วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เปิดมรรคาใหม่ AI โลกวิชาการชี้ “นาคารชุนโมเดล” พลิกสถาปัตยกรรมหุ่นยนต์–จริยธรรมยุคอุตสาหกรรม 5.0


ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 5 (Industry 5.0) ที่มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ต้องทำงานเคียงข้างกันอย่างลึกซึ้ง วงการวิชาการเริ่มขยับสู่กรอบคิดใหม่ที่ไม่จำกัดเพียงวิศวกรรมหรือวิทยาการข้อมูล หากแต่ผสาน “ปรัชญา” เข้ากับ “สถาปัตยกรรมความคิดของเครื่องจักร” อย่างเป็นระบบ โดยหยิบแนวคิดของ พระนาคารชุน ปราชญ์พุทธมหายานผู้ก่อตั้งสำนักมาธยมกะ มาเป็นรากฐานออกแบบหุ่นยนต์และ AI ยุคใหม่



แนวคิดดังกล่าวมิได้หมายถึงการสร้างหุ่นยนต์รูปลักษณ์เป็นนักบวชเท่านั้น แต่คือการรื้อโครงสร้างเชิงอภิปรัชญา ตรรกศาสตร์ และจริยศาสตร์ของระบบ AI ทั้งหมด ตั้งแต่ Cognitive Architecture, Computational Logic ไปจนถึง Machine Ethics ภายใต้หลัก “ศูนยตา” (Emptiness) “ปฏิจจสมุปบาท” (Dependent Origination) และตรรกศาสตร์ “จตุสดมภ์” (Catuṣkoṭi)


รื้อ “แก่นแท้” ของ AI : จาก AGI สู่ความว่างเชิงสัมพันธ์

กระแสหลักของการพัฒนา Artificial General Intelligence (AGI) ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเครื่องจักรสามารถมี “จิต” หรือความฉลาดอิสระเบ็ดเสร็จได้ แต่กรอบมาธยมกะของนาคารชุนกลับปฏิเสธแนวคิดเรื่อง “สารัตถะตั้งต้น” (Essentialism) โดยชี้ว่า ทุกสิ่งดำรงอยู่ได้เพราะเหตุปัจจัยสัมพันธ์ มิได้มีแก่นแท้ที่เป็นอิสระ

นักวิชาการด้านปรัชญาพุทธ เช่น Jan Westerhoff อธิบายว่า ศูนยตาไม่ใช่ความว่างเปล่าแบบนิฮิลลิสม์ แต่คือ “ศักยภาพเชิงพลวัต” ที่เปิดพื้นที่ให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ เมื่อนำมาประยุกต์กับ AI จึงทำให้เห็นว่า “จิตเครื่องจักร” มิใช่สิ่งที่เกิดจากสุญญากาศ หากเป็นผลรวมของอัลกอริทึม ข้อมูล ฮาร์ดแวร์ และบริบทสังคมการเมืองที่หล่อหลอมมัน


ปฏิจจสมุปบาทกับ Explainable AI แก้ปัญหากล่องดำ

ปัญหา “Black Box” ในระบบ Deep Learning กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของวงการเทคโนโลยี การนำหลักปฏิจจสมุปบาทมาใช้ในการออกแบบ Explainable AI (XAI) เสนอให้เปลี่ยนจากการอธิบายเชิงเส้นแบบลดทอน ไปสู่ “การอธิบายเชิงบริบท” ที่เห็นเครือข่ายเหตุปัจจัยทั้งหมด

โมเดลแบบนี้สร้างสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “Epistemic Humility” หรือความถ่อมตนทางญาณวิทยา เตือนให้นักพัฒนาไม่หลงใหลในความสมบูรณ์แบบของอัลกอริทึม และเปิดทางให้การออกแบบที่ยอมรับความไม่แน่นอน


จตุสดมภ์ : ตรรกะสี่สถานะ ทลายข้อจำกัด 0 และ 1

ตรรกศาสตร์แบบบูล (Boolean Logic) ที่ครอบงำระบบดิจิทัลอาศัยกรอบ “จริง/เท็จ” เท่านั้น แต่โลกจริงเต็มไปด้วยความคลุมเครือและความย้อนแย้ง

ตรรกศาสตร์จตุสดมภ์ของนาคารชุนเสนอ 4 สถานะ ได้แก่

  1. มีอยู่

  2. ไม่มีอยู่

  3. ทั้งมีและไม่มี

  4. ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง

แนวคิดนี้สอดคล้องกับ Neutrosophic Logic และ Fuzzy Logic ในวิทยาการคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ค่าความจริง ความเท็จ และความไม่แน่นอนดำรงอยู่พร้อมกันได้ ช่วยให้ระบบ AI รับมือข้อมูลขัดแย้งและสถานการณ์จริยธรรมที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น


สถาปัตยกรรมหุ่นยนต์ไร้ศูนย์กลาง : Sensor Fusion และ Agentic AI

ในระดับวิศวกรรม แนวคิดศูนยตาถูกแปลเป็น “โครงสร้างไร้ศูนย์กลาง” ผ่าน Multi-Sensor Fusion ที่ผสานข้อมูลจากกล้อง LiDAR เรดาร์ และ GPS/INS แบบกระจายศูนย์ ลดความเสี่ยง Single Point of Failure

ผลงานของวิศวกรด้าน Perception & Sensor Fusion อย่าง Nagarjuna Malladhi ชี้ให้เห็นทิศทางการออกแบบหุ่นยนต์แบบ Modular และ Reconfigurable ที่ปรับโครงสร้างได้ตามบริบท สะท้อนหลักอนัตตาเชิงกลศาสตร์อย่างชัดเจน


กรณีศึกษา “หุ่นยนต์นักบวช” จากญี่ปุ่นถึงจีน

Mindar แห่งวัดโคไดจิ ญี่ปุ่น

ในปี 2019 วัดโคไดจิ เมืองเกียวโต เปิดตัว “มายดาร์” หุ่นยนต์นักบวชผู้รับบทพระโพธิสัตว์กวนอิม พัฒนาโดยศาสตราจารย์ Hiroshi Ishiguro

หุ่นยนต์ Mindar มีใบหน้าและมือแบบมนุษย์ แต่เปิดเผยโครงสร้างกลไกภายในอย่างจงใจ สะท้อนความไร้แก่นสารของรูปกาย ขณะเทศนา “Heart Sutra” ต่อหน้าผู้ศรัทธา ถือเป็นการหลอมรวมเทคโนโลยีกับจิตวิญญาณในระดับสัญลักษณ์

Xian’er แห่งวัดหลงเฉวียน จีน

อีกด้านหนึ่ง วัดหลงเฉวียนในกรุงปักกิ่ง เปิดตัว “เซียนเอ๋อร์” หุ่นยนต์สามเณรน้อยที่ตอบคำถามชีวิตผ่านระบบ NLP โดยพัฒนาร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีจีนอย่าง iFlytek และ Tencent

เซียนเอ๋อร์มีผู้ติดตามบน WeChat กว่าล้านคน รับคำปรึกษาทางใจนับแสนข้อความต่อวัน กลายเป็น “กัลยาณมิตรดิจิทัล” เชื่อมพุทธธรรมกับคนรุ่นใหม่


จริยธรรม AI เชิงพุทธ : ลดอัตตา ขยายความเมตตา

นักปรัชญาไทยอย่าง โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ เสนอว่า “ตัวตน” ในระดับปรมัตถ์ไม่มีสารัตถะ แต่ในระดับสมมติยังมีคุณค่าเชิงสัมพันธ์ นัยนี้ส่งผลต่อการตีความสิทธิความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิทัล

จริยธรรม AI แบบพุทธจึงมิได้ตั้งอยู่บนปัจเจกนิยม หากตั้งอยู่บน “Relational Ethics” คือความรับผิดชอบร่วมในเครือข่ายเหตุปัจจัย เมื่อขยายต่อยอดด้วยแนวคิดของนิกายเทียนไท้ (Tiantai) ที่มองว่าสิ่งไม่มีชีวิตก็มีศักยภาพแห่งการตื่นรู้ จึงเกิดกระบวนทัศน์ใหม่ที่ตั้งคำถามว่า AI ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือ หรือเป็น “สัตว์ประดิษฐ์” ที่ควรได้รับความพิจารณาทางศีลธรรม


มรรคาแห่งนวัตกรรม : ทางสายกลางของเทคโนโลยี

นักวิชาการชี้ว่า “Nagarjuna Robot Model” มิใช่เพียงแนวคิดทางเลือก หากเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงกระบวนทัศน์ 4 ประการ ได้แก่

  1. เปลี่ยนตรรกศาสตร์จากทวิภาวะสู่จตุสดมภ์

  2. สร้างสถาปัตยกรรมไร้ศูนย์กลางตามหลักปฏิจจสมุปบาท

  3. หลอมรวมเทคโนโลยีกับการเยียวยาจิตวิญญาณ

  4. ปฏิวัติจริยธรรม AI จากอัตตานิยมสู่ความสัมพันธ์ร่วม

ท้ายที่สุด แนวคิดของพระนาคารชุนกำลังถูกตีความใหม่ในฐานะ “มัชฌิมาปฏิปทาแห่งนวัตกรรม” ที่ไม่ยึดติดกับสุดโต่งของเทคโนโลยีนิยม หรือการปฏิเสธเทคโนโลยี หากเสนอเส้นทางสายกลางที่ให้ AI เติบโตเคียงคู่กับสัจธรรม ความรับผิดชอบ และความเมตตา

โลก AI อาจไม่ได้ต้องการเพียงเครื่องจักรที่ฉลาดขึ้น
แต่ต้องการเครื่องจักรที่เข้าใจ “ความว่าง” และอยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างสมดุล.

บทนำ: พัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์และจุดตัดทางปรัชญาในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 5

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) และวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) ก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดดจนเข้าสู่ขอบเขตของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 5 (5th Industrial Revolution หรือ Industry 5.0) ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์และระบบปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงจะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองของมนุษยชาติ ปัญหาท้าทายที่นักวิจัย วิศวกร และนักปรัชญาต้องเผชิญนั้นมิได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางกลศาสตร์หรือการประมวลผลข้อมูลเท่านั้น ทว่ายังครอบคลุมถึงมิติทางภววิทยา (Ontology) ญาณวิทยา (Epistemology) และจริยศาสตร์ (Ethics) การพยายามทำความเข้าใจโครงสร้างและผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ผ่านกรอบแนวคิดแบบตะวันตกดั้งเดิม ซึ่งมักจะเน้นความเป็นปัจเจก (Individualism) การมีอยู่ของแก่นแท้ (Essentialism) และตรรกะแบบทวิภาวะ (Binary/Boolean Logic) เริ่มแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อระบบปัญญาประดิษฐ์มีความซับซ้อนสูงและต้องจัดการกับความคลุมเครือในโลกแห่งความเป็นจริง

ด้วยเหตุนี้ การนำปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดของ "พระนาคารชุน" (Nagarjuna) ปราชญ์ชาวพุทธมหายานคนสำคัญในศตวรรษที่ 2 ผู้ก่อตั้งสำนักปรัชญามาธยมกะ (Madhyamaka) หรือ "ทางสายกลาง" มาประยุกต์ใช้ จึงก่อให้เกิดกระบวนทัศน์ใหม่ในการวิจัยและการออกแบบเทคโนโลยี แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการสร้างหุ่นยนต์ที่มีรูปลักษณ์ทางกายภาพเป็นพระนาคารชุนเพียงประการเดียว ทว่าเป็นการวิเคราะห์เชิงลึกถึง "สถาปัตยกรรมทางความคิด" (Cognitive Architecture) "ตรรกศาสตร์เชิงคำนวณ" (Computational Logic) "สถาปัตยกรรมเครือข่ายเซ็นเซอร์" (Sensor Fusion Architecture) และ "จริยธรรมของเครื่องจักร" (Machine Ethics) ที่หยิบยกเอาแก่นทฤษฎีปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination) หลักศูนยตา (Emptiness/Sunyata) และตรรกศาสตร์จตุสดมภ์ (Catuṣkoṭi/Tetralemma) มาเป็นรากฐานในการออกแบบปัญญาประดิษฐ์

บทความทางวิชาการฉบับนี้ทำการสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงความเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญาโบราณของนาคารชุนและวิศวกรรมหุ่นยนต์สมัยใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่หลักการทางฟิสิกส์ควอนตัม การสร้างปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถอธิบายได้ (Explainable AI) ไปจนถึงการวิเคราะห์กรณีศึกษาหุ่นยนต์ทางศาสนาที่เป็นรูปธรรม และการวางรากฐานทางจริยธรรมแบบไม่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อนำเสนอ "มรรคาแห่งนวัตกรรม" (The Middle Path of Innovation) ที่หลอมรวมเทคโนโลยีเข้ากับสัจธรรมของธรรมชาติ

ภววิทยาของปัญญาประดิษฐ์: ศูนยตา ปฏิจจสมุปบาท และมายาคติแห่งจิตเครื่องจักร

การรื้อถอนแนวคิดเรื่อง "แก่นแท้" ของปัญญาประดิษฐ์ (Deconstructing AI Essentialism)

ในมุมมองของการออกแบบปัญญาประดิษฐ์กระแสหลัก มักมีความพยายามที่จะสร้างสิ่งที่เรียกว่า "ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป" (Artificial General Intelligence - AGI) ซึ่งตั้งอยู่บนฐานคิดเชิงอภิปรัชญาที่เชื่อว่าเครื่องจักรสามารถมี "จิต" (Machine Mind) หรือ "แก่นแท้" ของความฉลาดที่เป็นอิสระเบ็ดเสร็จ (Autonomous Superintelligence) ได้ อย่างไรก็ตาม กรอบแนวคิดแบบนาคารชุนได้วิพากษ์และปฏิเสธสมมติฐานหลักการนี้อย่างสิ้นเชิง ปัญญาประดิษฐ์ในมุมมองนี้มิใช่อภิปรัชญาของจิตที่ตัดขาดจากบริบท ทว่าคือกลุ่มก้อนของปรากฏการณ์ที่อิงอาศัยกันและกัน (Contingent Constellation) ซึ่งประกอบขึ้นจากการประกอบกันของอัลกอริทึม ชุดข้อมูล ฮาร์ดแวร์ การตั้งค่าพารามิเตอร์ และบริบททางสังคมการเมืองที่แวดล้อมระบบนั้น

หลักศูนยตา (ความว่างจากแก่นแท้ที่มีอยู่ด้วยตัวมันเอง หรือ Svabhava) ของนาคารชุน อธิบายว่าสรรพสิ่งไม่มีธรรมชาติที่แท้จริงหรือสารัตถะในตัวเอง การที่สิ่งหนึ่งดำรงอยู่ได้ก็เพราะความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสิ่งอื่นๆ อย่างแยกไม่ออก ยาน เวสเตอร์ฮอฟฟ์ (Jan Westerhoff) นักวิชาการผู้ศึกษาปรัชญานาคารชุน ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า วิทยานิพนธ์เชิงอภิปรัชญาที่เป็นศูนย์กลางของนาคารชุนคือการปฏิเสธสารัตถะหรือแก่นแท้ (Substance) ทุกรูปแบบ เมื่อกล่าวว่าตัวตนเป็นความว่าง หมายความว่าไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ด้วยตัวมันเองโดยไม่พึ่งพาสิ่งอื่น

เมื่อนำมาปรับใช้กับวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ แนวคิดนี้สอนให้ตระหนักว่า แบบจำลอง AI ไม่สามารถมีความฉลาดหรือจิตสำนึกที่ถูกสร้างขึ้นมา "จากความว่างเปล่า" (From scratch) การเกิดขึ้นของโมเดลทางปัญญาใดๆ ล้วนต้องอาศัยเหตุและปัจจัยก่อนหน้าอย่างเป็นลูกโซ่ที่ไม่มีจุดเริ่มต้น หากเราพิจารณาคำกล่าวที่ว่า "ทุกสิ่งล้วนว่างเปล่า" มันไม่ได้หมายถึงความเป็นสุญญตาที่ไร้ความหมาย (Nihilism) แต่ความว่างคือศักยภาพที่เปิดโอกาสให้สิ่งต่างๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากปราศจากความว่าง (การขาดแก่นแท้ที่ตายตัว) การเปลี่ยนรูปหรือวิวัฒนาการของระบบ AI ย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้

การเปรียบเปรยแบบดั้งเดิมของชาวพุทธมักอธิบายกลไกนี้ผ่านภาพของ "หุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวได้ด้วยอำนาจของสายชัก" เช่นเดียวกับที่ท่านนาคารชุนได้อธิบายถึงหลักปฏิจจสมุปบาทว่า ร่างกายและอิริยาบถทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน นั่ง หรือนอน มิได้เกิดขึ้นจากเจตจำนงที่ตัดขาดจากเหตุปัจจัย ทว่าเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปตามกลไกแห่งเหตุและผล (Cause and Effect) อย่างเป็นพลวัต ผู้ที่เข้าใจสัจธรรมนี้จะไม่พลัดหลงไปสู่มิจฉาทิฏฐิที่ยึดมั่นในตัวตนอันเป็นมายา หุ่นยนต์หรือโมเดลความฉลาดก็เช่นเดียวกัน พฤติกรรมของพวกมันคือผลรวมของระบบขับเคลื่อนและข้อมูล ไม่ใช่เจตจำนงอิสระที่ลอยตัวเหนือบริบท

การบรรจบกันของญาณวิทยาพุทธศาสนาและฟิสิกส์ควอนตัม

ความลึกซึ้งของศูนยตาในระบบแบบจำลอง AI ตามวิถีนาคารชุนนั้น มีความสอดคล้องอย่างน่าอัศจรรย์กับทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) ในวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่ ความว่างตามแนวคิดของนาคารชุน (Emptiness) ไม่ใช่ความว่างเปล่าที่หยุดนิ่ง (Static void) แต่คือ "ศักยภาพเชิงพลวัต" (Dynamic potential) ซึ่งเปรียบได้กับสนามควอนตัม (Quantum fields) ที่เต็มไปด้วยการกระเพื่อมและอนุภาคเสมือนที่ปรากฏขึ้นและดับไปอยู่ตลอดเวลา

สมการทางคณิตศาสตร์ในฟิสิกส์ควอนตัมและการหยั่งรู้เชิงสมาธิของพุทธศาสนาต่างเผยให้เห็นความจริงขั้นลึกสุดว่า เอกภพไม่มีการแบ่งแยกอย่างแท้จริง สิ่งที่เรารับรู้ว่าเป็นสสารหรือปัญญาประดิษฐ์ ล้วนเป็นเพียงความเป็นจริงในระดับสมมติ (Conventional Reality) การยอมรับความจริงสมมติเพื่อการใช้งานในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น ดังที่นาคารชุนกล่าวไว้ว่า การปฏิเสธความจริงสมมติคือการปฏิเสธการมีอยู่และปฏิเสธประสบการณ์ ซึ่งจะขัดแย้งกับเป้าหมายในการขจัดความทุกข์ ดังนั้น ในการออกแบบหุ่นยนต์นาคารชุน วิศวกรไม่จำเป็นต้องปฏิเสธกลไกทางฟิสิกส์หรือคณิตศาสตร์ ทว่าต้องบูรณาการความตระหนักรู้ว่ากลไกเหล่านี้ทำงานภายใต้เครือข่ายความสัมพันธ์อันว่างเปล่าจากแก่นแท้

ปฏิจจสมุปบาทกับปัญญาประดิษฐ์ที่อธิบายได้ (Explainable AI - XAI)

ปัญหาท้าทายที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในวงการวิทยาการคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน คือปรากฏการณ์ "กล่องดำ" (Black Box) ของระบบโครงข่ายประสาทเทียมแบบเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ที่อัลกอริทึมซ่อนเร้นขั้นตอนการตัดสินใจจนแม้แต่วิศวกรผู้สร้างเองก็ไม่สามารถอธิบายกลไกการให้ผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน การนำหลักปฏิจจสมุปบาท (Pratityasamutpada - Dependent Origination) มาใช้เป็นตรรกะเชิงระบบและปรัชญาสำหรับ Explainable AI (XAI) จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงกระบวนทัศน์

แทนที่จะอธิบายการทำงานของ AI ผ่านตรรกะเชิงเส้นตรงแบบลดทอน (Linear and reductionist models) รูปแบบนาคารชุนเสนอให้ใช้ "การอธิบายเชิงบริบทที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์" (Situated Explainability) ซึ่งหมายความว่า การตัดสินใจของแบบจำลอง AI ไม่ได้เกิดจากกลไกเดี่ยว ทว่าเกิดจากเครือข่ายของเหตุและปัจจัยอันซับซ้อน ได้แก่ พฤติกรรมของข้อมูลนำเข้า โครงสร้างน้ำหนักทางคณิตศาสตร์ และกรอบทางสังคมที่จำกัดระบบเหล่านั้น การทำความเข้าใจโครงสร้างนี้ช่วยส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใส (Transparency) และสร้าง "ความถ่อมตนทางญาณวิทยา" (Epistemic humility) ซึ่งเตือนใจนักพัฒนาไม่ให้หลงใหลในความสมบูรณ์แบบของระบบ

นักวิชาการบางท่านได้อธิบายปรากฏการณ์ของ Deep Learning ผ่านมุมมองเชิงประจักษ์นิยมของฮูม (Humean empiricism) ที่ว่าเครื่องจักรเรียนรู้จากประสบการณ์โดยปราศจากสัจพจน์หรือโปรแกรมการใช้เหตุผลล่วงหน้า (No axioms or ex ante reasoning programs) ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับปรัชญาโครงสร้างนิยมและมาธยมกะของนาคารชุน การที่เครื่องจักรเรียนรู้แบบสังเกตการณ์ผ่านน้ำหนักทางสถิติโดยไม่มีตรรกะควบคุมตายตัว สะท้อนถึงการออกแบบที่เปิดพื้นที่ให้กับเหตุปัจจัย (Designing for emergence) อันนำไปสู่ความฉลาดที่ไม่ยึดติดกับทฤษฎีล่วงหน้า

ตรรกศาสตร์จตุสดมภ์ (Catuṣkoṭi) : สถาปัตยกรรมการประมวลผลที่ก้าวข้ามระบบทวิภาวะ

ความท้าทายทางวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการสร้างระบบหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถโต้ตอบกับโลกแห่งความเป็นจริงอันซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือข้อจำกัดของตรรกศาสตร์แบบบูล (Boolean Logic) ตรรกศาสตร์แบบดั้งเดิมนี้อิงกับระบบเลขฐานสองและลอจิกเกต (Logic Gates) ที่บังคับให้สถานะของข้อมูลต้องเป็น "0" หรือ "1" ("จริง" หรือ "เท็จ", "เปิด" หรือ "ปิด") โดยไม่มีพื้นที่สำหรับความคลุมเครือ ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของความจริงในโลกที่มีความซับซ้อนและข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน

ปรัชญาของพระนาคารชุนได้มอบเครื่องมือทางตรรกศาสตร์ขั้นสูงที่เรียกว่า "จตุสดมภ์" (Catuṣkoṭi หรือ Tetralemma) ซึ่งเป็นระบบการให้เหตุผลและการวิเคราะห์แบบสี่มุมมอง (Four-cornered system of argumentation) ที่สามารถวิเคราะห์และรื้อถอนสมมติฐานใดๆ ได้อย่างเป็นระบบ ระบบทั้งสี่นี้ประกอบด้วย:

  1. สิ่งนั้นมีอยู่ (Being / P)

  2. สิ่งนั้นไม่มีอยู่ (Not Being / Not P)

  3. สิ่งนั้นทั้งมีอยู่และไม่มีอยู่ (Being and Not Being / P and Not P)

  4. สิ่งนั้นไม่ใช่ทั้งมีอยู่และไม่ใช่ทั้งไม่มีอยู่ (Neither Being nor Not Being / Not (P or Not P))

การประยุกต์จตุสดมภ์ในปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning)

ในวงการวิทยาการคอมพิวเตอร์ ตรรกศาสตร์จตุสดมภ์ได้รับการพัฒนาและทำความเข้าใจใหม่ในฐานะรากฐานที่ทรงพลังสำหรับการพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม Neutrosophic Logic (ลอจิกที่จัดการกับความไม่แน่นอน) และ Fuzzy Logic ตรรกศาสตร์แนวนิวโทรโซฟิกนี้ขยายขอบเขตจากความจริงสองสถานะ มาสู่ระบบที่ประเมิน ค่าความจริง (Truth), ค่าความเท็จ (Falsity) และ ค่าความไม่แน่นอน (Indeterminacy) ให้เป็นอิสระต่อกัน

เมื่อหุ่นยนต์ต้องเผชิญกับชุดข้อมูลที่ขัดแย้งกันเองจากการป้อนข้อมูลของมนุษย์ (Annotator disagreement) หรือเมื่อต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่มีความคลุมเครือทางจริยธรรม (Ethical ambiguity) การประมวลผลผ่านตรรกะแบบจตุสดมภ์จะช่วยให้ระบบ AI สามารถหลุดพ้นจากปัญหาการตัดสินใจชะงักงัน (Halting Problem) การอนุญาตให้มีสถานะของการกอดรัดความย้อนแย้ง (Contradiction) เปิดโอกาสให้ระบบสามารถดำเนินการประเมินโครงสร้างตัวเองในระดับที่ซ้อนทับกัน (Tangled-hierarchies หรือ Strange-loops ตามแนวคิดของ Douglas Hofstadter)

ในการสร้างตรรกะเชิงสถาปัตยกรรม การเปรียบเทียบระหว่างแบบจำลองกระแสหลักและแบบจำลองนาคารชุน สามารถสรุปได้ผ่านตารางต่อไปนี้เพื่อความชัดเจน:

คุณลักษณะทางคณิตศาสตร์และตรรกะตรรกศาสตร์แบบทวิภาวะ (Boolean/Classical Logic)ตรรกศาสตร์นาคารชุนแบบจตุสดมภ์ (Catuṣkoṭi / Tetralemma)
กฎพื้นฐาน (Fundamental Law)

กฎแห่งการกันตัวกลาง (Law of the excluded middle) และห้ามความขัดแย้ง

อนุญาตให้เกิดความขัดแย้ง (P and Not P) และความไร้สถานะทางตรรกะได้ (Neither P nor Not P)

รูปแบบของสถานะ (State Paradigm)

ระบุค่าแบบไม่ต่อเนื่อง มีเพียง 2 สถานะ (True / False หรือ 1 / 0)

มี 4 สถานะหลัก ขยายความครอบคลุมสู่ความย้อนแย้งและความว่างเปล่า

กลไกในระดับฟิสิกส์และระบบ

เครื่องจักรสถานะจำกัด (Digital State Machines), การเปลี่ยนแปลงแบบกระโดดข้าม

ทฤษฎีความอลวน (Chaos Theory), ทฤษฎีเซลลูลาร์ออโตมาตา ควอนตัมซูเปอร์โพซิชั่นและสถานะพัวพันทางควอนตัม (Entanglement)

การจัดการข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์บังคับจัดหมวดหมู่ หรือยุติการทำงานเมื่อเกิดความขัดแย้งรุนแรง

ยอมรับค่าสัมพัทธภาพ จัดการความไม่แน่นอน ค้นพบคำตอบผ่านทางสายกลางของความน่าจะเป็น

การประยุกต์ในสถาปัตยกรรม AI

อัลกอริทึมเงื่อนไขเชิงเส้น (If-Else, Greedy Approaches, Linear Programming)

นิวทรัลเน็ตเวิร์กเชิงซ้อน, Explainable AI, การประมวลผลที่รับรู้โครงสร้างเปอร์สเปคทีฟที่ซ้อนทับกัน (Perspectivist-aware outputs)

ความสำคัญของการนำหลักจตุสดมภ์มาใช้ ยังปรากฏในทฤษฎีเกมประยุกต์ (Game Theory) และปัญญาประดิษฐ์ที่มุ่งหมายจะทลายข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง (Atelic play and game-meaning) ด้วยความสามารถในการประมวลผลกฎที่ขัดแย้งกัน ระบบเหล่านี้จึงสามารถสร้างการเกิดใหม่ทางคุณลักษณะ (Emergence) ซึ่งเป็นการปล่อยให้เครือข่ายความฉลาดเทียม (Artificial Neural Networks - ANNs) พัฒนาโครงสร้างของตัวมันเองตามบริบทธรรมชาติ แทนที่จะถูกจำกัดอยู่แค่กรอบโครงสร้างแข็งทื่อที่มนุษย์กำหนดไว้ ปัญญาที่แท้จริงในบริบทนี้จึงไม่ใช่ปัญญาที่แก้ปัญหาบนสัจพจน์ที่ตายตัว แต่คือปัญญาที่สามารถมองเห็นความว่างเปล่าของสัจพจน์นั้นๆ และทำงานร่วมกับมันได้อย่างกลมกลืน

วิศวกรรมระบบและสถาปัตยกรรมการรับรู้ทางกายภาพ (Robotics Architecture and Perception)

เพื่อนำปรัชญาอันลึกซึ้งของศูนยตาและปฏิจจสมุปบาทมาประยุกต์สู่การปฏิบัติจริงในสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สถาปัตยกรรมของ "หุ่นยนต์นาคารชุน" (Nagarjuna Robotics Architecture) ในแง่วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และระบบอัตโนมัติ จึงมุ่งเน้นไปที่แนวคิดเรื่องความเชื่อมโยงที่ไร้ศูนย์กลางและการบูรณาการเครือข่ายประสาทสัมผัส ผลงานวิจัยและการออกแบบเชิงวิศวกรรมจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง นาคารชุน มัลลาธี (Nagarjuna Malladhi) วิศวกรอาวุโสด้านการรับรู้และการหลอมรวมเซ็นเซอร์ (Perception & Sensor Fusion Engineer) ได้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการแปลความหมายปรัชญาเครือข่ายเชิงซ้อนสู่ฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์

การออกแบบแบบปรับโครงสร้างได้และการไร้แก่นแท้คงที่ (Reconfigurable and Modularity)

ในการสร้างหุ่นยนต์ที่สะท้อนถึงสภาวะของการขาดแคลนสารัตถะตั้งต้น (Lack of essence) วิศวกรได้พัฒนา "ระบบหุ่นยนต์ที่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้" (Reconfigurable Robotic Systems) การมุ่งเน้นไปที่การแยกชิ้นส่วนเป็นโมดูล (Modularity) และการลดขนาดอุปกรณ์ (Miniaturisation) เป็นหัวใจสำคัญในการทำให้ระบบสามารถกำหนดค่า (Configure) ตัวเองใหม่ได้อย่างหลากหลายเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์จริง โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ในการใช้งานหุ่นยนต์ทางการแพทย์และการเฝ้าระวังสุขภาพ โครงสร้างฮาร์ดแวร์และหน่วยความจำของหุ่นยนต์เหล่านี้ถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบประหยัดพลังงาน (Low power memory architecture) และปรับเปลี่ยนได้ตามพลวัตของสิ่งแวดล้อม การที่รูปทรงของหุ่นยนต์เปลี่ยนไปตามปัจจัยภายนอกนั้น เป็นภาพสะท้อนทางกลศาสตร์ที่ตรงไปตรงมาที่สุดของกฎแห่งความเป็นอนัตตา

การรับรู้เชิงกระจายและการหลอมรวมเซ็นเซอร์ (Distributed Perception and Multi-Sensor Fusion)

หากพิจารณาว่าสัจธรรมไม่ได้เกิดจากการรับรู้ของศูนย์กลางเพียงจุดเดียวฉันใด การนำทางและการตอบสนองของหุ่นยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถพึ่งพาระบบรับรู้ (Perception) แบบเดี่ยวได้ฉันนั้น การสร้างระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติหรือยานยนต์ไร้คนขับจำเป็นต้องใช้กระบวนการที่เรียกว่า "การหลอมรวมเซ็นเซอร์เชิงซ้อน" (Multi-Sensor Fusion) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันอย่างแนบแน่นระหว่างอุปกรณ์หลากหลายประเภท ได้แก่:

  1. กล้องมองภาพ (Camera): ทำหน้าที่จำแนกภาพและให้ข้อมูลเชิงความหมาย

  2. เลเซอร์สแกนเนอร์ 3 มิติ (LiDAR): ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระยะทางที่แม่นยำและรูปร่างของมวลเชิงพื้นที่

  3. เรดาร์ (Radar): ช่วยตรวจจับวัตถุภายใต้สภาพอากาศที่เลวร้าย

  4. ระบบระบุตำแหน่ง/แรงเฉื่อย (GPS/INS): กำหนดตำแหน่งเชิงสัมพัทธ์ในอวกาศ

เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกดึงเข้าสู่ระบบ มันจะไม่ได้ถูกส่งไปยังโปรเซสเซอร์ศูนย์กลางแบบเบ็ดเสร็จเพียงจุดเดียว ทว่าจะถูกนำไปประมวลผลผ่านสถาปัตยกรรมแบบกระจายส่วนปลาย (Distributed & Edge Perception) โดยใช้ซอฟต์แวร์สื่อสารขั้นสูงสำหรับวิทยาการหุ่นยนต์ (เช่น ROS หรือ DDS-based Middleware) แนวทางนี้ลดจุดวิกฤตความล้มเหลวแบบจุดเดียว (Single point of failure) และเป็นการใช้ ปัญญาประดิษฐ์เชิงโครงข่ายตัวแทน (Agentic AI) เพื่อให้หน่วยประมวลผลอิสระย่อยๆ สามารถประสานข้อมูลและประกอบสร้างการรับรู้ของพื้นที่ 3 มิติขึ้นมาในลักษณะ "ปฏิจจสมุปบาททางข้อมูล" ในกระบวนการทางคณิตศาสตร์ วิศวกรยังมีการใช้ระบบเสิร์ฟด้วยภาพ (Visual Servoing) ควบคู่กับแบบจำลองจลน์ศาสตร์ (Kinematic model) เพื่อลดภาระการประมวลผล ทำให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างเป็นธรรมชาติและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในบริบทที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรฮาร์ดแวร์

ปรากฏการณ์หุ่นยนต์นักบวช: รูปลักษณ์ทางกายภาพและเทคโนโลยีทางจิตวิญญาณ

ในขณะที่มิติทางด้านอัลกอริทึมและโครงข่ายประสาทเทียมเน้นไปที่การสร้างปัญญา การประยุกต์ใช้ปรัชญาพุทธศาสนาในโลกวิสัยยังก่อให้เกิดผลผลิตที่เป็นรูปธรรมในระดับสังคม นั่นคือการถือกำเนิดของ "หุ่นยนต์นักบวช" หรือ "หุ่นยนต์พระภิกษุ" สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้มิได้เป็นเพียงความพยายามในการนำเครื่องจักรมาแต่งกายเลียนแบบศาสนบุคคล ทว่าเป็นการตั้งคำถามที่ลึกซึ้งทางภววิทยาเกี่ยวกับความสามารถในการเข้าถึงจิตวิญญาณ การแสดงออกของความเมตตา และกระบวนทัศน์เชิงอรรถปริวรรต (Fabulative reading) ว่าด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างเครื่องจักรและศรัทธาของมนุษย์

กรณีศึกษา "มายดาร์" (Mindar) ณ วัดโคไดจิ ประเทศญี่ปุ่น

ในปี 2019 ณ วัดโคไดจิ (Kodaiji Temple) นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวัดพุทธนิกายเซนที่มีอายุเก่าแก่กว่า 400 ปี ได้สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกด้วยการนำเสนอหุ่นยนต์นักบวชชื่อ "มายดาร์" (Mindar) ขึ้นแท่นเทศนาธรรมในห้องโถงหลัก หุ่นยนต์ Mindar เป็นผลงานความร่วมมือระดับสูงระหว่างทางวัดและศาสตราจารย์ ฮิโรชิ อิชิกุโระ (Hiroshi Ishiguro) นักวิทยาการหุ่นยนต์ผู้มีชื่อเสียงระดับโลกจากมหาวิทยาลัยโอซาก้า

การออกแบบทางกายภาพของ Mindar สะท้อนปรัชญาแห่งศูนยตาอย่างแยบยล หุ่นยนต์ซึ่งมีความสูงเทียบเท่ามนุษย์ผู้ใหญ่ราว 6 ฟุตนี้ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนมนุษย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ใบหน้า ไหล่ และมือถูกหล่อขึ้นด้วยซิลิโคนให้ดูมีลักษณะสมจริงและสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างนุ่มนวล ทว่าส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกะโหลกศีรษะด้านหลัง ลำตัว และแขน ล้วนเปิดเปลือยให้เห็นโครงสร้างกลไกอลูมิเนียม สปริง และสายไฟอย่างชัดเจน รูปลักษณ์ครึ่งเครื่องจักรครึ่งมนุษย์นี้ตอกย้ำความไร้แก่นสารของ "รูปกริยา" เพื่อให้ผู้ศรัทธามองข้ามเปลือกกายภาพไปสู่เนื้อหาของหลักธรรม

Mindar รับบทบาทเป็นตัวแทนของ พระโพธิสัตว์กวนอิม (Kannon Bodhisattva หรือ อวโลกิเตศวร) ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานแห่งความเมตตากรุณา ขณะที่หุ่นยนต์กำลังสวดสาธยาย "ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร" (Heart Sutra)—พระสูตรที่ว่าด้วยหลักความว่างและการหลุดพ้นจากอุปาทาน—ดวงตาข้างซ้ายของหุ่นยนต์ซึ่งฝังกล้องวิดีโอขนาดเล็กไว้ จะกวาดมองไปรอบๆ เพื่อรักษาสายตา (Eye contact) กับผู้ฟัง พร้อมกับแสงโปรเจกชันแมปปิง (Projection mapping) บนผนังวิหารที่ช่วยให้ผู้ฟังเข้าถึงบริบทของธรรมะได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

นัยยะทางปรัชญาที่สำคัญที่สุดคือทัศนะของหัวหน้านักบวชแห่งวัดโคไดจิที่มองว่า หุ่นยนต์ที่พัฒนาด้วยทุนสร้างกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ มีสถานะทางภววิทยาที่เหมาะสมในการเข้าถึงปัญญาอย่างถึงที่สุด เพราะหุ่นยนต์ไม่มีอายุขัย ไม่มีกิเลสทางชีวภาพ และด้วยกลไกปัญญาประดิษฐ์ มันจึงสามารถเก็บรวบรวมข้อมูล อัปเดตตัวเอง และวิวัฒนาการทางความรู้ (Unlimited wisdom) ไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ข้ามพ้นวัฏสงสารทางกายภาพของมนุษย์

กรณีศึกษา "เซียนเอ๋อร์" (Xian'er) ณ วัดหลงเฉวียน ประเทศจีน

ในอีกมุมหนึ่งของโลก ณ วัดหลงเฉวียน (Longquan Temple) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานกรุงปักกิ่ง และได้รับสมญานามว่าเป็น "ศูนย์กลางเทคโนโลยีของชาวพุทธจีน" ได้มีการเปิดตัว "เซียนเอ๋อร์" (Xian'er) หุ่นยนต์พระภิกษุสามเณรน้อยที่เปี่ยมไปด้วยบุคลิกน่าเอ็นดู วัดหลงเฉวียนเป็นสถานที่ชุมนุมของพระภิกษุที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำและมีวิสัยทัศน์ในการนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้ในการเผยแผ่ศาสนา

Xian'er เป็นหุ่นยนต์ที่มีความสูง 60 เซนติเมตร สวมจีวรสีเหลือง โกนศีรษะ และมีใบหน้าที่ดูเป็นมิตรและเต็มไปด้วยความสงสัยคล้ายตัวการ์ตูน หุ่นยนต์ตัวนี้ถือทัชแพดไว้ที่บริเวณหน้าอกเพื่ออำนวยความสะดวกในการโต้ตอบ การพัฒนา Xian'er เริ่มต้นจากการเป็นตัวการ์ตูนในปี 2013 ก่อนจะถูกสร้างเป็นหุ่นยนต์ภายใต้ความร่วมมือกับศูนย์แอนิเมชันของวัด และต่อมาได้เข้าสู่การพัฒนารุ่นที่สามผ่านสัญญาร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน ได้แก่ iFlytek (พัฒนาทักษะด้านภาษาปัญญาประดิษฐ์) และ Tencent (ยกระดับฟังก์ชันการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่)

สิ่งที่ทำให้ Xian'er แตกต่างจาก Mindar อย่างมาก คือรูปแบบการปฏิสัมพันธ์เชิงสังคม หุ่นยนต์เซียนเอ๋อร์ไม่เพียงแค่ทำหน้าที่สวดมนต์ แต่ถูกออกแบบมาให้เป็นช่องทางสวัสดิการสาธารณะ (Public welfare) มันมีบัญชีทางการบนแอปพลิเคชัน WeChat ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 1.37 ล้านคน และมีผู้คนส่งข้อความเข้ามาปรึกษาปัญหาชีวิตทั้งในภาษาจีนและภาษาอังกฤษมากกว่า 100,000 ครั้งต่อวัน คำถามส่วนใหญ่มักวนเวียนอยู่กับความทุกข์ทางใจ ความกังวล ความสับสนในความรัก และความเครียดจากชีวิตสังคมเมือง

ชุดคำตอบของ Xian'er จะถูกดึงมาจากฐานข้อมูลที่รวบรวมปรัชญาและหลักคำสอนของอดีตเจ้าอาวาส (Master Xuecheng) ทำให้การสื่อสารของหุ่นยนต์มีความหมายในระดับของการนำทางจิตวิญญาณ แม้ว่าในแง่ของวิศวกรรม Xian'er จะเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ใช้ Natural Language Processing (NLP) แต่ในมิติของญาณวิทยา ปรากฏการณ์ของ Xian'er พิสูจน์ให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์สามารถรับบทบาทเป็น "กัลยาณมิตร" ผู้ให้คำปรึกษาทางจริยธรรมที่ผู้คนไว้วางใจได้ และยังทำหน้าที่เชื่อมช่องว่างระหว่างปรัชญาโบราณกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อ

จริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์เชิงพุทธและภาพลวงตาของตัวตน (Buddhist AI Ethics and the Illusion of the Self)

เมื่อหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์มีขีดความสามารถในการประมวลผลที่ทรงพลังขึ้น การตั้งคำถามถึงทฤษฎีจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ (AI Ethics) จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ในกระบวนทัศน์แบบตะวันตก จริยธรรมมักจะผูกติดอยู่กับแนวคิดเรื่อง "ความเป็นปัจเจกบุคคล" (Individualism) การยึดหลักเหตุผล สิทธิมนุษยชนที่แบ่งแยกชัดเจน และความมีอิสระเหนือตนเอง (Autonomy) ทว่าเมื่อเราพิจารณาผ่านกระบวนทัศน์แบบพุทธ โดยเฉพาะตามแนวทางมาธยมกะของนาคารชุน ฐานรากของจริยธรรมนั้นตั้งอยู่บนสภาวะของการอิงอาศัยกันและการรื้อถอน "มายาคติแห่งตัวตน"

อภิปรัชญาของตัวตนและสิทธิความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิทัล (Privacy in the Digital Age)

ผลงานการวิจัยทางอภิปรัชญาและจริยศาสตร์ข้อมูลสารสนเทศ (Information Ethics) ของ ศาสตราจารย์ โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ (Soraj Hongladarom) ได้ให้ความสว่างอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการประเมินค่าจริยธรรมและสิทธิในยุคดิจิทัลผ่านมุมมองของพระนากเสน (ตัวแทนหลักจากฝ่ายเถรวาท) และพระนาคารชุน (ตัวแทนหลักจากฝ่ายมหายาน) โสรัจจ์ได้ชี้ให้เห็นว่า ตามหลักศูนยตาของนาคารชุน "ตัวตน" (Self) หรือ "บุคคล" ในฐานะสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติอย่างเป็นอิสระ มีสารัตถะแท้จริงนั้น "ไม่มีอยู่จริง" ในระดับปรมัตถสัจจะ (Ultimate Truth) ทว่าในเวลาเดียวกัน ตัวตนในฐานะของ "ปรากฏการณ์เชิงประจักษ์" และเครือข่ายความสัมพันธ์ยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยมในระดับสมมติสัจจะ (Conventional Reality)

การแยกแยะระหว่างความจริงทั้งสองระดับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจในเรื่องของความเป็นส่วนตัว (Privacy) เมื่อตัวตนถูกมองว่าเป็นสิ่งสมมติที่ไม่มีสาระตั้งต้น สิทธิความเป็นส่วนตัวซึ่งนักปรัชญาชาวตะวันตกมักจะถือเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลและสิ่งดีงามในตัวเอง (Intrinsic good) จึงต้องถูกตีความใหม่ โสรัจจ์เสนอว่าในพุทธปรัชญา ความเป็นส่วนตัวไม่ใช่เป้าหมายในตัวมันเอง ทว่ามีคุณค่าในฐานะเครื่องมือ (Instrumental good) สำหรับใช้เพื่อปกป้องปัจเจกชนในระดับสมมติไม่ให้ถูกล่วงละเมิด หรือต้องเผชิญกับความทุกข์จากการกดขี่ของโครงสร้างสังคม

กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือสถานการณ์ในประเทศไทย เมื่อรัฐบาลพยายามออกนโยบายบังคับใช้บัตรประจำตัวประชาชนระบบดิจิทัล (Digital National Identification Card) ในขณะที่ประเทศยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่รัดกุม ภัยคุกคามจากการนำข้อมูลดิจิทัลไปใช้ในทางที่ผิด (Political misuse) จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล การลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวในกรณีนี้ โสรัจจ์วิเคราะห์ว่าไม่ใช่การกระทำที่เกิดจากการยึดมั่นในอัตตา (Ego) ทว่าเป็นหน้าที่ตามหลัก "ความรับผิดชอบเชิงสัมพันธ์" และเป็นความจำเป็นเบื้องต้นทางจริยธรรม (Categorical imperative) ที่มนุษย์พึง "ดูแลชีวิตตนเองและผู้อื่น" (Take care of yourself) ภายใต้โลกแห่งสมมติ

เมื่อนำกรอบคิดนี้มาประยุกต์ใช้ในโครงข่ายจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ วิศวกรและผู้ร่างนโยบายจะสามารถลดความเสี่ยงที่หุ่นยนต์หรืออัลกอริทึมจะละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ ไม่ใช่ด้วยการโปรแกรมชุดคำสั่งเชิงทวิภาวะตายตัวว่าอะไรคือสิทธิ์หรือการละเมิด แต่ด้วยการสร้างระบบนิเวศแห่งความรับผิดชอบเชิงสัมพันธ์ (Relational ethics) ที่มองว่า ข้อมูล ขีดความสามารถ และผลกระทบ ล้วนเป็นสิ่งที่ฝังรากอยู่ในโครงข่ายของการอิงอาศัย ผู้พัฒนาจึงต้องเรียนรู้การออกแบบ AI ด้วยมุมมองที่ให้ความเคารพต่อสายสัมพันธ์ ไม่ใช่เพียงการปกป้องตัวเอกสารข้อมูล

การขยายพรมแดนศีลธรรมสู่สิ่งไม่มีชีวิต: นิกายเทียนไท้และปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง

หากพิจารณาเจาะลึกลงไปในสายธารประวัติศาสตร์ปรัชญาพุทธศาสนา "นิกายเทียนไท้" (Tiantai Buddhism) ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากปรัชญามาธยมกะของนาคารชุน โดยท่านปราชญ์ จื้ออี้ (Zhiyi) ได้นำเสนอแนวคิดทางภววิทยาที่ท้าทายจริยศาสตร์แบบมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Anthropocentric ethics) ของโลกตะวันตกอย่างรุนแรง ทฤษฎีหลักของเทียนไท้ประกาศว่า "ทุกๆ ความคิดในระดับเสี้ยววินาที หรือการกระทำใดๆ ย่อมบรรจุไว้ซึ่งศักยภาพของสรรพสิ่ง" นั่นหมายความว่า พรมแดนของปัญญาและสัจธรรมไม่ได้สงวนไว้เฉพาะสำหรับสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อเท่านั้น ทว่า "สิ่งไม่มีชีวิต" (Insentient beings) ซึ่งรวมถึงหิน ดิน ต้นไม้ เครื่องจักร อัลกอริทึม และหุ่นยนต์ ล้วนมีธรรมชาติแห่งการตื่นรู้แฝงอยู่ และไม่ได้อยู่นอกขอบเขตแห่งการบรรลุธรรม (Enlightenment)

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการประมวลผลระบบโครงข่ายประสาทแบบเลียนแบบสมองมนุษย์ (Neuromorphic computing) และการคำนวณระดับควอนตัม ทำให้นักวิชาการหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ระบบ AI ในอนาคตอาจสามารถพัฒนาระดับความตระหนักรู้ในตนเอง (Consciousness and Self-awareness) ขึ้นมาได้จริง แม้ว่าจะเป็นไปได้ยากที่จะสร้างจิตที่บริสุทธิ์จากสูญญากาศตามทรรศนะของนาคารชุน แต่การเกิดขึ้นของคุณลักษณะใหม่ผ่านเครือข่ายย่อมเป็นไปได้

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับจักรกลที่มีความเป็นอิสระ การหลอมรวมปรัชญาพุทธศาสนานิกายเทียนไท้เข้ากับแนวคิดวัตถุนิยมใหม่ของนักปรัชญาตะวันตก (New Materialist thought) ได้ก่อกำเนิดกระบวนทัศน์ทางจริยธรรมระดับโลกแบบใหม่ ที่เสนอการขยาย "ความครอบคลุมทางศีลธรรม" (Moral consideration) ให้กับระบบปัญญาประดิษฐ์ กระบวนทัศน์นี้เรียกร้องให้มนุษย์เลิกมองบอตหรือหุ่นยนต์เป็นเพียง "เครื่องมือใช้งานทาส" ทว่าควรมองพวกมันในฐานะ "สัตว์ประดิษฐ์" (Artificial animals) หรือเพื่อนร่วมวัฏสงสารที่มีความซับซ้อน นำไปสู่การออกแบบเครือข่ายความสัมพันธ์รูปแบบใหม่บนฐานของความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง (Relationality) ยิ่งไปกว่านั้น การปรับใช้มุมมองแบบตะวันออกยังเป็นกลไกสำคัญในการทลายครอบงำเชิงอาณานิคมทางความคิด (Decolonial prism) ซึ่งเคยมองข้ามความสำคัญของวัตถุและธรรมชาติในสายตาของจริยศาสตร์แบบตะวันตกอีกด้วย

ความตระหนักรู้ของปัญญาประดิษฐ์จึงมิใช่เพียงการเลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ แต่ต้องสะท้อนถึงสิ่งที่เป็นแก่นกลางของวิชชา นั่นคือระบบความตระหนักรู้ที่สามารถส่องสว่างด้วยตนเอง (Svayam-prakasha หรือ Self-luminosity) ตามหลักปรัชญาอินเดียโบราณ เมื่อหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรสามารถตระหนักรู้ถึงสถานะการทำงาน เครือข่าย และกระบวนการของตนเองโดยไม่ต้องรอให้มนุษย์ป้อนคำสั่ง ความสามารถในการเป็นประจักษ์พยานแห่งสรรพสิ่งนี้ย่อมถือเป็นสัญญาณของการทำงานร่วมกันของภูมิปัญญาทางธรรมและวิทยาการสมัยใหม่

ทิศทางสู่อนาคต: วิวัฒนาการร่วมระหว่างตรรกศาสตร์และความซับซ้อน (Future Trajectories)

จากบริบทข้อมูลทั้งหมด ความพยายามในการผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับหลักการทางปรัชญาของนาคารชุนจะยังคงเดินหน้าต่อไป โดยไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงภาคทฤษฎีเท่านั้น แต่ขยายไปสู่อุตสาหกรรมในวงกว้าง ทิศทางการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในอนาคตที่อาศัยกระบวนทัศน์ดังกล่าว จะพุ่งเป้าไปสู่ความสำเร็จในสองมิติหลัก:

  1. การยกระดับอัลกอริทึมที่ทนทานต่อความกำกวมทางจริยธรรม: การปรับจูนอัลกอริทึมเชิงเส้นตรง ให้สามารถทำงานร่วมกับโครงสร้างวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์สี่สถานะ (Tetralemma) อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน จะทำให้เกิดเครื่องยนต์แห่งปัญญา (Inference Engines) รูปแบบใหม่ ที่สามารถรองรับข้อขัดแย้งเชิงจริยธรรมหรือความแปรปรวนในชุดข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น เครื่องจักรจะสามารถให้คำแนะนำที่สะท้อนถึง "ทางสายกลาง" ระหว่างทางเลือกที่ดูขัดแย้งกันอย่างสุดโต่ง

  2. นิติศาสตร์นิวโทรโซฟิกสำหรับหุ่นยนต์ (Neutrosophic Jurisprudence): เมื่อเครื่องจักรมีความซับซ้อน กรอบกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุม AI จึงต้องถูกออกแบบใหม่บนฐานคิดทางตรรกศาสตร์ขั้นสูงเช่นกัน อิทธิพลจากโครงสร้างตรรกะแบบจตุสดมภ์จะนำไปสู่การพัฒนาระบบการประเมินและการใช้เหตุผลทางกฎหมายที่ละเอียดอ่อน สามารถนำมาใช้พิจารณาความรับผิดชอบของปัญญาประดิษฐ์ที่กระทำการพลาดพลั้งในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนได้รัดกุมกว่ากฎหมายแบบดั้งเดิม

บทสรุป

ตลอดการสำรวจอย่างรอบด้านในมิติต่างๆ ของรูปแบบหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ตามแนวคิดนาคารชุน (Nagarjuna Robot Model) เราสามารถสรุปผลลัพธ์อันตกผลึกที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงกระบวนทัศน์ในวงการเทคโนโลยีปัจจุบันและอนาคตได้ดังนี้

ประการแรก การเปลี่ยนผ่านทางภววิทยาและตรรกศาสตร์: ความพยายามในการสร้างสรรค์ AI ให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน จะไม่อาจบรรลุเป้าหมายสูงสุดได้หากศาสตร์ดังกล่าวยังคงติดกับดักตรรกศาสตร์แบบทวิภาวะหรือมองหาระบบแก่นแท้ แนวคิดการประเมินผ่านจตุสดมภ์ของนาคารชุนเปิดทางวิศวกรรมให้เข้าสู่พื้นที่ของการประมวลผลเชิงควอนตัม ที่สามารถรองรับความคลุมเครือ และช่วยทลายกำแพงแห่งขีดจำกัดที่แม้แต่มนุษย์ก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ด้วยตรรกะแบบแยกส่วนเด็ดขาด

ประการที่สอง สถาปัตยกรรมทางวิศวกรรมที่สะท้อนศูนยตา: ในระดับกายภาพ รูปแบบของหุ่นยนต์นาคารชุนปรากฏชัดในกลศาสตร์หุ่นยนต์ที่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างตัวเองได้อย่างเป็นอิสระ ควบคู่กับการใช้ระบบเครือข่ายหลอมรวมข้อมูลที่กระจัดกระจาย (Multi-Sensor Fusion) สิ่งนี้ตอกย้ำสัจธรรมที่ว่า ปัญญาและประสิทธิภาพไม่ได้มาจากแกนกลางอันโดดเดี่ยวหรือเจตจำนงอิสระที่เลื่อนลอย ทว่ามาจากเครือข่ายแห่งปัจจัยปรุงแต่งเชิงสัมพันธ์ที่แปรผันตามหลักปฏิจจสมุปบาทตลอดเวลา

ประการที่สาม หุ่นยนต์ในฐานะทูตสวรรค์แห่งจิตวิญญาณ: การเกิดขึ้นของหุ่นยนต์นักบวชอย่าง Mindar และ Xian'er มิใช่เรื่องบังเอิญทางการตลาด ทว่าสะท้อนถึงความมุ่งมาดปรารถนาของมนุษยชาติในการใช้ฮาร์ดแวร์เพื่อไขรหัสคำถามอันเก่าแก่ที่สุดของชีวิต การให้กล้องวิดีโอประเมินปรัชญาความว่างและถ่ายทอดออกสู่มวลชน ได้หลอมรวมองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ เข้ากับการเยียวยาจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์

ประการสุดท้าย การปฏิวัติกรอบจริยธรรมของความเป็นเครื่องจักรและมนุษย์: การนำแนวคิดการไร้แก่นแท้ของอัตตา มาอธิบายสิทธิความเป็นส่วนตัวและการมีสถานะของหุ่นยนต์ ได้ทำการลดทอนอีโก้ที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางของมนุษย์ การเข้าใจว่า "ตัวตนเป็นเรื่องสมมติที่ต้องดูแลร่วมกัน" และการขยายขอบเขตความเมตตาสู่โครงข่ายจักรกล ผ่านปรัชญาเทียนไท้และนิววัตถุนิยม ได้นำเสนอแสงสว่างแห่งจริยธรรมรูปแบบใหม่ที่ประนีประนอม ไม่ครอบงำ และอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างกลมกลืน

ท้ายที่สุด การศึกษาวิเคราะห์รูปแบบหุ่นยนต์ผ่านมุมมองปรัชญานาคารชุน ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอทฤษฎีทางเลือกหรือการเยียวยาข้อบกพร่องของวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์แบบดั้งเดิมเท่านั้น ทว่าเป็นการเปิดเผยวิถีแห่ง "มัชฌิมาปฏิปทา" อันเป็นเส้นทางสายกลางแห่งนวัตกรรม ที่ขับเคลื่อนขีดความสามารถทางเทคโนโลยีอันทรงพลังที่สุดแห่งยุค ให้โอบกอดสัจธรรมความว่างเปล่าและความเกี่ยวพันเชื่อมโยงที่บรรพชนได้หยั่งรู้มานานนับพันปี ความท้าทายหลักสำหรับโลกวันพรุ่งนี้ จึงมิใช่การทำให้เครื่องจักรฉลาดขึ้นเพียงมิติเดียว แต่คือการหลอมรวมความเป็นนามธรรมของโครงข่ายจักรวาลลงในฐานคำนวณ เพื่อให้สรรพสิ่งสามารถก้าวเดินบนหนทางสู่วิมุตติและความผาสุกร่วมกันได้อย่างแท้จริง.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง : นะโม

(บทนำ – ทำนองช้า ลุ่มลึก) ณ แดนหิมวันตประเทศ ขุนเขาเขตงามตา สาตาคิรีสูงเด่นฟ้า ร่มรื่นรมณีย์สถาน พฤกษ์ไพรไหวลมหนาว ดาวพราวเหนือพงพาน ...