ลาวเล็งดัน “ลาบ” ขึ้นมรดกภูมิปัญญา UNESCO ปี 2026 นักวิชาการชี้ ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์จากแข่งสู่ร่วมมือ
การที่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เดินหน้าเสนอชื่อ “ลาบ” (Larb) เข้าสู่บัญชีรายชื่อตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) ต่อ UNESCO ในรอบปี 2026 ได้กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงวัฒนธรรมและการทูตของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะต่อประเทศไทยซึ่งวางยุทธศาสตร์ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” มานานกว่าสองทศวรรษ
ผลกระทบต่อไทยกรณีลาวเล็งลาบขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ UNESCO
บทคัดย่อ
รายงานวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการศึกษาเชิงลึกและการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม จากกรณีที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ดำเนินการเสนอชื่อ "ลาบ" (Larb) เพื่อรับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage - ICH) ขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ในรอบปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) รวมถึงการเตรียมการเสนอ "พิธีสู่ขวัญ" (Baci/Su Khuan Ceremony) ในลำดับถัดไป การศึกษานี้ใช้กรอบแนวคิดเรื่อง "ชาตินิยมทางอาหาร" (Gastro-nationalism) และ "การทูตเชิงวัฒนธรรม" (Cultural Diplomacy) เพื่อถอดรหัสพลวัตของการแข่งขันและการช่วงชิงพื้นที่ความทรงจำร่วมทางประวัติศาสตร์ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยพิจารณาถึงนัยสำคัญต่อสถานะ "ครัวไทยสู่ครัวโลก" (Thai Kitchen to the World) ของประเทศไทย การศึกษานี้ไม่เพียงแต่สำรวจรายละเอียดทางเทคนิคของกระบวนการเสนอชื่อ แต่ยังเจาะลึกถึงรากฐานทางมานุษยวิทยาของวัฒนธรรมการบริโภคของกลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะได (Tai-Kadai) เพื่อเสนอแนะแนวทางยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการมรดกวัฒนธรรมร่วม (Shared Heritage) ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่ทำให้เส้นแบ่งพรมแดนทางวัฒนธรรมพร่าเลือน
1. บทนำ: บริบทของพลวัตทางวัฒนธรรมในอุษาคเนย์
1.1 ความเป็นมาและนัยสำคัญของปัญหา
ในศตวรรษที่ 21 วัฒนธรรมได้แปรเปลี่ยนสถานะจากวิถีชีวิตดั้งเดิมมาเป็นทรัพยากรเชิงอำนาจ (Soft Power Resource) ที่รัฐชาติใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสร้างอัตลักษณ์ในเวทีโลก ปรากฏการณ์ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ประกาศเจตจำนงในการเสนอชื่อ "ลาบ" (Larb) เข้าสู่บัญชีรายชื่อตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) ในรอบการพิจารณาปี 2026
สำหรับประเทศไทย ซึ่งได้วางรากฐานนโยบายการทูตเชิงอาหาร (Gastro-diplomacy) มาอย่างยาวนานภายใต้ยุทธศาสตร์ "ครัวไทยสู่ครัวโลก" (Kitchen of the World) ตั้งแต่ปี 2002
1.2 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา
รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นในหลายมิติ โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญดังนี้:
การตรวจสอบข้อเท็จจริง: สำรวจสถานะ รายละเอียด และกระบวนการทางเทคนิคของการเสนอชื่อ "ลาบ" และ "พิธีสู่ขวัญ" ของ สปป.ลาว ต่อ UNESCO
การวิเคราะห์เชิงมานุษยวิทยา: สืบสาวรากเหง้า พัฒนาการ และความหมายทางสังคมของวัฒนธรรมการกินลาบและพิธีกรรมขวัญในกลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะได เพื่อทำความเข้าใจบริบทของ "มรดกร่วม" (Shared Heritage)
การประเมินผลกระทบ: วิเคราะห์ผลกระทบต่อประเทศไทยในมิติเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยใช้กรอบคิดเรื่อง Soft Power และ Gastro-nationalism
การเสนอแนะยุทธศาสตร์: เสนอแนวทางการปรับตัวและการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทย เพื่อเปลี่ยนผ่านจาก "การแข่งขัน" (Competition) สู่ "ความร่วมมือ" (Cooperation) ในการจัดการมรดกวัฒนธรรม
2. สถานะปัจจุบันและกระบวนการเสนอชื่อต่อ UNESCO ของ สปป.ลาว
2.1 ไทม์ไลน์และกระบวนการพิจารณาในรอบปี 2026
ข้อมูลจากการสืบค้นเอกสารเผยแพร่ของ UNESCO และรายงานข่าวระบุว่า สปป.ลาว ได้ดำเนินการยื่นเอกสารเสนอชื่อ "ลาบ" (Larb) เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล (Completeness Check) สำหรับวงรอบการพิจารณาปี 2026 อย่างเป็นทางการ
ตารางที่ 1: ปฏิทินการดำเนินงานและการพิจารณาของ UNESCO สำหรับการเสนอชื่อ "ลาบ" ของ สปป.ลาว
| ช่วงเวลา | กิจกรรมสำคัญ | สถานะ/รายละเอียด |
| ก่อน มีนาคม 2025 | การยื่นแฟ้มข้อมูลเสนอชื่อ (Nomination File Submission) | สปป.ลาว ยื่นเอกสารต่อสำนักเลขาธิการ UNESCO |
| มิถุนายน - กันยายน 2025 | การตรวจสอบเบื้องต้น (Technical Completeness Check) | ฝ่ายเลขานุการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเอกสาร รูปภาพ และวีดิทัศน์ |
| ธันวาคม 2025 - มิถุนายน 2026 | การประเมินโดยองค์กรประเมิน (Evaluation Body) | ผู้เชี่ยวชาญอิสระและองค์กร NGO พิจารณาเนื้อหาตามเกณฑ์ R.1 - R.5 |
| พฤศจิกายน - ธันวาคม 2026 | การประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลฯ สมัยที่ 21 (21.COM) | การตัดสินใจขั้นสุดท้าย ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน |
การเสนอชื่อในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวของรัฐบาลลาวในการยกระดับมรดกทางวัฒนธรรมสู่สากล ดังเห็นได้จากความสำเร็จในการขึ้นทะเบียน "เสียงแคนเชื้อชาติลาว" (2017) และ "ลายนาคในผ้าทอ" (2023) มาก่อนหน้านี้
2.2 อัตลักษณ์และเนื้อหาในแฟ้มข้อมูลการเสนอชื่อ "ลาบ" ของลาว
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นที่ปรากฏในระบบของ UNESCO และสื่อทางการของลาว พบว่าการนำเสนอ "ลาบ" ของลาวนั้น มีความพยายามที่จะสร้างความแตกต่าง (Differentiation) จากความเข้าใจทั่วไปที่มองลาบเป็นเพียง "สลัดเนื้อสัตว์" (Meat Salad) โดยเน้นย้ำมิติดังต่อไปนี้:
แนวคิดเรื่อง "สำรับอาหาร" (The Meal Set Concept): เอกสารเสนอชื่อระบุอย่างชัดเจนว่า ลาบในวัฒนธรรมลาวนั้น มิได้ดำรงอยู่เป็นจานเดี่ยว แต่เป็นองค์ประกอบหลักของ "พาข้าว" หรือชุดอาหารที่สมบูรณ์ ซึ่งประกอบด้วย ลาบ ต้มซุป (Soup) ผักสดเครื่องเคียง (Fresh Vegetables) เครื่องจิ้ม (Dipping Sauce) และข้าวเหนียว (Sticky Rice) โดยเฉพาะข้าวเหนียวก่ำ (Purple sticky rice)
การนำเสนอลักษณะนี้เป็นการตีกรอบบริบททางวัฒนธรรมที่เน้นวิถีการกินแบบองค์รวม ภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากร (Resource Management & Zero Waste): จุดเด่นที่น่าสนใจในคำอธิบายคือ การเน้นย้ำเรื่องการลดของเสีย (Waste Minimization) โดยระบุว่าเนื้อสัตว์ถูกนำมาทำลาบ ในขณะที่กระดูกและส่วนที่เหลือถูกนำไปทำต้มซุป เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด
ประเด็นนี้สอดคล้องกับวาทกรรมสากลเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญในการพิจารณาของ UNESCO ความหลากหลายทางนิเวศวิทยาและฤดูกาล: แฟ้มข้อมูลระบุถึงความหลากหลายของลาบตามภูมิศาสตร์ เช่น "ลาบปลา" ที่ใช้วัตถุดิบจากแม่น้ำโขงและสาขาตามฤดูกาล และ "ลาบนก/สัตว์เล็ก" ในภาคเหนือของลาวที่มีการใช้สมุนไพรเฉพาะถิ่น เช่น มะแขว่น (Prickly ash) เพื่อให้รสเผ็ดร้อน
มิติทางสังคมและความเชื่อ: คำว่า "ลาบ" พ้องเสียงกับคำว่า "โชคลาภ" (Luck/Prosperity) ในภาษาลาว ทำให้ลาบเป็นเมนูบังคับในงานมงคล เช่น งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทศกาลปีใหม่ลาว (Pi Mai Lao) การกินลาบจึงมีนัยยะของการรับพรและความเป็นสิริมงคล
2.3 สถานะของ "พิธีสู่ขวัญ" (Baci Ceremony)
นอกเหนือจากลาบ รัฐบาลลาวยังได้แสดงเจตจำนงในการเสนอชื่อ "พิธีสู่ขวัญ" หรือ "บาซี" (Baci/Sou Khuan) เข้าสู่บัญชีมรดกโลกในลำดับถัดไป
3. การวิเคราะห์เชิงมานุษยวิทยา: รากเหง้าร่วมและความหลากหลายในอุษาคเนย์
เพื่อที่จะเข้าใจถึงผลกระทบและความซับซ้อนของกรณีนี้ จำเป็นต้องถอดรหัสรากฐานทางวัฒนธรรมที่ทับซ้อนกันระหว่าง "ลาว" และ "ไทย" โดยเฉพาะในบริบทของกลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะได (Tai-Kadai)
3.1 นิรุกติศาสตร์และพลวัตของ "ลาบ" (Larb)
คำว่า "ลาบ" ในทางนิรุกติศาสตร์ของกลุ่มภาษาไท-กะได มีความหมายเกี่ยวกับการกระทำ (Verb) คือการสับ หรือ ซอยเนื้อให้ละเอียด
การเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างและรสชาติ:
แม้จะมีชื่อเรียกเดียวกัน แต่ "ลาบ" ในแต่ละภูมิภาคมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ:
ลาบเมือง (Lanna Larb): มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดคือการใช้ "น้ำพริกลาบ" ซึ่งเป็นส่วนผสมของเครื่องเทศแห้ง (Dried Spices) นานาชนิด เช่น มะแขว่น (Zanthoxylum limonella), ดีปลี, เม็ดผักชี และพริกแห้งย่างไฟ ทำให้มีรสชาติเผ็ดร้อน (Spicy and Hot) และมีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว ลาบเมืองดั้งเดิมไม่นิยมใส่ข้าวคั่วและไม่บีบมะนาวให้มีรสเปรี้ยวโดด แต่เน้นรสเค็มจากเกลือหรือน้ำปลาและรสเผ็ดร้อนจากเครื่องเทศ
นอกจากนี้ยังนิยมใส่เลือดสด (ลาบเลือด/หลู้) ซึ่งสะท้อนวิถีลูกผู้ชายและการเฉลิมฉลอง ลาบอีสานและลาบลาว (Isan & Lao Larb): มีความคล้ายคลึงกันสูงในแง่ของโครงสร้างรสชาติ คือ เน้นรส "เปรี้ยว เค็ม เผ็ด" (Sour, Salty, Spicy) โดยใช้ "ข้าวคั่ว" (Roasted Rice Powder) เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างกลิ่นหอมและเนื้อสัมผัส ใช้พริกป่นแห้งในการให้ความเผ็ด และปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว และที่ขาดไม่ได้คือ "น้ำปลาร้า" หรือ "ปลาแดก" (Padaek)
ข้อสังเกตเชิงมานุษยวิทยา:
ในอดีต การทำลาบไม่ใช่กิจกรรมในชีวิตประจำวัน (Everyday Food) แต่เป็น "อาหารพิธีกรรม" (Ritual Food) ที่ต้องมีการล้มสัตว์ใหญ่ (วัว ควาย หมู) ในวาระพิเศษ เช่น งานบุญประเพณี งานแต่งงาน หรือการต้อนรับแขกสำคัญ
3.2 พิธีสู่ขวัญ (Baci/Su Khuan): จักรวาลวิทยาแห่งจิตวิญญาณ
พิธีสู่ขวัญ หรือ "บาซี" (Baci) หรือ "สูขวัญ" (Su Khuan) เป็นพิธีกรรมที่มีรากฐานมาจากความเชื่อดั้งเดิมแบบผี (Animism) ที่หยั่งรากลึกในภูมิภาคนี้ก่อนการเข้ามาของพุทธศาสนา หัวใจของพิธีกรรมคือความเชื่อเรื่อง "ขวัญ" (Khwan/Soul components) ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์มีขวัญ 32 ขวัญสถิตอยู่ตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
ความเชื่อมโยงข้ามพรมแดน:
พิธีกรรมนี้ปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายทั้งในลาว และภาคอีสานรวมถึงภาคเหนือของไทย (ประเพณีฮ้องขวัญ/บายศรีสู่ขวัญ) โดยมีโครงสร้างพิธีกรรมที่คล้ายคลึงกัน:
พาขวัญ (Phan Bai Sri): การจัดพานดอกไม้ใบตองรูปทรงกรวยเพื่อเป็นที่สถิตของขวัญ
หมอพร/หมอขวัญ (Mor Phon): ผู้นำประกอบพิธี สวดเรียกขวัญด้วยบทกลอนภาษาถิ่นหรือบาลี
การผูกแขน (Wrist Tying): การผูกด้ายสายสิญจน์สีขาวเพื่อรับขวัญและผูกมัดความเป็นสิริมงคล
แม้จะเป็นมรดกร่วม แต่ในบริบทของ สปป.ลาว "บาซี" ถูกยกระดับให้เป็น "พิธีกรรมแห่งชาติ" (National Ceremony) ที่มีความเป็นทางการสูง และถูกใช้ในระดับรัฐพิธีและการทูตเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
4. การวิเคราะห์ผลกระทบต่อประเทศไทย: มิติเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์
4.1 ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว (Gastro-economy Impact)
ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้อาหารเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้นโยบาย "ครัวไทยสู่ครัวโลก" (Thai Kitchen to the World) และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ซึ่งสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 700,000 ล้านบาทต่อปี
ความสับสนในอัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Dilution & Confusion): ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ร้านอาหารไทยทั่วโลกได้ผนวกเมนู "ลาบ" (Larb/Laab) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเมนูมาตรฐาน (Standard Menu) จนชาวต่างชาติจำนวนมากรับรู้ว่าลาบคืออาหารไทย
หากลาบได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของลาว อาจเกิดการตั้งคำถามถึง "ความถูกต้อง" (Authenticity) ของลาบที่เสิร์ฟในร้านอาหารไทย การแข่งขันในตลาดร้านอาหาร: ร้านอาหารลาวในต่างประเทศ (ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนน้อยกว่าร้านอาหารไทยมาก) อาจใช้ตราสัญลักษณ์ UNESCO เป็นจุดขาย (Unique Selling Point) ในการดึงดูดลูกค้าที่ต้องการลิ้มลอง "Original UNESCO Heritage Larb" ซึ่งอาจดึงส่วนแบ่งตลาดจากร้านอาหารอีสานในต่างแดนได้ในระดับหนึ่ง
ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Impact): ในอีกมุมมองหนึ่ง การที่ลาบมีชื่อเสียงระดับโลกมากขึ้น ย่อมส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบในการปรุงลาบเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น ข้าวคั่ว พริกป่น น้ำปลา น้ำปลาร้าปรุงสุก และสมุนไพรแห้ง ซึ่งประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
ดังนั้น ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค ไทยอาจได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของตลาดวัตถุดิบ แม้จะสูญเสียสถานะความเป็นเจ้าของทางวัฒนธรรมไปบ้างก็ตาม
4.2 ผลกระทบทางสังคมและการเมือง (Gastro-nationalism)
ปรากฏการณ์ "ชาตินิยมทางอาหาร" (Gastro-nationalism) คือสภาวะที่อาหารถูกใช้เป็นธงนำในการสร้างความภาคภูมิใจและขีดเส้นแบ่งความเป็นชาติ
กระแสสังคมออนไลน์ (Social Media Backlash): อาจเกิดวาทกรรมตอบโต้ในโลกออนไลน์ระหว่างพลเมืองของทั้งสองประเทศ เกี่ยวกับ "ต้นกำเนิด" และ "ใครลอกใคร" ซึ่งอาจกระทบต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ระดับประชาชน (People-to-People Relations)
นัยยะทางการเมืองระหว่างประเทศ: การที่ สปป.ลาว เร่งผลักดันมรดกทางวัฒนธรรม สะท้อนถึงความพยายามในการสร้างพื้นที่ยืนในเวทีโลก (International Standing) และลดการพึ่งพิงทางวัฒนธรรมจากไทย ลาวกำลังส่งสัญญาณว่าตนมี "Soft Power" ที่เป็นเอกเทศและมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน
5. การวิเคราะห์เปรียบเทียบ: บทเรียนจากกรณีศึกษาในอดีต
เพื่อทำความเข้าใจทิศทางที่เป็นไปได้และการบริหารจัดการความขัดแย้ง การถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันในอดีตมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ตารางที่ 2: การวิเคราะห์เปรียบเทียบกรณีศึกษาข้อพิพาทและมรดกวัฒนธรรมร่วม
| กรณีศึกษา | คู่กรณี | บริบทความขัดแย้ง | ผลลัพธ์และการระงับข้อพิพาท (Resolution) |
| โขน (Khon) vs ละครโขล (Lakhon Khol) | ไทย - กัมพูชา | ทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิในศิลปะการแสดงหน้ากากเรื่องรามเกียรติ์ | UNESCO ขึ้นทะเบียนให้ทั้งสองประเทศแยกกันในปี 2018 (ไทย: Representative List, กัมพูชา: Urgent Safeguarding List) โดยถือว่าเป็นมรดกที่มีรากฐานร่วมกันแต่มีพัฒนาการเฉพาะของตนเอง |
| กิมจิ (Kimchi) | เกาหลีใต้ - เกาหลีเหนือ | ทั้งสองเกาหลีต่างยื่นขอขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมการทำกิมจิ (Kimjang) | UNESCO ขึ้นทะเบียนให้ทั้งสองประเทศ (เกาหลีใต้ปี 2013, เกาหลีเหนือปี 2015) โดยเน้นมิติทางสังคมของการแบ่งปันในชุมชนที่เหมือนกัน |
| อาหารเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Diet) | 7 ประเทศ (สเปน, อิตาลี, กรีซ, โมร็อกโก ฯลฯ) | วัฒนธรรมอาหารข้ามพรมแดน | เลือกใช้วิธีการเสนอชื่อร่วมกัน (Multinational Nomination) ซึ่งเป็นโมเดลที่ UNESCO สนับสนุนมากที่สุด เพื่อแสดงถึงความร่วมมือและมรดกร่วม |
| ต้มยำกุ้ง (Tom Yum Kung) | ไทย | อาหารประจำชาติที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก | ไทยเสนอชื่อในฐานะมรดกเดี่ยว และได้รับการประกาศขึ้นทะเบียน (ธ.ค. 2024) |
บทวิเคราะห์สำหรับกรณี "ลาบ":
จากกรณีศึกษาข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า UNESCO มีแนวโน้มที่จะยอมรับ "มรดกร่วม" (Shared Heritage) ที่มีการขึ้นทะเบียนซ้ำ (Multi-inscription) หรือแยกกันขึ้นทะเบียนได้ หากประเทศผู้เสนอสามารถพิสูจน์อัตลักษณ์เฉพาะและความสำคัญทางสังคมในบริบทของตนเองได้ ดังนั้น การที่ลาวขึ้นทะเบียนลาบ ไม่ได้ปิดกั้น สิทธิของไทยในการเสนอชื่อลาบ (ในเวอร์ชันของไทย) หรืออาหารประเภทเดียวกันในอนาคต หากไทยต้องการ
6. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย
จากการวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้าน ประเทศไทยควรหลีกเลี่ยงการตอบโต้ด้วยกระแสชาตินิยมที่ก้าวร้าว (Aggressive Nationalism) แต่ควรใช้โอกาสนี้ในการปรับยุทธศาสตร์วัฒนธรรมให้ลึกซึ้งและยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยเสนอแนวทางยุทธศาสตร์ "3C" ดังนี้:
6.1 Cooperation (ความร่วมมือ): ยุทธศาสตร์มรดกวัฒนธรรมร่วม
UNESCO ให้ความสำคัญสูงสุดกับการเสนอชื่อร่วม (Multinational Nomination) เพราะถือเป็นกลไกสร้างสันติภาพ
การริเริ่มเจรจา: กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการต่างประเทศควรหารือกับฝ่ายลาวอย่างสร้างสรรค์ เพื่อแสวงหาความเป็นไปได้ในการเสนอชื่อ "วัฒนธรรมอาหารลุ่มน้ำโขง" (Mekong Food Culture) ร่วมกันในอนาคต หรือสนับสนุนการขึ้นทะเบียนของลาวในฐานะเพื่อนบ้าน โดยไทยยังคงรักษาสิทธิในการโปรโมทลาบในฐานะอาหารไทยได้ต่อไป
กรณีพิธีสู่ขวัญ: สำหรับ "พิธีสู่ขวัญ" ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรู้สึกหวงแหนทางวัฒนธรรมสูงในหมู่คนอีสาน ไทยควรพิจารณาเสนอชื่อร่วม (Joint Nomination) กับลาว โดยชูประเด็น "จิตวิญญาณผูกพันสองฝั่งโขง" ซึ่งจะเป็นภาพลักษณ์ที่ดีงามในเวทีโลก มากกว่าการแย่งชิงกันขึ้นทะเบียน
6.2 Characterization (การสร้างอัตลักษณ์เฉพาะ): ชูความหลากหลาย (Diversity)
หากลาวเน้น "ลาบ" ในฐานะอาหารชุดเพื่อสุขภาพและสิริมงคล ไทยควรปรับกลยุทธ์การสื่อสารโดยเน้น "ความหลากหลายและพลวัต" (Diversity and Dynamics):
โปรโมท "ลาบเมือง" (Lanna Larb): ควรยกระดับ "ลาบเมือง" ให้เป็นสินค้าระดับพรีเมียม (Gastronomy Premium) โดยเน้นเรื่องราวของ "เครื่องเทศล้านนา" (Lanna Spices/Ma Kwaen) ที่ซับซ้อนและแตกต่างจากลาบลาว/อีสาน อย่างสิ้นเชิง เพื่อสร้างตลาดใหม่
ยกระดับ "สตรีทฟู้ดอีสาน": นำเสนอลาบอีสานในบริบทของ "ความร่วมสมัย" (Contemporary) และ "ความสนุกสนาน" (Fun/Sanuk) ของวัฒนธรรมสตรีทฟู้ด ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยที่ลาวยังตามไม่ทัน
6.3 Competitiveness (การรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน)
มาตรฐาน Thai Select Plus: กระทรวงพาณิชย์ควรเร่งปรับปรุงมาตรฐาน Thai Select ให้ครอบคลุมถึงการให้ความรู้ (Education) แก่ผู้บริโภคต่างชาติ ว่าอาหารไทยคือ "Mosaic of Cultures" ที่รวบรวมวัฒนธรรมจากหลากหลายชาติพันธุ์ การมีลาบในเมนูไทยคือหลักฐานของความเปิดกว้างทางวัฒนธรรมของไทย
การลงทุนวิจัย: รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการวิจัยทางมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์อาหาร เพื่อสร้างองค์ความรู้ (Body of Knowledge) ที่เข้มแข็งเกี่ยวกับ "วัฒนธรรมไท-กะได" เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลอ้างอิงในการเจรจาระหว่างประเทศและการสร้าง Storytelling ที่น่าเชื่อถือ
7. บทสรุป
การดำเนินการเสนอชื่อ "ลาบ" และ "พิธีสู่ขวัญ" ของ สปป.ลาว ต่อ UNESCO ในปี 2026 ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมของรัฐภาคีและเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความตื่นตัวในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมในภูมิภาค สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้มิได้เป็น "วิกฤต" ที่จะทำลายสถานะครัวโลก แต่เป็น "ความท้าทาย" ที่กระตุ้นให้ไทยต้องทบทวนยุทธศาสตร์ Soft Power ของตนเอง
ไทยต้องก้าวข้ามกับดักของ "ความเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว" (Exclusivity) ไปสู่บทบาทของ "ผู้ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปัน" (Co-creator and Sharer) ไทยสามารถเปลี่ยนสถานการณ์นี้ให้เป็นโอกาสในการประกาศให้โลกเห็นถึงความร่ำรวยทางวัฒนธรรมของภูมิภาคอุษาคเนย์ที่ไร้พรมแดน โดยใช้อาหารเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงมิตรภาพ (Diplomatic Bridge) ท้ายที่สุดแล้ว "ลาบ" ไม่ว่าจะปรุงที่เวียงจันทน์ หลวงพระบาง เชียงใหม่ หรือขอนแก่น ล้วนเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไท-ลาว ที่ตกทอดมาเพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณและสร้างความสุขให้กับมวลมนุษยชาติร่วมกัน
ตารางที่ 3: สรุปข้อเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง "ลาบลาว" และ "ลาบไทย" ในบริบท UNESCO
| มิติการเปรียบเทียบ | แนวทางการเสนอชื่อของ สปป.ลาว (Based on Nomination Files) | จุดยืนและศักยภาพของไทย (Recommended Strategy) |
| แก่นเรื่อง (Core Theme) | สำรับอาหาร (Set Meal) และการลดขยะ (Zero Waste) | ความหลากหลายของรสชาติ (Flavor Diversity) และวิถีสตรีทฟู้ด |
| อัตลักษณ์วัตถุดิบ | ปลาแม่น้ำโขง, สัตว์เล็ก, สมุนไพรป่า | เนื้อวัว/หมู, เครื่องเทศล้านนา (มะแขว่น), ข้าวคั่วหอม |
| ฟังก์ชันทางสังคม | สื่อถึงความโชคดี (Luck) ในงานประเพณีทางการ | วิถีชีวิตประจำวัน (Everyday life) และความบันเทิงรื่นเริง |
| สถานะ UNESCO | มรดกแห่งชาติ (National Heritage) | มรดกวัฒนธรรมร่วม (Shared Heritage) หรือ อัตลักษณ์ท้องถิ่น (Regional Identity) |


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น