ภูมิทัศน์วัฒนธรรมอีสานกำลังยืนอยู่บนรอยต่อประวัติศาสตร์ เมื่อศิลปะการแสดงพื้นบ้านอย่าง “หมอลำ” ถูกยกระดับสู่มหรสพดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผ่านโครงการ “มหาหมอลำเฟสติวัล” ที่ขับเคลื่อนโดย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้กรอบเศรษฐกิจสร้างคุณค่า (Value-Based Economy) และยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ
ปรากฏการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเทศกาลบันเทิง หากแต่เป็น “ปฏิบัติการทางวัฒนธรรม” ที่ผสานปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีโลกเสมือน และนวัตกรรมศิลปกรรมศาสตร์ เข้ากับรากเหง้าภูมิปัญญาอีสานอย่างเป็นระบบ
จากพิธีกรรมสู่ “หมอลำ 5.0”
หมอลำมีพัฒนาการยาวนาน จากพิธีกรรมรักษาเยียวยา สู่หมอลำกลอน หมอลำหมู่ และหมอลำซิ่ง ก่อนก้าวเข้าสู่ยุค “หมอลำ 5.0” ที่เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Projection Mapping, AI-Driven Choreography และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม
เวทีไม้ไผ่กลางลานวัด ถูกแทนที่ด้วยเวทีดิจิทัลที่สามารถเนรมิตฉาก 3 มิติ เปลี่ยนบรรยากาศแบบเรียลไทม์ สร้างประสบการณ์สมจริงทัดเทียมเทศกาลดนตรีระดับโลก
เศรษฐกิจสร้างคุณค่า: เปลี่ยน “ค่าจ้างเหมารวม” สู่ระบบนิเวศธุรกิจ
แนวคิดเศรษฐกิจสร้างคุณค่า มุ่งยกระดับหมอลำจากการรับงานแสดงแบบดั้งเดิม สู่โมเดลธุรกิจครบวงจร ทั้งบัตรเข้าชม ลิขสิทธิ์สตรีมมิ่ง สินค้าดิจิทัล และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
โครงการยังสอดรับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ (THACCA) โดยผลักดันหมอลำในหมวด “Festival” ให้เป็น IP Festival ของไทยในระดับสากล เทียบชั้นเทศกาลดนตรีนานาชาติ
มมส. ในบทบาท “Creative Hub”
ความสำเร็จของโครงการเกิดจากการบูรณาการสหวิทยาการภายใน มมส. โดยมี สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน (RINAC) เป็นแกนกลาง
-
วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ พัฒนาเนื้อหาดนตรีและ “หมอลำออร์เคสตร้า” ผสานวงพื้นบ้านกับวงดุริยางค์สากล
-
คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ ออกแบบท่าเต้นและเครื่องแต่งกายร่วมสมัย
-
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ขับเคลื่อน Digital Transformation ตั้งแต่ไลฟ์สตรีมมิ่งจนถึงผลิตภัณฑ์ดิจิทัล
-
Mor Lam Innovation Lab ทำหน้าที่เป็นห้องทดลองนวัตกรรมทางวัฒนธรรม
AI และ XR เปิดมิติใหม่การแสดง
Projection Mapping เปลี่ยนฉากผ้าใบสู่ฉากเคลื่อนไหว 3 มิติ
Generative AI ช่วยร่างโครงเรื่องและวิเคราะห์คำสัมผัสในกลอนลำ
AI-Driven Choreography วิเคราะห์ท่าฟ้อนผ่าน Motion Capture เพื่อสร้างท่ารำใหม่
AR/VR และ Metaverse เปิดทางให้ผู้ชมทั่วโลกเข้าร่วมเทศกาลแบบเสมือนจริง
เทคโนโลยีจึงทำหน้าที่ “ขยายศักยภาพ” มากกว่าทดแทนมนุษย์ โดยยังคงให้ครูเพลงและศิลปินเป็นหัวใจหลักของการสร้างสรรค์
ผลกระทบเศรษฐกิจ–สังคมวงกว้าง
การยกระดับเทศกาลส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ศิลปิน ทีมงานเวที ช่างตัดเย็บ ไปจนถึงผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและงานในท้องถิ่น ลดการย้ายถิ่นแรงงาน
ในระดับประเทศ หมอลำรูปแบบใหม่ยังเสริม Soft Power ไทย ผ่าน Cultural Export และ Destination Branding ปักหมุดอีสานเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลดนตรีประจำปี
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
ผู้เชี่ยวชาญเสนอ 3 แนวทางสำคัญ
-
จัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลกลาง (Big Data) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ชม
-
ส่งเสริมทักษะดิจิทัลให้ศิลปินเป็น Co-creator กับเทคโนโลยี
-
รักษาดุลยภาพระหว่างความทันสมัยกับแก่นแท้ทางจิตวิญญาณ
มหาหมอลำเฟสติวัลยุคเอไอ: พลวัตทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และนวัตกรรมดิจิทัลในบริบทอีสานใหม่
1. บทนำ: รอยต่อแห่งยุคสมัยและภูมิทัศน์ใหม่ของวัฒนธรรมอีสาน
ในศตวรรษที่ 21 ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับแรงเสียดทานและการปะทะประสานครั้งสำคัญ ระหว่างรากเหง้าทางภูมิปัญญาดั้งเดิมกับกระแสคลื่นแห่งเทคโนโลยีอุบัติใหม่ (Emerging Technologies) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของ "ปัญญาประดิษฐ์" (Artificial Intelligence - AI) ที่มิได้ทำหน้าที่เพียงแค่เครื่องมืออำนวยความสะดวกทางกายภาพอีกต่อไป หากแต่กำลังรุกคืบเข้าสู่ปริมณฑลแห่งความคิดสร้างสรรค์และสุนทรียศาสตร์ ซึ่งเคยถูกสงวนไว้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านอย่าง "หมอลำ" ซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์ทางจิตวิญญาณและเครื่องมือสื่อสารทางสังคมที่ทรงอิทธิพลที่สุดของภาคอีสาน กำลังยืนอยู่บนรอยต่อของประวัติศาสตร์นี้
รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกถึงยุทธศาสตร์และกระบวนการ "ยกระดับหมอลำสู่สากล" ภายใต้การขับเคลื่อนของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) และภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
1.1 วิวัฒนาการหมอลำ: จากพิธีกรรมสู่มหรสพดิจิทัล
หากย้อนกลับไปพิจารณารากเหง้าทางประวัติศาสตร์ หมอลำถือกำเนิดขึ้นจากบริบทของ "พิธีกรรม" (Ritual) และการรักษาเยียวยา (Healing) ผ่านความเชื่อเรื่องผีและจิตวิญญาณบรรพบุรุษ ก่อนจะวิวัฒนาการมาสู่การเล่านิทานประกอบท่วงทำนอง (Storytelling) เพื่อความบันเทิงและการสอนสั่งจริยธรรม
ทว่า ในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุค "หมอลำ 5.0" หรือหมอลำยุคเอไอ มีความซับซ้อนยิ่งกว่าการเปลี่ยนเครื่องดนตรีหรือทำนอง เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับ "โครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม" (Cultural Infrastructure) ที่มีการนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Projection Mapping, AI-Driven Choreography และแพลตฟอร์มดิจิทัล เข้ามาเป็นส่วนประกอบหลักของการแสดง
2. กรอบแนวคิด: เศรษฐกิจสร้างคุณค่าและยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์
การขับเคลื่อนมหาหมอลำเฟสติวัลไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอยตัว แต่ตั้งอยู่บนฐานคิดทางนโยบายระดับชาติที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศด้วย "เศรษฐกิจสร้างคุณค่า" (Value-Based Economy) ภายใต้การสนับสนุนของ บพข. และนโยบาย Soft Power ของรัฐบาล
2.1 พลวัตของเศรษฐกิจสร้างคุณค่าในอุตสาหกรรมวัฒนธรรม
แนวคิด "เศรษฐกิจสร้างคุณค่า" มุ่งเน้นการเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ให้เป็นสินค้าเชิงนวัตกรรม (Innovation-Driven Products) โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย เป็นกลไกสำคัญ
ตารางที่ 1: การเปรียบเทียบโครงสร้างเศรษฐกิจหมอลำแบบดั้งเดิมกับเศรษฐกิจสร้างคุณค่า
| มิติการวิเคราะห์ | เศรษฐกิจหมอลำแบบดั้งเดิม (Traditional Economy) | เศรษฐกิจหมอลำสร้างคุณค่า (Value-Based Economy) |
| รูปแบบรายได้ | ค่าจ้างเหมารวมรายคณะ, ทิปหน้าเวที | บัตรเข้าชม (Ticketing), ลิขสิทธิ์สตรีมมิ่ง, สินค้าดิจิทัล (Tokens/NFTs), การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม |
| กลุ่มเป้าหมาย | ชุมชนท้องถิ่น, เจ้าภาพงานบุญ | แฟนคลับทั่วโลก (Global Fandom), นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง, คนรุ่นใหม่ |
| เทคโนโลยี | เครื่องเสียงอนาล็อก/ดิจิทัลพื้นฐาน, เวทีโครงสร้างเหล็ก | AI Data Analytics, Projection Mapping, Immersive Sound, AR/VR |
| การจัดการ | ระบบครอบครัว (Family Business) | การบริหารจัดการแบบมืออาชีพ (Professional Management), Start-up Model |
| ผลลัพธ์ที่คาดหวัง | ความสนุกสนาน, การสืบสานประเพณี | มูลค่าทางเศรษฐกิจสูง (High Value), การกระจายรายได้สู่ฐานราก (Inclusive Growth), Soft Power |
ที่มา: วิเคราะห์สังเคราะห์จากข้อมูล บพข. และยุทธศาสตร์การพัฒนาหมอลำ
2.2 บทบาทของ THACCA และนโยบาย 5F
การยกระดับหมอลำสอดรับกับนโยบายของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ (THACCA) ที่มุ่งผลักดัน 11 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในหมวด "Festival" (เทศกาล)
ยุทธศาสตร์ 5F (Food, Film, Fashion, Fighting, Festival) ถูกนำมาบูรณาการในงานมหาหมอลำเฟสติวัลอย่างชัดเจน:
Festival: การสร้างงานเทศกาลระดับนานาชาติที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว
Fashion: การออกแบบเครื่องแต่งกายหมอลำที่วิจิตรบรรจง ผสานนวัตกรรมสิ่งทอและการออกแบบร่วมสมัย โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ มมส.
Film/Content: การผลิตสื่อดิจิทัลและสารคดีเพื่อเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง
3. สถาปัตยกรรมโครงการ: มหาวิทยาลัยมหาสารคามในฐานะ Creative Hub
ความสำเร็จของการพลิกโฉมหมอลำในครั้งนี้ เกิดจากการผนึกกำลังของสหวิทยาการ (Interdisciplinary Approach) ภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) ซึ่งทำหน้าที่เป็น "Creative Hub" หรือศูนย์กลางการสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยมีการแบ่งบทบาทหน้าที่ตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์
3.1 โครงสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์
โครงการ "ยกระดับหมอลำสู่สากล" และ "มหาหมอลำเฟสติวัล" ดำเนินการภายใต้การนำของสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน (RINAC) โดยมี อาจารย์ทม เกตุวงศา เป็นผู้อำนวยการสถาบันฯ และผู้ขับเคลื่อนหลัก
วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ (College of Music): รับผิดชอบด้าน "Core Content" หรือเนื้อหาทางดนตรีและการแสดง บทบาทสำคัญคือการบ่มเพาะ (Incubate) ศิลปินหมอลำหน้าใหม่ และประสานงานกับศิลปินแห่งชาติเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ถูกต้องแม่นยำ (Authenticity) พร้อมทั้งสร้างสรรค์รูปแบบการแสดงใหม่ เช่น "หมอลำออร์เคสตร้า" (Mor Lam Orchestra) ที่ผสานดนตรีพื้นบ้านเข้ากับวงดุริยางค์สากล เพื่อยกระดับสุนทรียศาสตร์ทางดนตรีสู่ความเป็นสากล
คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์: รับผิดชอบด้าน "Visual & Aesthetic" การออกแบบทัศนศิลป์บนเวที การออกแบบท่าเต้น (Choreography) และเครื่องแต่งกาย (Costume Design) ให้มีความโดดเด่นและเหมาะสมกับรสนิยมสากล แต่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์อีสาน การทำงานของคณะนี้เปรียบเสมือนการ "Packaging" สินค้าวัฒนธรรมให้ดึงดูดสายตาชาวโลก
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ (Faculty of Informatics): รับผิดชอบด้าน "Digital Transformation" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุคเอไอ หน้าที่หลักคือการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Live Streaming คุณภาพสูง, การสร้าง Digital Content, การพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์, ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ดิจิทัลขั้นสูง เช่น Art Toy และ Token เพื่อสร้างรายได้รูปแบบใหม่ (New Monetization Models) ให้กับศิลปิน
สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน (RINAC): ทำหน้าที่เป็น "Knowledge Bank" และ "Foresight Center" ในการรวบรวมข้อมูล วิจัย และจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อฉายภาพอนาคต (Foresight) ของหมอลำ
รวมถึงการจัดตั้ง Mor Lam Innovation Lab เพื่อเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมทางวัฒนธรรม
3.2 Mor Lam Innovation Lab: ห้องปฏิบัติการทางวัฒนธรรม
การจัดตั้ง Mor Lam Innovation Lab ถือเป็นนวัตกรรมเชิงโครงสร้างที่สำคัญ พื้นที่นี้เปิดโอกาสให้นักวิจัย ศิลปิน และนักเทคโนโลยี ได้มาร่วมกันทดลอง (Experimentation) สิ่งใหม่ ๆ โดยไม่ต้องกังวลกับกรอบจารีตเดิมจนเกินไป ตัวอย่างเช่น การทดลองใช้ AI ในการวิเคราะห์ท่ารำ หรือการสร้างฉากเสมือนจริง สิ่งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ มมส. ที่ต้องการเป็นผู้นำในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมหมอลำอย่างยั่งยืน
4. นวัตกรรมพลิกโลก: AI และเทคโนโลยีอุบัติใหม่ในวัฒนธรรมหมอลำ
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีความจริงขยาย (Extended Reality - XR) ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โครงการมหาหมอลำเฟสติวัลได้นำนวัตกรรมเหล่านี้มาปรับใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ชม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรม
4.1 Projection Mapping และการปฏิวัติฉากทัศน์ (Scenography)
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการนำเทคโนโลยี Projection Mapping มาใช้แทนที่ฉากผ้าใบวาดมือแบบดั้งเดิม
กลไกการทำงาน: การฉายภาพกราฟิกเคลื่อนไหว (Motion Graphics) หรือภาพ 3 มิติ ลงบนวัตถุหรือโครงสร้างเวทีที่มีรูปทรงซับซ้อน ทำให้ฉากหลังของการแสดงสามารถ "มีชีวิต" และเปลี่ยนแปลงไปตามเนื้อเรื่องของกลอนลำได้อย่าง Real-time
ผลกระทบทางสุนทรียศาสตร์: เทคโนโลยีนี้ช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดของฉากวาดมือที่ไม่สามารถเปลี่ยนบรรยากาศได้อย่างรวดเร็ว Projection Mapping สามารถเนรมิตป่าหิมพานต์ เมืองสวรรค์ หรือฉากโลกอนาคตได้ในพริบตา สร้างความตื่นตาตื่นใจ (Spectacle) ที่ทัดเทียมกับคอนเสิร์ตระดับโลก ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ชมยุคใหม่ที่ต้องการประสบการณ์ที่หวือหวาและสมจริง
4.2 บทบาทของ AI: จากผู้ช่วยสู่ผู้ร่วมสร้างสรรค์
ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามามีบทบาทลึกซึ้งในกระบวนการสร้างสรรค์งานหมอลำ ทั้งในมิติของการประพันธ์และการออกแบบท่ารำ
Generative AI ในวรรณกรรมหมอลำ: แม้ว่าการแต่งกลอนลำจะมีความซับซ้อนทางฉันทลักษณ์และภาษาถิ่น แต่ AI ประเภท Large Language Models (LLMs) เริ่มถูกนำมาทดลองใช้ในการร่างโครงเรื่อง (Plot Generation) หรือการหาคำสัมผัสใหม่ ๆ
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของ AI ในการเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมและอารมณ์ขันแบบอีสาน (Humor) ยังคงทำให้บทบาทของ "ครูเพลง" ที่เป็นมนุษย์มีความสำคัญสูงสุด AI จึงทำหน้าที่เป็น "Co-pilot" หรือผู้ช่วยวิจัยข้อมูลมากกว่าจะเป็นผู้ประพันธ์หลัก AI-Driven Choreography: การประยุกต์ใช้ AI ในการวิเคราะห์และออกแบบท่ารำ เป็นแนวทางที่น่าสนใจ ดังกรณีศึกษาของ พิเชษฐ์ กลั่นชื่น ที่ใช้ AI ถอดรหัสท่ารำไทยเพื่อสร้างท่าใหม่
ในบริบทของหมอลำ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มมส. สามารถใช้เทคโนโลยี Motion Capture ร่วมกับ AI เพื่อวิเคราะห์องศาการเคลื่อนไหวของหมอลำครู และสร้างอัลกอริทึมสำหรับท่าฟ้อนแบบใหม่ที่ยังคงกลิ่นอายดั้งเดิมแต่มีความแปลกใหม่ (Novelty) ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตของนาฏศิลป์อีสานสู่ความเป็นร่วมสมัย
4.3 โลกเสมือน (Metaverse) และการขยายฐานผู้ชม
การนำเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) มาใช้ในงานมหาหมอลำเฟสติวัล เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการทลายกำแพงเรื่อง "สถานที่" (Locality)
Virtual Experience: การสร้างแพลตฟอร์มที่ให้ผู้ชมสามารถสวมแว่น VR เพื่อเข้าร่วมชมการแสดงหมอลำแบบสด ๆ ได้จากทุกมุมโลก (Virtual Attendance) เปรียบเสมือนการได้ยืนอยู่หน้าเวทีจริง
สิ่งนี้เปิดโอกาสให้คนไทยในต่างแดนและชาวต่างชาติที่สนใจวัฒนธรรมไทยสามารถเข้าถึงงานได้ง่ายขึ้น AR Marketing: การใช้ AR ผ่านแอปพลิเคชันมือถือเพื่อให้ข้อมูลศิลปิน หรือสร้างเอฟเฟกต์พิเศษเมื่อผู้ชมส่องกล้องไปที่เวที ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ (Engagement) ระหว่างผู้ชมกับการแสดง และสร้างประสบการณ์ที่ทันสมัย สนุกสนาน
5. กรณีศึกษาเชิงลึก: นวัตกรรมและโมเดลใหม่ทางวัฒนธรรม
โครงการมหาหมอลำเฟสติวัลและกิจกรรมต่อเนื่องได้ก่อให้เกิดนวัตกรรมทางวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวและการต่อยอดภูมิปัญญาอย่างสร้างสรรค์
5.1 หมอลำออร์เคสตร้า (Mor Lam Orchestra)
ปรากฏการณ์ "หมอลำออร์เคสตร้า"
การผสมผสาน: การนำเครื่องดนตรีอีสานที่มีเอกลักษณ์เรื่องบันไดเสียง (Scale) และจังหวะ (Rhythm) มาบรรเลงร่วมกับวงดุริยางค์สากลที่มีความซับซ้อนของเสียงประสาน (Harmony) ต้องอาศัยการเรียบเรียงเสียงใหม่ (Re-arrangement) อย่างพิถีพิถัน โดยนักวิชาการดนตรีจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มมส.
นัยยะสำคัญ: การนำหมอลำเข้าสู่บริบทของ "Orchestra" เป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้หมอลำมีความ "Classy" และเป็นสากล สามารถแสดงใน Concert Hall หรือโรงละครระดับนานาชาติได้ ซึ่งช่วยดึงดูดกลุ่มผู้ชมใหม่ ๆ ที่อาจไม่เคยสนใจหมอลำแบบดั้งเดิม
5.2 การประชุมเชิงปฏิบัติการ Foresight: หมอลำอีสานสู่สากล
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มมส. ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ "Foresight หมอลำอีสานสู่สากล"
กระบวนการ Foresight: การใช้วิธีการมองอนาคตการณ์ (Strategic Foresight) เพื่อวิเคราะห์ฉากทัศน์ (Scenarios) ที่เป็นไปได้ของอุตสาหกรรมหมอลำในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ทั้งในแง่ของโอกาส (Gain Points) และอุปสรรค (Pain Points)
ผลลัพธ์: การประชุมนี้นำไปสู่การกำหนดทิศทางการวิจัยและพัฒนาที่ตรงจุด เช่น ความต้องการเทคโนโลยีการจัดการเวที การพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศให้ศิลปิน และการสร้างมาตรฐานราคากลาง ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุก (Proactive Approach) รับมือกับความเปลี่ยนแปลง
6. ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม (Socio-Economic Impact)
การขับเคลื่อนมหาหมอลำเฟสติวัลภายใต้กรอบเศรษฐกิจสร้างคุณค่า ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภูมิภาคและประเทศ
6.1 การเติบโตของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Growth)
อุตสาหกรรมหมอลำประกอบด้วยผู้เกี่ยวข้องจำนวนมหาศาล ตั้งแต่ศิลปิน นักดนตรี แดนเซอร์ ช่างแต่งหน้า ช่างทำชุด ทีมงานเวที เครื่องเสียง รถขนส่ง ไปจนถึงแม่ค้าพ่อค้าในงาน
6.2 การสร้าง Soft Power และภาพลักษณ์ประเทศ
ความสำเร็จของหมอลำในรูปแบบใหม่จะช่วยเสริมสร้าง Soft Power ของไทยในเวทีโลก
Cultural Export: การส่งออกวัฒนธรรมดนตรีอีสานในรูปแบบที่เสพง่ายและทันสมัย ช่วยสร้างความนิยมในความเป็นไทย (Thainess)
Destination Branding: การปักหมุด "มหาหมอลำเฟสติวัล" ให้เป็นเทศกาลดนตรีประจำปี จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมาเยือนภาคอีสาน กระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบายรัฐบาล
7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
การวิเคราะห์ปรากฏการณ์ "มหาหมอลำเฟสติวัลยุคเอไอ" ชี้ให้เห็นว่า หมอลำมิได้เป็นเพียงมรดกตกทอดจากอดีต แต่เป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต (Living Cultural Resource) ที่สามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ในยุคดิจิทัล ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา (มมส.) หน่วยงานให้ทุน (บพข.) และภาคีเครือข่ายศิลปิน
ข้อค้นพบสำคัญ (Key Findings)
Technology as an Enabler: เทคโนโลยี AI, Projection Mapping และ AR/VR ไม่ได้เข้ามาทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่เข้ามาทำหน้าที่ "ขยายศักยภาพ" (Amplify) และ "เปิดมิติใหม่" (Unlock) ให้กับการแสดงหมอลำ
Academic Institution as a Driver: มหาวิทยาลัยมหาสารคามพิสูจน์ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสถาบันอุดมศึกษาในการเป็น "หัวรถจักร" ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ท้องถิ่น ผ่านการวิจัยและนวัตกรรม
Hybridity is the Key: ความสำเร็จเกิดจากการผสมผสาน (Hybridization) ระหว่างสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ (Old & New), ท้องถิ่นและสากล (Local & Global), และศาสตร์และศิลป์ (Science & Art)
ข้อเสนอแนะ (Recommendations)
การพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลกลาง (Centralized Data Platform): ควรมีการสร้างฐานข้อมูล Big Data ของศิลปินหมอลำและพฤติกรรมผู้ชม เพื่อใช้ AI วิเคราะห์และวางแผนการตลาดอย่างแม่นยำ
การส่งเสริมทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) ให้ศิลปิน: ภาครัฐและมหาวิทยาลัยควรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้ศิลปินหมอลำมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เครื่องมือดิจิทัลและ AI เพื่อให้สามารถเป็นผู้สร้างสรรค์ร่วม (Co-creator) ได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงผู้ถูกใช้งาน
การรักษาดุลยภาพแห่งความแท้จริง (Balancing Authenticity): ในขณะที่มุ่งเน้นความทันสมัย ต้องไม่ละเลยแก่นแท้และจิตวิญญาณของหมอลำ การนำเทคโนโลยีมาใช้ต้องทำด้วยความเคารพและเข้าใจในรากเหง้า เพื่อไม่ให้หมอลำกลายเป็นเพียงสินค้าฉาบฉวย แต่เป็นมรดกที่ยั่งยืน
มหาหมอลำเฟสติวัล จึงไม่ใช่เพียงงานรื่นเริง แต่คือปฏิบัติการทางวัฒนธรรมที่ประกาศศักดาของ "อีสานใหม่" ที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิในเวทีโลก โดยมีรากฐานจากภูมิปัญญาและปีกแห่งเทคโนโลยี


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น