วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ก้าวต่อไป “Walk for Peace” ถอดบทเรียนธรรมยาตรา 3,700 กม. สู่ยุทธศาสตร์พุทธทูตไทยในสหรัฐฯ


การเดินธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ “Walk for Peace” ข้ามสหรัฐอเมริการะยะทางกว่า 3,700 กิโลเมตร ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 และสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กำลังถูกยกระดับจาก “เหตุการณ์ประวัติศาสตร์” สู่ “ยุทธศาสตร์ระยะยาว” ของคณะพระธรรมทูตไทยและเครือข่ายพุทธศาสนาในต่างแดน


รายงานวิเคราะห์ล่าสุดระบุว่า ธรรมยาตราครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการจาริกเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นปฏิบัติการทางสังคมที่เชื่อมโยงศาสนา การเมือง และการทูตเชิงวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) ในบริบทสหรัฐอเมริกาซึ่งกำลังเผชิญภาวะความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง


ธรรมยาตราข้าม “Bible Belt” สู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ขบวนพระธุดงค์นานาชาติ 19–24 รูป รวมพระธรรมทูตไทย 8 รูป ออกเดินทางเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 จากเมืองฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส ภายใต้การนำของ Bhikkhu Paññakāra

เส้นทางตัดผ่านรัฐทางใต้ของสหรัฐฯ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “Bible Belt” ได้แก่
Texas, Louisiana, Mississippi, Alabama, Georgia, South Carolina, North Carolina, Virginia ก่อนถึงจุดหมายที่ Washington, D.C. เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569

การเลือกเส้นทางดังกล่าวถูกมองว่ามีนัยเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเป็นพื้นที่ศาสนาคริสต์เข้มข้น แต่กลับเกิดปรากฏการณ์ “ข้ามพ้นกำแพงศาสนา” ชุมชนท้องถิ่นจำนวนมากออกมาต้อนรับพระสงฆ์ ถวายน้ำและอาหาร แสดงความเคารพอย่างอบอุ่น


จากการเดินสู่กระแสไวรัล: Digital Dhamma

อีกมิติสำคัญคือพลังของสื่อดิจิทัล เพจโครงการเติบโตอย่างก้าวกระโดด มียอดผู้ติดตามนับล้านภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ภาพพระสงฆ์เดินฝ่าพายุหิมะ หรือเท้าเปล่าบนถนนยางมะตอย กลายเป็น “เนื้อหาของการกระทำ” (Content of Action) ที่สื่อสารสันติภาพได้โดยไม่ต้องใช้คำเทศนา

นักวิชาการด้านสังคมวิทยาศาสนามองว่า นี่คือรูปแบบใหม่ของ “Digital Dhamma” ที่เชื่อมโยงความโหยหาทางจิตวิญญาณของคนตะวันตกเข้ากับพุทธศาสนาเถรวาทแบบปฏิบัติจริง


พระธรรมทูตไทย 8 รูป: จากผู้ประจำวัดสู่ผู้จาริกโลก

รายงานยังเจาะลึกบทบาทของพระธรรมทูตไทย 8 รูป ซึ่งมีช่วงอายุ 29–66 ปี ส่วนใหญ่มาจากสายวัดป่าภาคอีสาน อันมีวัฒนธรรมธุดงค์เข้มแข็ง โครงสร้างวัยที่หลากหลายทำให้เกิด “พลังข้ามรุ่น” ระหว่างพระเถระผู้มากประสบการณ์กับพระหนุ่มผู้แข็งแรงและสื่อสารโลกออนไลน์ได้คล่องตัว

การก้าวออกจากบทบาท “พระประจำวัด” สู่บทบาท “พระจาริกสาธารณะ” ถูกมองว่าเป็นการปฏิวัติภาพลักษณ์พระธรรมทูตไทยในต่างแดน


เป้าหมายใหญ่: ผลักดัน “วันวิสาขบูชา” ในสหรัฐฯ

หนึ่งใน “ก้าวต่อไป” เชิงรูปธรรม คือการยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ รับรอง “วันวิสาขบูชา” เป็นวันสำคัญระดับชาติ โดยอาศัยกระแสสังคมจากธรรมยาตราเป็นแรงหนุน

แม้ United Nations จะรับรองวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลแล้ว แต่ในระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ยังไม่มีสถานะเป็นวันหยุดราชการ การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงเป็นทั้งการทูตเชิงศาสนาและการทูตวัฒนธรรมที่สะท้อนแนวคิดความหลากหลายทางศาสนา (Religious Diversity)


โมเดลใหม่ “ธรรมทูตวิถีคฤหัสถ์”

ควบคู่กับบทบาทพระสงฆ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐฯ เตรียมขยายโมเดล “เครือข่ายธรรมทูตวิถีคฤหัสถ์” ดึงฆราวาสเข้ามาร่วมทำงานเผยแผ่เชิงรุก

แนวคิดนี้แบ่งบทบาทชัดเจน

  • พระสงฆ์: ผู้นำทางจิตวิญญาณ

  • คฤหัสถ์: ผู้นำทางยุทธวิธีและการจัดการ

เบื้องหลังความสำเร็จของ Walk for Peace คือทีมฆราวาสที่ประสานงานด้านโลจิสติกส์ ความปลอดภัย และการสื่อสาร ซึ่งถูกมองว่าเป็น “พลังเงียบ” ที่ทำให้ธรรมยาตราบรรลุเป้าหมาย


Engaged Buddhism: จากสนามรบสู่สนามใจ

นักวิชาการเชื่อมโยงธรรมยาตราครั้งนี้กับสายธารพุทธศาสนาเพื่อสังคม (Engaged Buddhism) ของ Maha Ghosananda และ Thich Nhat Hanh ซึ่งใช้การเดินเป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพ

หากในอดีตเป็นการเดินท่ามกลางดงระเบิดในกัมพูชา ปัจจุบันคือการเดินท่ามกลาง “สงครามทางวัฒนธรรม” ในสหรัฐฯ เปลี่ยนสนามขัดแย้งทางการเมืองให้เป็นพื้นที่แห่งการรับฟัง


จาก “เหตุการณ์” สู่ “ขบวนการ”

บทสรุปของรายงานชี้ว่า Walk for Peace มิได้จบลงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แต่ได้เปิดยุคใหม่ของการทูตเชิงพุทธในโลกตะวันตก การผสานพลังระหว่างพระธรรมทูตผู้เปี่ยมศีลสมาธิ กับธรรมทูตคฤหัสถ์ผู้มีทักษะจัดการ อาจกลายเป็นโมเดลการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในศตวรรษที่ 21

“ก้าวต่อไป” จึงไม่ใช่เพียงการก้าวเท้า หากเป็นการก้าวทางนโยบาย ความคิด และความร่วมมือระดับสากล เพื่อวางรากฐานพุทธศาสนาในฐานะ “อารยธรรมแห่งสันติภาพ” บนเวทีโลก.

ก้าวต่อไปของธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ: พลวัตใหม่ของคณะพระธรรมทูตไทยและการทูตเชิงพุทธในสหรัฐอเมริกา

บทคัดย่อ

รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ "Walk for Peace" หรือการเดินธรรมยาตราเพื่อสันติภาพข้ามสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำเนินการโดยคณะพระธุดงค์นานาชาติจำนวน 19-24 รูป รวมทั้งคณะพระธรรมทูตไทย 8 รูป ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 การวิจัยนี้ไม่เพียงแต่บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของการเดินเท้ากว่า 3,700 กิโลเมตร แต่ยังมุ่งวิเคราะห์เชิงลึกถึง "ก้าวต่อไป" (Next Steps) ในเชิงยุทธศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ผลกระทบทางสังคมต่อสภาวะความแตกแยกทางการเมืองในสหรัฐฯ และนัยสำคัญของการยื่นข้อเรียกร้องให้ "วันวิสาขบูชา" เป็นวันหยุดราชการของสหรัฐฯ รายงานฉบับนี้ยังเจาะลึกถึงบทบาทของคณะพระธรรมทูตไทยทั้ง 8 รูป (และข้อมูลเชิงประจักษ์ของรายนามที่ปรากฏ) ในฐานะตัวแทนของ "พุทธศาสนาเพื่อสังคม" (Engaged Buddhism) ที่ก้าวข้ามกำแพงวัดสู่พื้นที่สาธารณะ พร้อมทั้งวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ใหม่ของ "ธรรมทูตวิถีคฤหัสถ์" ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาได้วางรากฐานไว้เพื่อรองรับกระแสความสนใจที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์นี้ โดยมุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ลุ่มลึก และครอบคลุมทุกมิติ เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติงานของคณะสงฆ์ไทยในระดับสากลต่อไป


บทที่ 1: บทนำและบริบทแห่งปรากฏการณ์ (Introduction and Contextualization)

1.1 รุ่งอรุณแห่งธรรมยาตราในโลกที่ผันผวน

ในท่ามกลางความผันผวนของโลกยุคศตวรรษที่ 21 ที่ซึ่งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และความแตกแยกทางความคิดในระดับปัจเจกบุคคลทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะความขัดแย้งทางการเมือง (Political Polarization) อย่างหนักหน่วง ปรากฏการณ์การเดินธรรมยาตรา "Walk for Peace" ระหว่างปี 2568-2569 ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญยิ่งในทางพุทธศาสนศึกษา (Buddhist Studies) และสังคมวิทยาศาสนา (Sociology of Religion) การเดินทางด้วยเท้าเปล่าของคณะพระสงฆ์ฝ่ายเถรวาทจากหลากหลายเชื้อชาติ รวมทั้งพระสงฆ์ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ข้ามผ่านพื้นที่ทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมที่หลากหลายของสหรัฐอเมริกา—จากรัฐเท็กซัสทางตอนใต้ สู่ศูนย์กลางอำนาจรัฐในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.—มิใช่เพียงการจาริกแสวงบุญแบบจารีตประเพณี แต่เป็นการ "ปฏิบัติการทางสังคมผ่านความเงียบ" (Social Action through Silence) ที่ทรงพลังและท้าทายกรอบคิดเดิมของการเผยแผ่ศาสนา

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อตอบคำถามสำคัญว่า "ก้าวต่อไป" ของขบวนการสันติภาพนี้คืออะไร ภายหลังจากที่คณะพระสงฆ์ได้เดินทางถึงจุดหมายและสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมอเมริกันและสังคมโลกออนไลน์อย่างมหาศาล ข้อมูลจากสถิติผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียที่พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับล้านคนภายในเวลาอันสั้น สะท้อนให้เห็นถึงความโหยหา (Yearning) ทางจิตวิญญาณของผู้คนในโลกตะวันตก ซึ่งเป็น "ช่องว่าง" ที่พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม (Traditional Temple-based Buddhism) อาจยังเข้าไม่ถึง แต่ "ธรรมยาตรา" (Dhammayatra) กลับสามารถเชื่อมต่อได้อย่างแนบเนียนและเปี่ยมประสิทธิภาพ

1.2 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์ใน 4 มิติหลัก ได้แก่:

  1. มิติปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology): การถอดบทเรียนจากกระบวนการเดินธรรมยาตรา 3,700 กิโลเมตร การปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรม และสัญญะของการเดิน

  2. มิติบุคลากร (Personnel Analysis): การวิเคราะห์เจาะลึกบทบาทและคุณลักษณะของคณะพระธรรมทูตไทย 8 รูป ที่เข้าร่วมโครงการ ในฐานะตัวแทนของคณะสงฆ์ไทย

  3. มิติยุทธศาสตร์ (Strategic Implication): การวิเคราะห์ข้อเรียกร้องวันวิสาขบูชา และโมเดล "เครือข่ายธรรมทูตวิถีคฤหัสถ์" ของ มจร.

  4. มิติทฤษฎี (Theoretical Framework): การเชื่อมโยงกับแนวคิด Engaged Buddhism และการสร้างสันติภาพในสังคมที่มีความขัดแย้งสูง

ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์อ้างอิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ข่าวสาร และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Walk for Peace USA 2025-2026 รวมถึงเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์พระธรรมทูตของไทยในต่างแดน


บทที่ 2: ปรากฏการณ์ Walk for Peace 2025-2026: สัญญะแห่งสันติภาพบนท้องถนน

2.1 โครงสร้าง เวลา และเส้นทางแห่งความเพียร

โครงการ Walk for Peace เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรม ฮวง เต๋า วิปัสสนา ภาวนา (Hương Đạo Vipassana Bhavana Center) ในเมืองฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส ภายใต้การนำของ ภิกขุ ปัญญากระ (Bhikkhu Paññakāra) พระสงฆ์ชาวเวียดนามที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล โครงการนี้กำหนดระยะเวลาเดินทางรวมทั้งสิ้น 108 วัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญทางจิตวิญญาณ ตัวเลข 108 ในทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมตะวันออกสื่อถึงความสมบูรณ์ของจักรวาล (Cosmic Wholeness) และจำนวนกิเลสที่ต้องชำระล้าง การกำหนดกรอบเวลาเช่นนี้ทำให้การเดินมิใช่เพียงการเดินทางทางกายภาพ แต่เป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อชำระจิตใจในทุกย่างก้าว

ระยะทางกว่า 2,300 ไมล์ หรือประมาณ 3,700 กิโลเมตร ที่คณะพระสงฆ์ก้าวเดินผ่าน เป็นเส้นทางที่ตัดผ่านพื้นที่ที่เรียกขานว่า "Bible Belt" หรือเข็มขัดแห่งพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเข้มข้นของการนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์และอีแวนเจลิคัลสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา เส้นทางนี้ประกอบด้วยรัฐเท็กซัส (Texas), ลุยเซียนา (Louisiana), มิสซิสซิปปี (Mississippi), อะแลบามา (Alabama), จอร์เจีย (Georgia), เซาท์แคโรไลนา (South Carolina), นอร์ทแคโรไลนา (North Carolina), เวอร์จิเนีย (Virginia) และสิ้นสุดที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (Washington D.C.)

ตารางที่ 1: เส้นทางและไทม์ไลน์สำคัญของ Walk for Peace 2025-2026

ช่วงเวลา (Timeline)สถานที่/เหตุการณ์ (Location/Event)ระยะทาง/สถานะ (Distance/Status)นัยสำคัญ (Significance)
26 ต.ค. 2568เริ่มต้นที่ Fort Worth, Texasจุดเริ่มต้น (Mile 0)การประกาศสัจจะอธิษฐานเริ่มเดิน
พ.ย. - ธ.ค. 2568ผ่านรัฐทางใต้ (LA, MS, AL, GA)ระยะทางช่วงแรกการเดินผ่าน Bible Belt และการต้อนรับจากชุมชนคริสต์
ม.ค. 2569ผ่าน Carolinas และ Virginiaช่วงฤดูหนาวและพายุหิมะบททดสอบความอดทน (Khanti) ต่อสภาพอากาศเลวร้าย
10 ก.พ. 2569ถึง Washington D.C.จุดหมายปลายทาง (Mile 2,300)การแสดงเชิงสัญลักษณ์ที่ศูนย์กลางอำนาจรัฐ
11-13 ก.พ. 2569กิจกรรมใน D.C.พิธีการและยื่นข้อเรียกร้องการพบปะผู้นำศาสนาอื่นและการยื่น Petition วันวิสาขบูชา
14 ก.พ. 2569กลับถึง Fort Worth, Texasการกลับคืนสู่เหย้า (Homecoming)ครบรอบ 112 วัน และวันวาเลนไทน์ (วันแห่งความรักสากล)

การเลือกเส้นทางนี้มีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง การนำ "ความต่าง" ทางรูปลักษณ์ (จีวรสีกลัด ศีรษะโล้น เท้าเปล่า) เข้าไปสัมผัสกับ "ความเชื่อ" ที่เข้มข้นของท้องถิ่นภาคใต้ของสหรัฐฯ กลับไม่ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้ง แต่กลับสร้างปรากฏการณ์ของการ "ข้ามพ้นกำแพงศาสนา" ชาวอเมริกันในพื้นที่เหล่านี้ ซึ่งมักถูกมองว่าอนุรักษ์นิยม กลับออกมาต้อนรับ ถวายน้ำ และแสดงความเคารพ สะท้อนให้เห็นว่า สารแห่ง "สันติภาพ" เป็นภาษาสากลที่อยู่เหนือความแตกต่างทางศาสนบัญญัติ

2.2 "อโลกา" (Aloka): ทูตสันติภาพสี่ขาและมิติของความเมตตาข้ามสายพันธุ์

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Walk for Peace 2026 กลายเป็นปรากฏการณ์ไวรัล (Viral Phenomenon) และเข้าถึงใจคนอเมริกันได้ทุกเพศทุกวัย คือการปรากฏตัวของสุนัขกู้ภัยชื่อ "อโลกา" (Aloka) อโลกาไม่ใช่เพียงสัตว์เลี้ยงที่ร่วมเดินทาง แต่ในทางสัญญะวิทยา (Semiology) และจิตวิทยาสังคม อโลกาทำหน้าที่เป็น "ตัวกลางเชื่อมโยง" (Social Catalyst) ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด

ในบริบทสังคมตะวันตก "สุนัข" มีสถานะเป็นสมาชิกในครอบครัว (Family Member) และเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์และมิตรภาพ การที่คณะพระสงฆ์ดูแลสุนัขตัวหนึ่งด้วยความรัก แบ่งปันที่พักและอาหาร และพาเดินเท้าไปด้วยกันนับพันไมล์ เป็นการสื่อสารธรรมะข้อ "เมตตาธรรม" (Loving-kindness/Metta) ในระดับที่ลึกซึ้งกว่าคำเทศนาใดๆ

  • การทลายกำแพง: ผู้คนที่ไม่กล้าเข้าหาพระสงฆ์เพราะความเกรงใจหรือความแตกต่างทางวัฒนธรรม กลับกล้าที่จะเดินเข้ามาทักทาย "อโลกา" ซึ่งเปิดโอกาสให้พระสงฆ์ได้สนทนาธรรมและให้พร

  • สัญลักษณ์ของสังสารวัฏ: อโลกา ซึ่งเป็นสุนัขกู้ภัยจากอินเดีย เป็นตัวแทนของสรรพสัตว์ที่ร่วมเวียนว่ายตายเกิด และต้องการความรักความเมตตาไม่ต่างจากมนุษย์ การมีอยู่ของอโลกาช่วยยืนยันหลักการพุทธศาสนาที่ว่า "สันติภาพต้องครอบคลุมทุกชีวิต" (Peace for all sentient beings)

2.3 พลวัตบนโลกดิจิทัล: จากจาริกสู่กระแสไวรัล (Digital Dhamma)

ข้อมูลสถิติระบุว่า เพจ Facebook ของโครงการซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2568 เติบโตอย่างก้าวกระโดดสู่ 1 ล้านผู้ติดตามในวันที่ 11 มกราคม 2569 และแตะ 2 ล้านในอีก 11 วันถัดมา โดยมียอดผู้ติดตามรวมกว่า 2.8 ล้านคนบน Facebook และ 1.9 ล้านคนบน Instagram ณ วันสิ้นสุดโครงการ

ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึง "Digital Dhamma" รูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้เกิดจากการนั่งเทศนาหน้ากล้อง แต่เกิดจาก "Content of Action" หรือเนื้อหาของการกระทำที่สื่อสารผ่านภาพและวิดีโอ

  • พลังของภาพ (Visual Power): ภาพของพระสงฆ์เดินฝ่าพายุหิมะในเวอร์จิเนีย หรือภาพเท้าเปล่าที่ย่ำไปบนถนนยางมะตอยที่ร้อนระอุ เป็นภาพที่กระตุกจิตสำนึก (Shock to the conscience) ของผู้ชม ทำให้เกิดคำถามว่า "ทำไมพวกเขาต้องลำบากขนาดนี้?" นำไปสู่การค้นหาคำตอบเรื่อง "สันติภาพ" และ "ความเสียสละ"

  • ปฏิกิริยาทางอารมณ์ (Emotional Resonance): วิดีโอสั้นๆ ที่แสดงให้เห็นชาวอเมริกันที่น้ำตาไหลเมื่อได้เห็นพระสงฆ์ หรือก้มลงกราบโดยสัญชาตญาณ สะท้อนถึงสภาวะที่เรียกว่า "ทัสสนานุตตริยะ" (Dassananuttariya) หรือ "การเห็นอันเยี่ยม" ตามหลักพุทธศาสนา คือการได้เห็นผู้สงบระงับแล้วเกิดความเลื่อมใสโดยไม่ต้องใช้คำพูด ธรรมยาตราครั้งนี้จึงเป็นการพิสูจน์ว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงโฆษณาชวนเชื่อ "ความเงียบ" และ "การทำจริง" กลับเป็นเสียงที่ดังที่สุด


บทที่ 3: การวิเคราะห์คณะพระธรรมทูตไทย: ผู้นำทางจิตวิญญาณในแดนไกล

3.1 โครงสร้างและคุณลักษณะของคณะพระธรรมทูตไทย 8 รูป

แม้ว่าคณะเดินธุดงค์จะประกอบด้วยพระสงฆ์จากหลายชาติ แต่บทบาทของพระสงฆ์ไทยมีความโดดเด่นในฐานะตัวแทนจากประเทศที่มีประชากรพุทธเถรวาทหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีประเพณีการธุดงค์ที่เข้มแข็ง จากข้อมูลที่อ้างถึง "พระธรรมทูตไทย 8 รูป" [User Query] และหลักฐานเชิงประจักษ์จากแหล่งข้อมูล สามารถจำแนกและวิเคราะห์รายละเอียดของคณะพระธรรมทูตไทยกลุ่มนี้ได้ ดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2: รายนามและข้อมูลสังกัดของคณะพระธรรมทูตไทยในโครงการ Walk for Peace

ลำดับชื่อ/ฉายา (Name)อายุ (Age)สังกัดวัด/จังหวัด (Temple/Province)บทบาทและข้อสังเกต (Analysis)
1พระพงสวัสดิ์ เลาหสกุลวงศ์66วัดปราสาทบุญญาวาสพระเถระอาวุโส (Elder): การเข้าร่วมเดินในวัย 66 ปี แสดงถึงบารมีธรรมและความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เป็นที่ยึดเหนี่ยวของคณะสงฆ์รุ่นลูกหลาน
2พระถิรศักดิ์52วัดดงก้าวกัลยาราม จ.ศรีสะเกษพระมัชฌิมะ (Middle Era): เป็นกำลังหลักในการบริหารจัดการและเชื่อมประสานระหว่างวัย
3พระอาจารย์รัตนศักดิ์ ชาวยอด43วัดป่าสามัคคีโนนกุด จ.อุดรธานีสายพระป่า (Forest Tradition): สังกัดวัดป่าในภาคอีสาน บ่งบอกถึงความชำนาญในธุดงควัตรและความอดทน
4พระศุภลักษณ์ คลังทอง41วัดสุวรรณโพธิ์ชัย จ.หนองบัวลำภูสายพระป่า: มาจากพื้นที่ที่มีความเข้มข้นทางวัฒนธรรมพุทธแบบอีสาน
5พระพิเชษฐ์ ปิยธมฺโม (เกศมี)40วัดธารทอง จ.นครศรีธรรมราชตัวแทนภาคใต้: สะท้อนความหลากหลายทางภูมิภาคของคณะสงฆ์ไทยที่เข้าร่วม
6พระณัฐพล32วัดโนนสว่าง จ.อุดรธานีพระนวกะ/รุ่นใหม่ (Young Generation): เป็นกำลังสำคัญทางกายภาพและอาจมีบทบาทในการสื่อสารยุคใหม่
7พระพรชัย คำแย้ม (อธิจิตฺโต)29วัดโศกน้อย จ.นครราชสีมาอายุน้อยที่สุด: ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่สืบทอดศาสนธรรม แสดงถึงความยั่งยืนขององค์กรสงฆ์
8

--หมายเหตุ: คาดว่าเป็นพระธรรมทูตที่เข้าร่วมสมทบหรือทำหน้าที่สนับสนุน (Support Team) หรืออาจเป็นข้อมูลที่ตกหล่นในรายงานข่าว

การวิเคราะห์เชิงลึกด้านประชากรศาสตร์และสังกัด:

  • ความหลากหลายของช่วงวัย (Intergenerational Synergy): โครงสร้างอายุของพระธรรมทูตไทยมีความสมดุลอย่างยิ่ง มีตั้งแต่พระเถระอายุ 66 ปี ไปจนถึงพระหนุ่มอายุ 29 ปี ช่องว่างระหว่างวัยนี้ (Generation Gap) ถูกปิดลงด้วยเป้าหมายเดียวกัน (Shared Goal) การมีพระเถระร่วมเดินช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ (Credibility) และความเคารพศรัทธา ในขณะที่พระหนุ่มช่วยในเรื่องพละกำลังและการปรับตัวต่อเทคโนโลยี

  • รากฐานทางภูมิศาสตร์ (Geographical Roots): พระสงฆ์ส่วนใหญ่ (5 ใน 7 รูปที่ระบุจังหวัด) มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อุดรธานี, หนองบัวลำภู, ศรีสะเกษ, นครราชสีมา) ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ "วัฒนธรรมพระป่า" (Forest Monk Tradition) เข้มแข็งที่สุดในไทย พระสายป่ามีความคุ้นเคยกับการเดินเท้าจาริก การฉันมื้อเดียว และการนอนกลางดินกินกลางทราย (Living close to nature) ทักษะเหล่านี้เป็น "Soft Skill" สำคัญที่ทำให้คณะพระธรรมทูตไทยสามารถเป็นผู้นำในการเดินเท้าข้ามทวีปที่มีความทุรกันดารและสภาพอากาศแปรปรวนได้เป็นอย่างดี

  • การก้าวข้ามบทบาท (Role Transcendence): ปกติพระธรรมทูตในสหรัฐฯ มักทำหน้าที่ประจำวัด (Stationary Role) ดูแลชุมชนไทย แต่กลุ่มนี้เลือกทำหน้าที่เชิงรุก (Active/Mobile Role) ซึ่งเป็นการปฏิวัติภาพลักษณ์ของพระธรรมทูตไทยจากการเป็น "ผู้เฝ้าวัด" มาเป็น "ผู้จาริก" เพื่อสันติภาพระดับโลก

3.2 ความท้าทายและการปรับตัวของพระธรรมทูตไทย

การเดินธุดงค์ในสหรัฐฯ ต่างจากการเดินในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง พระธรรมทูตไทยต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ:

  1. สภาพอากาศ (Climate): การเดินในช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) ผ่านรัฐเวอร์จิเนียและดี.ซี. ต้องเจอกับพายุหิมะและอุณหภูมิติดลบ ซึ่งพระสงฆ์ไทยไม่คุ้นชิน การปรับตัวด้วยการครองจีวรที่มิดชิดขึ้นหรือการใช้อุปกรณ์กันหนาวที่ยังคงสมณสารูป เป็นเรื่องที่ต้องบริหารจัดการ

  2. วัฒนธรรมอาหาร (Alms Round): การบิณฑบาตแบบไทยทำได้ยากในชนบทอเมริกา คณะสงฆ์ต้องปรับตัวโดยอาศัยการสนับสนุนจากจุดพัก (Supporter stops) หรือการรับถวายอาหารแบบมื้อเดียวที่เคร่งครัดท่ามกลางทรัพยากรที่จำกัด

  3. กฎหมายและการจราจร (Legal & Safety): การเดินบนไหล่ทางของถนนไฮเวย์สหรัฐฯ มีความเสี่ยงสูง มีรายงานอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับคณะ ทำให้ต้องมีการประสานงานกับตำรวจท้องถิ่น (State Troopers) เพื่อนำขบวน ซึ่งพระธรรมทูตไทยต้องเรียนรู้กฎจราจรและมารยาททางสังคมแบบตะวันตกอย่างรวดเร็ว


บทที่ 4: "ก้าวต่อไป" เชิงยุทธศาสตร์: ผลักดันวันวิสาขบูชาและการทูตวัฒนธรรม

ภายหลังความสำเร็จของการเดินธรรมยาตราที่สิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คำถามสำคัญคือ "แล้วอย่างไรต่อ?" (What's Next?) ข้อมูลจากการวิจัยชี้ให้เห็นถึงยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ประการที่จะขับเคลื่อนต่อไป:

4.1 ยุทธศาสตร์นิติบัญญัติ: การผลักดัน "วันวิสาขบูชา" สู่ทำเนียบขาว

เป้าหมายเชิงรูปธรรมที่สุดประการหนึ่งของการเดินครั้งนี้ ซึ่งระบุไว้ชัดเจนในแผนงานเมื่อคณะสงฆ์เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คือการยื่นรายชื่อและข้อเรียกร้องต่อรัฐสภาสหรัฐฯ (Congress) และรัฐบาลกลาง เพื่อให้รับรอง "วันวิสาขบูชา" (Vesak Day) เป็นวันหยุดราชการหรือวันสำคัญระดับชาติ (National Holiday/Observance)

การวิเคราะห์ความเป็นไปได้และนัยสำคัญ (Feasibility & Significance):

  • สถานะปัจจุบัน: องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้รับรองวันวิสาขบูชาเป็น "วันสำคัญสากล" (International Day of Vesak) มาตั้งแต่ปี 2542 แต่ในสหรัฐฯ ยังไม่มีการรับรองเป็นวันหยุดระดับชาติ (Federal Holiday) อย่างเป็นทางการ แม้จะมีการเฉลิมฉลองในชุมชนพุทธ

  • นัยทางการเมืองและการทูต (Diplomatic Soft Power): การยื่นข้อเรียกร้องนี้ไม่ใช่เรื่องทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ "ความหลากหลายและการยอมรับ" (Diversity and Inclusion) หากสหรัฐฯ รับรองวันวิสาขบูชา จะเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำโลกเสรีที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางศาสนา (Religious Freedom) อย่างแท้จริง

  • ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน: การใช้ "กระแสสังคม" จาก Walk for Peace เป็นแต้มต่อ (Leverage) คณะสงฆ์ไม่ได้เดินเข้าไปมือเปล่า แต่เดินเข้าไปพร้อมกับรายชื่อผู้สนับสนุนนับล้านคนจากโซเชียลมีเดีย และความประทับใจของชาวอเมริกันตลอดเส้นทาง สิ่งนี้ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติ (Lawmakers) ยากที่จะปฏิเสธการพิจารณาญัตตินี้ การล็อบบี้ (Lobbying) ในเชิงสันติวิธีนี้ถือเป็นมิติใหม่ของการเมืองภาคพลเมืองชาวพุทธในสหรัฐฯ (Buddhist Civic Engagement)

4.2 ยุทธศาสตร์องค์กร: การปฏิรูปสู่ "เครือข่ายธรรมทูตวิถีคฤหัสถ์"

นอกจากการเคลื่อนไหวของพระสงฆ์แล้ว "ก้าวต่อไป" ที่สำคัญซึ่งขับเคลื่อนโดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา คือการปฏิรูปโครงสร้างการเผยแผ่ศาสนาผ่าน "เครือข่ายธรรมทูตวิถีคฤหัสถ์" (Lay Dhammaduta Network)

ปัญหาและทางออก:

  • ปัญหา (Pain Point): พระสงฆ์ไทยในต่างแดนมีจำนวนจำกัด และมีข้อจำกัดทางพระวินัยที่ทำให้การขับเคลื่อนงานบางอย่างไม่คล่องตัว (เช่น การขับรถ, การติดต่อธุรกิจบางประเภท, การเข้าถึงพื้นที่ทางโลก) อีกทั้งกำแพงทางภาษาและวัฒนธรรมยังเป็นอุปสรรค

  • ทางออก (Solution): มจร. และสมัชชาสงฆ์ฯ จึงมีมติจัดตั้งเครือข่ายที่ดึง "คฤหัสถ์" (Laypeople) เข้ามาเป็นผู้เล่นหลัก โดยยกระดับจาก "ผู้สนับสนุน" (Supporter) เป็น "ทูตธรรม" (Messenger)

    • การฝึกอบรม: ฆราวาสเหล่านี้ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรเข้มข้นจาก มจร. เพื่อให้มีความรู้ธรรมะที่ถูกต้องและทักษะการสื่อสารสากล

    • การทำงานร่วมกัน (Synergy): พระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ (Spiritual Leader) ส่วนคฤหัสถ์ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางยุทธวิธี (Tactical Leader) ขับเคลื่อนงานภาคสนาม

    • ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: โครงการ Walk for Peace เป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจน เพราะเบื้องหลังการเดินของพระ 19-24 รูป คือทีมงานฆราวาสที่ขับรถเซอร์วิส ประสานงานตำรวจ และจัดการเรื่องที่พัก หากไม่มี "ธรรมทูตวิถีคฤหัสถ์" เหล่านี้ ภารกิจย่อมไม่อาจสำเร็จได้ โมเดลนี้จึงจะถูกขยายผลไปยังวัดไทยทั่วโลก

4.3 ยุทธศาสตร์สังคม: การเยียวยาความแตกแยกทางการเมือง (Depolarization)

Walk for Peace 2026 เกิดขึ้นและสิ้นสุดในช่วงเวลาที่สังคมอเมริกันยังคงบอบช้ำจากความแตกแยกทางการเมือง (Post-election division)

บทบาทของพุทธศาสนาในการสลายขั้ว (Depolarizing Agent):

  • พื้นที่กลาง (Neutral Ground): ในขณะที่คริสตจักรบางแห่งในสหรัฐฯ ถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมือง แต่ "พระสงฆ์จากตะวันออก" กลับถูกมองเป็น "คนนอก" ที่เป็นกลาง (Neutral Outsider) ทำให้สามารถเดินผ่านพื้นที่ของทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาได้โดยไม่ถูกต่อต้าน

  • การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening): แนวทางของท่านติช นัท ฮันห์ ที่ถูกนำมาใช้ คือการรับฟังความทุกข์ของผู้คนโดยไม่ตัดสิน ชาวอเมริกันที่รู้สึกว่าเสียงของตนไม่มีใครได้ยิน (The Unheard) รู้สึกได้รับการเยียวยาเมื่อได้ระบายความทุกข์กับพระสงฆ์ที่เดินผ่านหน้าบ้าน

  • ก้าวต่อไป: คณะสงฆ์ไทยสามารถใช้บทเรียนนี้ในการจัดกิจกรรม "เสวนาสันติภาพ" (Peace Dialogue) ในชุมชนต่างๆ โดยใช้วัดไทยเป็นศูนย์กลาง เพื่อดึงคนที่มีความเห็นต่างมาทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การทำสมาธิ หรือการบำเพ็ญประโยชน์ ซึ่งจะช่วยลดอคติและความเกลียดชังในสังคมได้


บทที่ 5: การวิเคราะห์เชิงทฤษฎี: พุทธศาสนาเพื่อสังคม (Engaged Buddhism)

5.1 สืบสานสายธารธรรมยาตรา: จาก "มหาโฆสานันทะ" สู่ "Walk for Peace"

Walk for Peace 2026 มิใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นลอยๆ แต่เป็นการสืบทอดมรดกทางความคิดและปฏิบัติการของบูรพาจารย์สาย "Engaged Buddhism" (พุทธศาสนาเพื่อสังคม) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จพระมหาโฆสานันทะ (Maha Ghosananda) แห่งกัมพูชา และ ท่านติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) แห่งเวียดนาม

การเปรียบเทียบเชิงวิเคราะห์:

  • Maha Ghosananda's Dhammayatra: ในทศวรรษ 1990 ท่านมหาโฆสานันทะนำพระสงฆ์เดินฝ่าดงระเบิดและสงครามกลางเมืองในกัมพูชา เพื่อเรียกขวัญกำลังใจและนำสันติภาพกลับคืนสู่แผ่นดิน ท่านใช้การเดินเป็นเครื่องมือในการ "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามธรรม"

  • Walk for Peace 2026: แม้สหรัฐฯ จะไม่มีสงครามกลางเมืองที่ใช้กระสุนจริง แต่มี "สงครามทางวัฒนธรรม" (Culture War) และความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่รุนแรง คณะพระธรรมทูตไทยและนานาชาติได้นำจิตวิญญาณของธรรมยาตรามาใช้ในบริบทใหม่ คือการเดินเพื่อ "เชื่อมรอยร้าวในใจคน" (Heal the divide) โดยเปลี่ยนจากดงระเบิดมาเป็นดงความขัดแย้งทางการเมือง

  • Thich Nhat Hanh's Mindful Walking: แนวคิด "เดินอย่างมีสติ" ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลัก ไม่ใช่การเดินเพื่อประท้วง (Protest) แต่เป็นการเดินเพื่อ "เป็นสันติภาพ" (Be Peace) ในทุกย่างก้าว นัยสำคัญคือ "สันติภาพไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่คือวิถีทาง" (Peace is every step)

5.2 จิตวิทยาสังคม: ปรากฏการณ์ "ทัสสนานุตตริยะ" ในโลกตะวันตก

ในทางจิตวิทยาและพุทธศาสตร์ ปรากฏการณ์ที่ชาวอเมริกันจำนวนมากร้องไห้หรือเกิดความปิติเมื่อเห็นขบวนพระ สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการ "Dassananuttariya" (ทัสสนานุตตริยะ - การเห็นอันเยี่ยม)

  • Contrast Effect: ในสังคมทุนนิยมที่เร่งรีบ (Fast-paced Capitalism) ภาพของนักบวชที่เดินช้าๆ เท้าเปล่า สงบสำรวม สร้างความแตกต่างอย่างสุดขั้ว (Stark Contrast) กับสิ่งแวดล้อม ทำให้จิตของผู้พบเห็นเกิดการ "หยุด" (Pause) และ "ฉุกคิด" (Reflect) โดยอัตโนมัติ

  • Non-verbal Conversion: การเผยแผ่ศาสนาในอดีตเน้นการใช้ "วจนะ" (คำสอน/คัมภีร์) แต่ Walk for Peace ใช้ "อวัจนะ" (กายภาพ/การกระทำ) ซึ่งข้ามพ้นกำแพงภาษา (Language Barrier) ทำให้คนที่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษหรือไม่รู้จักพุทธศาสนาเลย สามารถเข้าถึง "รสพระธรรม" ได้ผ่านความรู้สึก ซึ่งเป็นวิธีการที่สอดคล้องกับจริตของคนยุคใหม่ที่เบื่อหน่ายถ้อยคำโฆษณาชวนเชื่อ


บทที่ 6: บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Conclusion and Recommendations)

6.1 สรุป: จาก "เหตุการณ์" สู่ "ขบวนการ" ที่ยั่งยืน

Walk for Peace 2026 ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยน "ศาสนธรรม" ให้เป็น "ปฏิบัติการทางสังคม" ที่จับต้องได้ คณะพระธรรมทูตไทย 8 รูป และคณะสงฆ์นานาชาติ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาเถรวาทมีศักยภาพในการปรับตัว (Adaptability) เพื่อตอบสนองต่อโจทย์ของโลกตะวันตกได้ โดยไม่สูญเสียแก่นแท้ (Authenticity) การเดินครั้งนี้ไม่ได้จบลงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หรือการกลับถึงเท็กซัส แต่ได้จุดประกายไฟแห่งศรัทธาและการตื่นรู้ในใจของผู้คนนับล้าน

6.2 ข้อเสนอแนะสำหรับ "ก้าวต่อไป" (Recommendations)

เพื่อให้ผลแห่งการเดินครั้งนี้ยั่งยืนและต่อยอดไปสู่อนาคต รายงานฉบับนี้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อคณะสงฆ์ไทย มหาวิทยาลัยสงฆ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้:

ตารางที่ 3: ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับก้าวต่อไป

ด้าน (Area)ข้อเสนอแนะ (Recommendation)รายละเอียดการปฏิบัติ (Action Plan)
1. ด้านนโยบายสาธารณะติดตามผลวันวิสาขบูชาจัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Task Force) ระหว่างสมัชชาสงฆ์ฯ และองค์กรพุทธนานาชาติ เพื่อติดตามสถานะของ Petition ในรัฐสภาสหรัฐฯ และประสานงานกับนักการเมืองท้องถิ่น (Local Representatives) ในรัฐที่เดินผ่านเพื่อขอเสียงสนับสนุน
2. ด้านองค์กรขยายผลธรรมทูตคฤหัสถ์มจร. ควรเร่งพัฒนาหลักสูตร "ธรรมทูตวิถีคฤหัสถ์" โดยถอดบทเรียน (Case Study) จาก Walk for Peace มาเป็นกรณีศึกษาหลัก เน้นทักษะการบริหารจัดการโครงการ (Project Management) และการสื่อสารภาวะวิกฤต
3. ด้านการสื่อสารDigital Dhamma Platformสร้างแพลตฟอร์มกลางที่รวบรวมเรื่องราวและคำสอนจากการเดิน แปลเป็นภาษาอังกฤษและสเปน เพื่อหล่อเลี้ยงชุมชนออนไลน์กว่า 2 ล้านคนให้กลายเป็น "ผู้ปฏิบัติธรรม" (Practitioners) ในระยะยาว
4. ด้านกิจกรรมMini Peace Walksจัดกิจกรรมเดินธรรมยาตราขนาดเล็ก (Regional Walks) ในแต่ละรัฐเป็นประจำทุกปี เพื่อรำลึกเหตุการณ์และรักษาเครือข่ายความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่น (Community Engagement)
5. ด้านบุคลากรเฟ้นหา "พระธรรมทูตพันธุ์แกร่ง"คัดเลือกพระสงฆ์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม (กายแกร่ง-ใจนิ่ง-ปัญญาดี) จากวัดป่าหรือสายปฏิบัติ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจเชิงรุกในลักษณะนี้ในอนาคต ไม่จำกัดอยู่แต่พระสายวิชาการ

บทส่งท้าย:

"ก้าวต่อไป" ของธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ จึงมิใช่เพียงการก้าวเท้าเดินบนถนนอีกต่อไป แต่เป็นการ "ก้าวทางความคิด" (Intellectual Stride) และ "ก้าวทางนโยบาย" (Policy Stride) ที่จะปักธงธรรมจักรให้โบกสะบัดในใจกลางสังคมอเมริกันและเวทีโลกอย่างมั่นคง การผสานพลังระหว่าง "พระธรรมทูต" ผู้เปี่ยมด้วยศีลและสมาธิ กับ "ธรรมทูตคฤหัสถ์" ผู้เปี่ยมด้วยทักษะและการจัดการ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ไขประตูสู่ยุคใหม่ของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา—ยุคที่พุทธธรรมไม่ได้เป็นเพียงศาสนาแห่งการหลุดพ้นส่วนตน แต่เป็น "อารยธรรมแห่งสันติภาพ" (Civilization of Peace) สำหรับมวลมนุษยชาติ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง: 14 กุมภาไม่ใช่วันของเรา

[Verse 1] เขาว่ากันว่ากุหลาบต้องสีแดง ช็อกโกแลตต้องแพงในวันแห่งความหวาน คนหนุ่มสาวเขาจับมือเดินข้างกัน แต่ฉันนั้นแอบยิ้มเบา ๆ อยู่ไกล ๆ [Pre...