การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเดิมถูกคาดหวังว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย กลับกลายเป็นชนวนวิกฤตความชอบธรรมครั้งใหญ่ ภายหลังเกิดข้อกังขาเกี่ยวกับความผิดปกติในกระบวนการเลือกตั้งหลายประการ ทั้งกรณี “บัตรเขย่ง” เหตุไฟดับระหว่างนับคะแนน การปิดกั้นการตรวจสอบด้วยการคลุมกล้องวงจรปิด รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในรูปแบบใหม่
รายงานวิเคราะห์เชิงพุทธจิตวิทยาเรื่อง “สังโยชน์กับสภาวะวิกฤตแห่งความชอบธรรม” เสนอกรอบคิดใหม่ โดยใช้หลักธรรมเรื่อง “สังโยชน์ 10” หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจ มาอธิบายพฤติกรรมของตัวแสดงทางการเมืองทั้งในระดับบุคคล พรรคการเมือง และโครงสร้างสถาบันจัดการเลือกตั้ง
ผลเลือกตั้งกับเงาความสงสัย
ผลอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า พรรคภูมิใจไทยได้ 193 ที่นั่ง (ส.ส.เขต 174 บัญชีรายชื่อ 19) ตามด้วยพรรคประชาชน 118 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม ชัยชนะเชิงตัวเลขถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางจากปรากฏการณ์ที่ถูกเรียกว่า “บัตรเขย่ง” คือจำนวนคะแนนบัตรสองประเภทไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิในทางตรรกะและสถิติ
นักวิชาการบางส่วนวิเคราะห์ว่า ความไม่สอดคล้องของยอดคะแนน รวมถึงกรณีที่มีรายงานว่าจำนวนบัตรมากกว่าผู้ใช้สิทธิในบางหน่วย เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิด “วิจิกิจฉา” หรือความลังเลสงสัยในความสุจริตของกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งในทางรัฐศาสตร์ถือเป็นการบั่นทอน “ความชอบธรรม” ของผู้ชนะอย่างรุนแรง
จากพิธีกรรมสู่คำถามเรื่องสาระ
รายงานดังกล่าวยังชี้ถึงสังโยชน์ข้อ “สีลัพพตปรามาส” หรือการยึดติดในรูปแบบพิธีกรรมโดยละเลยสาระสำคัญ โดยเปรียบเทียบกับการจัดการเลือกตั้งที่อาจครบถ้วนตามขั้นตอน แต่ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส
กรณีการนำถุงดำคลุมกล้องวงจรปิดในบางหน่วยนับคะแนน รวมถึงเหตุไฟดับขณะนับคะแนนที่ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ถูกตีความว่าเป็น “ความมืด” ในเชิงสัญญะ สะท้อนปัญหาความเชื่อมั่นต่อกระบวนการตรวจสอบ
กามราคะกับเศรษฐศาสตร์การเมือง
อีกมิติหนึ่งที่รายงานหยิบยกคือ “กามราคะ” ในฐานะแรงขับเคลื่อนของการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและการใช้นโยบายประชานิยมเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยมองว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างตกอยู่ในแรงจูงใจทางวัตถุและผลประโยชน์ระยะสั้น
แม้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น “คนละครึ่งพลัส” จะถูกนำเสนอในฐานะมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ในกรอบพุทธจิตวิทยา รายงานตั้งคำถามว่า การเมืองที่เน้นการตอบสนองความต้องการเฉพาะหน้า อาจทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอหากขาดฐานจริยธรรมและความตระหนักรู้ของพลเมือง
ปฏิฆะและการปะทุของความโกรธสาธารณะ
ภายหลังประกาศผล เกิดการชุมนุมและแฟลชม็อบในหลายพื้นที่ รวมถึงกรณีประชาชนในจังหวัดชลบุรีเฝ้าหีบบัตรตลอดคืนเพราะไม่ไว้วางใจกระบวนการนับคะแนน รายงานวิเคราะห์ว่านี่คือการแสดงออกของ “ปฏิฆะ” หรือความคับแค้นใจในระดับสังคม
แม้การเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นไปโดยสันติ แต่ความตึงเครียดที่สะสมสะท้อนว่าความสงสัยที่ไม่ได้รับคำตอบอาจขยายตัวเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง
มานะและอวิชชา: ปมเชิงสถาบัน
ในระดับโครงสร้าง รายงานตั้งข้อสังเกตถึง “มานะ” หรือความถือตัวขององค์กรอิสระ หากขาดการสื่อสารและเปิดเผยข้อมูลอย่างทันท่วงที อาจยิ่งสร้างกำแพงระหว่างรัฐกับประชาชน ขณะเดียวกัน “อวิชชา” ในความหมายของการปิดกั้นข้อมูลหรือการสื่อสารที่คลุมเครือ อาจทำให้สังคมจมอยู่ในความสับสนและความไม่ไว้วางใจ
ทางออกสู่ “ธรรมาธิปไตย”?
รายงานสรุปว่า วิกฤตการเลือกตั้ง 2569 ไม่ควรถูกมองเพียงเป็นความผิดพลาดเชิงเทคนิค หากแต่สะท้อนปัญหาจริยธรรมและวัฒนธรรมการเมืองที่ฝังรากลึก พร้อมเสนอแนวทางเชิงพุทธบูรณาการ เช่น
-
การเปิดเผยข้อมูลคะแนนรายหน่วยในรูปแบบที่ตรวจสอบได้
-
การนับคะแนนใหม่ในเขตที่มีข้อกังขา
-
การปฏิรูปกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระให้ยึดโยงกับประชาชน
-
การส่งเสริมการศึกษาทางการเมืองและคุณค่าศักดิ์ศรีของสิทธิเลือกตั้ง
นักวิชาการผู้จัดทำรายงานระบุว่า หากสังคมไทยสามารถใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการทบทวนทั้งระบบ ทั้งด้านกฎหมาย โครงสร้าง และจิตสำนึกพลเมือง อาจเป็นจุดตั้งต้นของ “ธรรมาธิปไตย” หรือประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนฐานคุณธรรมและความโปร่งใสอย่างแท้จริง
ท่ามกลางความแตกแยก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครชนะการเลือกตั้ง แต่คือระบอบประชาธิปไตยไทยจะฟื้นฟูศรัทธาของประชาชนได้อย่างไรในระยะยาว.
สังโยชน์กับสภาวะวิกฤตแห่งความชอบธรรม: การวิเคราะห์พฤติกรรมทางการเมืองและปรากฏการณ์ความผิดปกติในการเลือกตั้งทั่วไปของไทย พุทธศักราช 2569 ผ่านกรอบพุทธจิตวิทยา
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการศึกษาวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) โดยใช้วิทยาการด้านพุทธจิตวิทยาเรื่อง "สังโยชน์ 10" (Samyojana) หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจ เป็นกรอบแนวคิดหลักในการถอดรหัสพฤติกรรมของตัวแสดงทางการเมือง ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล กลุ่มผลประโยชน์ พรรคการเมือง และโครงสร้างสถาบันจัดการเลือกตั้ง รายงานฉบับนี้เจาะลึกถึงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลลัพธ์ระหว่างสภาวะจิตที่ไม่ได้รับการขัดเกลากับรูปธรรมของความทุจริตเชิงโครงสร้างที่ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้แก่ ปรากฏการณ์ "บัตรเขย่ง" ที่ขยายวงกว้าง, เหตุการณ์ไฟดับอย่างมีนัยสำคัญขณะนับคะแนน, การปิดกั้นการตรวจสอบด้วยถุงดำคลุมกล้องวงจรปิด, และวัฒนธรรมการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามบริบทสังคมดิจิทัล
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า วิกฤตศรัทธาทางการเมืองในปี 2569 มิได้เป็นเพียงปัญหาเชิงเทคนิค (Technical Malfunction) หรือความผิดพลาดในการบริหารจัดการ (Administrative Error) แต่เป็นผลผลิตของ "สังโยชน์" ที่ฝังรากลึกในระดับวัฒนธรรมการเมืองไทย ซึ่งแปรเปลี่ยน "วิจิกิจฉา" (ความลังเลสงสัย) ในกระบวนการยุติธรรม ให้กลายเป็น "ปฏิฆะ" (ความคับแค้นใจ) และความขัดแย้งทางสังคมที่รุนแรง การศึกษานี้ยืนยันว่า ตราบใดที่กลไกการเมืองยังถูกขับเคลื่อนด้วย "อวิชชา" (ความไม่รู้แจ้ง/การปิดกั้นข้อมูล) และ "มานะ" (ความถือตัวขององค์กรอิสระ) ระบอบประชาธิปไตยไทยจะยังคงติดอยู่ในวัฏจักรแห่งความเสื่อมถอยที่ยากจะหลุดพ้น
บทที่ 1: บทนำและบริบททางการเมืองไทยปี 2569
1.1 ภูมิทัศน์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569
การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกคาดหมายว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการนำพาประเทศไทยออกจากวังวนความขัดแย้ง แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏกลับนำมาซึ่งคำถามที่ท้าทายความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ จากรายงานผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งด้วยจำนวนที่นั่งรวม 193 ที่นั่ง (ส.ส. เขต 174 และบัญชีรายชื่อ 19) ตามมาด้วยพรรคประชาชน 118 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นมิได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่กระจายตัวในลักษณะที่เป็นระบบ (Systematic Irregularities) ตั้งแต่ปัญหาพื้นฐานอย่างการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ไปจนถึงการแทรกแซงกระบวนการนับคะแนนที่ซับซ้อน เช่น การจัดการบัตรเลือกตั้งที่ "เขย่ง" กับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ และพฤติการณ์ที่ส่อเจตนาปิดบังข้อมูล เช่น การนำถุงดำคลุมกล้องวงจรปิดในหน่วยนับคะแนน
1.2 สังโยชน์ 10 ในฐานะเครื่องมือวิเคราะห์ทางรัฐศาสตร์และจิตวิทยา
เพื่อที่จะเข้าใจรากเหง้าของปัญหาที่ก้าวข้ามเพียงปรากฏการณ์ภายนอก การนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเรื่อง "สังโยชน์ 10" (Dasa Samyojana) มาประยุกต์ใช้เป็นกรอบการวิเคราะห์จะช่วยให้เห็นมิติทางจิตวิทยาที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมทางการเมืองได้อย่างลึกซึ้ง สังโยชน์ หมายถึง กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมอยู่ในวัฏฏะ
สังโยชน์แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ:
โอรัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องต่ำ 5): ได้แก่ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน), วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย), สีลัพพตปรามาส (การยึดติดในศีลพรตงมงาย), กามราคะ (ความติดใจในกามคุณ), และปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งใจ)
กิเลสกลุ่มนี้อธิบายพฤติกรรมระดับมวลชนและความขัดแย้งเชิงประจักษ์ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องสูง 5): ได้แก่ รูปราคะ (ความติดใจในรูปธรรม), อรูปราคะ (ความติดใจในนามธรรม), มานะ (ความถือตัว), อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน), และอวิชชา (ความไม่รู้จริง)
กิเลสกลุ่มนี้อธิบายพฤติกรรมของชนชั้นนำ โครงสร้างอำนาจ และรากฐานของระบบที่บิดเบี้ยว
รายงานฉบับนี้จะจำแนกองค์ประกอบของวิกฤตการเลือกตั้ง 2569 และเชื่อมโยงเข้ากับสภาวะจิตของสังโยชน์แต่ละข้อ เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ต่อปัญหาการเมืองไทยที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
บทที่ 2: วิจิกิจฉาแห่งชาติ: กายวิภาคของ "บัตรเขย่ง" และความสงสัยในระบอบ
2.1 วิจิกิจฉา (Vicikicchā) ในบริบทการเมืองสมัยใหม่
ในทางพุทธธรรม "วิจิกิจฉา" หมายถึงความลังเลสงสัย ความไม่แน่ใจในพระรัตนตรัยหรือสัจธรรม
ความสงสัยนี้มิได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีมูลเหตุมาจากข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Evidence) ที่ขัดแย้งกันเอง โดยเฉพาะประเด็น "บัตรเขย่ง" ที่กลายเป็นคำศัพท์สำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้
2.2 ปรากฏการณ์บัตรเขย่ง: หลักฐานเชิงสถิติของความผิดปกติ
คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ได้ทำการวิเคราะห์ผลคะแนนดิบจากการรายงานของ กกต. และพบความผิดปกติที่ชี้ชัดถึงความบกพร่องของระบบ หรืออาจตีความได้ถึงการแทรกแซงผลคะแนน
ความไม่สอดคล้องของยอดผู้มาใช้สิทธิ (Turnout Discrepancy): ในระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบ (แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนจะต้องได้รับบัตร 2 ใบเท่ากัน ดังนั้น ยอดรวมของคะแนน (ดี + เสีย + โนโหวต) ของทั้งสองประเภทจะต้องเท่ากันในทางทฤษฎี แต่ข้อมูลจริงกลับพบว่าผลรวมคะแนนบัตรทั้งสองประเภทไม่เท่ากันในแทบทุกจังหวัดทั่วประเทศ
ส่วนต่างที่เกิดขึ้นนี้คือสิ่งที่เรียกว่า "บัตรเขย่ง" ซึ่งในทางตรรกะและสถิติเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติในปริมาณมหาศาลเช่นนี้ ตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ผันผวน: เว็บไซต์รายงานผลของ กกต. แสดงจำนวน "ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง" (Eligible Voters) ของทั้งสองระบบเท่ากัน แต่ผลการนับคะแนนกลับไม่สะท้อนความเท่ากันนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีรายงานกรณีที่จำนวนบัตรเลือกตั้งมีมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิในหลายหน่วย
ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชัดเจนของการ "ยัดบัตร" หรือความผิดพลาดในการบริหารจัดการขั้นร้ายแรง ความผิดปกติของคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขต: บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกราชอาณาจักรต้องถูกส่งไปยังหน่วยเลือกตั้งปลายทางเป็นคู่ (เขียว+ชมพู) แต่ผลการนับคะแนนกลับพบว่ายอดบัตรทั้งสองประเภทที่ปลายทางไม่เท่ากัน
| ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบตรรกะการเลือกตั้งกับความผิดปกติปี 2569 |
| ประเด็น (Issue) |
| จำนวนบัตรเลือกตั้ง |
| ยอดผู้มาใช้สิทธิ |
| คะแนนดิบรายหน่วย |
| ผลคะแนนเลือกตั้งนอกราชฯ |
2.3 ผลกระทบทางจิตวิทยา: จากสงสัยสู่ปฏิเสธศรัทธา
"วิจิกิจฉา" ที่เกิดจากบัตรเขย่งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ประชาชนตั้งคำถามต่อ กกต. แต่ยังขยายวงกว้างไปสู่ความไม่เชื่อถือในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ทั้งระบบ ประชาชนเริ่มมองว่าการเลือกตั้งเป็นเพียง "ปาหี่" หรือพิธีกรรมที่ผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า สภาวะนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง "สีลัพพตปรามาส" ที่จะกล่าวถึงในบทต่อไป
บทที่ 3: สีลัพพตปรามาส: พิธีกรรมประชาธิปไตยใต้เงามืดและ "ถุงดำ"
3.1 สีลัพพตปรามาส (Sīlabbataparāmāsa) กับรูปแบบที่ไร้แก่นสาร
สังโยชน์ข้อที่ 3 คือ "สีลัพพตปรามาส" หมายถึง ความถือมั่นในศีลพรต หรือการยึดติดกับรูปแบบ วิธีการ และพิธีกรรมอย่างงมงาย โดยเข้าใจผิดว่าเป็นหนทางแห่งความบริสุทธิ์หลุดพ้น
รัฐและหน่วยงานจัดการเลือกตั้งพยายามเน้นย้ำถึง "ความถูกต้องตามขั้นตอน" (Procedural Correctness) เช่น การเปิดคูหาตรงเวลา การมีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย การมีบัตรเลือกตั้ง แต่กลับละเลย "สาระสำคัญ" (Substantive Essence) ของประชาธิปไตย คือ ความโปร่งใส (Transparency) และความรับผิดรับชอบ (Accountability) การเลือกตั้งจึงกลายเป็นเพียงพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามแตะต้อง แต่ภายในกลับกลวงเปล่าและเต็มไปด้วยการทุจริต
3.2 สัญญะแห่งความมืด: ถุงดำคลุมกล้องและไฟดับ
เหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดของ "สีลัพพตปรามาส" และ "อวิชชา" (ความไม่รู้) คือพฤติการณ์ในหน่วยนับคะแนนที่ถูกเปิดเผยโดยพรรครวมไทยสร้างชาติและภาคประชาชน
ถุงดำคลุมกล้องวงจรปิด (The Black Bag Incident):
มีรายงานและหลักฐานภาพถ่ายการนำถุงดำมาคลุมกล้องวงจรปิดในสถานที่รวมคะแนน หรือการหันกล้องเข้าหาฝาผนัง
การวิเคราะห์: การกระทำนี้คือความพยายามทำลาย "จักขุ" (ดวงตา/การตรวจสอบ) เพื่อให้กระบวนการทุจริตดำเนินไปได้ภายใต้ความมืด ในทางพุทธธรรม นี่คือการสร้างสภาวะ "อวิชชา" เชิงกายภาพ เพื่อปกปิด "อกุศลกรรม" (การโกง) การที่เจ้าหน้าที่กล้ากระทำการเช่นนี้สะท้อนถึงการขาด "หิริโอตตัปปะ" (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) อย่างสิ้นเชิง
ไฟดับแต่พัดลมหมุน (Selective Power Outage):
รายงานข่าวระบุเหตุการณ์ไฟดับขณะนับคะแนนในหลายหน่วย แต่พัดลมยังคงทำงานอยู่
การวิเคราะห์: ในทางตรรกะ นี่คือความขัดแย้งที่เป็นไปไม่ได้ (Physical Impossibility) หากไฟดับจริง พัดลมต้องหยุดหมุน ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึง "การจัดฉาก" (Staging) หรือมายาภาพ (Maya) เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจหรือสร้างโอกาสในการสับเปลี่ยนบัตรคะแนน นี่คือการใช้ "เทคนิควิธี" (สีลัพพต) เพื่อบิดเบือนผลลัพธ์
3.3 การนับคะแนนแบบ "ผลุบๆ โผล่ๆ" และบัตรเสียที่มีนัยยะ
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้ระบุถึงการนับคะแนนที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ มีการขานคะแนนโดยไม่โชว์บัตร หรือการกาคะแนนแบบ "ผลุบๆ โผล่ๆ"
บทที่ 4: กามราคะ: เศรษฐศาสตร์การเมืองของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง
4.1 กามราคะ (Kāmarāga) แรงขับเคลื่อนเบื้องหลังการทุจริต
"กามราคะ" หรือความติดใจในกามคุณ 5 (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ)
ในการเลือกตั้งปี 2569 แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า แต่ "ตัณหา" ของมนุษย์ยังคงเดิม การซื้อสิทธิ์ขายเสียงยังคงดำรงอยู่และปรับตัวให้ซับซ้อนขึ้น:
ฝ่ายผู้ซื้อ (นักการเมือง): ถูกขับเคลื่อนด้วยกามราคะที่ละเอียดขึ้น คือความต้องการ "อำนาจ" เพื่อนำไปแสวงหาผลประโยชน์ทางวัตถุและสถานะทางสังคม (Lapsakkara) การลงทุนซื้อเสียงจึงถูกมองว่าเป็น "ต้นทุนทางธุรกิจ" (Business Cost) เพื่อแลกกับกำไรมหาศาลหลังได้อำนาจ
ฝ่ายผู้ขาย (ประชาชน): ถูกขับเคลื่อนด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจและความต้องการบริโภค (Consumption) เงินที่ได้รับจากการขายเสียงถูกนำไปตอบสนองกามคุณขั้นพื้นฐาน
4.2 กรณีศึกษาและนโยบายประชานิยม: สินบนที่ถูกกฎหมาย?
นอกจากการจ่ายเงินสดแบบดั้งเดิมที่พบในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและพื้นที่อื่นๆ
นโยบาย "คนละครึ่งพลัส": พรรคภูมิใจไทยชูธงนโยบายนี้และประกาศทำทันทีหลังชนะเลือกตั้ง
ในทางเศรษฐศาสตร์ นี่อาจเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในทางพุทธจิตวิทยาสังคม นี่คือการใช้วัตถุ (อามิส) เป็นเครื่องล่อใจ (Bait) เพื่อแลกกับความจงรักภักดีทางการเมือง การเมืองแบบนี้มุ่งเน้นการตอบสนองความอยากชั่วคราว (Sensual Gratification) มากกว่าการสร้างปัญญาหรือความยั่งยืน
รายงานข่าวระบุถึงการพบ "โพยรายชื่อ" และการเตรียมเงินสดในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า "กามราคะ" ยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดในสมรภูมิการเลือกตั้งไทย ชนะอุดมการณ์และความถูกต้อง
บทที่ 5: ปฏิฆะ: ความโกรธแค้นของมวลชนและการปะทุของความขัดแย้ง
5.1 ปฏิฆะ (Paṭigha) ผลสะท้อนจากความอยุติธรรม
เมื่อความคาดหวังในความยุติธรรมถูกทำลายลงด้วยพฤติกรรมทุจริต สังโยชน์ข้อ "ปฏิฆะ" หรือความกระทบกระทั่งใจ ความพยาบาท และความโกรธเคือง
5.2 สมรภูมิชลบุรี เขต 1: การปะทะกันของศรัทธากับอำนาจ
เหตุการณ์ที่จังหวัดชลบุรี เขต 1 ถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญ (Case Study) ของการแสดงออกซึ่งปฏิฆะ:
เหตุการณ์: ประชาชนจำนวนมาก พร้อมด้วยแกนนำพรรคประชาชน เช่น รักชนก ศรีนอก และสหัสวัต คุ้มคง ได้รวมตัวกันปักหลักเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้งที่สนามแบดมินตันเทศบาลเมืองชลบุรีตลอดทั้งคืน
เนื่องจากการพบเอกสารผลคะแนนถูกทิ้งในถังขยะและพิรุธในการนับคะแนน การวิเคราะห์: การกระทำของประชาชนสะท้อนถึงความไม่ไว้วางใจ (Distrust) ที่แปรเปลี่ยนเป็นการต่อสู้ (Confrontation) ความโกรธนี้เป็นพลังงานที่ผลักดันให้ประชาชนออกมาปกป้องสิทธิของตนเอง แต่ในขณะเดียวกัน หากไม่มีการจัดการที่ดี (เช่น การตอบสนองจาก กกต.) ปฏิฆะนี้อาจลุกลามเป็นความรุนแรงทางกายภาพ (Physical Violence) หรือจลาจล
5.3 แฟลชม็อบและเสียงจาก "พีระพันธุ์"
แฟลชม็อบ: กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมจัดกิจกรรมที่หน้าหอศิลป์ฯ เพื่อกดดัน กกต. ให้ตรวจสอบและนับคะแนนใหม่
นี่คือการแสดงออกของปฏิฆะในรูปแบบสันติวิธี (Civil Disobedience) แต่แฝงด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค: หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งปกติมีภาพลักษณ์อนุรักษ์นิยมและประนีประนอม ได้แสดง "ปฏิฆะ" อย่างรุนแรงผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า "การเลือกตั้งที่ผิดปกติ ต้องมีคนรับผิดชอบ" และเรียกร้องให้ กกต. นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ
ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อ "สังโยชน์" (ความยึดมั่นในความถูกต้อง) ถูกกระทบ แม้แต่มิตรทางการเมืองก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นศัตรูได้ ความขัดแย้งข้ามขั้วนี้ยืนยันว่าปัญหามิใช่เรื่องของอุดมการณ์ซ้าย-ขวา แต่เป็นเรื่องของ "ธรรม vs อธรรม" (Right vs Wrong)
บทที่ 6: มานะและอวิชชา: กำแพงสูงขององค์กรอิสระและความมืดบอดของข้อมูล
6.1 มานะ (Māna) ความถือตัวของสถาบันอำนาจ
สังโยชน์เบื้องสูงข้อ "มานะ" คือความสำคัญตนว่าดีกว่า เหนือกว่า หรือเสมอเขา
พฤติกรรม: การที่ กกต. ไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประชาชนอย่างทันท่วงที การปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลคะแนนดิบรายหน่วย (Raw Data) ทันทีที่นับเสร็จ และการยืนยันผลคะแนนท่ามกลางข้อกังขาเรื่องบัตรเขย่ง สะท้อนถึงทัศนคติที่มองว่าตนเองเป็นผู้ถือครองความจริง (Monopoly of Truth) และประชาชนเป็นเพียงผู้รับผลที่ต้องเชื่อฟัง
ผลลัพธ์: ความถือตัวนี้สร้างกำแพงกั้นระหว่างรัฐกับประชาชน ทำให้การสื่อสารล้มเหลว และยิ่งเติมเชื้อไฟให้กับ "ปฏิฆะ" ของมวลชน
6.2 อวิชชา (Avijjā) รากเหง้าของวิกฤตการณ์
"อวิชชา" หรือความไม่รู้จริงในสัจธรรม
อวิชชาของผู้กระทำผิด: ผู้ที่ทุจริตเลือกตั้ง (ซื้อเสียง, โกงคะแนน, คลุมถุงดำ) กระทำไปเพราะความมืดบอดทางปัญญา ไม่รู้ถึงโทษภัยของวัฏสงสารและผลแห่งกรรม (Kamma) ที่จะตามมา
การสร้างอวิชชาเชิงโครงสร้าง (Structural Ignorance): ระบบการเมืองพยายามทำให้ประชาชน "ไม่รู้" ด้วยการปิดกั้นข้อมูล (Information Blockade) การทำให้ระบบซับซ้อนเกินความจำเป็น และการบิดเบือนข่าวสาร (Disinformation)
กรณีศึกษา: การที่ผลคะแนนในเว็บไซต์ กกต. ไม่ตรงกับรายงานหน้าหน่วย และมีการปรับเปลี่ยนตัวเลขไปมา
คือกระบวนการสร้างความสับสน เพื่อให้ประชาชนจมอยู่ในความไม่รู้และหมดแรงที่จะตรวจสอบ
บทที่ 7: บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงพุทธบูรณาการ
7.1 บทสรุป: ประชาธิปไตยบนฐานทรายแห่งกิเลส
การเลือกตั้งไทยปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองมิได้เกิดจากความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยโดยตัวมันเอง แต่เกิดจาก "คน" และ "กลไก" ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยสังโยชน์ทั้ง 10 ประการ
กามราคะ ขับเคลื่อนการซื้อเสียงและนโยบายประชานิยม
วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาส กัดกร่อนกระบวนการเลือกตั้งให้เหลือเพียงซากพิธีกรรมที่ไร้ความศักดิ์สิทธิ์
ปฏิฆะ ก่อให้เกิดความขัดแย้งและการเผชิญหน้า
มานะ และ อวิชชา ของผู้มีอำนาจ ปิดกั้นทางออกและแสงสว่างแห่งปัญญา
ตราบใดที่การปฏิรูปการเมืองมุ่งเน้นเพียงการแก้กฎหมาย (Legal Reform) แต่ละเลยการขัดเกลาจริยธรรมและสภาวะจิตใจ (Moral and Spiritual Reform) สังคมไทยจะยังคงวนเวียนอยู่ในวัฏจักรแห่งการทุจริตและการรัฐประหาร (หรือการใช้อำนาจพิเศษ) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
7.2 ข้อเสนอแนะ: ทางออกสู่ "ธรรมาธิปไตย"
เพื่อก้าวข้ามวิกฤตนี้ สังคมไทยจำเป็นต้องประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อทำลายสังโยชน์ทางการเมือง ดังนี้:
ขจัด "วิจิกิจฉา" ด้วยความจริง (Sacca) และความโปร่งใส:
กกต. ต้องเปิดเผยผลคะแนนรายหน่วย (Polling Station Level Data) ในรูปแบบไฟล์ที่เครื่องคอมพิวเตอร์อ่านได้ (Machine-readable) ทันที เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ (Verify)
ต้องมีการนับคะแนนใหม่ (Recount) ในทุกเขตที่มีข้อกังขาเรื่องบัตรเขย่ง เพื่อพิสูจน์ความจริงและล้างมลทิน
แก้ "สีลัพพตปรามาส" ด้วยปัญญา (Paññā):
เลิกยึดติดกับรูปแบบพิธีกรรม แต่เน้นที่เจตจำนงเสรี (Free Will) ของผู้ลงคะแนน
ปฏิรูปกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระให้ยึดโยงกับประชาชน เพื่อลด "มานะ" และเพิ่มความรับผิดรับชอบ
ลด "กามราคะ" ด้วยการให้การศึกษาทางการเมือง (Civic Education):
สร้างค่านิยมใหม่ว่า "สิทธิ์เสียงซื้อขายไม่ได้" และชี้ให้เห็นโทษของนโยบายประชานิยมที่มอมเมาประชาชน
ส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึง "อริยทรัพย์" (Noble Wealth) คือ ความถูกต้องและศักดิ์ศรี มากกว่าเงินตรา
ระงับ "ปฏิฆะ" ด้วยเมตตาและขันติธรรม:
ทุกฝ่ายควรใช้สันติวิธีในการเรียกร้องและตรวจสอบ
เปิดพื้นที่เจรจา (Dialogue) เพื่อหาทางออกร่วมกัน แทนการใช้ความรุนแรงหรือการหักหาญด้วยอำนาจ
การเลือกตั้งปี 2569 อาจเป็นบทเรียนราคาแพง แต่หากสังคมไทยสามารถเรียนรู้และ "ตื่นรู้" (Awaken) จากอำนาจของสังโยชน์ที่ครอบงำอยู่ วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสในการวางรากฐาน "ธรรมาธิปไตย" (Dhamma-cracy) ที่ยั่งยืนสืบไป


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น