ความสัมพันธ์ระหว่าง มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (Shan State Buddhist University: SSBU) แห่งสหภาพเมียนมา กับสองมหาวิทยาลัยสงฆ์หลักของไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) และ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) กำลังถูกยกระดับสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ในระดับภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
จุดตั้งต้นสำคัญของความร่วมมือดังกล่าว ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 ณ โรงแรมเอสดี อเวนิว กรุงเทพมหานคร ซึ่ง ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ (Prof. Dr. Ven. Khammai Dhammasami) ผู้ก่อตั้ง SSBU และเลขาธิการบริหารสมาคมมหาวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ (IABU) เป็นประธานมอบทุนการศึกษาแก่พระนิสิตชาวไทยใหญ่กว่า 100 รูป ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี โท และเอก ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย
ผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนศึกษาและการจัดการการศึกษาระหว่างประเทศ ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงพิธีมอบทุนทั่วไป หากแต่เป็น “หมุดหมายทางยุทธศาสตร์” ของการสร้างเครือข่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สงฆ์ข้ามพรมแดน
จากห้องประชุมสู่ยุทธศาสตร์สร้างชาติและศาสนา
การมอบทุนกว่า 100 รูปในคราวเดียว สะท้อนแนวคิดการสร้าง “มวลชนวิกฤตทางปัญญา” (Critical Mass) เพื่อวางรากฐานกำลังคนในระยะยาว
-
ระดับปริญญาเอก เตรียมเป็นนักยุทธศาสตร์และผู้บริหารสถาบัน
-
ระดับปริญญาโท เป็นกำลังหลักด้านการสอนและวิจัย
-
ระดับปริญญาตรี กระจายสู่ชุมชนในฐานะพระนักพัฒนาและพระนักเผยแผ่
นักวิชาการมองว่า นี่คือยุทธศาสตร์ “Nation and Religion Building through Human Resource Development” หรือการสร้างชาติและศาสนาผ่านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยมีการศึกษาสงฆ์เป็นเครื่องมือหลัก
บทบาท “สะพานเชื่อม” ของพระคำหมาย
ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ ถือเป็นบุคคลสำคัญในเครือข่ายนี้ ด้วยประสบการณ์การศึกษาระดับนานาชาติ และบทบาทใน IABU ท่านทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่าง
-
รัฐฉาน
-
มหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย
-
เครือข่ายพุทธศาสนาระดับโลก
ในวันมอบทุนปี 2562 ผู้บริหารกองวิเทศสัมพันธ์ของ มจร เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนการรับรองในระดับสถาบัน และความพร้อมของไทยในการเป็น “ศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาโลก”
โครงสร้างความร่วมมือเชิงระบบ
ความสัมพันธ์ระหว่าง SSBU กับ มจร และ มมร ดำเนินผ่านทั้งบันทึกความเข้าใจ (MOU) และความร่วมมือเชิงปฏิบัติ ได้แก่
-
การแลกเปลี่ยนคณาจารย์และนิสิต
-
การวิจัยร่วมด้านพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำโขง
-
การจัดประชุมวิชาการนานาชาติ
-
การพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษา
โดย มจร มีบทบาทเด่นด้านการบริหารกิจการคณะสงฆ์ วิปัสสนา และเครือข่าย IABU ขณะที่ มมร สนับสนุนด้านภาษาบาลี-สันสกฤต และการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย
การเยือนของคณะผู้บริหาร SSBU ต่อ มมร ในปี 2566 เพื่อศึกษาระบบบริหารและงานวิชาการ ตอกย้ำลักษณะความร่วมมือแบบ “พี่เลี้ยง–หุ้นส่วน”
ฟื้นฟูอัตลักษณ์ผ่านคัมภีร์และวิปัสสนา
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ SSBU คือการเป็นศูนย์กลางศึกษาคัมภีร์ใบลานและวรรณกรรม “ลิกหลง” ของไทยใหญ่ การที่พระนิสิตได้ศึกษาวิจัยในไทย ช่วยเพิ่มทักษะด้านการปริวรรตคัมภีร์และระเบียบวิธีวิจัยสมัยใหม่
ขณะเดียวกัน หลักสูตรของ SSBU ยังบูรณาการ “วิชาการ” กับ “วิปัสสนาธุระ” โดยได้รับอิทธิพลจากแนวทางของ มจร ทำให้เกิดรูปแบบการศึกษาที่ผสานการเรียนในห้องเรียนกับการปฏิบัติธรรมอย่างเป็นระบบ
ผลกระทบเชิงสังคมและความมั่นคงภูมิภาค
นักวิเคราะห์มองว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีนัยมากกว่าการศึกษา เพราะเกี่ยวข้องกับ
-
การพัฒนาทุนมนุษย์ สร้างผู้นำทางศาสนาในรัฐฉาน
-
การทูตพุทธศาสนา (Buddhist Diplomacy) เสริมความสัมพันธ์ไทย–เมียนมา
-
Soft Power ทางศาสนา ผ่านระบบการศึกษาสงฆ์
-
เสถียรภาพชายแดน ด้วยบทบาทพระสงฆ์ในการสร้างสันติภาพชุมชน
พระนิสิตที่สำเร็จการศึกษาจากไทย กลายเป็นเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ที่มีทักษะภาษาอังกฤษและโลกทัศน์สากล สามารถเผยแผ่ธรรมะในเวทีโลกได้
ก้าวต่อไปของเครือข่ายสงฆ์ลุ่มน้ำโขง
รายงานเสนอให้ขยายความร่วมมือในอนาคต ได้แก่
-
การทำวิทยานิพนธ์ร่วมในประวัติศาสตร์ไทย–รัฐฉาน
-
การจัดตั้งสมาคมศิษย์เก่าพระนิสิตไทยใหญ่
-
หลักสูตรอบรมระยะสั้นด้านเทคโนโลยีและการบริหารการศึกษา
บทสรุป
ความร่วมมือระหว่าง SSBU กับ มจร และ มมร ได้พัฒนาจากการช่วยเหลือเชิงเมตตา สู่การเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาพุทธศาสนาข้ามพรมแดน
พระนิสิตกว่า 100 รูปที่ได้รับทุนในปี 2562 มิได้เป็นเพียงผู้รับโอกาส แต่คือ “กองทัพธรรมทางปัญญา” ที่จะกลับไปเป็นเสาหลักของพระพุทธศาสนาในรัฐฉาน และมีบทบาทต่ออนาคตของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในศตวรรษที่ 21.
พลวัตความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์และเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉานกับมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ระหว่าง มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (Shan State Buddhist University: SSBU) แห่งสหภาพเมียนมา กับสถาบันอุดมศึกษาพระพุทธศาสนาหลักของประเทศไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) และ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) โดยใช้วาระสำคัญทางประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562 ณ โรงแรมเอสดี อเวนิว กรุงเทพมหานคร เป็นจุดตั้งต้นในการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง ซึ่งในเหตุการณ์ดังกล่าว ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ (Prof. Dr. Ven. Khammai Dhammasami) ผู้ก่อตั้ง SSBU และเลขาธิการสมาคมมหาวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ (IABU) ได้เป็นประธานมอบทุนการศึกษาแก่พระนิสิตไทยใหญ่จำนวนกว่า 100 รูป ที่กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย
การศึกษานี้สังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารวิชาการ บันทึกความเข้าใจ (MOU) และหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์นี้มิใช่เพียงการแลกเปลี่ยนทางการศึกษา (Educational Exchange) แต่เป็น "ยุทธศาสตร์การสร้างชาติและศาสนาผ่านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์" (Nation and Religion Building through Human Resource Development) ที่มีนัยสำคัญต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาเถรวาทในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รายงานฉบับนี้ครอบคลุมการวิเคราะห์โครงสร้างหลักสูตร บทบาทของผู้นำสงฆ์ และผลกระทบทางสังคมวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากการบูรณาการเครือข่ายการศึกษาข้ามพรมแดน
บทที่ 1: บทนำและบริบทความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และการศึกษาสงฆ์
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา: จากโรงแรมเอสดี อเวนิว สู่ยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง
ในท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันทางศาสนา การศึกษาของคณะสงฆ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 ณ โรงแรมเอสดี อเวนิว เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร มิใช่เพียงพิธีมอบทุนการศึกษาทั่วไป แต่เป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึง "ความสำเร็จระยะแรก" ของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรสงฆ์ในรัฐฉาน
ในวันดังกล่าว ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (SSBU) และเลขาธิการสมาคมมหาวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ (IABU) ได้เดินทางมาเป็นประธานในการมอบทุนการศึกษาให้แก่พระนิสิตชาวไทยใหญ่ (Shan) จำนวนกว่า 100 รูป ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในระดับดุษฎีบัณฑิต (ปริญญาเอก) มหาบัณฑิต (ปริญญาโท) และพุทธศาสตรบัณฑิต (ปริญญาตรี) ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) โดยมีคณะผู้บริหารจากกองวิเทศสัมพันธ์ มจร และผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน
นัยสำคัญของเหตุการณ์นี้บ่งชี้ถึงปรากฏการณ์ทางสังคมที่ซับซ้อน:
การพึ่งพาซึ่งกันและกัน (Interdependency): รัฐฉานมีทรัพยากรบุคคลที่มีศรัทธาและศักยภาพ แต่ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาขั้นสูง ในขณะที่ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและต้องการความเป็นสากล (Internationalization) ของสถาบันสงฆ์
บทบาทของผู้นำ (Leadership Role): ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้บริหารการศึกษา แต่เป็น "รัฐบุรุษทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Statesman) ที่ใช้กลไกทางการศึกษาในการยกระดับสถานะของคณะสงฆ์ไทยใหญ่ในเวทีโลก
การยอมรับจากสถาบันไทย: การเข้าร่วมของผู้บริหารระดับสูงจากกองวิเทศสัมพันธ์ มจร แสดงถึงการรับรอง (Endorsement) และความพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว
1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงลึกระหว่าง SSBU กับมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย โดยมุ่งตอบคำถามวิจัยสำคัญ ดังนี้:
โครงสร้างความสัมพันธ์และการร่วมมือระหว่าง SSBU กับ มจร และ มมร มีลักษณะและพัฒนาการอย่างไร?
บทบาทของ ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ ในฐานะ "สะพานเชื่อม" ระหว่างโลกตะวันตก (Oxford) ไทย (มจร/มมร) และรัฐฉาน (SSBU) ส่งผลต่อทิศทางการศึกษาอย่างไร?
การมอบทุนการศึกษาแก่พระนิสิตกว่า 100 รูป ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในรัฐฉานอย่างไร?
บทที่ 2: พลวัตและภูมิทัศน์การศึกษาสงฆ์ในรัฐฉานและบทบาทของไทย
2.1 สถาปัตยกรรมทางปัญญา: การก่อตั้งและวิสัยทัศน์ของ SSBU
มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (Shan State Buddhist University: SSBU) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2014 (พ.ศ. 2557) ณ เมืองตองจี (Taunggyi) เมืองหลวงของรัฐฉาน โดยมีรากฐานมาจากความพยายามที่จะสร้างสถาบันการศึกษาที่ "เป็นไท" แต่มีมาตรฐาน "สากล" ข้อมูลจากการวิจัยระบุว่า SSBU เป็นมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งแรกในรัฐฉาน
ปรัชญาและวิสัยทัศน์ (Philosophy & Vision):
วิสัยทัศน์ของ SSBU ภายใต้การนำของ ศ.ดร.พระคำหมาย คือการสร้าง "สถาบันเถรวาทที่มีความตื่นตัวและเสรี" (Vibrant and Liberal Theravada Institution) โดยได้รับแรงบันดาลใจจากมหาวิทยาลัยนาลันทาในอดีต ที่ซึ่งการศึกษาพระปริยัติธรรม (Scriptural Study) ผสานเข้ากับการวิพากษ์เชิงวิชาการ (Critical Study)
พันธกิจหลักประกอบด้วย:
การจัดการศึกษาที่มีความเข้มข้นทางวิชาการและปรับตัวได้ (Rigorous, adaptable educational programmes)
การส่งเสริมกิจกรรมที่รับใช้สังคม (Socially engaged activities)
การเป็นศูนย์กลางการศึกษาคัมภีร์ใบลาน (Manuscript Studies) เพื่ออนุรักษ์มรดกทางปัญญาของล้านนาและไทยใหญ่
2.2 บทบาทของไทยในฐานะ "ศูนย์กลางการศึกษา" (Educational Hub)
ก่อนการก่อตั้ง SSBU และแม้กระทั่งในปัจจุบัน พระภิกษุสามเณรจากรัฐฉานเผชิญข้อจำกัดทางการศึกษาในประเทศเมียนมา ทั้งจากปัญหาความไม่สงบและข้อจำกัดด้านหลักสูตร ประเทศไทยจึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางหลัก
มจร (MCU): มีบทบาทในฐานะมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีวิสัยทัศน์ในการเป็น "ศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาโลก"
และมีพันธกิจในการผลิตบัณฑิตให้มีความรู้คู่คุณธรรม บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม มมร (MBU): มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาสงฆ์และมีความร่วมมือกับสถาบันต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการแลกเปลี่ยนที่เกื้อกูลกัน: รัฐฉานส่ง "ศาสนทายาท" ที่มีศรัทธาแรงกล้าเข้ามาศึกษา ในขณะที่ไทยส่งมอบ "องค์ความรู้และระบบการจัดการ" กลับคืนไป
บทที่ 3: วิเคราะห์เจาะลึกเหตุการณ์ 15 มกราคม 2562: ยุทธศาสตร์การสร้าง "กองทัพธรรมทางปัญญา"
การวิเคราะห์เหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 ณ โรงแรมเอสดี อเวนิว จำเป็นต้องมองให้ทะลุเปลือกของพิธีกรรมไปสู่แก่นของยุทธศาสตร์
3.1 การสร้างมวลชนวิกฤตทางปัญญา (Building Critical Mass)
ตัวเลขพระนิสิต "กว่า 100 รูป" ที่ได้รับทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรี โท และเอก มีนัยสำคัญทางสถิติและยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง
ระดับปริญญาเอก (Ph.D.): กลุ่มนี้ถูกวางตัวให้เป็น "ผู้บริหารระดับสูง" (Executive Level) และ "นักยุทธศาสตร์" (Strategists) ของ SSBU และคณะสงฆ์รัฐฉานในอนาคต การศึกษาในระดับนี้ที่ มจร และ มมร เน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่และการวิจัยขั้นสูง
ระดับปริญญาโท (M.A.): กลุ่มนี้คือ "อาจารย์และนักวิชาการ" (Academics & Lecturers) ที่จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการเรียนการสอนและการวิจัยในสาขาต่างๆ ที่ SSBU กำลังเปิดสอน เช่น พุทธจิตวิทยา ปรัชญา และคัมภีร์ศึกษา
ระดับปริญญาตรี (B.A.): กลุ่มนี้คือ "ฐานกำลังปฏิบัติการ" (Operational Force) ที่จะกระจายตัวไปทำงานในระดับชุมชนและการเผยแผ่ศาสนา
การมอบทุนจำนวนมหาศาลนี้ในคราวเดียวและต่อเนื่อง สะท้อนว่า SSBU ไม่ได้ต้องการสร้าง "ฮีโร่" เพียงไม่กี่รูป แต่ต้องการสร้าง "ระบบนิเวศทางปัญญา" (Intellectual Ecosystem) ที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืน
3.2 สัญญะของสถานที่และผู้เข้าร่วม
การเลือก โรงแรมเอสดี อเวนิว (SD Avenue Hotel) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตบางพลัด กรุงเทพฯ และมักเป็นสถานที่จัดประชุมสัมมนาของคณะสงฆ์และหน่วยงานราชการไทย สะท้อนถึงการใช้ "พื้นที่กลาง" ที่สะดวกต่อการรวมตัวของพระนิสิตจากทั้ง มจร (วังน้อย/วัดมหาธาตุ) และ มมร (ศาลายา/วัดบวรนิเวศ)
การที่มี ผู้บริหารกองวิเทศสัมพันธ์ มจร และคณะเข้าร่วมในพิธี เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ระดับสถาบันที่แน่นแฟ้น
การรับรอง (Validation): การปรากฏตัวของผู้บริหารไทยเป็นการรับรองศักดิ์ศรีและสถานะของพระนิสิตไทยใหญ่ในระบบการศึกษาไทย
การสนับสนุน (Support): แสดงถึงความมุ่งมั่นของ มจร ในการดูแลสวัสดิภาพและส่งเสริมการศึกษาของพระนิสิตต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจความเป็นสากลของมหาวิทยาลัย
3.3 บทบาทของ ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ ในวันงาน
ในฐานะประธานมอบทุน ท่านไม่ได้มาในฐานะผู้ให้ทุนเพียงอย่างเดียว แต่มาในฐานะ "Role Model" หรือต้นแบบความสำเร็จ ท่านคือพระสงฆ์จากรัฐฉานที่ไปไกลถึงออกซ์ฟอร์ดและกลับมาพัฒนาบ้านเกิด สุนทรพจน์และโอวาทในวันนั้น (แม้ไม่ได้ระบุคำต่อคำในเอกสาร แต่สามารถอนุมานจากปณิธานของท่าน) ย่อมเน้นย้ำเรื่อง:
ความกตัญญูต่อสถาบัน: ทั้งต่อสถาบันสงฆ์ไทยที่ให้ที่เรียน และต่อรัฐฉานที่เป็นมาตุภูมิ
ความรับผิดชอบ (Responsibility): การศึกษาไม่ได้มีไว้เพื่อลาภยศ แต่เพื่อการกลับไปกอบกู้และฟื้นฟูพระพุทธศาสนาและสังคมในรัฐฉาน
มาตรฐานวิชาการ: การกระตุ้นให้พระนิสิตตั้งใจศึกษาให้สำเร็จตามกำหนดเพื่อกลับไปเป็นกำลังสำคัญของ SSBU
บทที่ 4: โครงสร้างความร่วมมือทางวิชาการ: มจร, มมร และ SSBU
ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทั้งสามถูกถักทอผ่านกลไกความร่วมมือที่เป็นลายลักษณ์อักษรและเครือข่ายความสัมพันธ์เชิงหน้าที่
4.1 บันทึกความเข้าใจ (MOU) และพันธกิจร่วม
หลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันถึงการลงนามใน บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) และ มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (SSBU)
การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ (Academic Exchange): การแลกเปลี่ยนคณาจารย์และนิสิต การเทียบโอนรายวิชา
การวิจัยร่วม (Joint Research): การทำวิจัยในประเด็นพุทธศาสนาลุ่มน้ำโขง ประวัติศาสตร์ และคัมภีร์โบราณ
การประชุมวิชาการ (Conferences): การร่วมจัดสัมมนาวิชาการนานาชาติ
กิจกรรมทางพระพุทธศาสนา (Buddhist Activities): การเผยแผ่ศาสนาและกิจกรรมวันสำคัญ
ตารางที่ 1 แสดงเปรียบเทียบขอบเขตความร่วมมือระหว่างสถาบัน:
| ประเด็นความร่วมมือ | มจร (MCU) กับ SSBU | มมร (MBU) กับ SSBU |
| สถานะความร่วมมือ | มี MOU เป็นทางการ | มีความร่วมมือเชิงปฏิบัติและการเยือน |
| ระดับการศึกษา | สนับสนุน ป.ตรี - ป.เอก | สนับสนุน ป.ตรี - ป.เอก |
| จุดเน้น | การบริหารกิจการคณะสงฆ์, วิปัสสนา, IABU | การศึกษาพุทธศาสนา, ภาษาบาลี-สันสกฤต |
| เครือข่าย | สำนักงานเลขาธิการ IABU ตั้งอยู่ที่ มจร | การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการบริหารและห้องสมุด |
4.2 บทบาทของสมาคมมหาวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ (IABU)
ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการบริหาร (Executive Secretary) ของ IABU และ ATBU
กลไกการทำงาน: IABU ทำหน้าที่เป็น "ร่มใหญ่" (Umbrella Organization) ที่เอื้อให้เกิดการเคลื่อนย้ายบุคลากรและองค์ความรู้ระหว่าง มจร, มมร และ SSBU ได้อย่างสะดวก
การประกันคุณภาพ: SSBU ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องระบบประกันคุณภาพการศึกษาและมาตรฐานวิชาการจาก มจร ผ่านกลไกของ IABU ทำให้หลักสูตรของ SSBU มีความเป็นสากลตั้งแต่เริ่มต้น
4.3 กรณีศึกษา: การเยือนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้
นอกเหนือจากเหตุการณ์ปี 2562 ความสัมพันธ์ยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง เช่น ในเดือนมิถุนายน 2566 คณะผู้บริหาร SSBU นำโดย ศ.ดร.พระคำหมาย และ ดร.พระปัญญานันทะ (ประธานสภามหาวิทยาลัย) ได้เดินทางเยือน มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร)
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษางานด้านการบริหารจัดการ (Administration) และงานวิชาการ (Academic Matters) รวมถึงเยี่ยมชมห้องสมุด
นัยยะ: แสดงให้เห็นว่า SSBU ใช้ มมร เป็นหนึ่งในต้นแบบ (Benchmark) ในการวางระบบบริหารจัดการมหาวิทยาลัย ซึ่งสอดคล้องกับการที่พระนิสิตไทยใหญ่จำนวนมากสำเร็จการศึกษาจาก มมร และนำระบบเหล่านั้นกลับไปประยุกต์ใช้
บทที่ 5: การพัฒนาหลักสูตรและการบูรณาการองค์ความรู้
การที่พระนิสิตไทยใหญ่ศึกษาในไทย ส่งผลให้เกิดการถ่ายเทรูปแบบการศึกษา (Educational Transfer) ที่น่าสนใจ
5.1 การผสาน "วิชาการ" กับ "วิปัสสนาธุระ"
SSBU ให้ความสำคัญกับวิชาการคู่การปฏิบัติ (Textual and Practical)
มจร: มีหลักสูตรวิปัสสนาภาวนาที่เป็นเอกลักษณ์และเข้มข้น พระนิสิตไทยใหญ่ที่ผ่านการฝึกฝนจากศูนย์ปฏิบัติธรรมตาณัง เลณัง หรือศูนย์อื่นๆ ของ มจร จะนำรูปแบบการสอนปฏิบัติกรรมฐานกลับไปใช้ที่ SSBU
ผลลัพธ์: หลักสูตรของ SSBU จึงไม่ได้มีเพียงการเรียนในห้องเรียน แต่มีการบูรณาการการปฏิบัติธรรมเข้าไว้ในวิถีชีวิตนักศึกษา ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของพุทธศาสนาแบบเถรวาท
5.2 การฟื้นฟู "คัมภีร์ศึกษา" (Manuscript Studies) และอัตลักษณ์ไทยใหญ่
หนึ่งในจุดเด่นของ SSBU คือศูนย์ศึกษาคัมภีร์ใบลาน (Centre for Manuscript Studies)
บทบาทของมหาวิทยาลัยไทย: มหาวิทยาลัยไทย (เช่น ม.เชียงใหม่ หรือ มจร วิทยาเขตเชียงใหม่) มีความเชี่ยวชาญด้านล้านนาศึกษา ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมไทยใหญ่ การที่พระนิสิตได้มาศึกษาและทำวิจัยในไทย ทำให้ได้รับทักษะการอ่านจารึก การปริวรรตคัมภีร์ และระเบียบวิธีวิจัยสมัยใหม่
การประยุกต์ใช้: พระนิสิตเหล่านี้คือกำลังสำคัญที่จะกลับไปชำระประวัติศาสตร์และสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาในรัฐฉานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
บทที่ 6: ผลกระทบทางสังคมวัฒนธรรมและความมั่นคงในภูมิภาค
ความสัมพันธ์ มจร-มมร-SSBU สร้างผลกระทบที่กว้างไกลกว่ารั้วมหาวิทยาลัย
6.1 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital Development)
การมอบทุนการศึกษา 100 ทุน คือการสร้าง "มันสมองของชาติ" (Brain Trust) ให้กับรัฐฉาน
ภาวะผู้นำ (Leadership): พระนิสิตที่จบจากไทยจะกลายเป็นผู้นำทางความคิดในชุมชน สามารถนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้กับปัญหาสมัยใหม่ เช่น ปัญหายาเสพติด ความยากจน และความขัดแย้งทางชาติพันธุ์
ภาษาและโลกทัศน์: การเรียนในไทยและระบบ SSBU ที่เน้นภาษาอังกฤษ ทำให้พระสงฆ์รัฐฉานรุ่นใหม่มีทักษะภาษาที่ดี สามารถสื่อสารธรรมะในเวทีโลกได้ (Global Dhamma Propagation)
6.2 การทูตพุทธศาสนา (Buddhist Diplomacy) และ Soft Power
ประเทศไทยใช้อำนาจละมุน (Soft Power) ผ่านการให้การศึกษาสงฆ์ เพื่อสร้างพันธมิตรที่ยั่งยืนในพม่า
ความสัมพันธ์ระดับประชาชน: พระสงฆ์ไทยใหญ่ที่จบจากไทยมีความผูกพันและทัศนคติที่ดีต่อไทย ทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรมที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
เสถียรภาพชายแดน: การมีสถาบันสงฆ์ที่เข้มแข็งในรัฐฉานช่วยสร้างเสถียรภาพทางสังคม ลดเงื่อนไขความรุนแรง และส่งเสริมสันติภาพในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า
บทที่ 7: บทสรุปและข้อเสนอแนะ
7.1 บทสรุป
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 ณ โรงแรมเอสดี อเวนิว เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของ "ความสำเร็จของความร่วมมือ" ระหว่างมหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (SSBU) กับมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย (มจร และ มมร)
SSBU ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับ แต่เป็นผู้วางยุทธศาสตร์เชิงรุกในการเตรียมคน โดยมี ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ เป็นผู้นำวิสัยทัศน์
มหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย ทำหน้าที่เป็น "แม่พิมพ์" และ "พี่เลี้ยง" ที่สนับสนุนทั้งสถานที่ องค์ความรู้ และโอกาสทางการศึกษา
พระนิสิต 100 กว่ารูป คือผลผลิตที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะเติบโตไปเป็นเสาหลักของพระพุทธศาสนาในรัฐฉานและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
ความสัมพันธ์นี้ได้ยกระดับจากการช่วยเหลือแบบดั้งเดิม ไปสู่ "ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน" (Strategic Partnership for Sustainable Development) ซึ่งจะเป็นต้นแบบของการจัดการศึกษาพุทธศาสนาข้ามพรมแดนในศตวรรษที่ 21
7.2 ข้อเสนอแนะ
การขยายผลด้านการวิจัย: ควรส่งเสริมให้มีการทำวิทยานิพนธ์หรือดุษฎีนิพนธ์ร่วมกันในหัวข้อที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ร่วมไทย-รัฐฉาน เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่
การสร้างเครือข่ายศิษย์เก่า: ควรมีการจัดตั้งชมรมหรือสมาคมศิษย์เก่าไทยใหญ่ที่จบจาก มจร/มมร อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกในการประสานงานและช่วยเหลือรุ่นน้อง
การพัฒนาหลักสูตรระยะสั้น: มหาวิทยาลัยสงฆ์ไทยควรจัดอบรมระยะสั้นด้านการบริหารการศึกษาหรือเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่บุคลากรของ SSBU เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น