วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เปิดเวทีความคิดข้ามสหัสวรรษ: เมื่อ โสเครตีส สนทนากับหนังสือ “พุทธธรรม” ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

 



วงวิชาการด้านปรัชญาเปิดประเด็นถกเถียงครั้งสำคัญ เมื่อมีการนำกรอบความคิดของนักปรัชญากรีกโบราณ โดยเฉพาะ
โสเครตีส และ เพลโต มาสนทนาเชิงเปรียบเทียบกับระบบความคิดในหนังสือ “พุทธธรรม” ผลงานชิ้นสำคัญของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) เพื่อสำรวจคำถามร่วมสมัยว่าด้วย “ความจริง ความหมายชีวิต และความดีงาม”

นักวิชาการชี้ว่า แม้โลกกรีกโบราณกับพุทธปรัชญาจะอยู่ห่างกันคนละซีกโลกและคนละยุคสมัย แต่ทั้งสองต่างเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน คือ “ความสงสัย” ต่อสิ่งที่มนุษย์คิดว่าเข้าใจอยู่แล้ว


ปรัชญา: การตื่นจากความเคยชินทางความคิด

ในประวัติศาสตร์กรีก โสเครตีส ใช้วิธีวิภาษวิธี (Dialectic) ตั้งคำถามต่อความเชื่อที่สังคมถือว่า “แน่นอน” ไม่ว่าจะเป็นนิยามของความยุติธรรม ความศรัทธา หรือความดี เป้าหมายไม่ใช่การให้คำตอบสำเร็จรูป แต่เพื่อเปิดโปงความไม่รู้ที่แฝงอยู่ในความมั่นใจของมนุษย์ จนเกิดแนวคิดสำคัญว่า “ปัญญาแท้ คือการรู้ว่าตนไม่รู้”

ในอีกซีกโลกหนึ่ง พุทธปรัชญาเริ่มต้นจากการพิจารณาประสบการณ์ตรงของชีวิต ไม่เน้นการเก็งความจริงเชิงอภิปรัชญาที่ไม่ก่อประโยชน์ต่อการดับทุกข์ หนังสือ “พุทธธรรม” ได้จัดระบบคำสอนจากพระไตรปิฎกอย่างเป็นเหตุเป็นผล ทำให้สามารถสนทนากับตรรกะตะวันตกได้อย่างร่วมสมัย


วิธีแสวงหาความจริง: วิภาษวิธี vs ภาวนามยปัญญา

นักวิชาการอธิบายว่า จุดต่างสำคัญอยู่ที่ “เครื่องมือ” ในการสืบค้นความจริง

ฝ่ายกรีกใช้ตรรกะและการโต้แย้งเชิงเหตุผลเป็นหลัก แนวคิดนี้ส่งอิทธิพลต่อปรัชญาตะวันตกเรื่อยมาจนถึง เฮเกล

ฝ่ายพุทธเสนอพัฒนาการของปัญญา 3 ขั้น ได้แก่

  • สุตมยปัญญา (ฟัง/ศึกษา)

  • จินตามยปัญญา (ไตร่ตรองด้วยเหตุผล)

  • ภาวนามยปัญญา (ปฏิบัติจนรู้แจ้งด้วยตนเอง)

ความรู้จึงไม่สิ้นสุดที่การคิด แต่ต้องผ่านการฝึกจิตจนประจักษ์ความจริงภายใน


ความจริง: โลกแห่งแบบ หรือ สมมติ–ปรมัตถ์?

ประเด็นที่น่าสนใจคือคำถามเรื่อง “ผัสสะเชื่อถือได้หรือไม่”

เพลโต เสนอทฤษฎีแบบ (Forms) โดยมองว่าโลกที่เห็นเป็นเพียงเงาของความจริงแท้

พุทธธรรมกลับเสนอการแยกความจริงออกเป็น 2 ระดับ

  • สมมติสัจจะ (ความจริงตามข้อตกลงของสังคม)

  • ปรมัตถสัจจะ (ความจริงสูงสุดตามสภาวะธรรม)

จุดเน้นไม่ใช่การหนีโลก แต่คือการ “รู้เท่าทันสมมติ” เพื่อไม่ยึดมั่นจนเกิดทุกข์


ความหมายชีวิต: ยูไดโมเนีย กับ อัตถะ 3 ประการ

ในโลกกรีก คำว่า Eudaimonia หมายถึงความสุขหรือความสำเร็จสูงสุดของชีวิต ซึ่งพัฒนาจากการเป็นที่โปรดปรานของเทพเจ้า มาสู่การใช้เหตุผลและคุณธรรมตามแนวคิดของ อริสโตเติล

ขณะที่พุทธธรรมจัดระบบเป้าหมายชีวิตเป็น “อัตถะ 3 ประการ” ได้แก่

  1. ทิฏฐธัมมิกัตถะ – ความมั่นคงในชีวิตปัจจุบัน

  2. สัมปรายิกัตถะ – ความเจริญทางคุณธรรม

  3. ปรมัตถะ – การหลุดพ้นจากตัณหา (พระนิพพาน)

โครงสร้างนี้ทำให้ความสำเร็จไม่จำกัดเพียงวัตถุหรือชื่อเสียง แต่รวมถึงอิสรภาพภายในจิตใจ


ความดี: Aretê กับ กุศล

จริยศาสตร์กรีกใช้คำว่า Aretê หมายถึงความเป็นเลิศของมนุษย์ในฐานะพลเมืองหรือวีรบุรุษ

พุทธธรรมใช้คำว่า “กุศล” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงความดีเชิงสังคม แต่คือสภาวะจิตที่ปราศจากโลภ โกรธ หลง และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างแท้จริง

นักวิชาการมองว่า นี่คือการยกระดับความดีจากหน้าที่พลเมือง สู่ความบริสุทธิ์ของจิตใจ


บทสรุป: จากการตั้งคำถามสู่การฝึกฝนจิต

การสนทนาข้ามสหัสวรรษครั้งนี้สะท้อนว่า ปรัชญาไม่ใช่คำตอบตายตัว แต่คือกระบวนการเคลื่อนไหวของความคิด

โสเครตีส ปลุกมนุษย์ให้ตื่นจากความไม่รู้
พุทธธรรมชี้ทางให้ก้าวพ้นความไม่รู้ด้วยการฝึกจิต

เมื่อวิภาษวิธีพบกับภาวนามยปัญญา โลกตะวันตกและตะวันออกจึงมิได้ขัดแย้งกัน หากแต่เติมเต็มกันในภารกิจเดียวกัน คือการแสวงหาความจริงอย่างลึกซึ้ง และการดำรงชีวิตอย่างมีปัญญา

นักวิชาการสรุปว่า บทสนทนานี้ไม่ใช่เพียงการเปรียบเทียบเชิงทฤษฎี แต่คือคำเชื้อเชิญให้มนุษย์ยุคปัจจุบัน “กล้าตั้งคำถาม” และในขณะเดียวกัน “กล้าฝึกฝนตนเอง” เพื่อให้ปัญญาไม่หยุดอยู่แค่ความคิด แต่กลายเป็นความกระจ่างแจ้งภายในอย่างแท้จริง.

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง: ฮานฮัก

  เพลง: ฮานฮัก [อินโทร] เสียงแคนลอยลมมา หัวใจมันพาให้ยิ้ม [ท่อนที่ 1] ตั้งแต่วันเจ้ามายืนอยู่ข้างฮั้ว หัวใจมันกะฮั่วคือข้าวใหม่ สายตา...