุ่งเน้นการตอบสนองความอยากชั่วคราว (Sensual Gratification) มากกว่าการสร้างปัญญาหรือความยั่งยืน

รายงานข่าวระบุถึงการพบ "โพยรายชื่อ" และการเตรียมเงินสดในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า "กามราคะ" ยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดในสมรภูมิการเลือกตั้งไทย ชนะอุดมการณ์และความถูกต้อง


บทที่ 5: ปฏิฆะ: ความโกรธแค้นของมวลชนและการปะทุของความขัดแย้ง

5.1 ปฏิฆะ (Paṭigha) ผลสะท้อนจากความอยุติธรรม

เมื่อความคาดหวังในความยุติธรรมถูกทำลายลงด้วยพฤติกรรมทุจริต สังโยชน์ข้อ "ปฏิฆะ" หรือความกระทบกระทั่งใจ ความพยาบาท และความโกรธเคือง ย่อมปะทุขึ้น ปฏิฆะในการเมืองไทยปี 2569 มิใช่ความโกรธส่วนตัว (Personal Anger) แต่เป็น "ความโกรธแค้นร่วมของสังคม" (Collective Resentment)

5.2 สมรภูมิชลบุรี เขต 1: การปะทะกันของศรัทธากับอำนาจ

เหตุการณ์ที่จังหวัดชลบุรี เขต 1 ถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญ (Case Study) ของการแสดงออกซึ่งปฏิฆะ:

  • เหตุการณ์: ประชาชนจำนวนมาก พร้อมด้วยแกนนำพรรคประชาชน เช่น รักชนก ศรีนอก และสหัสวัต คุ้มคง ได้รวมตัวกันปักหลักเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้งที่สนามแบดมินตันเทศบาลเมืองชลบุรีตลอดทั้งคืน เนื่องจากการพบเอกสารผลคะแนนถูกทิ้งในถังขยะและพิรุธในการนับคะแนน

  • การวิเคราะห์: การกระทำของประชาชนสะท้อนถึงความไม่ไว้วางใจ (Distrust) ที่แปรเปลี่ยนเป็นการต่อสู้ (Confrontation) ความโกรธนี้เป็นพลังงานที่ผลักดันให้ประชาชนออกมาปกป้องสิทธิของตนเอง แต่ในขณะเดียวกัน หากไม่มีการจัดการที่ดี (เช่น การตอบสนองจาก กกต.) ปฏิฆะนี้อาจลุกลามเป็นความรุนแรงทางกายภาพ (Physical Violence) หรือจลาจล

5.3 แฟลชม็อบและเสียงจาก "พีระพันธุ์"

  • แฟลชม็อบ: กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมจัดกิจกรรมที่หน้าหอศิลป์ฯ เพื่อกดดัน กกต. ให้ตรวจสอบและนับคะแนนใหม่ นี่คือการแสดงออกของปฏิฆะในรูปแบบสันติวิธี (Civil Disobedience) แต่แฝงด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรง

  • พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค: หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งปกติมีภาพลักษณ์อนุรักษ์นิยมและประนีประนอม ได้แสดง "ปฏิฆะ" อย่างรุนแรงผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า "การเลือกตั้งที่ผิดปกติ ต้องมีคนรับผิดชอบ" และเรียกร้องให้ กกต. นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อ "สังโยชน์" (ความยึดมั่นในความถูกต้อง) ถูกกระทบ แม้แต่มิตรทางการเมืองก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นศัตรูได้ ความขัดแย้งข้ามขั้วนี้ยืนยันว่าปัญหามิใช่เรื่องของอุดมการณ์ซ้าย-ขวา แต่เป็นเรื่องของ "ธรรม vs อธรรม" (Right vs Wrong)


บทที่ 6: มานะและอวิชชา: กำแพงสูงขององค์กรอิสระและความมืดบอดของข้อมูล

6.1 มานะ (Māna) ความถือตัวของสถาบันอำนาจ

สังโยชน์เบื้องสูงข้อ "มานะ" คือความสำคัญตนว่าดีกว่า เหนือกว่า หรือเสมอเขา ในบริบทขององค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มานะปรากฏในรูปของ "ความถือดีทางอำนาจ" (Institutional Arrogance)

  • พฤติกรรม: การที่ กกต. ไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประชาชนอย่างทันท่วงที การปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลคะแนนดิบรายหน่วย (Raw Data) ทันทีที่นับเสร็จ และการยืนยันผลคะแนนท่ามกลางข้อกังขาเรื่องบัตรเขย่ง สะท้อนถึงทัศนคติที่มองว่าตนเองเป็นผู้ถือครองความจริง (Monopoly of Truth) และประชาชนเป็นเพียงผู้รับผลที่ต้องเชื่อฟัง

  • ผลลัพธ์: ความถือตัวนี้สร้างกำแพงกั้นระหว่างรัฐกับประชาชน ทำให้การสื่อสารล้มเหลว และยิ่งเติมเชื้อไฟให้กับ "ปฏิฆะ" ของมวลชน

6.2 อวิชชา (Avijjā) รากเหง้าของวิกฤตการณ์

"อวิชชา" หรือความไม่รู้จริงในสัจธรรม คือสังโยชน์ข้อสุดท้ายและเป็นรากเหง้าของปัญหานานัปการ ในการเมืองไทย อวิชชาทำงานใน 2 มิติ:

  1. อวิชชาของผู้กระทำผิด: ผู้ที่ทุจริตเลือกตั้ง (ซื้อเสียง, โกงคะแนน, คลุมถุงดำ) กระทำไปเพราะความมืดบอดทางปัญญา ไม่รู้ถึงโทษภัยของวัฏสงสารและผลแห่งกรรม (Kamma) ที่จะตามมา

  2. การสร้างอวิชชาเชิงโครงสร้าง (Structural Ignorance): ระบบการเมืองพยายามทำให้ประชาชน "ไม่รู้" ด้วยการปิดกั้นข้อมูล (Information Blockade) การทำให้ระบบซับซ้อนเกินความจำเป็น และการบิดเบือนข่าวสาร (Disinformation)

    • กรณีศึกษา: การที่ผลคะแนนในเว็บไซต์ กกต. ไม่ตรงกับรายงานหน้าหน่วย และมีการปรับเปลี่ยนตัวเลขไปมา คือกระบวนการสร้างความสับสน เพื่อให้ประชาชนจมอยู่ในความไม่รู้และหมดแรงที่จะตรวจสอบ


บทที่ 7: บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงพุทธบูรณาการ

7.1 บทสรุป: ประชาธิปไตยบนฐานทรายแห่งกิเลส

การเลือกตั้งไทยปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองมิได้เกิดจากความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยโดยตัวมันเอง แต่เกิดจาก "คน" และ "กลไก" ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยสังโยชน์ทั้ง 10 ประการ

  • กามราคะ ขับเคลื่อนการซื้อเสียงและนโยบายประชานิยม

  • วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาส กัดกร่อนกระบวนการเลือกตั้งให้เหลือเพียงซากพิธีกรรมที่ไร้ความศักดิ์สิทธิ์

  • ปฏิฆะ ก่อให้เกิดความขัดแย้งและการเผชิญหน้า

  • มานะ และ อวิชชา ของผู้มีอำนาจ ปิดกั้นทางออกและแสงสว่างแห่งปัญญา

ตราบใดที่การปฏิรูปการเมืองมุ่งเน้นเพียงการแก้กฎหมาย (Legal Reform) แต่ละเลยการขัดเกลาจริยธรรมและสภาวะจิตใจ (Moral and Spiritual Reform) สังคมไทยจะยังคงวนเวียนอยู่ในวัฏจักรแห่งการทุจริตและการรัฐประหาร (หรือการใช้อำนาจพิเศษ) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

7.2 ข้อเสนอแนะ: ทางออกสู่ "ธรรมาธิปไตย"

เพื่อก้าวข้ามวิกฤตนี้ สังคมไทยจำเป็นต้องประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อทำลายสังโยชน์ทางการเมือง ดังนี้:

  1. ขจัด "วิจิกิจฉา" ด้วยความจริง (Sacca) และความโปร่งใส:

    • กกต. ต้องเปิดเผยผลคะแนนรายหน่วย (Polling Station Level Data) ในรูปแบบไฟล์ที่เครื่องคอมพิวเตอร์อ่านได้ (Machine-readable) ทันที เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ (Verify)

    • ต้องมีการนับคะแนนใหม่ (Recount) ในทุกเขตที่มีข้อกังขาเรื่องบัตรเขย่ง เพื่อพิสูจน์ความจริงและล้างมลทิน

  2. แก้ "สีลัพพตปรามาส" ด้วยปัญญา (Paññā):

    • เลิกยึดติดกับรูปแบบพิธีกรรม แต่เน้นที่เจตจำนงเสรี (Free Will) ของผู้ลงคะแนน

    • ปฏิรูปกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระให้ยึดโยงกับประชาชน เพื่อลด "มานะ" และเพิ่มความรับผิดรับชอบ

  3. ลด "กามราคะ" ด้วยการให้การศึกษาทางการเมือง (Civic Education):

    • สร้างค่านิยมใหม่ว่า "สิทธิ์เสียงซื้อขายไม่ได้" และชี้ให้เห็นโทษของนโยบายประชานิยมที่มอมเมาประชาชน

    • ส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึง "อริยทรัพย์" (Noble Wealth) คือ ความถูกต้องและศักดิ์ศรี มากกว่าเงินตรา

  4. ระงับ "ปฏิฆะ" ด้วยเมตตาและขันติธรรม:

    • ทุกฝ่ายควรใช้สันติวิธีในการเรียกร้องและตรวจสอบ

    • เปิดพื้นที่เจรจา (Dialogue) เพื่อหาทางออกร่วมกัน แทนการใช้ความรุนแรงหรือการหักหาญด้วยอำนาจ

การเลือกตั้งปี 2569 อาจเป็นบทเรียนราคาแพง แต่หากสังคมไทยสามารถเรียนรู้และ "ตื่นรู้" (Awaken) จากอำนาจของสังโยชน์ที่ครอบงำอยู่ วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสในการวางรากฐาน "ธรรมาธิปไตย" (Dhamma-cracy) ที่ยั่งยืนสืบไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ถอดรหัสเลือกตั้ง 2569 ผ่าน “สังโยชน์ 10” นักวิชาการชี้วิกฤตศรัทธาไม่ใช่แค่ปัญหาเทคนิค แต่คือปมจิตวิทยาการเมืองเชิงโครงสร้าง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเดิมถูกคาดหวังว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย กลับกลายเป็นชน...