วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

พลวัตสันติภาพรัฐฉาน ปี 2026: วันชาติไทใหญ่ปีที่ 79 กับโจทย์ใหญ่รัฐธรรมนูญเปลี่ยนผ่านและสหพันธรัฐจากฐานราก


รัฐฉานเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญท่ามกลางความขัดแย้งยืดเยื้อหลังรัฐประหารเมียนมา 2021 ล่าสุดในปี 2026 การเฉลิมฉลองวันชาติไทใหญ่ปีที่ 79 เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงพิธีรำลึกเชิงประวัติศาสตร์ หากแต่สะท้อนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเมืองครั้งใหม่ ผ่านการผลักดัน “รัฐธรรมนูญฉบับกาลเปลี่ยนผ่าน” และแนวคิด “สหพันธรัฐจากฐานราก” (Bottom-Up Federalism) ที่กำลังกลายเป็นหัวใจของการต่อสู้



ทว่า ภายใต้ความหวังดังกล่าว รัฐฉานกลับดำรงอยู่ในสภาวะ “ทวิลักษณ์” คือมีความพยายามสร้างเอกภาพเชิงสถาบันควบคู่ไปกับความเปราะบางจากความแตกแยกภายใน และแรงกดดันจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นรวมถึงมหาอำนาจภายนอก



วันชาติไทใหญ่ปีที่ 79: สัญลักษณ์การเมืองบนเส้นแบ่งความแตกแยก

การจัดงานวันชาติในปีนี้สะท้อนภาพ “สองเวที หนึ่งความฝันที่ยังไม่รวมเป็นหนึ่ง”

ที่ดอยไตแลง ฐานที่มั่นของสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) ภายใต้การนำของ พล.อ.เจ้ายอดศึก มีผู้เข้าร่วมกว่า 7,500 คน พร้อมการแสดงแสนยานุภาพทางทหาร สะท้อนการคงอยู่ของ “Hard Power” ควบคู่การประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “สหพันธรัฐประชาธิปไตย” คือทางออกเดียวของเมียนมา

สาระสำคัญในสุนทรพจน์เน้นย้ำความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์จากสนธิสัญญาปางหลวง 1947 โดยระบุว่า “หากไม่มีวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ก็จะไม่มีวันที่ 12 กุมภาพันธ์” เป็นการตอกย้ำสถานะรัฐฉานในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพ ไม่ใช่เพียงรัฐบริวาร

ขณะเดียวกัน ที่บ้านไฮ ฐานบัญชาการของพรรครัฐฉานก้าวหน้า (SSPP/SSA) จัดงานแยกต่างหาก มีผู้เข้าร่วมราว 2,000 คน โดยเน้นการอ้างอิงมรดกทางประวัติศาสตร์ของ “สภาแห่งรัฐฉาน” ปี 1947 สะท้อนการแข่งขันเชิงความชอบธรรมว่าใครคือ “ตัวแทนที่แท้จริง” ของชาวไทใหญ่

การจัดงานแยกกันแม้มีเป้าหมายร่วมเรื่องสิทธิการปกครองตนเอง แต่สะท้อนรอยร้าวเชิงยุทธศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย


รัฐธรรมนูญกาลเปลี่ยนผ่าน: พิมพ์เขียวรัฐใหม่

อีกพัฒนาการสำคัญคือการเดินหน้าร่าง “รัฐธรรมนูญฉบับกาลเปลี่ยนผ่าน” ภายใต้การผลักดันของคณะกรรมการเพื่อความสามัคคีรัฐฉาน (CSSU) ซึ่งพยายามดึงภาคการเมือง กองกำลัง และภาคประชาชนร่วมออกแบบโครงสร้างรัฐใหม่

สาระสำคัญประกอบด้วย:

  • กำหนดรัฐฉานเป็นรัฐสมาชิกที่มีอำนาจอธิปไตยของตนเอง และมอบอำนาจบางส่วนแก่สหภาพ

  • จัดตั้ง “รัฐสมาชิกย่อย” (Sub-states) สำหรับกลุ่มว้า ปะโอ ปะหล่อง และกลุ่มอื่น เพื่อลดแรงกดดันการแยกตัว

  • จัดตั้ง “กองกำลังความมั่นคงและป้องกันรัฐ” (Shan State Security Force – SSSF) ภายใต้การควบคุมรัฐบาลพลเรือน

  • รับรองสิทธิชนกลุ่มน้อย 12 กลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมมาตรการคุ้มครองเชิงบวกในสภานิติบัญญัติ

แนวคิดนี้สะท้อนความพยายามแก้ปัญหา “Shan Hegemony” หรือความหวาดระแวงการครอบงำโดยไทใหญ่ และสร้างรัฐที่มีความเป็นเจ้าของร่วม


“Federalism 100%” ศึกทรัพยากรคือหัวใจความขัดแย้ง

หนึ่งในประเด็นร้อนที่สุดคือข้อเสนอ “การควบคุมทรัพยากร 100%” โดยกำหนดให้ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดในรัฐฉานเป็นกรรมสิทธิ์ของประชาชนรัฐฉาน ไม่ใช่ของส่วนกลาง

โมเดลใหม่นี้เสนอให้รัฐจัดเก็บรายได้เองก่อน แล้วจึงแบ่งสรรให้รัฐบาลกลางตามสัดส่วนที่ตกลงกัน ถือเป็นการพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจที่เคยถูกผูกขาดโดยรัฐบาลทหารและทุนต่างชาติ

ในบริบทที่รัฐฉานอุดมด้วยหยก แร่หายาก และพลังงานน้ำ ข้อเสนอนี้จึงไม่ใช่แค่หลักการทางกฎหมาย แต่คือการต่อสู้เชิงอำนาจทางเศรษฐกิจ


Bottom-Up Federalism: ทางรอดในภาวะรัฐล้มเหลว

แนวคิด “สหพันธรัฐจากฐานราก” เกิดจากความล้มเหลวของกระบวนการสันติภาพแบบบนลงล่าง หลังปี 2021 กลุ่มชาติพันธุ์ในหลายรัฐเริ่มสร้างระบบบริหาร การศึกษา และความมั่นคงของตนเองก่อน แล้วจึงวางเป้าหมายรวมตัวเป็นสหภาพในอนาคต

แต่ในรัฐฉาน ความหลากหลายชาติพันธุ์และการแย่งชิงดินแดนระหว่างกลุ่มติดอาวุธ เช่น TNLA, MNDAA และกลุ่มว้า ทำให้แนวคิดนี้กลายเป็นดาบสองคม เพราะอาจสร้าง “รัฐย่อยแข่งขันกันเอง” แทนความสามัคคี


เอกภาพ RCSS–SSPP: ปัจจัยชี้ชะตา

แม้ปี 2025 จะมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่าง RCSS และ SSPP แต่ต้นปี 2026 เกิดการปะทะอีกครั้งจากข้อพิพาทผลประโยชน์เหมืองถ่านหิน และมีรายงานการใช้โดรนโจมตี สะท้อนความไม่ไว้วางใจที่ฝังลึก

อุปสรรคสำคัญคือบทบาทกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ซึ่งมีอิทธิพลต่อ SSPP และรักษาดุลอำนาจในพื้นที่ ขณะที่จีนยังคงเป็นตัวแปรหลักด้านภูมิรัฐศาสตร์


อนาคตบนทางแพร่ง

รัฐฉานปี 2026 จึงยืนอยู่บนทางแพร่งสำคัญ ระหว่าง

  • ความฝันสหพันธรัฐที่ออกแบบอย่างเป็นระบบ

  • กับความเป็นจริงของความแตกแยกและการแข่งขันอำนาจ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ปัจจัยชี้ขาดมี 3 ประการ ได้แก่

  1. ความสามารถในการรวมกองกำลังความมั่นคงให้เป็นเอกภาพ

  2. การบริหารความสัมพันธ์กับจีนและมหาอำนาจรอบข้าง

  3. การสร้างความไว้วางใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมในหมู่กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ

ท้ายที่สุด สันติภาพรัฐฉานจะไม่เกิดจากเพียงตัวบทกฎหมายหรือพิธีเฉลิมฉลอง หากแต่ขึ้นอยู่กับว่าผลประโยชน์จากทรัพยากรและอำนาจการปกครองจะถูกกระจายลงสู่ประชาชน “ฐานราก” ได้จริงเพียงใด

วันชาติปีที่ 79 จึงไม่ใช่เพียงการรำลึกอดีต แต่คือบททดสอบว่า รัฐฉานจะก้าวสู่รัฐสหพันธรัฐที่เป็นหนึ่งเดียวได้หรือไม่ ท่ามกลางแรงดึงรั้งจากประวัติศาสตร์ ความหลากหลาย และภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นทุกขณะ.

วิเคราะห์พลวัตสันติภาพรัฐฉาน: นัยสำคัญของวันชาติปีที่ 79 รัฐธรรมนูญฉบับกาลเปลี่ยนผ่าน และยุทธศาสตร์สหพันธรัฐจากฐานราก

บทนำ: ภูมิทัศน์ความขัดแย้งและรุ่งอรุณใหม่แห่งรัฐฉานภายใต้บริบทภูมิรัฐศาสตร์โลก

สถานการณ์ความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพในรัฐฉาน (Shan State) ภายหลังการรัฐประหารในเมียนมาปี 2021 และต่อเนื่องมาจนถึงปี 2026 ได้ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่มีความซับซ้อนและเปราะบางที่สุดครั้งหนึ่ง การต่อสู้เพื่อสิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง (Self-Determination) ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในรัฐฉาน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสู้รบด้วยอาวุธ (Armed Struggle) ในรูปแบบสงครามกองโจรแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ได้ขยายขอบเขตเข้าสู่ปริมณฑลของการสร้างสถาบันทางการเมือง (Institution Building) การออกแบบนวัตกรรมทางรัฐธรรมนูญ (Constitutional Engineering) และการช่วงชิงความชอบธรรมทางการเมืองในเวทีระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบแนวคิด "สหพันธรัฐจากฐานราก" (Bottom-Up Federalism) ซึ่งถือเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจรวมศูนย์ของกองทัพพม่าอย่างถึงรากถึงโคน

รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการวิเคราะห์เจาะลึกถึงพลวัตดังกล่าวอย่างรอบด้าน โดยมุ่งเน้นไปที่เหตุการณ์สำคัญเชิงสัญลักษณ์และยุทธศาสตร์ในวันชาติไทใหญ่ปีที่ 79 (7 กุมภาพันธ์ 2026) การขับเคลื่อนร่างรัฐธรรมนูญฉบับกาลเปลี่ยนผ่าน (Transitional Constitution) ความพยายามในการสร้างเอกภาพทางทหารระหว่างสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS) และพรรครัฐฉานก้าวหน้า (SSPP) ตลอดจนการวิเคราะห์สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่มุ่งเน้นการจัดการทรัพยากรและความมั่นคงร่วม จากข้อมูลเชิงประจักษ์และการวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดในปี 2026 พบว่ารัฐฉานกำลังเผชิญกับสภาวะ "ทวิลักษณ์" (Duality) กล่าวคือ ด้านหนึ่งมีความพยายามอย่างหนักแน่นในการสร้างเอกภาพผ่านกลไกทางรัฐธรรมนูญและการเมืองภาคประชาชน แต่อีกด้านหนึ่งกลับมีความเปราะบางอย่างยิ่งจากความขัดแย้งภายในระหว่างกลุ่มติดอาวุธ การขยายอิทธิพลของกลุ่มชาติพันธุ์พันธมิตรทางเหนือ และการแทรกแซงจากตัวแสดงภายนอกที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน


ส่วนที่ 1: นัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ของวันชาติไทใหญ่ปีที่ 79 (2026) และการแสดงเจตจำนงทางการเมือง

การเฉลิมฉลองวันชาติไทใหญ่ปีที่ 79 ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2026 ไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรมทางประวัติศาสตร์เพื่อรำลึกถึงการกำเนิดธงชาติไทใหญ่เมื่อปี 1947 เท่านั้น แต่เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Politics) และการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Communication) ทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ ท่ามกลางบริบทที่รัฐฉานกำลังถูกท้าทายทั้งจากศัตรูภายนอกและความแตกแยกภายใน

1.1 ดอยไตแลง: ยุทธศาสตร์การแสดงแสนยานุภาพและวิสัยทัศน์สหพันธรัฐของ RCSS

ณ ฐานที่มั่นดอยไตแลง กองบัญชาการหลักของสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) ภายใต้การนำของพลเอกเจ้ายอดศึก ได้จัดการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 7,563 คน ตัวเลขนี้มีนัยสำคัญทางสถิติที่บ่งชี้ถึงฐานมวลชนที่ยังคงหนาแน่นและการสนับสนุนจากภาคประชาสังคม แม้ว่าจะเผชิญกับแรงกดดันทางทหารจากฝ่ายตรงข้ามและการสูญเสียพื้นที่บางส่วนในปีที่ผ่านมา การจัดงานที่ดอยไตแลงเน้นการแสดงความพร้อมทางทหารผ่านการสวนสนามของกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึง "Hard Power" ที่ยังคงดำรงอยู่เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของรัฐฉาน

การวิเคราะห์สุนทรพจน์เชิงยุทธศาสตร์ของพลเอกเจ้ายอดศึก:

สาระสำคัญจากสุนทรพจน์ของพลเอกเจ้ายอดศึกในปีนี้ มีความลึกซึ้งในเชิงรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ โดยมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยง "ความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์" เข้ากับ "ความจำเป็นทางอนาคต" เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในปัจจุบัน:

  1. รากฐานของสัญญาประชาคม (Social Contract Base): พลเอกเจ้ายอดศึกเน้นย้ำวาทกรรมสำคัญว่า "หากไม่มีวันที่ 7 กุมภาพันธ์ (วันชาติไทใหญ่) ก็จะไม่มีวันที่ 12 กุมภาพันธ์ (วันสหภาพ)" การกล่าวเช่นนี้เป็นการตอกย้ำสถานะของรัฐฉานในฐานะ "ผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพ" (Co-founder) ตามสนธิสัญญาปางหลวง 1947 ไม่ใช่เพียงหน่วยการปกครองท้องถิ่นหรือรัฐบริวารที่ขึ้นต่อเนปิดอว์ นัยยะนี้คือการประกาศว่าสิทธิในการปกครองตนเองและสิทธิในการแยกตัว (Right to Secession) ซึ่งเคยถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ 1947 นั้น ยังคงเป็นสิทธิโดยชอบธรรมที่ถูกละเมิด และเป็นรากฐานของการเรียกร้องในปัจจุบัน

  2. ระบอบสหพันธรัฐประชาธิปไตย (Federal Democratic Union): จุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุดคือการประกาศว่าระบอบ "สหพันธรัฐประชาธิปไตย" เป็นทางออกเดียวสำหรับวิกฤตการณ์ในเมียนมา นี่ไม่ใช่เพียงข้อเสนอทางทฤษฎี แต่เป็นการวางตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของ RCSS ให้อยู่ในระนาบเดียวกับกระแสธารหลักของการปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิ (Spring Revolution) และความต้องการของประชาคมโลก แม้ว่า RCSS จะถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องท่าทีที่ประนีประนอมในบางครั้ง แต่การประกาศนี้ยืนยันถึงเป้าหมายปลายทางที่สอดคล้องกับกองกำลังฝ่ายประชาธิปไตย

  3. การวิพากษ์ตนเองและปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ (Internal Critique): ประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนวุฒิภาวะทางการเมืองคือการวิจารณ์ความแตกแยกภายในกลุ่มติดอาวุธเอง โดยพลเอกเจ้ายอดศึกระบุว่าการต่อสู้แย่งชิงดินแดนและการแบ่งแยกเชื้อชาติระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยกันเอง คือสาเหตุหลักที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนและเปิดช่องว่างให้เผด็จการทหารดำรงอยู่ได้ การยอมรับนี้สะท้อนถึงแรงกดดันจากภาคประชาสังคมและกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ (New Generation) ที่ต้องการเห็นการยุติความขัดแย้งระหว่าง RCSS และ SSPP เพื่อหันไปต่อสู้กับศัตรูร่วม

นัยยะทางภูมิรัฐศาสตร์ของพันธมิตรที่เข้าร่วม:

การปรากฏตัวของตัวแทนจากกลุ่มกองกำลังพันธมิตรที่หลากหลายในงานวันชาติที่ดอยไตแลง ส่งสัญญาณทางการเมืองที่ซับซ้อนและน่าสนใจยิ่ง:

  • กองทัพสหรัฐว้า (UWSA): การที่ UWSA ส่งตัวแทนเข้าร่วมงานของ RCSS แม้ว่าจะเป็นพันธมิตรหลักทางทหารและการเมืองของ SSPP อาจตีความได้ว่า "ว้า" ต้องการรักษาดุลอำนาจ (Balance of Power) ในภูมิภาค และดำรงบทบาท "พี่ใหญ่" ที่สามารถเข้าได้กับทุกฝ่าย หรืออาจเป็นการส่งสัญญาณลดความตึงเครียดตามคำแนะนำของจีนที่ต้องการเห็นเสถียรภาพตามแนวชายแดน

  • กองกำลังชาติพันธุ์อื่นๆ (NDAA, DKBA, CNF, SNA): การเข้าร่วมของ NDAA (เมืองลา) สะท้อนถึงเครือข่ายพันธมิตรทางตะวันออก ในขณะที่การมาของ DKBA และ CNF (แนวร่วมแห่งชาติชิน) ซึ่งเป็นแกนหลักสำคัญในสมรภูมิการต่อสู้ปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่า RCSS ยังคงรักษาสายสัมพันธ์กับขบวนการปฏิวัติระดับประเทศและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ นอกรัฐฉานไว้ได้ แม้จะถูกตั้งคำถามเรื่องจุดยืนในบางช่วงเวลาก็ตาม

1.2 บ้านไฮ: การรำลึกถึงรากเหง้าประวัติศาสตร์และการปกครองตนเองของ SSPP

ในขณะที่ดอยไตแลงเน้นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารและการเมืองระดับสหภาพ ที่ฐานบัญชาการบ้านไฮ (Wan Hai) พรรครัฐฉานก้าวหน้า (SSPP/SSA) ภายใต้การนำของพลเอกปางฟ้า ได้จัดงานรำลึกที่มีผู้เข้าร่วมประมาณ 2,000 คน โดยเน้นย้ำถึง "มรดกทางประวัติศาสตร์" ของสภาแห่งรัฐฉาน (Shan State Council) ปี 1947

  • ยุทธศาสตร์ความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์: การย้อนกลับไปอ้างอิงถึงมติของเจ้าฟ้าและตัวแทนประชาชนในปี 1947 ในการจัดตั้งสภาแห่งรัฐฉาน เป็นการสร้างความชอบธรรมที่ผูกโยงกับ "จารีตประเพณี" และ "ฉันทามติเดิม" ของรัฐฉาน SSPP พยายามวางตำแหน่งตนเองเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการต่อสู้เพื่อเอกราชและการปกครองตนเอง

  • ความสัมพันธ์ที่เย็นชา: การที่ SSPP ไม่ส่งตัวแทนระดับสูงไปร่วมงานที่ดอยไตแลง และจัดงานแยกกันอย่างชัดเจน เป็นเครื่องบ่งชี้ชัดเจนว่า รอยร้าวระหว่างสองกลุ่มยังคงลึกซึ้ง และการแข่งขันเพื่อแย่งชิงความเป็น "ตัวแทนที่แท้จริง" (Sole Representative) ของชาวไทใหญ่ยังคงดำเนินอยู่ ภายใต้ฉากหน้าที่ดูเหมือนสงบ การแข่งขันนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการต่อรองของรัฐฉานในเวทีระดับชาติ

1.3 บทวิเคราะห์เปรียบเทียบ: สองงานฉลอง หนึ่งความฝันที่แตกแยก (Fractured Dream)

การจัดงานวันชาติแยกกันในปี 2026 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะ "Fractured Heartland" หรือ "หัวใจที่แตกสลาย" ของรัฐฉานอย่างชัดเจน แม้ทั้งสองฝ่ายจะอ้างถึงเป้าหมายเดียวกันคือเอกราช สิทธิในการปกครองตนเอง และการสร้างรัฐฉานที่เข้มแข็ง แต่ชุดความคิด (Mindset) อุดมการณ์ทางการเมือง และพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกัน ทำให้การรวมตัวเป็นไปได้ยาก

  • RCSS: มีแนวโน้มมองไปที่ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) มีความสัมพันธ์ที่ดีกับไทยและชาติตะวันตก เน้นการสร้างพันธมิตรแนวราบกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ทั่วประเทศ

  • SSPP: ยึดโยงกับโครงสร้างอำนาจของกลุ่มชาติพันธุ์ทางเหนือ (Northern Alliance) มีความใกล้ชิดกับจีนและ UWSA และยังคงรักษารูปแบบการจัดตั้งองค์กรที่ได้รับอิทธิพลจากพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต

ความแตกต่างนี้ส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญและการสร้างกองกำลังความมั่นคงร่วม ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างเอกภาพในอนาคต หากไม่มีกลไกกลางที่สามารถประสานประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายได้


ส่วนที่ 2: รัฐธรรมนูญฉบับกาลเปลี่ยนผ่าน (Transitional Constitution) และคณะทำงานร่างรัฐธรรมนูญ

หนึ่งในพัฒนาการที่สำคัญที่สุดในปี 2025-2026 คือการยกระดับการต่อสู้จากการสู้รบเข้าสู่การสร้างสถาบัน (Institution Building) ผ่านการร่าง "รัฐธรรมนูญฉบับกาลเปลี่ยนผ่าน" (Transitional Constitution) ของรัฐฉาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเตรียมความพร้อมสู่ระบอบสหพันธรัฐ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองในระยะเปลี่ยนผ่าน

2.1 คณะทำงานและการขับเคลื่อน (The Constitutional Working Group)

แม้ว่าข้อมูลในเอกสารจะไม่ระบุรายชื่อคณะทำงานอย่างเป็นทางการที่ประกาศในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2026 อย่างชัดเจน แต่จากการวิเคราะห์บริบทและความเคลื่อนไหวของ "คณะกรรมการเพื่อความสามัคคีรัฐฉาน" (Committee for Shan State Unity - CSSU) และพลวัตการเมือง พบว่ามีความพยายามในการจัดตั้งกลไกนี้ขึ้นเพื่อรองรับสุญญากาศทางอำนาจ

  • บทบาทนำของ CSSU: CSSU ซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมือง (เช่น SNLD, SNDP) และกองกำลังติดอาวุธ (RCSS และ SSPP ในบางช่วงเวลา) รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคม เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนร่างรัฐธรรมนูญรัฐฉานมาตั้งแต่ปี 2013 ในปี 2026 บทบาทของ CSSU ยิ่งทวีความสำคัญในฐานะ "เวทีกลาง" ที่พยายามดึงภาคส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมออกแบบอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรรค SNLD ซึ่งเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมสูงสุดถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองโดยระบอบทหาร ทำให้เวที CSSU กลายเป็นช่องทางหลักในการขับเคลื่อนทางการเมือง

  • องค์ประกอบของคณะทำงาน: คาดการณ์ได้ว่าคณะทำงานชุดใหม่ที่ถูกกล่าวถึงในบริบทวันชาติและการเตรียมการสู่อนาคต จะต้องประกอบด้วยตัวแทน 3 ฝ่ายหลัก:

    1. ฝ่ายการเมือง: ตัวแทนจากพรรค SNLD และ SNDP ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและรัฐศาสตร์

    2. ฝ่ายความมั่นคง: ตัวแทนทางเทคนิคจาก RCSS และ SSPP เพื่อดูแลหมวดความมั่นคงและการรวมกองทัพ

    3. กลุ่มชาติพันธุ์: ตัวแทนจากกลุ่มปะโอ (Pa-O), ปะหล่อง (Ta'ang/Palaung), ว้า (Wa), และอินธา เพื่อสร้างความยอมรับ (Inclusiveness) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของความสำเร็จ

2.2 สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ: โครงสร้างและเจตนารมณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง

ร่างรัฐธรรมนูญรัฐฉาน (พัฒนาจากฉบับร่างที่ 2 ปี 2008 สู่ฉบับปรับปรุง 2026) มีโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความเป็น "รัฐอิสระภายในสหภาพ" (Autonomous State within a Union) โดยมีสาระสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ใหม่ของการปกครองดังนี้ :

หมวด (Chapter)สาระสำคัญ (Key Provisions)นัยยะทางการเมือง (Political Implications)
หมวด 1: ลักษณะสำคัญกำหนดให้รัฐฉานเป็นรัฐสมาชิกที่มีอำนาจอธิปไตยของตนเอง (Sovereign Entity) ซึ่งมอบอำนาจบางส่วนให้สหภาพเฉพาะเรื่องที่จำเป็นเปลี่ยนจากรูปแบบ "Unitary State" เป็น "Federal State" ที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่รัฐ (Residual Powers) ไม่ใช่ส่วนกลาง
หมวด 3: รัฐสมาชิกย่อยการรับรอง "รัฐสมาชิกย่อย" (Member Sub-states) ภายในรัฐฉาน เพื่อรองรับกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีดินแดนของตนเองเป็นกลไกแก้ปัญหาความขัดแย้งกับกลุ่มว้า, ปะโอ, และปะหล่อง โดยให้สิทธิปกครองตนเองภายในรัฐฉาน (Sub-federation) ลดแรงกดดันในการแยกตัวเป็นรัฐอิสระ
หมวด 4: สภาแห่งรัฐฉานโครงสร้างรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และระบบโควตาสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยในรัฐฉานรับประกันเสียงของชนกลุ่มน้อยในรัฐฉาน เพื่อป้องกันข้อครหาเรื่อง "Shan Hegemony" (การครอบงำโดยชาวไทใหญ่) และสร้างดุลยภาพทางอำนาจ
หมวด 10: ความมั่นคงการจัดตั้ง "กองกำลังความมั่นคงและป้องกันรัฐ" (State Defense and Security Forces) ที่รวมทุกกลุ่มเข้าด้วยกันเป็นฐานทางกฎหมายสำหรับการรวมกองกำลัง RCSS และ SSPP เข้าเป็นกองทัพเดียว (Shan State Army) ภายใต้การนำของรัฐบาลพลเรือน
หมวด 13: บทเฉพาะกาลการเตรียมการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากสภาวะสงครามสู่ระบอบประชาธิปไตยรองรับสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังมีการสู้รบ และเปิดช่องให้มีการบริหารจัดการในช่วงสุญญากาศทางอำนาจ

2.3 ยุทธศาสตร์ "รัฐสมาชิกย่อย" (Member Sub-states Model)

นวัตกรรมทางการเมืองที่สำคัญและแหลมคมที่สุดในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือแนวคิด "รัฐสมาชิกย่อย" ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติที่เรื้อรังในรัฐฉาน

  • โครงสร้าง: อนุญาตให้พื้นที่ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่หนาแน่นและมีประวัติศาสตร์การปกครองตนเอง (เช่น เขตว้า, เขตปะโอ, เขตปะหล่อง, เขตโกก้าง) สามารถยกระดับเป็น "Sub-state" ที่มีอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เป็นของตนเองภายใต้รัฐธรรมนูญรัฐฉาน

  • กลไกประชาธิปไตย: การจัดตั้งเขตพิเศษหรือรัฐย่อย ต้องมาจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่ (เช่น การล่ารายชื่อ 5,000 คน) และผ่านการลงประชามติ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจทางทหารในการยึดครองพื้นที่แล้วสถาปนารัฐ

  • เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: เพื่อดึงดูดกลุ่มว้า (UWSA) และปะหล่อง (TNLA) ให้เข้ามาอยู่ภายใต้ร่มธงของ "รัฐฉาน" แทนที่จะแยกตัวออกไปตั้งรัฐใหม่ (Separate State) ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่รุนแรงในปี 2026 (เช่น ความพยายามตั้ง "Ta'ang State" ของ TNLA ที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางกว่าเดิม)


ส่วนที่ 3: แนวคิด Bottom-Up Federalism และปฏิบัติการจริงในพื้นที่

แนวคิด "สหพันธรัฐจากฐานราก" (Bottom-Up Federalism) ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุคหลังรัฐประหาร 2021 แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ แต่เป็นยุทธศาสตร์การอยู่รอดและการสร้างรัฐใหม่ท่ามกลางสภาวะ "รัฐล้มเหลว" (Failed State) ของส่วนกลาง

3.1 นิยามและการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในรัฐฉาน

Bottom-Up Federalism ในบริบทของเมียนมาและรัฐฉาน หมายถึงกระบวนการที่รัฐสมาชิก (Constituent Units) หรือกลุ่มชาติพันธุ์ ดำเนินการสร้างระบบการปกครอง ระบบกฎหมาย การศึกษา สาธารณสุข และความมั่นคงของตนเองขึ้นมาก่อน โดยไม่รอการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากส่วนกลาง หรือรอ "ไฟเขียว" จากเนปิดอว์ แล้วจึงค่อยนำรัฐที่มีความพร้อมเหล่านี้มารวมกันเป็นสหภาพในภายหลัง

  • จาก Top-Down สู่ Bottom-Up: จากเดิมที่เคยรอคอยการเจรจา "Top-Down" ผ่านกระบวนการสันติภาพปางหลวงศตวรรษที่ 21 (21st Century Panglong) ซึ่งล้มเหลวโดยสิ้นเชิง หลังปี 2021 กลุ่มต่างๆ ในรัฐฉานเริ่มตระหนักว่าอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงต้องเกิดจากประชาชนในรัฐ ไม่ใช่การมอบให้จากส่วนกลาง

  • ปฏิบัติการจริง (Governance in Practice):

    • การบริหารจัดการท้องถิ่น: ในพื้นที่ควบคุมของ EROs (Ethnic Resistance Organizations) เช่น บางส่วนของรัฐฉานเหนือและใต้ มีการจัดตั้งหน่วยงานบริหารท้องถิ่นที่ทำหน้าที่เสมือนรัฐบาล (Quasi-government) ให้บริการสาธารณะ เก็บภาษี และตัดสินคดีความ

    • การร่างรัฐธรรมนูญรัฐ: การที่รัฐฉาน (และรัฐอื่นๆ เช่น คะเรนนี, กะเหรี่ยง) เดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญของตนเอง เป็นการยืนยันอำนาจอธิปไตยของรัฐ (State Sovereignty) ว่าเป็นที่มาของอำนาจสหภาพ (Federal Powers) ไม่ใช่สหภาพมอบอำนาจให้รัฐ

3.2 ความท้าทายและความขัดแย้งของ Bottom-Up ในรัฐฉาน

แม้แนวคิดนี้จะดูสมเหตุสมผลและมีความชอบธรรม แต่ในทางปฏิบัติ รัฐฉานเผชิญอุปสรรคที่ซับซ้อนกว่ารัฐอื่น เนื่องจากความหลากหลายและความขัดแย้งในระดับพื้นที่:

  1. ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่ซับซ้อน: รัฐฉานไม่ได้มีเพียงคนไทใหญ่ แต่มีกลุ่มว้า (Wa), ปะหล่อง (Ta'ang), ปะโอ (Pa-O), และโกก้าง (Kokang) ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีกองกำลัง อาณาเขต และ "Nationalism" ของตนเอง การสร้าง "รัฐฉานเดียว" จากฐานราก จึงต้องเผชิญกับการต่อรองอำนาจระหว่างกลุ่มย่อยเหล่านี้อย่างรุนแรง

  2. สงครามแย่งชิงดินแดน (Territorial Disputes): แนวคิด Bottom-Up กลายเป็นดาบสองคมเมื่อกลุ่มต่างๆ เช่น TNLA และ MNDAA ใช้กำลังเข้ายึดครองเมืองที่มีประชากรไทใหญ่ (เช่น ล่าเสี้ยว, สีป้อ) และสถาปนาการปกครองของตนเอง (Administrative exclusion) โดยอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์หรือการปฏิวัติ สิ่งนี้ทำให้เกิด "ความแตกแยกในระดับฐานราก" แทนที่จะเป็นความสามัคคี ประชาชนในพื้นที่ทับซ้อนต้องเผชิญกับการเก็บภาษีซ้ำซ้อนและการเกณฑ์ทหารจากหลายฝ่าย


ส่วนที่ 4: ความร่วมมือระหว่าง RCSS และ SSPP: ความหวังและความเปราะบาง

หัวใจสำคัญที่จะชี้ชะตาความสำเร็จของ "สันติภาพรัฐฉาน" และความมั่นคงของโครงการสหพันธรัฐ คือความสัมพันธ์ระหว่างสองกองกำลังหลัก: RCSS (ใต้) และ SSPP (เหนือ) ตลอดปี 2025-2026 ความสัมพันธ์นี้เต็มไปด้วยความผันผวนระหว่าง "ความพยายามในการรวมตัว" และ "การปะทะด้วยอาวุธ"

4.1 ข้อตกลงหยุดยิงและความพยายามรวมชาติ (2025)

ในเดือนพฤษภาคม 2025 เกิดความหวังใหม่เมื่อทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุ "ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว" (Temporary Ceasefire Agreement) เพื่อปูทางสู่การเจรจาปรองดอง

  • กลไกความร่วมมือ: RCSS ประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียวในช่วงวันที่ 16-25 พฤษภาคม 2025 เพื่อแสดงความจริงใจ และ SSPP ตอบรับด้วยการประกาศหยุดยิง 10 วันเช่นกัน ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ไม่เคยเกิดขึ้นบ่อยนักในประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง

  • เป้าหมายร่วม: เป้าหมายสูงสุดของการเจรจาคือการจัดตั้ง "กองทัพแห่งรัฐฉานเดียว" (Single Shan State Army) หรืออย่างน้อยที่สุดคือการสร้าง "กองบัญชาการร่วม" (Unified Command) เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมืองและการทหารต่อรัฐบาลทหารและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ

4.2 ความล้มเหลวและปัจจัยแทรกซ้อน (2026)

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จริงในปี 2026 บ่งชี้ว่าข้อตกลงดังกล่าวมีความเปราะบางอย่างยิ่งและยังไม่สามารถนำไปสู่สันติภาพที่ถาวร:

  • การปะทะระลอกใหม่และการแย่งชิงทรัพยากร: ในเดือนมกราคม 2026 เกิดการปะทะกันอีกครั้งในพื้นที่เมืองน้ำจาง (Namsang) รัฐฉานใต้ สาเหตุมาจากการแย่งชิงผลประโยชน์จากการเก็บภาษีเหมืองถ่านหินขนาดเล็ก การปะทะนี้มีความรุนแรงขึ้นด้วยการใช้ "โดรน" (Drone Strikes) โจมตี ซึ่งแสดงถึงวิวัฒนาการของการรบและความไม่ไว้วางใจที่ฝังรากลึก

  • ปัจจัยแทรกซ้อนจาก UWSA และจีน: อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดของการรวมตัวคือ "กองทัพสหรัฐว้า" (UWSA) ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักและผู้สนับสนุนยุทโธปกรณ์ของ SSPP ว้ามองว่า RCSS เป็นคู่แข่งทางอิทธิพลและเป็นตัวแทนของขั้วอำนาจตะวันตก/ไทย ดังนั้น ว้าจึงใช้อิทธิพลกดดันไม่ให้ SSPP รวมตัวกับ RCSS อย่างสมบูรณ์ เพื่อรักษาดุลอำนาจของตนในรัฐฉาน

4.3 กองกำลังความมั่นคงรัฐฉาน (Shan State Security Force - SSSF)

ในร่างรัฐธรรมนูญ (หมวด 10) มีการบัญญัติเรื่อง Shan State Security Force (SSSF) ไว้เพื่อเป็นกลไกความมั่นคงของรัฐ

  • แนวคิดในอุดมคติ: SSSF ควรจะเป็นกองกำลังผสมที่อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนของรัฐฉาน ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันรัฐจากการรุกราน และดูแลความปลอดภัยของพลเมืองทุกเชื้อชาติ โดยไม่แบ่งแยกว่ามาจากกองกำลังเดิมกลุ่มใด

  • ความเป็นจริงปี 2026: SSSF ยังคงเป็นเพียง "โครงร่างในกระดาษ" ในทางปฏิบัติ พื้นที่รัฐฉานถูกแบ่งแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า (Warlordism) โดย RCSS คุมชายแดนใต้, SSPP คุมพื้นที่กลาง, TNLA/MNDAA คุมพื้นที่เหนือ, และ PNO คุมพื้นที่ใต้บางส่วน การจัดตั้ง SSSF ที่รวมทุกฝ่ายจึงเป็นเรื่องยาก หากไม่มีข้อตกลงทางการเมืองเรื่องรูปแบบรัฐ (State Model) ที่ชัดเจนเสียก่อน


ส่วนที่ 5: สาระสำคัญของการจัดการทรัพยากร: หลักการ "Federalism 100%"

ประเด็นที่แหลมคมที่สุดและเป็นหัวใจทางเศรษฐกิจของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และข้อเรียกร้องในปี 2026 คือเรื่อง "การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ" (Natural Resource Management) โดยเฉพาะหลักการ "100% Resource Control" หรือ "Resource Federalism"

5.1 สถานการณ์ทรัพยากรและความขัดแย้ง

รัฐฉานอุดมไปด้วยทรัพยากรล้ำค่ามหาศาล ทั้งหยก (Jade), แร่หายาก (Rare Earths) ในเขตว้าและชายแดนจีน, และพลังงานน้ำ (Hydropower) จากแม่น้ำสาละวิน ที่ผ่านมา รัฐบาลกลางและกองทัพพม่าผูกขาดผลประโยชน์เหล่านี้ หรือให้สัมปทานกับบริษัทต่างชาติ (โดยเฉพาะจีน) โดยที่ประชาชนท้องถิ่นได้รับเพียงผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

5.2 หลักการจัดการทรัพยากรในร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ร่างรัฐธรรมนูญรัฐฉานฉบับกาลเปลี่ยนผ่าน ได้นำเสนอหลักการที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมสิทธิ์อย่างสิ้นเชิง :

หลักการ (Principle)รายละเอียด (Details)ผลกระทบ (Impact)
กรรมสิทธิ์แห่งรัฐ (State Ownership)ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดที่อยู่บนดิน ใต้ดิน ในน้ำ และในอากาศ ภายในอาณาเขตรัฐฉาน เป็นกรรมสิทธิ์ของประชาชนรัฐฉาน ไม่ใช่ของสหภาพตัดวงจรการผูกขาดของรัฐบาลกลางและกองทัพพม่า คืนอำนาจตัดสินใจสู่ท้องถิ่น
การควบคุม 100% (100% Control)รัฐบาลรัฐฉานมีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการ อนุมัติสัมปทาน และกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมแก้ปัญหาการทำเหมืองเถื่อนและผลกระทบข้ามพรมแดน (เช่น กรณีเหมืองแร่หายาก)
การแบ่งสรรรายได้ (Revenue Sharing)ใช้ระบบ "Bottom-Up Allocation" คือรัฐจัดเก็บรายได้ทั้งหมด แล้วจึงแบ่งสรรให้รัฐบาลกลางตามสัดส่วนที่ตกลงกัน (เช่น 70:30 หรือ 60:40)ทำให้รัฐมีงบประมาณเพียงพอสำหรับการพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง
ความโปร่งใส (Transparency)กำหนดให้การทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพยากรต้องผ่านการตรวจสอบจากสภาแห่งรัฐฉานและเปิดเผยต่อสาธารณะลดการคอร์รัปชันและการสมคบคิดระหว่างผู้นำกองกำลังกับนายทุนต่างชาติ

แนวคิดนี้ได้รับการผลักดันอย่างหนักจากภาคประชาสังคมและกลุ่มเยาวชนที่เห็นว่า "ทรัพยากรคือทุนตั้งต้นของรัฐใหม่" หากไม่มีอำนาจจัดการทรัพยากร สหพันธรัฐก็จะเป็นเพียงชื่อที่ไร้อำนาจทางเศรษฐกิจ


ส่วนที่ 6: การจัดการความหลากหลายทางชาติพันธุ์และความท้าทายของ "Shan Hegemony"

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐฉาน ต้องเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทายที่สุดคือ "การจัดการความหลากหลาย" เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญของ "ชาวรัฐฉาน" (Shan State Citizens) ไม่ใช่แค่ "ชาวไทใหญ่" (Tai people) และเพื่อลดความหวาดระแวงเรื่อง "Shan Hegemony" หรือการครอบงำโดยชาวไทใหญ่

6.1 การยอมรับสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ (Ethnic Inclusion)

สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับการยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน :

  • 12 กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม: ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 52 รับรองกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม 12 กลุ่ม ได้แก่ อาข่า, ดาราอั้ง (ปะหล่อง), อินธา, คะฉิ่น, กะยัน, โกก้าง, ลาหู่, ลีซู, ปะโอ, ไทใหญ่, และว้า การระบุชื่ออย่างชัดเจนเป็นการรับรองตัวตนทางกฎหมายและการเมือง

  • ความเสมอภาคทางกฎหมาย: มาตรา 11(B) ระบุชัดเจนว่าทุกคนเท่าเทียมกันตามกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา หรือเพศสภาพ ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของรัฐประชาธิปไตย

  • มาตรการส่งเสริมสิทธิ (Affirmative Action): มาตรา 9(E) กำหนดให้สภาแห่งรัฐฉานต้องออกกฎหมายเพื่อประกันว่าชนกลุ่มน้อยในรัฐฉานจะมีที่นั่งและเสียงในสภานิติบัญญัติ (Positive Discrimination) ผ่านระบบโควตาหรือเขตเลือกตั้งพิเศษ

6.2 บทวิเคราะห์: ความเป็นไปได้และความท้าทายจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น

แม้ข้อเสนอในร่างรัฐธรรมนูญจะดูเปิดกว้าง แต่ในความเป็นจริงของปี 2026 ยังคงเผชิญแรงต้านสูงจากกลุ่มที่มีกองกำลังเข้มแข็ง:

  • กลุ่มว้า (Wa): ปัจจุบันว้ามีสถานะเป็น "De facto Independent State" อยู่แล้ว การจะให้ว้าลดตัวลงมาเป็นเพียง "Sub-state" ภายใต้รัฐฉาน จึงเป็นเรื่องที่ว้ายอมรับได้ยาก ว้าต้องการสถานะเทียบเท่ารัฐฉาน (State Level) โดยตรงกับสหภาพ หรืออาจมองไปถึงรูปแบบสมาพันธรัฐ (Confederation)

  • กลุ่มปะหล่อง (Ta'ang): TNLA กำลังขยายดินแดนอย่างรุกรานในรัฐฉานเหนือ และต้องการสถาปนารัฐของตนเอง (Ta'ang State) ที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางกว่าเขตปกครองตนเองเดิม การเข้าสู่โครงสร้างรัฐฉานอาจถูกมองว่าเป็นการจำกัดอำนาจของตน

  • กลุ่มปะโอ (Pa-O): กลุ่มปะโอมีความแตกแยกเป็นสองฝ่าย (PNLO ฝ่ายต่อต้าน และ PNO ฝ่ายรัฐบาล) การสร้างความปรองดองในกลุ่มปะโอเองและการดึงเข้าร่วมกระบวนการรัฐธรรมนูญยังคงเป็นโจทย์ใหญ่


บทสรุป: อนาคตของสันติภาพบนทางแพร่ง

พลวัตสันติภาพรัฐฉานในปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่ซับซ้อนและย้อนแย้ง การเฉลิมฉลองวันชาติปีที่ 79 สะท้อนให้เห็นว่า "จิตวิญญาณแห่งความเป็นชาติ" ยังคงเข้มข้น แต่ "ร่างกายทางการเมือง" กลับแตกเป็นเสี่ยง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับกาลเปลี่ยนผ่านและแนวคิด Bottom-Up Federalism นำเสนอพิมพ์เขียวที่น่าสนใจสำหรับการสร้างรัฐใหม่ที่โอบรับความหลากหลายและจัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรม แต่พิมพ์เขียวนี้ยังขาด "ช่างก่อสร้าง" ที่เป็นเอกภาพและมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน

ปัจจัยชี้ขาดในอนาคต (Critical Success Factors):

  1. เอกภาพทางทหาร: หาก RCSS และ SSPP ไม่สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งเดิมและรวมตัวกันเป็น "กองกำลังความมั่นคงรัฐฉาน" (SSSF) ได้จริง อำนาจต่อรองของชาวไทใหญ่จะลดลงเรื่อยๆ และจะถูกแทนที่ด้วยอิทธิพลของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่เข้มแข็งกว่า

  2. บทบาทของจีน: จีนจะยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางความขัดแย้งผ่านการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรทางเหนือ และการจัดการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายของรัฐฉานจึงต้องมีความสมดุลและชาญฉลาดในการดีลกับมหาอำนาจเพื่อนบ้าน

  3. การยอมรับความหลากหลาย (Inclusivity): ความสำเร็จของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้อยู่ที่ความสมบูรณ์ของตัวบทกฎหมาย แต่อยู่ที่ความสามารถในการโน้มน้าวให้กลุ่มว้า, ปะโอ, และปะหล่อง เห็นว่าอนาคตของพวกเขาจะมั่นคงและรุ่งโรจน์กว่าภายใต้ร่มธง "สหพันธรัฐฉาน" มากกว่าการแยกตัวออกไป

ท้ายที่สุด สันติภาพในรัฐฉานจะไม่เกิดขึ้นจากการลงนามในกระดาษ แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ "ความไว้วางใจ" (Trust) ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการฟื้นฟู และผลประโยชน์จากการจัดการทรัพยากรถูกกระจายลงสู่ "ฐานราก" อย่างแท้จริง ตามเจตนารมณ์ของวันชาติและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังถูกขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พลวัตสันติภาพรัฐฉาน ปี 2026: วันชาติไทใหญ่ปีที่ 79 กับโจทย์ใหญ่รัฐธรรมนูญเปลี่ยนผ่านและสหพันธรัฐจากฐานราก

รัฐฉานเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญท่ามกลางความขัดแย้งยืดเยื้อหลังรัฐประหารเมียนมา 2021 ล่าสุดในปี 2026 การเฉลิมฉลองวันชาติไทใหญ่ปีที่ 79 เมื่อ ...