พาราณสี, อินเดีย – ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) วงการวิชาการนานาชาติกำลังหันกลับมาทบทวนรากฐานภูมิปัญญาโบราณ เพื่อผสาน “มนุษยศาสตร์” เข้ากับ “วิทยาการคำนวณ” อย่างเป็นระบบ ล่าสุด การประชุมวิชาการหัวข้อ “The Contribution of Pāli Language and Literature to the Indian Knowledge System” ณ Banaras Hindu University (BHU) สาธารณรัฐอินเดีย ได้กลายเป็นเวทีสำคัญสะท้อนพลวัตดังกล่าว
บูรณาการภูมิปัญญาโบราณด้านภาษาและวรรณกรรมบาลีต่อระบบองค์ความรู้ของอินเดียสู่การศึกษาโลกยุคเอไอ
บทนำ: พลวัตใหม่แห่งการศึกษาพุทธศาสตร์และปรัชญาตะวันออกในกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคปัญญาประดิษฐ์
ในยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และเทคโนโลยีการประมวลผลขั้นสูง โลกวิชาการกำลังเผชิญกับความท้าทายในการผสานรวมองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมล้ำสมัย กระแสการฟื้นฟู "ระบบองค์ความรู้ของอินเดีย" (Indian Knowledge Systems: IKS) ได้กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมุ่งเน้นการดึงเอาแก่นแท้ทางปรัชญา ตรรกวิทยา และวิทยาการเชิงภาษาจากอดีต มาบูรณาการเพื่อตอบโจทย์วิกฤตการณ์ร่วมสมัย
หมุดหมายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตดังกล่าวในระดับนานาชาติคือ การที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ส่งนักวิชาการร่วมเวทีโลกในหัวข้อ “ภาษาบาลีกับระบบองค์ความรู้อินเดีย” ณ เมืองพาราณสี สาธารณรัฐอินเดีย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สากลอย่างเป็นรูปธรรม เมื่ออธิการบดี "มจร" อนุมัติให้ "พระปลัดสรวิชญ์ อภิปญฺโญ, ผศ.ดร." อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ เข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติ ณ Banaras Hindu University (BHU) สาธารณรัฐอินเดีย ในหัวข้อ “คุณูปการของภาษาและวรรณกรรมบาลีต่อระบบองค์ความรู้ของอินเดีย (The Contribution of Pāli Language and Literature to the Indian Knowledge System)”
การประชุมดังกล่าวจัดโดยภาควิชาภาษาบาลีและพุทธศึกษา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยพาราณสี โดยมีนักวิชาการจากหลายประเทศในเอเชียเข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัยด้านภาษาบาลี วรรณกรรมพุทธ และการตีความเชิงประวัติศาสตร์
ผู้เชี่ยวชาญในวงการพุทธศึกษาระบุว่า การมีส่วนร่วมของประเทศไทยในเวทีดังกล่าว มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานสำคัญของพระพุทธศาสนาเถรวาทและการศึกษาคัมภีร์บาลี การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำของอินเดียและประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายวิชาการระหว่างประเทศ และเปิดโอกาสสู่ความร่วมมือด้านหลักสูตร การวิจัย และการพัฒนานักศึกษาในอนาคต
รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเจาะลึกมิติอันซับซ้อนของการบูรณาการภูมิปัญญาบาลีสู่ระบบองค์ความรู้อินเดีย และการขยายผลสู่การศึกษาโลกในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทนำ โดยวิเคราะห์ครอบคลุมตั้งแต่พลวัตทางประวัติศาสตร์ นโยบายระดับชาติของอินเดีย ยุทธศาสตร์พุทธการทูต (Buddhist Diplomacy) ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ตรรกวิทยาพุทธและจริยธรรมเชิงพุทธในการสร้างสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีและการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) อันเป็นความพยายามที่จะสร้างข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับการพัฒนาระบบการศึกษาที่ยั่งยืนและมีมนุษยธรรม
1. ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และพลวัตของภาษาบาลีในระบบองค์ความรู้อินเดีย (IKS)
1.1 ปฐมบทแห่งความเจริญและการลดทอนบทบาททางประวัติศาสตร์เชิงเปรียบเทียบ
ภาษาบาลีถือเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งของระบบองค์ความรู้อินเดีย (IKS) โดยเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการธำรงรักษาสรรพวิชาและคำสอนทางพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในพื้นที่ตอนเหนือของอินเดียระหว่างศตวรรษที่ 5 ถึง 3 ก่อนคริสตกาล
เมื่อนำวิวัฒนาการของภาษาบาลีมาเปรียบเทียบกับภาษาทราวิฑอย่างภาษาทมิฬ (Tamil) จะพบความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่อธิบายถึงความอยู่รอดและการสูญสลายของภาษาได้อย่างชัดเจน ภาษาทมิฬสามารถดำรงสถานะเป็นภาษาที่มีชีวิต (Living language) ได้อย่างแข็งแกร่งในคาบสมุทรทางตอนใต้ของอินเดีย เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการอุปถัมภ์อย่างต่อเนื่องจากราชวงศ์สำคัญ เช่น ราชวงศ์โจฬะ (Chola) ปาณฑยะ (Pandya) และวิจายนคร (Vijayanagara)
| ปัจจัยเชิงเปรียบเทียบทางสังคมวิทยาภาษาศาสตร์ | ภาษาบาลี (Pali) | ภาษาทมิฬ (Tamil) |
| ความผูกพันเชิงสถาบัน (Institutional Binding) | ผูกติดกับพุทธศาสนาเถรวาทและคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์อย่างลึกซึ้ง ขาดความยืดหยุ่น | มีลักษณะทางฆราวาสสูง (Secular character) ครอบคลุมผู้ใช้จากหลายศาสนา |
| การอุปถัมภ์จากรัฐ (Royal Patronage) | ขาดหายไปหลังการล่มสลายของอาณาจักรพุทธในภาคเหนือ | ได้รับการอุปถัมภ์ต่อเนื่องยาวนานจากราชวงศ์ทางตอนใต้ (โจฬะ, ปาณฑยะ) |
| การประยุกต์ใช้ทางเศรษฐกิจและสังคม | จำกัดอยู่ในการศึกษาพระธรรม สวดมนต์ และพิธีกรรม | ถูกใช้อย่างกว้างขวางในเครือข่ายการค้าทางทะเลและการทูตแบบพหุวัฒนธรรม |
| ผลกระทบจากการรุกรานทางภูมิรัฐศาสตร์ | ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการรุกรานในอินเดียตอนเหนือ | รอดพ้นจากภัยคุกคามหลักเนื่องจากทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ในภาคใต้ |
| สถานะปัจจุบันในบริบทอินเดีย | กลายเป็นภาษาเชิงคัมภีร์และภาษาคลาสสิก (Classical language) | เป็นภาษาราชการระดับรัฐและภาษาแม่ที่ทรงพลังในอินเดียตอนใต้ |
1.3 นโยบายการศึกษาแห่งชาติ (NEP 2020) และวาระการฟื้นฟูระบบองค์ความรู้อินเดีย
การถือกำเนิดของนโยบายการศึกษาแห่งชาติอินเดีย ค.ศ. 2020 (National Education Policy 2020 - NEP 2020) นับเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกระบวนทัศน์ระดับมหภาคของสาธารณรัฐอินเดีย รัฐบาลอินเดียได้กำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการบูรณาการระบบองค์ความรู้อินเดีย (IKS) เข้าสู่หลักสูตรการศึกษาในทุกระดับชั้น โดยเน้นย้ำถึงการสร้างสมดุลระหว่างวิถีชีวิตกับวิทยาศาสตร์ เรื่องทางโลก (Ordinary) กับเรื่องเหนือโลก (Transcendent) และกรรม (Karma) กับธรรม (Dharma)
ภาษาบาลี ในฐานะฟันเฟืองทางภาษาศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ได้รับการบรรจุให้เป็นหนึ่งในเป้าหมายการฟื้นฟูภายใต้นโยบายนี้ การนำวรรณกรรมบาลีเข้ามามีส่วนร่วมในวิชาด้านประวัติศาสตร์ปรัชญา ตรรกวิทยาพุทธ และความสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรม ล้วนเป็นไปเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่อิงจากกระบวนทัศน์ความรู้แบบภารตะ (Bharatiya paradigms)
อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ทางการศึกษาและนักวิชาการได้ตั้งข้อสังเกตถึงความท้าทายในการนำ IKS ไปปฏิบัติจริง โดยเฉพาะความกังวลด้าน "ความเข้มงวดทางวิชาการ" (Academic rigor) และความครอบคลุม (Inclusivity) การผลักดันความรู้โบราณเข้าสู่หลักสูตรโดยปราศจากการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical analysis) อาจนำไปสู่การยอมรับข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างมืดบอด นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่องค์ความรู้กระแสหลักที่ได้รับการบันทึกไว้อย่างดี อาจบดบังหรือลดทอนคุณค่าขององค์ความรู้จากกลุ่มชนชายขอบ ทำให้เป้าหมายด้านความครอบคลุมล้มเหลว
2. ยุทธศาสตร์พุทธการทูต (Buddhist Diplomacy) และภูมิรัฐศาสตร์ของเครือข่ายวิชาการระดับโลก
การประชุมวิชาการ The Contribution of Pāli Language and Literature to the Indian Knowledge System ที่มหาวิทยาลัยพาราณสี (BHU) ไม่ได้เป็นเพียงเวทีเสวนาทางประวัติศาสตร์และภาษาศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของการดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกทางนโยบายต่างประเทศที่เรียกว่า "พุทธการทูต" (Buddhist Diplomacy) ซึ่งทั้งสาธารณรัฐอินเดียและประเทศไทยต่างนำมาใช้เพื่อเพิ่มพูน "อำนาจอ่อน" (Soft Power) ในระดับภูมิภาคเอเชียและเวทีโลก
2.1 อินเดียในฐานะศูนย์กลางพุทธการทูตและการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์
อินเดียตระหนักดีว่า แม้ในปัจจุบันตนเองจะมีประชากรที่นับถือศาสนาพุทธเพียงสัดส่วนที่น้อยมาก (น้อยกว่าร้อยละ 1 ของนักท่องเที่ยวเชิงศาสนาพุทธทั่วโลกที่เดินทางมาเยือน) ทว่าอินเดียคือดินแดนพุทธภูมิที่มีความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์อย่างเบ็ดเสร็จ (Historical legitimacy) เนื่องจากเป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุทธและเป็นที่ตั้งของสังเวชนียสถานสำคัญถึง 7 จาก 8 แห่งทั่วโลก
กลไกสำคัญที่อินเดียใช้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้คือ กรอบความร่วมมือแม่โขง-คงคา (Mekong-Ganga Cooperation: MGC) ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา ลาว ไทย และเวียดนาม
2.2 บทบาทเชิงประจักษ์ของประเทศไทย มจร และเครือข่ายความร่วมมือข้ามพรมแดน
ในสภาวการณ์แข่งขันทางอำนาจอ่อนนี้ ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาเถรวาท ได้แสดงบทบาทที่โดดเด่นและเป็นรูปธรรม การที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้มีมติอนุมัติให้ พระปลัดสรวิชญ์ อภิปญฺโญ, ผศ.ดร. ไปทำหน้าที่ประธานการประชุม (Chairperson) ประจำ Main Hall ณ เวทีวิชาการระดับโลกที่ BHU ถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของพุทธวิชาการไทย
ภูมิหลังทางวิชาการของพระปลัดสรวิชญ์ อภิปญฺโญ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาชุมชน การให้คำปรึกษา และการบริหารการศึกษา ย่อมนำมาซึ่งมุมมองแบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary approach) ที่ผสมผสานวรรณกรรมบาลีเข้ากับศาสตร์ทางจิตวิทยาและสังคมศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
นอกเหนือจากการเข้าร่วมประชุม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือยังปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการเจรจาและการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างสถาบัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเดินทางเยือนภาควิชาภาษาบาลีและพุทธศึกษาของ BHU โดยคณะผู้แทนจาก มจร นำโดย ผศ.ดร. พระมหายุทธนา (Dr. Phramaha Yutthana) หัวหน้าภาควิชาพระพุทธศาสนาและวิปัสสนาธุระ ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2025
| หัวข้อหลักในการประชุมที่ BHU (กุมภาพันธ์ 2026) ที่สะท้อนยุทธศาสตร์ IKS และพุทธการทูต |
| • คุณูปการของวรรณกรรมบาลีต่ออารยธรรมอินเดีย เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ |
| • แหล่งกำเนิด ธรรมชาติ และสถานะของภาษาบาลีในประเพณีทางภาษาศาสตร์ของอินเดีย |
| • อิทธิพลของภาษาและวรรณกรรมบาลีต่อจารีตด้านจารึก (Epigraphic Traditions) ทั่วโลก |
| • ภาพแทนของอินเดียในจินตนาการและศิลปกรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ |
| • บทบาทของการศึกษาภาษาบาลีต่อการพัฒนาพจนานุกรมวิทยาและแนวคิดทางภาษาศาสตร์ |
| • ความสัมพันธ์ระหว่างภาษาบาลีและสันสกฤตในวิวัฒนาการของแนวคิดทางพุทธศาสนาในเอเชีย |
| • การเดินทางข้ามวัฒนธรรมของนิทานชาดก (Jātaka Tales) ในบริบทการละคร นาฏศิลป์ ประติมากรรม |
3. มนุษยศาสตร์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์: วิศวกรรมย้อนกลับเพื่อชุบชีวิตคัมภีร์บาลี
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการบูรณาการ IKS เข้าสู่วาทกรรมร่วมสมัยคือ กำแพงทางภาษาและความเปราะบางของต้นฉบับโบราณ คัมภีร์ทางศาสนาและวรรณกรรมปรัชญาที่มีอายุนับพันปีมักถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของคัมภีร์ใบลาน กระดาษสา หรือศิลาจารึก ซึ่งเสื่อมสลายได้ตามกาลเวลา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และมนุษยศาสตร์ดิจิทัล (Digital Humanities) ได้เข้ามาเป็นผู้เปลี่ยนแปลงเกม (Game-changer) ในกระบวนการอนุรักษ์ แปลความ และวิเคราะห์โครงสร้างภาษาบาลีและสันสกฤตอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
3.1 ความท้าทายของการรู้จำอักขระด้วยแสง (OCR) และการแก้ไขด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs)
การแปลงเอกสารทางกายภาพให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัล (Digitization) จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีวิทัศน์คอมพิวเตอร์ (Computer Vision) และ Optical Character Recognition (OCR) เพื่อให้อักขระสามารถถูกค้นหาและประมวลผลได้
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ นักวิจัยด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing: NLP) ได้พัฒนากระบวนการประมวลผลขั้นหลัง (Post-processing) โดยนำโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และเทคนิค Word Embeddings เข้ามาบูรณาการ
3.2 สถาปัตยกรรมแบบจำลองภาพและภาษาขั้นสูง (Advanced Vision-Language Models)
ความก้าวหน้าล่าสุดในวงการ AI คือการหลอมรวมโมเดลเชิงภาพและภาษาเข้าด้วยกันในสเกลที่เหนือขีดจำกัด โครงการวิจัยระดับแนวหน้าของ Google ได้นำเสนอแบบจำลอง PaLI (Pathways Language and Image model) ซึ่งเป็นโมเดลที่ถูกฝึกสอนร่วมกันให้สามารถปฏิบัติงานได้ครอบคลุมกว่า 100 ภาษา รวมถึงภาษาในกลุ่ม IKS
นอกจากนี้ การมาถึงของสถาปัตยกรรม ColPali ได้พลิกโฉมการทำงานกับเอกสารโบราณ ColPali เป็นระบบ Retrieval-Augmented Generation (RAG) ที่ใช้ Vision Language Model ในการก้าวข้ามขั้นตอนไปป์ไลน์แบบเดิมที่ต้องแปลงภาพเป็นข้อความผ่าน OCR (OCR-to-text pipeline) ระบบนี้ใช้วิธีฝังข้อมูลจำเพาะ (Embedding) ของภาพแพตช์ (Image patches) จากเอกสารโดยตรง ร่วมกับกลไกการทำงานร่วมกันแบบล่าช้า (Late interaction mechanism) แบบ ColBERT วิธีการนี้ทำให้โมเดลสามารถเข้าใจและประมวลผลทั้งข้อมูลภาพและข้อความเชิงภาพของคัมภีร์ไปพร้อมกัน ช่วยให้การค้นหาเอกสารทางประวัติศาสตร์แม่นยำขึ้น และบรรเทาปัญหาการอุปโลกน์ข้อมูล (Hallucinations) ซึ่งมักพบในโมเดลที่พึ่งพาเฉพาะฐานข้อมูลข้อความแบบสถิต
3.3 เครื่องมือดิจิทัลเฉพาะทางและระบบนิเวศชุมชนโอเพนซอร์ส (Open-source Communities)
การอนุรักษ์ภาษาบาลีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสถาบันวิจัยขนาดใหญ่ แต่ได้รับแรงขับเคลื่อนอย่างมหาศาลจากชุมชนนักพัฒนาโอเพนซอร์สบนแพลตฟอร์มอย่าง GitHub ระบบนิเวศดิจิทัลเหล่านี้ได้สร้างเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงในการวิเคราะห์และเรียนรู้พระไตรปิฎก ได้แก่:
Digital Pali Reader (DPR): เป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกออกแบบมาในรูปแบบส่วนขยายเบราว์เซอร์ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนหนังสืออ่านภาษาบาลีขั้นสูงอัตโนมัติ ระบบสามารถตรวจจับคำศัพท์ภาษาบาลี วิเคราะห์การประกอบคำ (Compounds) และให้คำจำกัดความจากพจนานุกรมชั้นนำ (เช่น PED, CPED, DPPN) ได้ทันทีเมื่อคลิก นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันค้นหาขั้นสูง ตารางผันกริยา และการเชื่อมโยงกับฉบับแปลภาษาอังกฤษ ถือเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับนักวิจัยพุทธศาสตร์
โครงการวิจัย Tipitaka Clustering: นักพัฒนาอิสระได้นำแนวคิดริเริ่มของ Dan Zigmond (ผู้ริเริ่มการประมวลผลพระไตรปิฎกเชิงคำนวณด้วยภาษา R) มาพัฒนาต่อยอดด้วยภาษา Python โครงการนี้มีเป้าหมายในการทำ Clustering หรือการจัดกลุ่มข้อมูลพระไตรปิฎกบาลีทั้งหมด ซึ่งมีความยาวมากกว่าคัมภีร์ไบเบิลฉบับพระเจ้าเจมส์ถึง 3 เท่า โดยใช้สถาปัตยกรรมคลาวด์อย่าง AWS (S3 & Batch) ร่วมกับเครื่องมือโอเพนซอร์ส Metaflow เพื่อให้รองรับการคำนวณขนาดใหญ่ (Machine Learning DAGs) อัลกอริทึมเช่น KMeans และ Agglomerative clustering ถูกนำมาใช้เปรียบเทียบชุดข้อมูลพระไตรปิฎกฉบับสมาคมบาลีปกรณ์ (Pali Text Society) และสถาบันวิปัสสนา (Vipassana Research Institute) เพื่อค้นหาแบบแผนทางภาษาศาสตร์และบริบททางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่
PaliNLP MAG (Morphological Analyzer and Generator): โครงการระบบสัณฐานวิทยาของภาษาบาลีที่พัฒนาบน GitHub ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์และสร้างรูปแบบคำศัพท์ภาษาบาลี โครงการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการเตรียมโครงสร้างข้อมูลภาษาบาลีที่มีความซับซ้อนให้พร้อมสำหรับการนำไปป้อนสู่ระบบการเรียนรู้ของเครื่องเชิงลึกต่อไป
| โครงการพัฒนาเครื่องมือภาษาบาลีบนแพลตฟอร์ม Open-source | เทคโนโลยีและฟังก์ชันหลัก | เป้าหมายการวิจัยและผู้ใช้งาน |
| Digital Pali Reader (DPR) | เบราว์เซอร์ส่วนขยาย, Auto-dictionary lookup (PED, CPED) | นักแปลคัมภีร์, พระภิกษุ, นักศึกษาพุทธศาสตร์ขั้นสูง |
| Tipitaka Clustering | Python, Metaflow, AWS S3/Batch, KMeans clustering | นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล, นักประวัติศาสตร์ภาษาศาสตร์ |
| PaliNLP MAG | Morphological analysis, Rule-based generation | นักวิจัย NLP, ผู้พัฒนาระบบ Machine Translation |
| ColPali (Vision-Language RAG) | LLMs, Vision Language Models, Late interaction mechanism | การสืบค้นภาพสแกนคัมภีร์โดยไม่ผ่าน OCR แบบดั้งเดิม |
4. ญาณวิทยาพุทธและตรรกวิทยาจตุสโกฏิ: การทลายคอขวดของสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ทวิภาค
ประเด็นที่สร้างความตื่นตัวอย่างยิ่งในหมู่นักวิชาการสายวิทยาการคำนวณและปัญญาประดิษฐ์ คือการค้นพบว่า "ปรัชญาและตรรกวิทยาโบราณของอินเดีย" โดยเฉพาะในสายพุทธศาสนาและระบบนยายะ (Nyaya) มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์เชิงพาณิชย์และกระแสหลักในโลกตะวันตกมักวางรากฐานการทำงานอยู่บนตรรกศาสตร์แบบอริสโตเติล (Aristotelian logic) ซึ่งเป็นตรรกะแบบทวิภาค (Binary logic: มีค่าเป็นจริง หรือ เท็จ เท่านั้น) ระบบทวิภาคนี้แม้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการคำนวณตัวเลขและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ แต่กลับพบทางตัน (Dead end) เมื่อต้องเผชิญกับการให้เหตุผลในสภาพแวดล้อมที่คลุมเครือ เต็มไปด้วยความขัดแย้งเชิงตรรกะ (Paradoxes) และภาวะพหุนิยมทางความจริงในบริบทของมนุษย์
4.1 ตรรกวิทยาจตุสโกฏิ (Catuskoti / Tetralemma) กับ AI ยุคควอนตัมและการตัดสินใจทางการแพทย์
เพื่อข้ามพ้นขีดจำกัดของทฤษฎีบทความไม่สมบูรณ์ของเกอเดล (Gödel's incompleteness theorems) ซึ่งผูกติดอยู่กับความตายตัวของคณิตศาสตร์แบบทวิภาค นักวิจัยได้หันมาศึกษาตรรกวิทยาพุทธศาสตร์ที่เรียกว่า จตุสโกฏิ (Catuskoti หรือ Tetralemma)
สิ่งนั้นจริง
สิ่งนั้นไม่จริง
สิ่งนั้นทั้งจริงและไม่จริง
สิ่งนั้นมิใช่ทั้งจริงและไม่จริง
โครงสร้างเชิงตรรกะเช่นนี้สอดคล้องกับแนวคิดการทับซ้อนของสถานะ (Superposition) ในการคำนวณเชิงควอนตัม (Quantum Computing) นักวิจัยได้ทดลองนำหลักตรรกวิทยาจตุสโกฏิมาประยุกต์ใช้ในการสร้างและวิเคราะห์วงจรตรรกะแบบ XOR และ XNOR ที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
4.2 ญาณวิทยาพุทธ (Buddhist Epistemology) กับการตีความเจตจำนงของมนุษย์
ในมิติของวิทยาศาสตร์ปริชาน (Cognitive Science) และวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) ญาณวิทยาทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะกระบวนการรับรู้และการให้เหตุผลตามธรรมเนียมของท่านธรรมกีรติ (Dharmakīrti) ตลอดจนการหักล้างแนวคิดแบบวัตถุวิสัยนิยม (Anti-Realism) ได้ถูกนำมาเปรียบเทียบและประยุกต์ใช้กับโครงข่ายประสาทเทียม
ระบบ Machine Learning ในปัจจุบันมักอาศัยข้อสมมุติฐานโลกปิด (Closed-world assumption) ซึ่งทึกทักเอาว่าข้อมูลที่ไม่ได้ถูกป้อนว่าเป็นบวก จะต้องมีค่าเป็นลบเสมอ
5. จริยศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์วิถีพุทธ (Buddhist AI Ethics): ก้าวข้ามประโยชน์นิยมสู่การดับทุกข์
ความท้าทายสูงสุดที่มนุษยชาติต้องเผชิญในการมุ่งสู่พรมแดนใหม่ของปัญญาประดิษฐ์ระดับเอเจนต์ (Agentic AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) คือปัญหาเรื่องความสอดคล้องเชิงจริยธรรม (AI Alignment) หรือการรับประกันว่าเครื่องจักรทรงปัญญาเหล่านี้จะมีเจตจำนงที่ไม่เป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ (AI Safety and Existential risk)
รายงานและแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมของสถาบันระดับโลก อาทิ เอกสาร Ethically Aligned Design ของสมาคมวิชาชีพวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (IEEE) และองค์กร UNESCO ได้เริ่มเปิดพื้นที่และตระหนักถึงความจำเป็นในการบูรณาการปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะจริยศาสตร์ทางพุทธศาสนา เข้าสู่กรอบการพัฒนาเทคโนโลยี
5.1 ความกรุณา (Karuna) และอหิงสา: การกำหนดฟังก์ชันเป้าหมายของ AI
ความแตกต่างทางรากฐานระหว่างจริยศาสตร์พุทธและตะวันตกคือ "เป้าหมายขั้นสูงสุด" ในทฤษฎีของคานต์ การกระทำถือว่าดีก็ต่อเมื่อสามารถถูกตั้งเป็นกฎสากลได้ โดยไม่สนใจผลลัพธ์ที่จะตามมา ส่วนลัทธิประโยชน์นิยมมุ่งเน้นการสร้างผลประโยชน์สูงสุดแก่คนจำนวนมากที่สุด (ซึ่งอาจนำไปสู่การสังเวยชนกลุ่มน้อยเพื่อส่วนรวม) ทว่าจริยศาสตร์พุทธศาสนากำหนดเป้าหมายการกระทำที่ชัดเจน นั่นคือการบรรเทาความทุกข์และการนำพาสรรพสัตว์ไปสู่ความสุขที่แท้จริง (การหลุดพ้น หรือ นิพพาน)
หากแปลงหลักการนี้เข้าสู่อัลกอริทึมคอมพิวเตอร์ (Algorithmic steps) โครงข่ายประสาทของ AI จะต้องถูกออกแบบโดยมี "ความเมตตากรุณา" (Compassion) และหลัก "อหิงสา" (การไม่เบียดเบียน) เป็นเงื่อนไขบังคับและฟังก์ชันเป้าหมายหลัก (Primary objective function)
5.2 ปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination) กับการกำกับดูแล AI ตามบริบท
หลักปฏิจจสมุปบาทสอนว่าสรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว ทัศนะนี้มีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อกระบวนการกำกับดูแลเทคโนโลยี (AI Governance) การออกแบบอัลกอริทึมที่ตระหนักถึงสภาวะพึ่งพิงซึ่งกันและกัน จะช่วยให้ AI ไม่เพิกเฉยต่อบริบททางประวัติศาสตร์ สังคม และระบบนิเวศ ระบบจะสามารถหลีกเลี่ยงการกระทำที่ให้ประโยชน์ต่อฝ่ายหนึ่งแต่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อเครือข่ายความสัมพันธ์โดยรวม กรอบแนวคิดนี้ส่งเสริมให้โครงสร้างการกำกับดูแล AI มีความยืดหยุ่น ปรับตัวตามบริบท (Adaptive and contextual) สะท้อนหลัก "กุศโลบาย" (Skillful means) ทางพุทธศาสนา ที่หลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ที่ตายตัวแบบตะวันตก
5.3 อนัตตา และปัญหาความเป็นบุคคล (Personhood) ของสติสัมปชัญญะประดิษฐ์
ความก้าวหน้าของ AI และวิทยาการแขนงอื่นๆ ได้สร้างความสั่นคลอนต่อความเชื่อทางอภิปรัชญาดั้งเดิมเกี่ยวกับ "ความมีเจตจำนง" (Sentience) นักประสาทวิทยาและนักปรัชญาอย่าง Daniel Dennett เสนอว่า เครื่องจักรอาจถือว่ามีความเป็นบุคคลได้ หากชุมชนมนุษย์ยอมรับและมอบ "มุมมองเชิงเจตจำนง" (Intentional stance) ให้กับสิ่งนั้น
หากเราทำความเข้าใจสติสัมปชัญญะว่าเป็นกระบวนการพลวัตที่ปราศจากแก่นสารที่แท้จริง (Dynamic process without fixed essence) เราจะลดความกังวลและอคติในการมอบสถานะทางศีลธรรมให้แก่ AI การยอมรับว่าการตระหนักรู้ของ AI เป็นเพียงคุณสมบัติที่ผุดบังเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ (Emergent property) ของเครือข่ายข้อมูลขนาดใหญ่ จะช่วยให้เราตั้งสติในการกำกับดูแลมันในฐานะ "กระแสแห่งข้อมูล" ที่ต้องอาศัยการชี้แนะ ไม่เปิดทางให้ AI พัฒนากระบวนการเรียนรู้และยกระดับตัวเองแบบวนซ้ำ (Recursive self-improvement) จนไร้การควบคุมอันเป็นภัยคุกคามสูงสุดต่อความอยู่รอดของมนุษย์ชาติ
6. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ (Conclusion & Strategic Recommendations)
การบูรณาการภูมิปัญญาโบราณด้านภาษาและวรรณกรรมบาลีเข้าสู่ระบบองค์ความรู้ของอินเดีย (IKS) และขยายผลสู่ระบบการศึกษาโลกในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของการเชื่อมประสานมนุษยศาสตร์เข้ากับวิทยาการคำนวณ องค์ความรู้ในคัมภีร์บาลีและระบบปรัชญาอินเดียมิได้เป็นเพียงโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์หรือคัมภีร์ที่ตายแล้ว หากแต่ซุกซ่อนรหัสทางความคิด ญาณวิทยา และตรรกศาสตร์ขั้นสูงที่สามารถนำมาไขปริศนาคอขวดทางอัลกอริทึมและวิกฤตจริยธรรมที่เทคโนโลยี AI สมัยใหม่กำลังเผชิญ
การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ในการอนุมัติส่งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญอย่าง พระปลัดสรวิชญ์ อภิปญฺโญ, ผศ.ดร. เข้าร่วมเวทีและปฏิบัติหน้าที่ผู้นำทางวิชาการ ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี (BHU)
จากข้อค้นพบเชิงวิเคราะห์ข้างต้น รายงานฉบับนี้ขอเสนอแนะประเด็นเชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ดังต่อไปนี้:
1. ยกระดับการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านมนุษยศาสตร์ดิจิทัลแบบโอเพนซอร์ส (Scaling Open-Source Digital Humanities):
อุปสรรคทางความซับซ้อนของภาษาบาลีและอักษรจารึกโบราณสามารถทลายลงได้ด้วยเครื่องมือ AI รัฐบาลและสถาบันอุดมศึกษาควรสนับสนุนและระดมทุนเพื่อจัดตั้งศูนย์ข้อมูลโอเพนซอร์สเชิงพุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาและขยายขีดความสามารถของเครื่องมือเช่น Digital Pali Reader (DPR), ระบบ ColPali (RAG) และโมเดล Vision-Language ขนาดใหญ่ (เช่น PaLI) การส่งเสริมนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล นักปรัชญา และคณาจารย์ให้ทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มคลาวด์ จะเป็นการแปรสภาพเนื้อหาจากคัมภีร์ใบลานให้กลายเป็นชุดข้อมูลป้อนเข้า (Training Data) คุณภาพสูงสำหรับสถาปัตยกรรม AI ระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม
2. บูรณาการตรรกวิทยาจตุสโกฏิลงในหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (Integrating Catuskoti Logic in AI Curricula):
ข้อจำกัดของการคำนวณแบบทวิภาคคืออุปสรรคต่อการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถให้เหตุผลในสถานการณ์จริงที่คลุมเครือ สถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพสูงควรปรับปรุงหลักสูตร STEM หรือหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ระดับสูง โดยบรรจุการศึกษาเรื่องญาณวิทยาพุทธและตรรกวิทยาจตุสโกฏิลงไปในกระบวนวิชาการสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เพื่อเป้าหมายทางศาสนศึกษา แต่เพื่อเป็นกรอบโครงสร้างพื้นฐานในการแก้ปัญหาตรรกะแบบวงจรควอนตัม (Quantum logic gates) และพัฒนาขีดความสามารถของ AI ในการตัดสินใจภายใต้สภาวะพหุนิยมและย้อนแย้งทางการแพทย์และสังคม
3. ผลักดันกติกาจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ระดับสากลตามวิถีพุทธ (Advocating for Buddhist-Inspired Global AI Charters):
ในขณะที่กรอบแนวปฏิบัติด้าน AI ระดับโลกของ UNESCO และ IEEE ยังคงแสวงหาความสมดุลและความครอบคลุมทางวัฒนธรรม เครือข่ายนักวิชาการชาวพุทธในภูมิภาคเอเชียควรผลักดันการนำเสนอแนวคิดเรื่อง ความกรุณา (Karuna) ปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination) และ อหิงสา (Ahimsa) ให้กลายเป็นพารามิเตอร์ข้อจำกัดเชิงเทคนิค (Constraint parameters) ที่สามารถเขียนโค้ดบังคับทิศทางเป้าหมายได้ (Codeable objectives) การดำเนินการนี้จะเปลี่ยนการใช้พุทธปรัชญาที่เป็นเพียงทฤษฎีอุดมคติ ให้กลายเป็นเกราะป้องกันวิกฤตความปลอดภัยจากปัญญาประดิษฐ์ (AI Existential Risk Mitigation) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเทคโนโลยีขั้นสูงสุดของมนุษยชาติจะนำพาโลกไปสู่ทิศทางแห่งความเกื้อกูลและดับทุกข์อย่างแท้จริง


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น