เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น” จะเดินทางไปหนังสือประเด็นการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ต่อสมาชิกวุฒิสภานำโดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11. 00 น ที่แถลงข่าวที่ห้องแถลงข่าวชั้น 1 วุฒิสภา
ทั้งนี้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นกรณีศึกษาทางการเมืองครั้งสำคัญ ไม่ใช่เพียงผลการแข่งขันของพรรคการเมือง แต่รวมถึงข้อถกเถียงร้อนแรงเกี่ยวกับการนำ “บาร์โค้ด” และ “คิวอาร์โค้ด” แบบระบุตัวตนมาใช้บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าเป็นนวัตกรรมป้องกันการทุจริต หรืออาจเป็น “ประตูหลัง” ที่กระทบหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ
ศูนย์กลางของข้อถกเถียงอยู่ที่ความเห็นต่างระหว่างฝ่ายบริหารจัดการเลือกตั้ง นำโดย นายแสวง บุญมี เลขาธิการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับฝ่ายตั้งคำถามเชิงกฎหมายและเทคนิค อาทิ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. และ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น” ที่ออกมาเคลื่อนไหวตรวจสอบอย่างเข้มข้น
กายวิภาคบัตรเลือกตั้ง: รหัสเฉพาะทุกใบ
ข้อมูลการจัดพิมพ์ระบุว่า บัตรเลือกตั้งปี 2569 มีมากกว่า 168 ล้านฉบับ แบ่งเป็นบัตรแบบแบ่งเขต (สีเขียว) ที่มี QR Code/Barcode และบัตรแบบบัญชีรายชื่อ (สีชมพู) ที่มีบาร์โค้ด 8 หลักเฉพาะใบ ขณะที่บัตรประชามติ (สีเหลือง) ไม่มีรหัสระบุตัวตน
ประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตคือ บาร์โค้ดบน “ตัวบัตร” มีความตรงกันกับรหัสบน “ต้นขั้วบัตร” อย่างสมบูรณ์ ซึ่งต้นขั้วดังกล่าวมีชื่อ-นามสกุลและลำดับผู้ใช้สิทธิ หากสามารถจับคู่ข้อมูลสองส่วนนี้ได้ ก็ย่อมย้อนกลับไประบุตัวผู้ลงคะแนนได้ในทางเทคนิค
นี่คือจุดที่ทำให้เกิดคำถามว่า ความลับของบัตรเลือกตั้งถูก “ตัดขาด” จริงหรือไม่
ฝ่าย กกต.: เพื่อบริหารจัดการและป้องกันบัตรปลอม
นายแสวง บุญมี ยืนยันว่าระบบรหัสดังกล่าวมีไว้เพื่อควบคุมโลจิสติกส์ ตรวจสอบจำนวนบัตร ป้องกันบัตรเขย่ง บัตรปลอม และบัตรเวียนข้ามเขต พร้อมย้ำว่าต้นขั้วกับตัวบัตรถูกแยกเก็บรักษาคนละส่วน การจะนำมาจับคู่ทำได้เฉพาะกรณีมีคำสั่งศาลเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางส่วนเห็นว่า แนวทางนี้พึ่งพา “ความเชื่อใจในกระบวนการ” มากกว่า “ความปลอดภัยโดยการออกแบบ” (Security by Design) เพราะตราบใดที่รหัสยังคงเชื่อมโยงได้ ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่ในเชิงโครงสร้าง
ฝ่ายคัดค้าน: เสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร โต้แย้งว่าหากต้องการป้องกันบัตรปลอม สามารถใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยอื่น เช่น ลายน้ำ หมึกยูวี หรือไมโครเท็กซ์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้รหัสเฉพาะรายใบ พร้อมเตือนว่าการมี Unique Serial Number อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็น “โดยตรงและลับ”
นักกฎหมายบางรายยังเปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ซึ่งเคยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะจากการจัดคูหาไม่เอื้อต่อความลับ โดยชี้ว่า หากบัตรเลือกตั้งเองมีคุณสมบัติระบุตัวตนได้ ก็อาจกระทบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเช่นกัน
มิติการคอร์รัปชัน: ได้ไม่คุ้มเสีย?
รายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านการทุจริต 4 มิติสำคัญ
1. การซื้อเสียงแบบตรวจสอบผลได้
ระบบรหัสเฉพาะอาจเปิดทางให้หัวคะแนนตรวจสอบภายหลังได้ว่าผู้รับเงินลงคะแนนตามตกลงหรือไม่ เปลี่ยนการซื้อเสียงจาก “ความเสี่ยง” เป็น “สัญญาที่ตรวจสอบได้”
2. การข่มขู่ทางการเมือง
แม้ในทางปฏิบัติอาจไม่มีการเปิดเผยข้อมูล แต่เพียงความเชื่อว่าบัตร “ตรวจสอบได้” ก็อาจสร้างแรงกดดันให้ประชาชนบางกลุ่มลงคะแนนอย่างไม่เป็นอิสระ
3. การป้องกันบัตรปลอม
ในทางทฤษฎี ระบบรหัสช่วยป้องกันบัตรสวมสิทธิหรือบัตรปลอมได้จริง แต่ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามว่ามาตรการนี้คุ้มค่ากับความเสี่ยงด้านสิทธิหรือไม่
4. ความเสี่ยงไซเบอร์และข้อมูลขนาดใหญ่
หากฐานข้อมูลรหัสกับต้นขั้วถูกเจาะหรือรั่วไหล อาจก่อให้เกิด Big Data ทางการเมืองที่นำไปใช้ข่มขู่หรือทำ Micro-targeting ได้อย่างแม่นยำ
การเคลื่อนไหวภาคประชาชน
นายภัทรพงศ์ ศุภักษร เตรียมหนังสือต่อองค์กรตรวจสอบหลายแห่ง พร้อมเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้บริหาร กกต. โดยมองว่าปัญหาบาร์โค้ดเป็นเพียงหนึ่งในชุดความบกพร่องเชิงระบบของการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้
ทางออกเชิงนโยบาย
รายงานเสนอ 2 ระยะ
ระยะสั้น: ทำลายความเชื่อมโยงข้อมูลต้นขั้ว–บัตรโดยเร็ว เปิดให้ผู้สังเกตการณ์เข้าตรวจสอบกระบวนการเก็บรักษา
ระยะยาว: ยกเลิก Unique Serial Number บนบัตรเลือกตั้ง ปรับใช้มาตรฐานงานพิมพ์ความปลอดภัยสากล และแก้ไขกฎหมายให้ชัดเจนว่าห้ามมีเครื่องหมายใดที่สามารถระบุตัวตนได้
ดังนั้น นวัตกรรมบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจมีเจตนาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ แต่ได้จุดประกายคำถามเชิงโครงสร้างต่อหลักการ “การลงคะแนนลับ” อันเป็นหัวใจของประชาธิปไตย
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ระบบปลอดภัยหรือไม่” หากแต่คือ “ประชาชนเชื่อมั่นหรือไม่” เพราะในระบอบประชาธิปไตย ความไว้วางใจของสาธารณะคือเกราะป้องกันการทุจริตที่สำคัญที่สุด.
นวัตกรรมบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 กับการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันมิติต่างๆ
บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่เพียงแต่ในมิติของการแข่งขันทางการเมือง แต่ยังรวมถึงประเด็นข้อถกเถียงทางเทคนิคและกฎหมายเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยี "บาร์โค้ด" (Barcode) และ "คิวอาร์โค้ด" (QR Code) มาใช้บนบัตรเลือกตั้ง รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์อย่างรอบด้านถึงผลกระทบของการมีอยู่ของรหัสตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability Codes) บนบัตรเลือกตั้ง โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ข้อโต้แย้งทางเทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญ และข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า นวัตกรรมนี้เป็นเครื่องมือป้องกันการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ หรือเป็น "ประตูหลัง" (Backdoor) ที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิเสรีภาพและความลับในการลงคะแนน อันอาจส่งผลให้การเลือกตั้งกลายเป็นโมฆะ
ใจกลางของปัญหาอยู่ที่การปะทะกันระหว่างแนวคิด "ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ" ที่นำเสนอโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่านคำชี้แจงของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กับแนวคิด "หลักการความลับในการลงคะแนน" (Secret Ballot) ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาโดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. และการเคลื่อนไหวตรวจสอบอย่างเข้มข้นของภาคประชาสังคมนำโดยทนายภัทรพงศ์ ศุภักษร (ทนายอั๋น) การค้นพบว่ารหัสบนบัตรเลือกตั้งมีความเชื่อมโยงทางกายภาพและข้อมูลกับต้นขั้วบัตร (Counterfoil) ได้สร้างความเสี่ยงต่อการเกิด "การซื้อสิทธิขายเสียงแบบตรวจสอบผลได้" (Verifiable Vote Buying) ซึ่งเป็นรูปแบบการคอร์รัปชันที่อันตรายที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตย รายงานฉบับนี้จะเจาะลึกถึงกลไกดังกล่าว พร้อมทั้งวิเคราะห์บทเรียนจากนานาชาติและบรรทัดฐานทางกฎหมายไทยเพื่อเสนอแนะทางออกสำหรับอนาคต
บทที่ 1: บทนำและบริบทการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569
1.1 ภูมิทัศน์ทางการเมืองและความคาดหวังของสังคม
การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของความตื่นตัวทางการเมืองสูงสุด สังคมไทยคาดหวังให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นทางออกของวิกฤตความขัดแย้งและเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระ โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังคงเป็นประเด็นที่เปราะบาง โดยมีผลสำรวจความคิดเห็นระบุว่าประชาชนกว่าร้อยละ 58.28 เชื่อว่า กกต. ไม่สามารถลงโทษผู้ทุจริตได้จริง และมีความกังวลเรื่องความโปร่งใสในระดับสูง
ในบริบทเช่นนี้ การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ควรเป็นไปเพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Transparency and Accountability) แต่การปรากฏของสัญลักษณ์รหัสแท่ง (Barcode) บนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (สีชมพู) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) บนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (สีเขียว) กลับสร้างความหวาดระแวงครั้งใหม่ เมื่อมีการเปิดเผยว่ารหัสเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ระบุเขตเลือกตั้ง แต่กลับมีคุณลักษณะเฉพาะเจาะจงที่อาจระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้
1.2 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา
รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เทคโนโลยีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งกับมิติต่างๆ ของการป้องกันและส่งเสริมการทุจริตคอร์รัปชัน โดยมีขอบเขตการศึกษาครอบคลุม:
การวิเคราะห์ทางเทคนิค: ตรวจสอบโครงสร้างของบัตรเลือกตั้ง ระบบรหัส และกลไกการเชื่อมโยงข้อมูลกับต้นขั้วบัตร
การวิเคราะห์ข้อโต้แย้ง: เปรียบเทียบจุดยืนและเหตุผลของฝ่ายสนับสนุน (กกต./นายแสวง บุญมี) และฝ่ายคัดค้าน (นายสมชัย ศรีสุทธิยากร/ทนายอั๋น)
การวิเคราะห์ทางกฎหมาย: ประเมินความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
การวิเคราะห์มิติการคอร์รัปชัน: สำรวจผลกระทบของระบบตรวจสอบย้อนกลับต่อพฤติกรรมการซื้อเสียงและการข่มขู่ทางการเมือง
บทที่ 2: กายวิภาคของบัตรเลือกตั้ง 2569 และนวัตกรรมการพิมพ์
2.1 โครงสร้างและการจัดซื้อจัดจ้าง
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ กกต. ได้ดำเนินการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งจำนวนรวมกว่า 168 ล้านฉบับ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะและผู้รับผิดชอบการพิมพ์ที่แตกต่างกัน ข้อมูลเชิงลึกจากการตรวจสอบเอกสารสัญญาจ้างระบุรายละเอียดดังนี้:
ตารางที่ 2.1: รายละเอียดการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติปี 2569
| ประเภทบัตร | สีบัตร | ลักษณะพิเศษทางเทคนิค | ผู้รับจ้างพิมพ์ | จำนวนพิมพ์ (ฉบับ) | มูลค่าสัญญา (บาท) | ราคาต่อหน่วย (โดยประมาณ) |
| แบบแบ่งเขต | สีเขียว | มี QR Code / Barcode | บมจ. ที.เค.เอส. เทคโนโลยี | 56,100,000 | 67,320,000 | 1.20 บาท |
| แบบบัญชีรายชื่อ | สีชมพู | มี Barcode รหัส 8 หลัก | บจก. จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง | 56,100,000 | 81,345,000 | 1.45 บาท |
| บัตรประชามติ | สีเหลือง | ไม่มีบาร์โค้ดระบุตัวตน | โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน | 56,100,000 | 56,100,000 | 1.00 บาท |
ที่มา: การรวบรวมข้อมูลจากรายงานข่าวและเอกสารงบประมาณ
ข้อสังเกตสำคัญคือ ราคาต่อหน่วยของบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด (สีชมพูและสีเขียว) สูงกว่าบัตรประชามติอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของงบประมาณที่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ตามมา
2.2 กลไกทางเทคนิคของบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด
จากการตรวจสอบเชิงประจักษ์โดยผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและพรรคการเมือง (เช่น พรรคประชาชน) พบว่าบาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงรหัสระบุประเภทบัตร (Generic Class Identifier) แต่เป็น รหัสระบุตัวตนเฉพาะ (Unique Identifier) ที่มีคุณสมบัติทางเทคนิคดังนี้:
Unique Running Number: บาร์โค้ดในบัตรแต่ละใบมีชุดตัวเลขและตัวอักษร 8 หลักที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งแตกต่างจากการระบุเพียงรหัสจังหวัดหรือเขตเลือกตั้ง
Pairing with Counterfoil: ประเด็นที่สำคัญที่สุดทางนิติวิทยาศาสตร์คือ การค้นพบว่ารหัสบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดที่อยู่บน "ตัวบัตรเลือกตั้ง" (ส่วนที่หย่อนลงหีบ) ตรงกันกับรหัสที่ปรากฏบน "ต้นขั้วบัตร" (ส่วนที่เหลืออยู่ในเล่ม) อย่างสมบูรณ์
2.3 นัยสำคัญของความเชื่อมโยง (The Linkability Implications)
ในระบบการเลือกตั้งที่ใช้บัตรกระดาษ (Paper Ballot) แบบดั้งเดิม ความลับในการลงคะแนนเกิดขึ้นจากการตัดขาดความเชื่อมโยง (Delinking) ระหว่างผู้ลงคะแนนกับบัตรเลือกตั้งทันทีที่มีการฉีกบัตรออกจากต้นขั้ว แต่ด้วยระบบบาร์โค้ดนี้ การตัดขาดดังกล่าวไม่เกิดขึ้นจริงในทางข้อมูล เพราะ:
ต้นขั้วบัตร: มีข้อมูลชื่อ-นามสกุล ลายมือชื่อ และลำดับที่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ตัวบัตร: มีรหัสบาร์โค้ดที่เชื่อมโยงกลับไปยังต้นขั้วนั้นได้
ผลลัพธ์: หากผู้ใดสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลการผลิต (Production Database) หรือสามารถนำต้นขั้วมาเทียบกับบัตรที่ถูกนับคะแนนแล้ว ย่อมสามารถระบุได้ว่าบุคคลตามชื่อในต้นขั้วนั้น ลงคะแนนให้พรรคใดหรือผู้สมัครคนใด
บทที่ 3: ข้อโต้แย้งและการตรวจสอบโดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ในฐานะอดีตกรรมการการเลือกตั้งและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเลือกตั้ง ได้แสดงบทบาทเป็นผู้นำในการตั้งข้อสังเกตและโต้แย้งมาตรการของ กกต. อย่างเป็นระบบ โดยมีประเด็นหลัก 3 ประการที่สะท้อนถึงความหละหลวมในการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย:
3.1 การวิพากษ์มาตรการป้องกันการปลอมแปลง (Counterfeiting Measures Critique)
นายสมชัยโต้แย้งว่า ข้ออ้างของ กกต. ที่ใช้บาร์โค้ดเพื่อป้องกันบัตรปลอมนั้น "ฟังไม่ขึ้น" และเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เขาเสนอว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ความปลอดภัย (Security Printing) ในปัจจุบันมีทางเลือกอื่นที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ได้แก่:
การใช้ลายน้ำ (Watermarks): การฝังลายน้ำในเนื้อกระดาษที่ยากต่อการลอกเลียนแบบ
หมึกที่มองไม่เห็น (Invisible Ink / UV Ink): การพิมพ์สัญลักษณ์ที่มองเห็นได้เฉพาะเมื่อฉายแสงอัลตราไวโอเลต ซึ่งเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยสามารถตรวจสอบได้โดยง่าย
ตัวอักษรขนาดเล็ก (Microtext): การพิมพ์ตัวอักษรขนาดเล็กมากที่ตาเปล่ามองเห็นเป็นเส้นทึบ แต่ต้องใช้แว่นขยายส่องดู ซึ่งยากต่อการถ่ายสำเนา
รหัสที่ไม่ระบุตัวตน: หากจำเป็นต้องใช้บาร์โค้ด ควรใช้รหัสที่ระบุเพียง "เขตเลือกตั้ง" และ "ชุดที่พิมพ์" เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องรันหมายเลขเฉพาะในทุกใบ
การเลือกใช้บาร์โค้ดแบบ Unique Identifier จึงถูกมองว่ามี "วาระซ่อนเร้น" (Hidden Agenda) มากกว่าเหตุผลด้านความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว
3.2 ความเสี่ยงต่อรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งโมฆะ
นายสมชัยได้หยิบยกประเด็นทางกฎหมายที่แหลมคม โดยเตือนว่าการกระทำของ กกต. อาจขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นไปโดย "ลับ" การที่ระบบถูกออกแบบให้สามารถ "แกะรอย" (Trace) ผู้ลงคะแนนได้ ถือเป็นการทำลายสาระสำคัญของความลับนี้ ไม่ต่างจากกรณีการจัดคูหาเลือกตั้งหันออกในปี 2549 ที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
3.3 การเปิดโปงความผิดปกติหน้างาน
นอกเหนือจากประเด็นบาร์โค้ด นายสมชัยยังได้เปิดเผยข้อมูลความผิดปกติในการบริหารจัดการเลือกตั้ง เช่น กรณีพบใบขีดคะแนน สส. 5/11 และสายรัดหีบบัตรที่มีลายเซ็นกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ถูกทิ้งในถังขยะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการรักษาห่วงโซ่ความคุ้มครอง (Chain of Custody) ของอุปกรณ์การเลือกตั้ง อันเป็นช่องทางให้เกิดการสับเปลี่ยนบัตรหรือปลอมแปลงผลคะแนนได้ แม้จะมีบาร์โค้ดก็ตาม
บทที่ 4: คำชี้แจงและหลักการความปลอดภัยของนายแสวง บุญมี
ในฝั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้พยายามชี้แจงเพื่อลดกระแสความวิตกกังวลของสังคม โดยยืนยันในหลักการ "สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย" ผ่านข้อโต้แย้งดังนี้:
4.1 หลักการบริหารจัดการโลจิสติกส์ (Logistics Management Defense)
นายแสวงชี้แจงว่า บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งจำนวนมหาศาล (Inventory Control) รหัสเหล่านี้ช่วยให้ กกต. สามารถ:
ตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนบัตร: ป้องกันปัญหา "บัตรเขย่ง" หรือบัตรเกินจำนวนผู้มาใช้สิทธิ
ระบุที่มาของบัตร: หากพบการทุจริตหรือบัตรไหลออกนอกระบบ เจ้าหน้าที่สามารถสแกนเพื่อทราบทันทีว่าบัตรใบนั้นถูกส่งไปยังหน่วยเลือกตั้งใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบเบิกจ่าย
ป้องกันบัตรเวียน: การมีรหัสเฉพาะทำให้ไม่สามารถนำบัตรจากหน่วยหนึ่งไปใช้อีกหน่วยหนึ่งได้โดยไม่ถูกตรวจพบ
4.2 มาตรการรักษาความลับเชิงปฏิบัติการ (Procedural Secrecy)
ประเด็นที่เปราะบางที่สุดเรื่องความลับในการลงคะแนน นายแสวงยืนยันว่า "ระบบ" ถูกออกแบบให้ปลอดภัยด้วยมาตรการแยกส่วน (Separation of Information):
การแยกเก็บรักษา: เมื่อเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง "ต้นขั้วบัตร" และ "ตัวบัตรเลือกตั้ง" จะถูกเก็บแยกกันในบรรจุภัณฑ์คนละชิ้น และถูกส่งไปเก็บรักษาในสถานที่ปลอดภัยที่แตกต่างกัน
การเข้าถึงข้อมูล: การจะนำข้อมูลทั้งสองส่วนมาจับคู่กัน (Re-identification) เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เว้นแต่จะได้รับคำสั่งจากศาล ซึ่งการเปิดหีบตามคำสั่งศาลก็จะเปิดเฉพาะส่วนที่จำเป็นต่อการพิจารณาคดีเท่านั้น ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลโยงถึงตัวบุคคล
การควบคุมเจ้าหน้าที่: กกต. มีระเบียบห้ามเจ้าหน้าที่ กปน. ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว และอนุญาตให้ถ่ายได้เฉพาะบัตรเปล่าเพื่อการรายงานจำนวนเท่านั้น หากเจ้าหน้าที่ฝ่าฝืนจะมีโทษทางอาญา
อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการพึ่งพา "ความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวบุคคล" (Trust in People) มากกว่า "ความปลอดภัยโดยการออกแบบ" (Security by Design) เพราะหากกระบวนการเก็บรักษาต้นขั้วไม่รัดกุม หรือมีการแอบบันทึกภาพต้นขั้วก่อนการเลือกตั้ง มาตรการแยกเก็บรักษาก็จะไร้ผลทันที
บทที่ 5: การเคลื่อนไหวของทนายอั๋นและการยื่นหนังสือตรวจสอบวุฒิสภา
มิติของการตรวจสอบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนักวิชาการหรืออดีต กกต. แต่ได้ขยายวงกว้างสู่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนและนักกฎหมาย นำโดย ทนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ "ทนายอั๋น" ซึ่งได้ดำเนินการทางกฎหมายและการเมืองที่เข้มข้นเพื่อท้าทายอำนาจของ กกต.
5.1 การยื่นหนังสือร้องเรียนและปฏิกิริยาต่อวุฒิสภา
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 และต่อเนื่องถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ทนายอั๋นได้เข้ายื่นหนังสือและหลักฐานสำคัญต่อองค์กรตรวจสอบต่างๆ รวมถึงวุฒิสภาและสำนักงาน กกต.
การเปิดโปง "ใบเสร็จ" แห่งความล้มเหลว: ทนายอั๋นระบุว่าปัญหาบาร์โค้ดเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของความพยายามในการครอบงำการเลือกตั้ง เขาเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับปัญหาการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผิดพลาด (รหัสหน้าซองผิด, ชื่อผู้สมัครหาย) เพื่อชี้ให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพเชิงระบบ
การพุ่งเป้าไปที่ "สว.สีน้ำเงิน": ในบริบทของการยื่นหนังสือต่อวุฒิสภา ทนายอั๋นได้วิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างของวุฒิสภาชุดปัจจุบันว่าเป็น "สภาที่มีเจ้าของ" และถูกครอบงำโดยกลุ่มอำนาจ "สีน้ำเงิน" (ซึ่งสื่อถึงพรรคภูมิใจไทยและเครือข่าย) การยื่นหนังสือของเขาจึงเป็นเชิงสัญลักษณ์เพื่อท้าทายความชอบธรรมของกลไกตรวจสอบที่ถูกมองว่าเอนเอียง
คำขู่เรื่อง "ข่าวใหญ่": ทนายอั๋นประกาศว่าจะมี "ข่าวใหญ่" เกี่ยวกับการล้มคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. และเตรียมเปิดโปงหลักฐานคลิปเสียงนักการเมืองระดับสูง ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นหลักฐานของการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย
5.2 ข้อเรียกร้องให้เลขาธิการ กกต. ลาออก
จุดยืนที่แข็งกร้าวที่สุดของทนายอั๋นคือการเรียกร้องให้นายแสวง บุญมี แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง โดยอ้างอิง พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งฯ มาตรา 55 (5) ที่ระบุคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งเขาเห็นว่าความผิดพลาดซ้ำซากในการจัดการเลือกตั้ง ทั้งเรื่องบัตรเลือกตั้งและการส่งเอกสาร เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการขาดความสามารถในการบริหารงาน
บทที่ 6: การวิเคราะห์มิติการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน
หัวข้อสำคัญของรายงานฉบับนี้คือการวิเคราะห์ว่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งส่งผลต่อการทุจริตคอร์รัปชันในมิติต่างๆ อย่างไร โดยสามารถจำแนกออกเป็น 4 มิติหลัก ดังนี้:
มิติที่ 1: การซื้อสิทธิขายเสียง (Vote Buying)
ผลกระทบ: ส่งเสริมการทุจริต (Negative Impact)
ในอดีต อุปสรรคสำคัญของการซื้อเสียงคือ "ความไม่แน่นอน" (Uncertainty) หัวคะแนนจ่ายเงินไปแล้วไม่อาจมั่นใจได้ 100% ว่าผู้รับเงินจะกาคะแนนให้จริงหรือไม่ เนื่องจากอยู่ในคูหาลับ แต่ด้วยระบบบาร์โค้ดที่เชื่อมโยงกับต้นขั้ว:
หัวคะแนนสามารถ "จดเลขที่ต้นขั้ว" หรือถ่ายภาพต้นขั้วในขณะที่มีการมอบบัตร (หากร่วมมือกับเจ้าหน้าที่หน่วยที่ทุจริต)
เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาและมีการตรวจสอบบัตร หรือหากมีการรั่วไหลของข้อมูลบัตรที่ถูกนับแล้ว หัวคะแนนจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Audit) ผลงานการจ่ายเงินของตนเองได้
สิ่งนี้เปลี่ยนรูปแบบการซื้อเสียงจาก "การเสี่ยงดวง" เป็น "พันธสัญญาที่ตรวจสอบได้" (Verifiable Contract) ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายหัวคะแนนอย่างมหาศาล
มิติที่ 2: การข่มขู่ทางการเมือง (Political Intimidation)
ผลกระทบ: สร้างความหวาดกลัว (Chilling Effect)
แม้ในทางปฏิบัติ กกต. อาจป้องกันข้อมูลได้ดีเยี่ยม แต่ "การรับรู้" (Perception) ของประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า หากประชาชนเชื่อว่า "เขารู้ว่าเราเลือกใคร" เพราะเห็นบาร์โค้ดบนบัตร ประชาชนกลุ่มเปราะบาง (เช่น ข้าราชการ, ทหารผู้น้อย, ชาวบ้านในพื้นที่อิทธิพล) จะไม่กล้าลงคะแนนตามเจตจำนงที่แท้จริง แต่จะลงคะแนนเพื่อความปลอดภัยของตนเอง (Survival Voting) นี่คือรูปแบบการคอร์รัปชันทางอำนาจที่รุนแรงกว่าการใช้เงิน
มิติที่ 3: การบริหารจัดการและการสวมสิทธิ (Ballot Stuffing & Impersonation)
ผลกระทบ: ป้องกันการทุจริต (Positive Impact - ตามทฤษฎี)
ในมิตินี้ บาร์โค้ดมีประโยชน์จริงตามที่ กกต. อ้าง หากมีการนำบัตรปลอมมาใส่ในหีบ ระบบคัดแยกจะสามารถดีดบัตรปลอมออกได้ทันทีเพราะรหัสไม่ตรงกับฐานข้อมูล หรือหากมีการขโมยบัตรจากหน่วยหนึ่งไปใช้อีกหน่วยหนึ่ง ระบบจะฟ้องว่ารหัสเขตไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์นี้ต้องชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงในมิติที่ 1 และ 2 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่า "ได้ไม่คุ้มเสีย" เพราะปัญหานี้แก้ได้ด้วยวิธีอื่น (ลายน้ำ) โดยไม่ต้องแลกด้วยความลับของผู้ลงคะแนน
มิติที่ 4: อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์และข้อมูลขนาดใหญ่ (Cybercrime & Big Data)
ผลกระทบ: ความเสี่ยงใหม่ (Emerging Threat)
การสร้างฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงบาร์โค้ดเข้ากับข้อมูลประชากร (ผ่านต้นขั้ว) ก่อให้เกิด "Big Data ทางการเมือง" ที่มีมูลค่ามหาศาล หากฐานข้อมูลนี้ถูกแฮ็กหรือถูกขายโดยเจ้าหน้าที่ทุจริต พรรคการเมืองที่ได้ข้อมูลนี้ไปจะสามารถทำ Micro-targeting หรือข่มขู่ผู้ลงคะแนนฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นการคอร์รัปชันข้อมูลส่วนบุคคลระดับชาติ
บทที่ 7: บทวิเคราะห์ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญและบรรทัดฐานคำวินิจฉัย
7.1 ความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 85
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 85 บัญญัติอย่างชัดเจนว่า "การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ" เจตนารมณ์ของคำว่า "ลับ" (Secret) ไม่ได้หมายความเพียงแค่ "ไม่มีใครเห็นตอนกา" แต่ต้องครอบคลุมถึง "ไม่สามารถระบุตัวตนได้ภายหลัง" (Non-traceability)
การที่บัตรเลือกตั้งมีรหัสระบุตัวตน (Unique Serial Number) ถือว่าขัดต่อหลักการนี้โดยสภาพ เพราะทำให้บัตรนั้นสูญเสียความเป็น "บัตรนิรนาม" (Anonymous Ballot) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งเสรี
7.2 การเทียบเคียงกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549
กรณีนี้มีความคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับเหตุการณ์การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 9/2549 ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ "การจัดคูหาเลือกตั้งที่หันหลังให้ผนังและหันหน้าออกสู่สาธารณะ" ซึ่งศาลมองว่าทำให้การลงคะแนน "ไม่เป็นความลับ" แม้จะไม่มีใครยืนจ้องมองอยู่ แต่ "สภาพแวดล้อม" เอื้อให้เกิดการเปิดเผยคะแนนได้
หากนำบรรทัดฐานนี้มาปรับใช้กับกรณีบาร์โค้ด:
ปี 2549: สภาพทางกายภาพ (คูหา) ทำลายความลับ
ปี 2569: สภาพทางวัตถุ (บัตรเลือกตั้ง) ทำลายความลับ
นักกฎหมายและพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (เช่น พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน) จึงเตรียมยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยมั่นใจว่าหากยึดตามบรรทัดฐานเดิม การเลือกตั้งครั้งนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นโมฆะ เนื่องจากการละเมิดความลับครั้งนี้มีความถาวรและตรวจสอบได้ชัดเจนกว่ากรณีคูหาเลือกตั้งเสียอีก
บทที่ 8: บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
8.1 สรุปผลการศึกษา
การวิเคราะห์พบว่า การนำบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดแบบระบุตัวตนมาใช้บนบัตรเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 แม้จะมีเจตนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและป้องกันบัตรปลอมตามคำชี้แจงของ กกต. แต่กลับสร้างผลกระทบด้านลบที่รุนแรงกว่าในมิติของการป้องกันการทุจริต โดยเฉพาะการเปิดช่องให้เกิดการซื้อเสียงแบบตรวจสอบผลได้และการข่มขู่ทางการเมือง ข้อโต้แย้งของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร และการตรวจสอบของทนายอั๋น ได้ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องทั้งในเชิงเทคนิค จริยธรรม และกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตทางรัฐธรรมนูญซ้ำรอยปี 2549
8.2 ข้อเสนอแนะ (Recommendations)
ระยะสั้น (Immediate Action):
การทำลายห่วงโซ่ข้อมูล (Chain Breaking): กกต. ต้องมีมาตรการที่ตรวจสอบได้ในการทำลายความเชื่อมโยงระหว่างต้นขั้วและบัตรทันทีที่มีการนับคะแนน เช่น การสับเปลี่ยนลำดับบัตรก่อนบรรจุหีบ หรือการทำลายต้นขั้วทันทีหลังหมดอายุความร้องเรียน
ความโปร่งใสในการจัดเก็บ: อนุญาตให้ตัวแทนพรรคการเมืองและผู้สังเกตการณ์นานาชาติ (International Observers) เข้าตรวจสอบกระบวนการเก็บรักษาบัตรและต้นขั้ว เพื่อยืนยันว่าไม่มีการนำมาจับคู่กัน
ระยะยาว (Structural Reform):
การปฏิรูปรูปแบบบัตรเลือกตั้ง: ยกเลิกการใช้ Unique Serial Number บนบัตรเลือกตั้ง และหันไปใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐานสากล (ISO 14298) เช่น ลายน้ำ หรือหมึกพิเศษ ซึ่งไม่ทิ้งร่องรอยระบุตัวตน
การแก้ไขกฎหมาย: แก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งฯ ให้ระบุชัดเจนถึงข้อห้ามในการทำเครื่องหมายใดๆ ที่ระบุตัวตนได้บนบัตรเลือกตั้ง โดยครอบคลุมถึงเครื่องหมายที่จัดทำโดยผู้จัดการเลือกตั้งด้วย
การปฏิรูปที่มาองค์กรอิสระ: ปัญหาความไม่ไว้วางใจที่มีต่อ กกต. และวุฒิสภา สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างที่มาขององค์กรเหล่านี้ การปฏิรูปกระบวนการสรรหาให้ยึดโยงกับประชาชนจะช่วยลดความหวาดระแวงในเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ในอนาคต

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น