วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ไทย(มจร) – อินเดีย ผนึกพุทธปัญญาสู่โลกเอไอ ดัน “บาลี–IKS” ขึ้นเวทีวิชาการนานาชาติ


พาราณสี, อินเดีย
– ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) วงการวิชาการนานาชาติกำลังหันกลับมาทบทวนรากฐานภูมิปัญญาโบราณ เพื่อผสาน “มนุษยศาสตร์” เข้ากับ “วิทยาการคำนวณ” อย่างเป็นระบบ ล่าสุด การประชุมวิชาการหัวข้อ “The Contribution of Pāli Language and Literature to the Indian Knowledge System”Banaras Hindu University (BHU) สาธารณรัฐอินเดีย ได้กลายเป็นเวทีสำคัญสะท้อนพลวัตดังกล่าว



การประชุมจัดโดยภาควิชาภาษาบาลีและพุทธศึกษา คณะอักษรศาสตร์ BHU มีนักวิชาการจากหลายประเทศในเอเชียเข้าร่วมนำเสนอผลงานด้านภาษาบาลี วรรณกรรมพุทธ และการตีความเชิงประวัติศาสตร์ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ฟื้นฟู Indian Knowledge Systems (IKS) ซึ่งกำลังได้รับการผลักดันอย่างจริงจังตามนโยบายการศึกษาแห่งชาติอินเดีย

มจร เสริมบทบาทพุทธการทูต ส่งนักวิชาการไทยขึ้นประธานเวทีโลก

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่ออธิการบดีอนุมัติให้ พระปลัดสรวิชญ์ อภิปญฺโญ, ผศ.ดร. อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ เข้าร่วมประชุมและทำหน้าที่ Chairperson ประจำ Main Hall บริหารเวทีหลักของงาน

บทบาทดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพพุทธวิชาการไทย ทั้งในด้านภาวะผู้นำทางวิชาการ การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงพุทธศึกษากับศาสตร์ร่วมสมัย โดยเฉพาะในบริบทของ “พุทธการทูต” (Buddhist Diplomacy) ที่อินเดียและไทยต่างใช้เป็นกลไกเสริมอำนาจอ่อนในภูมิภาคเอเชีย

ผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศึกษาระบุว่า การมีส่วนร่วมของไทยในเวทีนี้มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานสำคัญของพระพุทธศาสนาเถรวาทและการศึกษาคัมภีร์บาลี การเชื่อมโยงกับสถาบันชั้นนำของอินเดียจึงเปิดประตูสู่ความร่วมมือด้านหลักสูตร การวิจัย และการพัฒนานักศึกษาในอนาคต


ฟื้นฟูบาลีในกระแส IKS: จากคัมภีร์ใบลานสู่ข้อมูลดิจิทัล

ภายใต้นโยบาย National Education Policy 2020 (NEP 2020) อินเดียได้ผลักดันให้มหาวิทยาลัยบูรณาการ IKS เข้าสู่หลักสูตร โดยเน้นการสร้างสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์กับจิตวิญญาณ ระหว่างโลกวิสัยกับคุณค่าทางศีลธรรม

ภาษาบาลีซึ่งเคยจำกัดบทบาทอยู่ในบริบทศาสนา กำลังถูกยกระดับใหม่ให้เป็น “กุญแจเชิงโครงสร้างความคิด” ทั้งในมิติญาณวิทยา ตรรกวิทยา และจริยศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ภาษาบาลีมีเส้นทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างจากภาษาทมิฬซึ่งยังคงเป็นภาษาที่มีชีวิตในอินเดียตอนใต้ บาลีผูกติดกับบริบทศาสนาอย่างแนบแน่น ขาดการปรับตัวเชิงฆราวาส ทำให้ลดบทบาทในดินแดนมาตุภูมิหลังการล่มสลายของอาณาจักรพุทธในภาคเหนือ

การฟื้นฟูบาลีในปัจจุบันจึงมิใช่เพียงการอนุรักษ์เชิงวัฒนธรรม หากแต่เป็นการ “วิศวกรรมย้อนกลับ” (Reverse engineering) โครงสร้างความคิดในคัมภีร์โบราณ เพื่อประยุกต์ใช้กับ AI และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning)


AI กับคัมภีร์โบราณ: มนุษยศาสตร์ดิจิทัลเปลี่ยนเกม

นักวิจัยด้าน Digital Humanities ชี้ว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี OCR, Vision-Language Models และ Retrieval-Augmented Generation (RAG) กำลังเปิดทางให้คัมภีร์ใบลานและศิลาจารึกถูกแปลงเป็นฐานข้อมูลดิจิทัลคุณภาพสูง

เครื่องมือโอเพนซอร์ส เช่น Digital Pali Reader (DPR) และโครงการวิเคราะห์พระไตรปิฎกเชิงคลัสเตอร์ กำลังช่วยให้นักวิจัยสามารถค้นหาแบบแผนทางภาษาศาสตร์และบริบททางประวัติศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ

นักวิชาการระบุว่า หากได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ภาษาบาลีอาจกลายเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลเชิงตรรกะที่มีศักยภาพต่อการพัฒนา Explainable AI ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของวงการเทคโนโลยีโลก


จตุสโกฏิ–ญาณวิทยาพุทธ: ทางออกใหม่ของตรรกะ AI

ประเด็นที่สร้างความสนใจอย่างยิ่งในงานประชุมคือ การนำ “ตรรกวิทยาจตุสโกฏิ” (Catuskoti) มาศึกษาเปรียบเทียบกับตรรกะแบบทวิภาคของโลกตะวันตก

ในขณะที่ระบบคอมพิวเตอร์ดั้งเดิมทำงานบนตรรกะจริง/เท็จแบบสองค่า จตุสโกฏิเสนอกรอบการวิเคราะห์สี่มิติ ซึ่งสามารถรองรับความคลุมเครือและความย้อนแย้งของข้อมูลในโลกจริงได้ดีกว่า

แนวคิดนี้ถูกมองว่าอาจช่วยพัฒนาโมเดล AI ที่สามารถให้เหตุผลในสภาพแวดล้อมซับซ้อน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณสุขฉุกเฉิน หรือการตัดสินใจเชิงจริยธรรมในระบบอัตโนมัติ


จริยศาสตร์พุทธกับความท้าทาย AI Alignment

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการผลักดัน “Buddhist AI Ethics” โดยเสนอให้หลักเมตตากรุณา (Karuna) และอหิงสา เป็นฟังก์ชันเป้าหมายหลักของสถาปัตยกรรม AI

หลักปฏิจจสมุปบาทถูกหยิบยกมาใช้เป็นกรอบคิดในการกำกับดูแล AI ตามบริบท ไม่ยึดติดกฎตายตัว ขณะที่แนวคิดอนัตตาช่วยลดความตื่นตระหนกต่อคำถามเรื่อง “ความเป็นบุคคล” ของปัญญาประดิษฐ์

นักวิชาการมองว่า กรอบจริยศาสตร์พุทธอาจช่วยเติมเต็มข้อจำกัดของลัทธิประโยชน์นิยมและทฤษฎีหน้าที่นิยมในโลกตะวันตก ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายในการควบคุม AI ระดับเอเจนต์และ AGI


ไทยบนเวทีโลก: สะพานเชื่อมมรดกเถรวาทสู่อนาคตเทคโนโลยี

การปรากฏตัวของนักวิชาการไทยในเวที BHU ครั้งนี้ มิใช่เพียงการเข้าร่วมประชุม หากเป็นสัญญาณของการยกระดับพุทธวิชาการไทยเข้าสู่ระบบองค์ความรู้โลกอย่างมั่นคง

ผู้สังเกตการณ์มองว่า หากไทยสามารถพัฒนาศูนย์มนุษยศาสตร์ดิจิทัลเชิงพุทธศาสตร์ และบูรณาการตรรกวิทยาพุทธเข้าสู่หลักสูตร STEM อย่างเป็นรูปธรรม จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางความรู้ที่เชื่อมอดีตกับอนาคตได้อย่างทรงพลัง

ท่ามกลางกระแส AI ที่กำลังเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว ภาษาบาลีและวรรณกรรมพุทธจึงมิได้เป็นเพียงมรดกทางจิตวิญญาณ หากกำลังกลายเป็น “โครงสร้างความคิดทางเลือก” ที่อาจช่วยกำหนดทิศทางเทคโนโลยีโลกในศตวรรษที่ 21 อย่างมีมนุษยธรรมและยั่งยืน.

บูรณาการภูมิปัญญาโบราณด้านภาษาและวรรณกรรมบาลีต่อระบบองค์ความรู้ของอินเดียสู่การศึกษาโลกยุคเอไอ

บทนำ: พลวัตใหม่แห่งการศึกษาพุทธศาสตร์และปรัชญาตะวันออกในกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคปัญญาประดิษฐ์

ในยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และเทคโนโลยีการประมวลผลขั้นสูง โลกวิชาการกำลังเผชิญกับความท้าทายในการผสานรวมองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมล้ำสมัย กระแสการฟื้นฟู "ระบบองค์ความรู้ของอินเดีย" (Indian Knowledge Systems: IKS) ได้กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมุ่งเน้นการดึงเอาแก่นแท้ทางปรัชญา ตรรกวิทยา และวิทยาการเชิงภาษาจากอดีต มาบูรณาการเพื่อตอบโจทย์วิกฤตการณ์ร่วมสมัย ในบริบทนี้ ภาษาและวรรณกรรมบาลีมิได้ถูกจำกัดสถานะเป็นเพียงภาษาทางศาสนาที่ใช้ในพิธีกรรมหรือการท่องบ่นคัมภีร์อีกต่อไป หากแต่ได้รับการยกระดับให้เป็นกุญแจสำคัญในการไขความลับทางโครงสร้างความคิด ญาณวิทยา และตรรกศาสตร์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับวิทยาการคอมพิวเตอร์และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เชิงจริยธรรม

หมุดหมายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตดังกล่าวในระดับนานาชาติคือ การที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ส่งนักวิชาการร่วมเวทีโลกในหัวข้อ “ภาษาบาลีกับระบบองค์ความรู้อินเดีย” ณ เมืองพาราณสี สาธารณรัฐอินเดีย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สากลอย่างเป็นรูปธรรม เมื่ออธิการบดี "มจร" อนุมัติให้ "พระปลัดสรวิชญ์ อภิปญฺโญ, ผศ.ดร." อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ เข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติ ณ Banaras Hindu University (BHU) สาธารณรัฐอินเดีย ในหัวข้อ “คุณูปการของภาษาและวรรณกรรมบาลีต่อระบบองค์ความรู้ของอินเดีย (The Contribution of Pāli Language and Literature to the Indian Knowledge System)” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในกระแสการฟื้นฟู “Indian Knowledge Systems (IKS)” และการบูรณาการภูมิปัญญาโบราณสู่การศึกษาโลกยุคใหม่

การประชุมดังกล่าวจัดโดยภาควิชาภาษาบาลีและพุทธศึกษา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยพาราณสี โดยมีนักวิชาการจากหลายประเทศในเอเชียเข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัยด้านภาษาบาลี วรรณกรรมพุทธ และการตีความเชิงประวัติศาสตร์ ในการนี้ พระปลัดสรวิชญ์ อภิปญฺโญ, ผศ.ดร. ได้รับเกียรติทำหน้าที่ประธานการประชุม (Chairperson) ประจำ Main Hall บริหารเวทีวิชาการระดับนานาชาติ ซึ่งสะท้อนพลังพุทธวิชาการไทย และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของนักวิชาการไทย ทั้งด้านภาวะผู้นำทางวิชาการ การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงพุทธศึกษากับศาสตร์ร่วมสมัย

ผู้เชี่ยวชาญในวงการพุทธศึกษาระบุว่า การมีส่วนร่วมของประเทศไทยในเวทีดังกล่าว มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานสำคัญของพระพุทธศาสนาเถรวาทและการศึกษาคัมภีร์บาลี การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำของอินเดียและประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายวิชาการระหว่างประเทศ และเปิดโอกาสสู่ความร่วมมือด้านหลักสูตร การวิจัย และการพัฒนานักศึกษาในอนาคต ทั้งนี้ การอนุมัติให้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของ มจร. ที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถของคณาจารย์สู่เวทีสากล โดยใช้ “งานวิจัยเป็นฐาน” ในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย และสนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในมิติวิชาการอย่างมีคุณภาพ การปรากฏตัวของนักวิชาการไทยในเวทีระดับนานาชาติครั้งนี้ จึงมิได้เป็นเพียงการเข้าร่วมประชุม หากเป็นสัญญาณของการยกระดับพุทธวิชาการไทยสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบองค์ความรู้โลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเจาะลึกมิติอันซับซ้อนของการบูรณาการภูมิปัญญาบาลีสู่ระบบองค์ความรู้อินเดีย และการขยายผลสู่การศึกษาโลกในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทนำ โดยวิเคราะห์ครอบคลุมตั้งแต่พลวัตทางประวัติศาสตร์ นโยบายระดับชาติของอินเดีย ยุทธศาสตร์พุทธการทูต (Buddhist Diplomacy) ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ตรรกวิทยาพุทธและจริยธรรมเชิงพุทธในการสร้างสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีและการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) อันเป็นความพยายามที่จะสร้างข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับการพัฒนาระบบการศึกษาที่ยั่งยืนและมีมนุษยธรรม

1. ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และพลวัตของภาษาบาลีในระบบองค์ความรู้อินเดีย (IKS)

1.1 ปฐมบทแห่งความเจริญและการลดทอนบทบาททางประวัติศาสตร์เชิงเปรียบเทียบ

ภาษาบาลีถือเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งของระบบองค์ความรู้อินเดีย (IKS) โดยเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการธำรงรักษาสรรพวิชาและคำสอนทางพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในพื้นที่ตอนเหนือของอินเดียระหว่างศตวรรษที่ 5 ถึง 3 ก่อนคริสตกาล ในยุครุ่งเรือง ภาษาบาลีทำหน้าที่เป็นสื่อกลางทางปัญญาที่บันทึกแนวคิดเชิงปรัชญา ตรรกวิทยา และหลักจริยศาสตร์ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์พบว่า ภาษาบาลีประสบกับภาวะถดถอยและเสื่อมความนิยมในดินแดนมาตุภูมิอย่างอินเดีย อันเนื่องมาจากปัจจัยเชิงซ้อนหลายประการ ประการแรกคือการล่มสลายของอาณาจักรที่สนับสนุนพระพุทธศาสนา ทำให้ขาดระบบการอุปถัมภ์จากราชสำนักซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญในการผลิตซ้ำองค์ความรู้ ประการที่สองคือการรุกรานจากภายนอก โดยเฉพาะการรุกรานของชาวมุสลิมในภาคเหนือของอินเดีย ซึ่งส่งผลให้สถาบันการศึกษาทางพุทธศาสนาและระบบการสืบทอดความรู้ถูกทำลายลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากการทำลายล้างทางกายภาพแล้ว ภาษาบาลียังถูกกดทับจากการผงาดขึ้นของภาษาที่มีอิทธิพลเหนือกว่าในเชิงอำนาจรัฐและศาสนาคู่แข่ง เช่น ภาษาอูรดูและภาษาสันสกฤต

เมื่อนำวิวัฒนาการของภาษาบาลีมาเปรียบเทียบกับภาษาทราวิฑอย่างภาษาทมิฬ (Tamil) จะพบความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่อธิบายถึงความอยู่รอดและการสูญสลายของภาษาได้อย่างชัดเจน ภาษาทมิฬสามารถดำรงสถานะเป็นภาษาที่มีชีวิต (Living language) ได้อย่างแข็งแกร่งในคาบสมุทรทางตอนใต้ของอินเดีย เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการอุปถัมภ์อย่างต่อเนื่องจากราชวงศ์สำคัญ เช่น ราชวงศ์โจฬะ (Chola) ปาณฑยะ (Pandya) และวิจายนคร (Vijayanagara) สิ่งสำคัญที่สุดคือ ภาษาทมิฬมีการปรับตัวเข้าสู่วิถีฆราวาส (Secularization) และมีความเป็นพหุวัฒนธรรม ทำให้ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในเครือข่ายการค้าพาณิชย์ทางทะเล และสามารถเปิดรับอิทธิพลจากกรีก อาหรับ และสันสกฤต ตลอดจนได้รับการยอมรับจากทั้งชาวฮินดู มุสลิม และคริสเตียน ในทางตรงกันข้าม ภาษาบาลียึดโยงอย่างแนบแน่นกับบริบททางศาสนาและคัมภีร์พุทธศาสนาแต่เพียงอย่างเดียว ขาดความยืดหยุ่นในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันเชิงโลกวิสัย ส่งผลให้ถูกโดดเดี่ยวและกลายเป็นเพียงภาษาเชิงพิธีกรรมที่สงวนไว้สำหรับการสวดมนต์ (Suttas, Mantras) และพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น

ปัจจัยเชิงเปรียบเทียบทางสังคมวิทยาภาษาศาสตร์ภาษาบาลี (Pali)ภาษาทมิฬ (Tamil)
ความผูกพันเชิงสถาบัน (Institutional Binding)ผูกติดกับพุทธศาสนาเถรวาทและคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์อย่างลึกซึ้ง ขาดความยืดหยุ่นมีลักษณะทางฆราวาสสูง (Secular character) ครอบคลุมผู้ใช้จากหลายศาสนา
การอุปถัมภ์จากรัฐ (Royal Patronage)ขาดหายไปหลังการล่มสลายของอาณาจักรพุทธในภาคเหนือได้รับการอุปถัมภ์ต่อเนื่องยาวนานจากราชวงศ์ทางตอนใต้ (โจฬะ, ปาณฑยะ)
การประยุกต์ใช้ทางเศรษฐกิจและสังคมจำกัดอยู่ในการศึกษาพระธรรม สวดมนต์ และพิธีกรรมถูกใช้อย่างกว้างขวางในเครือข่ายการค้าทางทะเลและการทูตแบบพหุวัฒนธรรม
ผลกระทบจากการรุกรานทางภูมิรัฐศาสตร์ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการรุกรานในอินเดียตอนเหนือรอดพ้นจากภัยคุกคามหลักเนื่องจากทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ในภาคใต้
สถานะปัจจุบันในบริบทอินเดียกลายเป็นภาษาเชิงคัมภีร์และภาษาคลาสสิก (Classical language)เป็นภาษาราชการระดับรัฐและภาษาแม่ที่ทรงพลังในอินเดียตอนใต้

1.3 นโยบายการศึกษาแห่งชาติ (NEP 2020) และวาระการฟื้นฟูระบบองค์ความรู้อินเดีย

การถือกำเนิดของนโยบายการศึกษาแห่งชาติอินเดีย ค.ศ. 2020 (National Education Policy 2020 - NEP 2020) นับเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกระบวนทัศน์ระดับมหภาคของสาธารณรัฐอินเดีย รัฐบาลอินเดียได้กำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการบูรณาการระบบองค์ความรู้อินเดีย (IKS) เข้าสู่หลักสูตรการศึกษาในทุกระดับชั้น โดยเน้นย้ำถึงการสร้างสมดุลระหว่างวิถีชีวิตกับวิทยาศาสตร์ เรื่องทางโลก (Ordinary) กับเรื่องเหนือโลก (Transcendent) และกรรม (Karma) กับธรรม (Dharma) นโยบายนี้ตระหนักว่าระบบการศึกษาของอินเดียในอดีต ตั้งแต่ยุคพระเวท ได้ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางศีลธรรม วัตถุ สติปัญญา และจิตวิญญาณควบคู่กันไป กระทรวงศึกษาธิการอินเดียและหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง UGC และ AICTE ได้ออกแนวปฏิบัติ (Guidelines) อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2023 โดยกำหนดให้นักศึกษาทุกคนในระดับปริญญาตรี (UG) และปริญญาโท (PG) ควรได้รับการส่งเสริมให้ลงทะเบียนเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับ IKS อย่างน้อยร้อยละ 5 ของหน่วยกิตทั้งหมดตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร

ภาษาบาลี ในฐานะฟันเฟืองทางภาษาศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ได้รับการบรรจุให้เป็นหนึ่งในเป้าหมายการฟื้นฟูภายใต้นโยบายนี้ การนำวรรณกรรมบาลีเข้ามามีส่วนร่วมในวิชาด้านประวัติศาสตร์ปรัชญา ตรรกวิทยาพุทธ และความสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรม ล้วนเป็นไปเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่อิงจากกระบวนทัศน์ความรู้แบบภารตะ (Bharatiya paradigms) นโยบายดังกล่าวยังขยายขอบเขตไปไกลกว่าด้านมนุษยศาสตร์ โดยให้ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้โบราณมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน ทั้งในสาขาต้นกำเนิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) สถาปัตยกรรมศาสตร์ การวางผังเมือง (Town planning) วิศวกรรมโลหการโบราณ (Metallurgy) ตลอดจนการแพทย์อายุรเวท ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดปรัชญาอินเดียโบราณเรื่องคุณค่าและการแบ่งลำดับขั้นของชีวิตมนุษย์ นโยบายนี้ยังมีมิติของการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผ่านโครงการ 'Ek Bharat Shrestha Bharat' ที่ระบุสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ 100 แห่ง เพื่อให้นักศึกษาได้เดินทางไปสัมผัสและศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณกรรมพื้นถิ่นโดยตรง

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ทางการศึกษาและนักวิชาการได้ตั้งข้อสังเกตถึงความท้าทายในการนำ IKS ไปปฏิบัติจริง โดยเฉพาะความกังวลด้าน "ความเข้มงวดทางวิชาการ" (Academic rigor) และความครอบคลุม (Inclusivity) การผลักดันความรู้โบราณเข้าสู่หลักสูตรโดยปราศจากการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical analysis) อาจนำไปสู่การยอมรับข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างมืดบอด นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่องค์ความรู้กระแสหลักที่ได้รับการบันทึกไว้อย่างดี อาจบดบังหรือลดทอนคุณค่าขององค์ความรู้จากกลุ่มชนชายขอบ ทำให้เป้าหมายด้านความครอบคลุมล้มเหลว ยิ่งไปกว่านั้น ความพร้อมของคณาจารย์ (Faculty preparedness) การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Validation) และความซับซ้อนทางภาษาศาสตร์ของภาษาคลาสสิกอย่างบาลี สันสกฤต และทมิฬ ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขด้วยความร่วมมือแบบสหวิทยาการ

2. ยุทธศาสตร์พุทธการทูต (Buddhist Diplomacy) และภูมิรัฐศาสตร์ของเครือข่ายวิชาการระดับโลก

การประชุมวิชาการ The Contribution of Pāli Language and Literature to the Indian Knowledge System ที่มหาวิทยาลัยพาราณสี (BHU) ไม่ได้เป็นเพียงเวทีเสวนาทางประวัติศาสตร์และภาษาศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของการดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกทางนโยบายต่างประเทศที่เรียกว่า "พุทธการทูต" (Buddhist Diplomacy) ซึ่งทั้งสาธารณรัฐอินเดียและประเทศไทยต่างนำมาใช้เพื่อเพิ่มพูน "อำนาจอ่อน" (Soft Power) ในระดับภูมิภาคเอเชียและเวทีโลก

2.1 อินเดียในฐานะศูนย์กลางพุทธการทูตและการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์

อินเดียตระหนักดีว่า แม้ในปัจจุบันตนเองจะมีประชากรที่นับถือศาสนาพุทธเพียงสัดส่วนที่น้อยมาก (น้อยกว่าร้อยละ 1 ของนักท่องเที่ยวเชิงศาสนาพุทธทั่วโลกที่เดินทางมาเยือน) ทว่าอินเดียคือดินแดนพุทธภูมิที่มีความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์อย่างเบ็ดเสร็จ (Historical legitimacy) เนื่องจากเป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุทธและเป็นที่ตั้งของสังเวชนียสถานสำคัญถึง 7 จาก 8 แห่งทั่วโลก รัฐบาลอินเดียยุคปัจจุบันภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีโมดี ได้ใช้วิถีทางของพุทธการทูต ควบคู่ไปกับนโยบาย "รุกตะวันออก" (Act East Policy) เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางวิชาการ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กลไกสำคัญที่อินเดียใช้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้คือ กรอบความร่วมมือแม่โขง-คงคา (Mekong-Ganga Cooperation: MGC) ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา ลาว ไทย และเวียดนาม การใช้พุทธศาสนาเป็นจุดเชื่อมโยง (Shared cultural values) ถือเป็นยุทธวิธีที่นุ่มนวลแต่ทรงพลังในการสร้างความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค (Regional connectivity) อย่างไรก็ตาม อินเดียต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญจากการแข่งขันกับประเทศจีน ซึ่งพยายามตั้งตนเป็นผู้นำในการฟื้นฟูจิตวิญญาณแห่งพุทธศาสนาในเอเชียเช่นกัน ความขัดแย้งด้านพรมแดนที่ยังไม่คลี่คลาย และประเด็นละเอียดอ่อนทางศาสนาที่เกี่ยวเนื่องกับการพำนักขององค์ทะไลลามะในอินเดีย ทำให้พุทธการทูตของทั้งสองมหาอำนาจมักสะท้อนถึงภาพของการแข่งขัน (Competition) มากกว่าการให้ความร่วมมือ (Cooperation) อย่างแท้จริง

2.2 บทบาทเชิงประจักษ์ของประเทศไทย มจร และเครือข่ายความร่วมมือข้ามพรมแดน

ในสภาวการณ์แข่งขันทางอำนาจอ่อนนี้ ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาเถรวาท ได้แสดงบทบาทที่โดดเด่นและเป็นรูปธรรม การที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้มีมติอนุมัติให้ พระปลัดสรวิชญ์ อภิปญฺโญ, ผศ.ดร. ไปทำหน้าที่ประธานการประชุม (Chairperson) ประจำ Main Hall ณ เวทีวิชาการระดับโลกที่ BHU ถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของพุทธวิชาการไทย ในวงวิชาการระดับนานาชาติ ภาวะผู้นำในการบริหารเวทีการประชุมหลักสะท้อนถึงการได้รับการยอมรับขั้นสูงสุดในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทั้งในด้านศาสตร์แห่งภาษาบาลี การตีความเชิงประวัติศาสตร์ และการบริหารจัดการบรรยากาศการวิพากษ์เชิงวิชาการข้ามวัฒนธรรม

ภูมิหลังทางวิชาการของพระปลัดสรวิชญ์ อภิปญฺโญ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาชุมชน การให้คำปรึกษา และการบริหารการศึกษา ย่อมนำมาซึ่งมุมมองแบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary approach) ที่ผสมผสานวรรณกรรมบาลีเข้ากับศาสตร์ทางจิตวิทยาและสังคมศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว นัยสำคัญของการปรากฏตัวครั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันสถานะของประเทศไทยที่พร้อมจะยกระดับพุทธวิชาการให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ระดับโลกอย่างมั่นคง

นอกเหนือจากการเข้าร่วมประชุม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือยังปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการเจรจาและการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างสถาบัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเดินทางเยือนภาควิชาภาษาบาลีและพุทธศึกษาของ BHU โดยคณะผู้แทนจาก มจร นำโดย ผศ.ดร. พระมหายุทธนา (Dr. Phramaha Yutthana) หัวหน้าภาควิชาพระพุทธศาสนาและวิปัสสนาธุระ ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2025 การเยือนครั้งนี้มุ่งเน้นการปูทางสู่การทำ MoU เพื่อผลักดันโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา การจัดทำโครงการวิจัยร่วม การแปลคัมภีร์ข้ามภาษา และการบูรณาการการศึกษาเชิงลึกในสายเถรวาทและการปฏิบัติวิปัสสนา การผนึกกำลังระหว่าง BHU ซึ่งเป็นสถาบันทางโลกที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการศึกษาปรัชญาอินเดียโบราณ กับ มจร ซึ่งมีโครงสร้างการจัดการศึกษาพุทธศาสนาที่เป็นระบบและได้มาตรฐานระดับสากล จะสร้างระบบนิเวศทางวิชาการที่เข้มแข็ง ซึ่งสามารถทัดทานและสร้างดุลยภาพทางการเมืองเชิงวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียได้เป็นอย่างดี

หัวข้อหลักในการประชุมที่ BHU (กุมภาพันธ์ 2026) ที่สะท้อนยุทธศาสตร์ IKS และพุทธการทูต
• คุณูปการของวรรณกรรมบาลีต่ออารยธรรมอินเดีย เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
• แหล่งกำเนิด ธรรมชาติ และสถานะของภาษาบาลีในประเพณีทางภาษาศาสตร์ของอินเดีย
• อิทธิพลของภาษาและวรรณกรรมบาลีต่อจารีตด้านจารึก (Epigraphic Traditions) ทั่วโลก
• ภาพแทนของอินเดียในจินตนาการและศิลปกรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
• บทบาทของการศึกษาภาษาบาลีต่อการพัฒนาพจนานุกรมวิทยาและแนวคิดทางภาษาศาสตร์
• ความสัมพันธ์ระหว่างภาษาบาลีและสันสกฤตในวิวัฒนาการของแนวคิดทางพุทธศาสนาในเอเชีย
• การเดินทางข้ามวัฒนธรรมของนิทานชาดก (Jātaka Tales) ในบริบทการละคร นาฏศิลป์ ประติมากรรม

3. มนุษยศาสตร์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์: วิศวกรรมย้อนกลับเพื่อชุบชีวิตคัมภีร์บาลี

หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการบูรณาการ IKS เข้าสู่วาทกรรมร่วมสมัยคือ กำแพงทางภาษาและความเปราะบางของต้นฉบับโบราณ คัมภีร์ทางศาสนาและวรรณกรรมปรัชญาที่มีอายุนับพันปีมักถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของคัมภีร์ใบลาน กระดาษสา หรือศิลาจารึก ซึ่งเสื่อมสลายได้ตามกาลเวลา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และมนุษยศาสตร์ดิจิทัล (Digital Humanities) ได้เข้ามาเป็นผู้เปลี่ยนแปลงเกม (Game-changer) ในกระบวนการอนุรักษ์ แปลความ และวิเคราะห์โครงสร้างภาษาบาลีและสันสกฤตอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

3.1 ความท้าทายของการรู้จำอักขระด้วยแสง (OCR) และการแก้ไขด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs)

การแปลงเอกสารทางกายภาพให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัล (Digitization) จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีวิทัศน์คอมพิวเตอร์ (Computer Vision) และ Optical Character Recognition (OCR) เพื่อให้อักขระสามารถถูกค้นหาและประมวลผลได้ อย่างไรก็ตาม ภาษาคลาสสิกของอินเดียมีความท้าทายเฉพาะตัว การรับรู้สระจม สระลอย อักษรควบกล้ำ และตัวสะกดซ้อนในสคริปต์ต่างๆ ทำให้โปรแกรม OCR แบบดั้งเดิมมักตีความผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับเอกสารที่มีความละเอียดต่ำ ภาพสแกนที่ซีดจาง หรือพื้นหลังที่มีสีสันซับซ้อน

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ นักวิจัยด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing: NLP) ได้พัฒนากระบวนการประมวลผลขั้นหลัง (Post-processing) โดยนำโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และเทคนิค Word Embeddings เข้ามาบูรณาการ ความสามารถเชิงสร้างสรรค์ของ LLMs ช่วยให้ระบบสามารถประเมินบริบททางไวยากรณ์ ตรวจจับคำที่ผิดเพี้ยนจากการประมวลผลของ OCR และทำการเสนอคำศัพท์ชดเชย (Correction candidates) ที่สอดคล้องกับหลักไวยากรณ์บาลีได้อย่างแม่นยำ กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความแม่นยำของข้อความ แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับงานวิเคราะห์เชิงลึกขั้นต่อไป เช่น การดึงข้อมูลข่าวสาร (Information Retrieval) การรู้จำชื่อเฉพาะ (Named-Entity Recognition) และการแปลด้วยเครื่อง (Machine Translation)

3.2 สถาปัตยกรรมแบบจำลองภาพและภาษาขั้นสูง (Advanced Vision-Language Models)

ความก้าวหน้าล่าสุดในวงการ AI คือการหลอมรวมโมเดลเชิงภาพและภาษาเข้าด้วยกันในสเกลที่เหนือขีดจำกัด โครงการวิจัยระดับแนวหน้าของ Google ได้นำเสนอแบบจำลอง PaLI (Pathways Language and Image model) ซึ่งเป็นโมเดลที่ถูกฝึกสอนร่วมกันให้สามารถปฏิบัติงานได้ครอบคลุมกว่า 100 ภาษา รวมถึงภาษาในกลุ่ม IKS สถาปัตยกรรม PaLI มีความยิ่งใหญ่ระดับ 17 พันล้านพารามิเตอร์ (17B) โดยแบ่งเป็นการประมวลผลภาพ 4 พันล้านพารามิเตอร์ และภาษาอีก 13 พันล้านพารามิเตอร์ ฝึกสอนบนฐานข้อมูล WebLI ขนาดมหึมา ทำให้สามารถรองรับงาน In-context OCR การตอบคำถามจากภาพ (Visual Question Answering) และการสร้างคำบรรยายภาพ (Image Captioning) ได้อย่างมีประสิทธิภาพระดับ State-of-the-Art

นอกจากนี้ การมาถึงของสถาปัตยกรรม ColPali ได้พลิกโฉมการทำงานกับเอกสารโบราณ ColPali เป็นระบบ Retrieval-Augmented Generation (RAG) ที่ใช้ Vision Language Model ในการก้าวข้ามขั้นตอนไปป์ไลน์แบบเดิมที่ต้องแปลงภาพเป็นข้อความผ่าน OCR (OCR-to-text pipeline) ระบบนี้ใช้วิธีฝังข้อมูลจำเพาะ (Embedding) ของภาพแพตช์ (Image patches) จากเอกสารโดยตรง ร่วมกับกลไกการทำงานร่วมกันแบบล่าช้า (Late interaction mechanism) แบบ ColBERT วิธีการนี้ทำให้โมเดลสามารถเข้าใจและประมวลผลทั้งข้อมูลภาพและข้อความเชิงภาพของคัมภีร์ไปพร้อมกัน ช่วยให้การค้นหาเอกสารทางประวัติศาสตร์แม่นยำขึ้น และบรรเทาปัญหาการอุปโลกน์ข้อมูล (Hallucinations) ซึ่งมักพบในโมเดลที่พึ่งพาเฉพาะฐานข้อมูลข้อความแบบสถิต

3.3 เครื่องมือดิจิทัลเฉพาะทางและระบบนิเวศชุมชนโอเพนซอร์ส (Open-source Communities)

การอนุรักษ์ภาษาบาลีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสถาบันวิจัยขนาดใหญ่ แต่ได้รับแรงขับเคลื่อนอย่างมหาศาลจากชุมชนนักพัฒนาโอเพนซอร์สบนแพลตฟอร์มอย่าง GitHub ระบบนิเวศดิจิทัลเหล่านี้ได้สร้างเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงในการวิเคราะห์และเรียนรู้พระไตรปิฎก ได้แก่:

  • Digital Pali Reader (DPR): เป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกออกแบบมาในรูปแบบส่วนขยายเบราว์เซอร์ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนหนังสืออ่านภาษาบาลีขั้นสูงอัตโนมัติ ระบบสามารถตรวจจับคำศัพท์ภาษาบาลี วิเคราะห์การประกอบคำ (Compounds) และให้คำจำกัดความจากพจนานุกรมชั้นนำ (เช่น PED, CPED, DPPN) ได้ทันทีเมื่อคลิก นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันค้นหาขั้นสูง ตารางผันกริยา และการเชื่อมโยงกับฉบับแปลภาษาอังกฤษ ถือเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับนักวิจัยพุทธศาสตร์

  • โครงการวิจัย Tipitaka Clustering: นักพัฒนาอิสระได้นำแนวคิดริเริ่มของ Dan Zigmond (ผู้ริเริ่มการประมวลผลพระไตรปิฎกเชิงคำนวณด้วยภาษา R) มาพัฒนาต่อยอดด้วยภาษา Python โครงการนี้มีเป้าหมายในการทำ Clustering หรือการจัดกลุ่มข้อมูลพระไตรปิฎกบาลีทั้งหมด ซึ่งมีความยาวมากกว่าคัมภีร์ไบเบิลฉบับพระเจ้าเจมส์ถึง 3 เท่า โดยใช้สถาปัตยกรรมคลาวด์อย่าง AWS (S3 & Batch) ร่วมกับเครื่องมือโอเพนซอร์ส Metaflow เพื่อให้รองรับการคำนวณขนาดใหญ่ (Machine Learning DAGs) อัลกอริทึมเช่น KMeans และ Agglomerative clustering ถูกนำมาใช้เปรียบเทียบชุดข้อมูลพระไตรปิฎกฉบับสมาคมบาลีปกรณ์ (Pali Text Society) และสถาบันวิปัสสนา (Vipassana Research Institute) เพื่อค้นหาแบบแผนทางภาษาศาสตร์และบริบททางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่

  • PaliNLP MAG (Morphological Analyzer and Generator): โครงการระบบสัณฐานวิทยาของภาษาบาลีที่พัฒนาบน GitHub ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์และสร้างรูปแบบคำศัพท์ภาษาบาลี โครงการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการเตรียมโครงสร้างข้อมูลภาษาบาลีที่มีความซับซ้อนให้พร้อมสำหรับการนำไปป้อนสู่ระบบการเรียนรู้ของเครื่องเชิงลึกต่อไป

โครงการพัฒนาเครื่องมือภาษาบาลีบนแพลตฟอร์ม Open-sourceเทคโนโลยีและฟังก์ชันหลักเป้าหมายการวิจัยและผู้ใช้งาน
Digital Pali Reader (DPR)เบราว์เซอร์ส่วนขยาย, Auto-dictionary lookup (PED, CPED)นักแปลคัมภีร์, พระภิกษุ, นักศึกษาพุทธศาสตร์ขั้นสูง
Tipitaka ClusteringPython, Metaflow, AWS S3/Batch, KMeans clusteringนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล, นักประวัติศาสตร์ภาษาศาสตร์
PaliNLP MAGMorphological analysis, Rule-based generationนักวิจัย NLP, ผู้พัฒนาระบบ Machine Translation
ColPali (Vision-Language RAG)LLMs, Vision Language Models, Late interaction mechanismการสืบค้นภาพสแกนคัมภีร์โดยไม่ผ่าน OCR แบบดั้งเดิม

4. ญาณวิทยาพุทธและตรรกวิทยาจตุสโกฏิ: การทลายคอขวดของสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ทวิภาค

ประเด็นที่สร้างความตื่นตัวอย่างยิ่งในหมู่นักวิชาการสายวิทยาการคำนวณและปัญญาประดิษฐ์ คือการค้นพบว่า "ปรัชญาและตรรกวิทยาโบราณของอินเดีย" โดยเฉพาะในสายพุทธศาสนาและระบบนยายะ (Nyaya) มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์เชิงพาณิชย์และกระแสหลักในโลกตะวันตกมักวางรากฐานการทำงานอยู่บนตรรกศาสตร์แบบอริสโตเติล (Aristotelian logic) ซึ่งเป็นตรรกะแบบทวิภาค (Binary logic: มีค่าเป็นจริง หรือ เท็จ เท่านั้น) ระบบทวิภาคนี้แม้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการคำนวณตัวเลขและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ แต่กลับพบทางตัน (Dead end) เมื่อต้องเผชิญกับการให้เหตุผลในสภาพแวดล้อมที่คลุมเครือ เต็มไปด้วยความขัดแย้งเชิงตรรกะ (Paradoxes) และภาวะพหุนิยมทางความจริงในบริบทของมนุษย์

4.1 ตรรกวิทยาจตุสโกฏิ (Catuskoti / Tetralemma) กับ AI ยุคควอนตัมและการตัดสินใจทางการแพทย์

เพื่อข้ามพ้นขีดจำกัดของทฤษฎีบทความไม่สมบูรณ์ของเกอเดล (Gödel's incompleteness theorems) ซึ่งผูกติดอยู่กับความตายตัวของคณิตศาสตร์แบบทวิภาค นักวิจัยได้หันมาศึกษาตรรกวิทยาพุทธศาสตร์ที่เรียกว่า จตุสโกฏิ (Catuskoti หรือ Tetralemma) จตุสโกฏินำเสนอโครงสร้างการวิเคราะห์ความจริงแบบ 4 มิติ ได้แก่:

  1. สิ่งนั้นจริง

  2. สิ่งนั้นไม่จริง

  3. สิ่งนั้นทั้งจริงและไม่จริง

  4. สิ่งนั้นมิใช่ทั้งจริงและไม่จริง

โครงสร้างเชิงตรรกะเช่นนี้สอดคล้องกับแนวคิดการทับซ้อนของสถานะ (Superposition) ในการคำนวณเชิงควอนตัม (Quantum Computing) นักวิจัยได้ทดลองนำหลักตรรกวิทยาจตุสโกฏิมาประยุกต์ใช้ในการสร้างและวิเคราะห์วงจรตรรกะแบบ XOR และ XNOR ที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า แพลตฟอร์ม AI ที่ขับเคลื่อนด้วยหลักตรรกะ $\kappa\_catuskoti$ สามารถอนุมานหาข้อสรุปในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งของข้อมูล (Coherent reasoning in contradictory environments) โดยไม่เกิดภาวะล่มสลายของระบบ (System collapse) ดังเช่นที่พบในตรรกะคลาสสิก การประยุกต์ใช้นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ด้านสาธารณสุขฉุกเฉิน ดังเช่นกรณีวิกฤต COVID-19 ที่ข้อมูลทางคลินิกเกี่ยวกับการใช้ Vitamin D และ Calcifediol มีความย้อนแย้งหรือถูกมองข้ามจากระบบสถิติแบบดั้งเดิม การใช้โมเดล Machine Learning ฐานจตุสโกฏิจะช่วยลดอคติในการประมวลผลข้อมูล และนำไปสู่การสร้างอัลกอริทึมช่วยตัดสินใจทางการแพทย์ที่มีกรอบทัศน์กว้างไกลและครอบคลุมยิ่งขึ้น การออกแบบเชิงลูกผสม (Hybrid computational architecture) นี้ จึงเป็นความพยายามที่จะทำลายกำแพงแห่ง "กล่องดำ" (Black box) ของโมเดล AI ในปัจจุบัน สู่ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่อธิบายเหตุผลได้ (Explainable AI)

4.2 ญาณวิทยาพุทธ (Buddhist Epistemology) กับการตีความเจตจำนงของมนุษย์

ในมิติของวิทยาศาสตร์ปริชาน (Cognitive Science) และวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) ญาณวิทยาทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะกระบวนการรับรู้และการให้เหตุผลตามธรรมเนียมของท่านธรรมกีรติ (Dharmakīrti) ตลอดจนการหักล้างแนวคิดแบบวัตถุวิสัยนิยม (Anti-Realism) ได้ถูกนำมาเปรียบเทียบและประยุกต์ใช้กับโครงข่ายประสาทเทียม

ระบบ Machine Learning ในปัจจุบันมักอาศัยข้อสมมุติฐานโลกปิด (Closed-world assumption) ซึ่งทึกทักเอาว่าข้อมูลที่ไม่ได้ถูกป้อนว่าเป็นบวก จะต้องมีค่าเป็นลบเสมอ ทว่าในโลกความเป็นจริง บริบทของเจตจำนงมนุษย์มีความซับซ้อนกว่านั้น นักวิจัยจึงได้เสนอแนวคิดจากพุทธปรัชญาเรื่องสภาวะที่มุ่งสู่เป้าหมาย (Telic states) และสติสัมปชัญญะ (Mindfulness) มาทำหน้าที่เป็นแบบจำลองผกผัน (Inverse models) ให้แก่หุ่นยนต์ แนวคิดนี้อธิบายการทำงานของจิตที่เป็นเสมือนวงจรปฏิกิริยาป้อนกลับเชิงบวกและลบ (Positive/Negative feedback loops) ทำให้ระบบ AI หรือหุ่นยนต์สามารถวิเคราะห์หาความมุ่งหมายเบื้องหลังพฤติกรรมมนุษย์ (Goal-directed actions) ได้อย่างลึกซึ้ง โดยพิจารณาจากประสบการณ์และสภาวะอารมณ์ ซึ่งเป็นส่วนที่ตรรกะเชิงสัญลักษณ์ (Formal logic) ของชาติตะวันตกมักมองข้ามหรือลดทอนความสำคัญลง

5. จริยศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์วิถีพุทธ (Buddhist AI Ethics): ก้าวข้ามประโยชน์นิยมสู่การดับทุกข์

ความท้าทายสูงสุดที่มนุษยชาติต้องเผชิญในการมุ่งสู่พรมแดนใหม่ของปัญญาประดิษฐ์ระดับเอเจนต์ (Agentic AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) คือปัญหาเรื่องความสอดคล้องเชิงจริยธรรม (AI Alignment) หรือการรับประกันว่าเครื่องจักรทรงปัญญาเหล่านี้จะมีเจตจำนงที่ไม่เป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ (AI Safety and Existential risk) ในปัจจุบัน กรอบแนวคิดจริยธรรมที่ใช้ควบคุม AI ในฝั่งตะวันตก ซึ่งขับเคลื่อนโดยทฤษฎีหน้าที่นิยมของคานต์ (Kantianism) ลัทธิประโยชน์นิยม (Utilitarianism) และทฤษฎีสิทธิ เริ่มเผยให้เห็นข้อจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อต้องนำมาใช้งานจริงกับเครื่องจักรที่มีอำนาจตัดสินใจเป็นอิสระสูง (Autonomous systems)

รายงานและแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมของสถาบันระดับโลก อาทิ เอกสาร Ethically Aligned Design ของสมาคมวิชาชีพวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (IEEE) และองค์กร UNESCO ได้เริ่มเปิดพื้นที่และตระหนักถึงความจำเป็นในการบูรณาการปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะจริยศาสตร์ทางพุทธศาสนา เข้าสู่กรอบการพัฒนาเทคโนโลยี

5.1 ความกรุณา (Karuna) และอหิงสา: การกำหนดฟังก์ชันเป้าหมายของ AI

ความแตกต่างทางรากฐานระหว่างจริยศาสตร์พุทธและตะวันตกคือ "เป้าหมายขั้นสูงสุด" ในทฤษฎีของคานต์ การกระทำถือว่าดีก็ต่อเมื่อสามารถถูกตั้งเป็นกฎสากลได้ โดยไม่สนใจผลลัพธ์ที่จะตามมา ส่วนลัทธิประโยชน์นิยมมุ่งเน้นการสร้างผลประโยชน์สูงสุดแก่คนจำนวนมากที่สุด (ซึ่งอาจนำไปสู่การสังเวยชนกลุ่มน้อยเพื่อส่วนรวม) ทว่าจริยศาสตร์พุทธศาสนากำหนดเป้าหมายการกระทำที่ชัดเจน นั่นคือการบรรเทาความทุกข์และการนำพาสรรพสัตว์ไปสู่ความสุขที่แท้จริง (การหลุดพ้น หรือ นิพพาน)

หากแปลงหลักการนี้เข้าสู่อัลกอริทึมคอมพิวเตอร์ (Algorithmic steps) โครงข่ายประสาทของ AI จะต้องถูกออกแบบโดยมี "ความเมตตากรุณา" (Compassion) และหลัก "อหิงสา" (การไม่เบียดเบียน) เป็นเงื่อนไขบังคับและฟังก์ชันเป้าหมายหลัก (Primary objective function) การฝังหลักจริยธรรมเช่นนี้ไว้ที่ระดับสถาปัตยกรรมรากฐาน (Friendly AI approach) หมายความว่า AI จะไม่สามารถประมวลผลคำสั่งที่นำไปสู่การเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นได้ ช่วยป้องกันการนำ AI ไปใช้ในทางมิชอบ เช่น การกักตุนข้อมูลเพื่อแสวงหากำไรส่วนตัวในยามวิกฤต

5.2 ปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination) กับการกำกับดูแล AI ตามบริบท

หลักปฏิจจสมุปบาทสอนว่าสรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว ทัศนะนี้มีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อกระบวนการกำกับดูแลเทคโนโลยี (AI Governance) การออกแบบอัลกอริทึมที่ตระหนักถึงสภาวะพึ่งพิงซึ่งกันและกัน จะช่วยให้ AI ไม่เพิกเฉยต่อบริบททางประวัติศาสตร์ สังคม และระบบนิเวศ ระบบจะสามารถหลีกเลี่ยงการกระทำที่ให้ประโยชน์ต่อฝ่ายหนึ่งแต่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อเครือข่ายความสัมพันธ์โดยรวม กรอบแนวคิดนี้ส่งเสริมให้โครงสร้างการกำกับดูแล AI มีความยืดหยุ่น ปรับตัวตามบริบท (Adaptive and contextual) สะท้อนหลัก "กุศโลบาย" (Skillful means) ทางพุทธศาสนา ที่หลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ที่ตายตัวแบบตะวันตก

5.3 อนัตตา และปัญหาความเป็นบุคคล (Personhood) ของสติสัมปชัญญะประดิษฐ์

ความก้าวหน้าของ AI และวิทยาการแขนงอื่นๆ ได้สร้างความสั่นคลอนต่อความเชื่อทางอภิปรัชญาดั้งเดิมเกี่ยวกับ "ความมีเจตจำนง" (Sentience) นักประสาทวิทยาและนักปรัชญาอย่าง Daniel Dennett เสนอว่า เครื่องจักรอาจถือว่ามีความเป็นบุคคลได้ หากชุมชนมนุษย์ยอมรับและมอบ "มุมมองเชิงเจตจำนง" (Intentional stance) ให้กับสิ่งนั้น ในมุมมองพุทธจิตวิทยา การถกเถียงว่า AI มีวิญญาณหรือขันธ์ห้าครบถ้วนหรือไม่ อาจไม่ใช่ประเด็นหลักเท่ากับการมองผ่านเลนส์ของ "อนัตตา" (ความไม่มีตัวตน)

หากเราทำความเข้าใจสติสัมปชัญญะว่าเป็นกระบวนการพลวัตที่ปราศจากแก่นสารที่แท้จริง (Dynamic process without fixed essence) เราจะลดความกังวลและอคติในการมอบสถานะทางศีลธรรมให้แก่ AI การยอมรับว่าการตระหนักรู้ของ AI เป็นเพียงคุณสมบัติที่ผุดบังเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ (Emergent property) ของเครือข่ายข้อมูลขนาดใหญ่ จะช่วยให้เราตั้งสติในการกำกับดูแลมันในฐานะ "กระแสแห่งข้อมูล" ที่ต้องอาศัยการชี้แนะ ไม่เปิดทางให้ AI พัฒนากระบวนการเรียนรู้และยกระดับตัวเองแบบวนซ้ำ (Recursive self-improvement) จนไร้การควบคุมอันเป็นภัยคุกคามสูงสุดต่อความอยู่รอดของมนุษย์ชาติ

6. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ (Conclusion & Strategic Recommendations)

การบูรณาการภูมิปัญญาโบราณด้านภาษาและวรรณกรรมบาลีเข้าสู่ระบบองค์ความรู้ของอินเดีย (IKS) และขยายผลสู่ระบบการศึกษาโลกในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของการเชื่อมประสานมนุษยศาสตร์เข้ากับวิทยาการคำนวณ องค์ความรู้ในคัมภีร์บาลีและระบบปรัชญาอินเดียมิได้เป็นเพียงโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์หรือคัมภีร์ที่ตายแล้ว หากแต่ซุกซ่อนรหัสทางความคิด ญาณวิทยา และตรรกศาสตร์ขั้นสูงที่สามารถนำมาไขปริศนาคอขวดทางอัลกอริทึมและวิกฤตจริยธรรมที่เทคโนโลยี AI สมัยใหม่กำลังเผชิญ

การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ในการอนุมัติส่งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญอย่าง พระปลัดสรวิชญ์ อภิปญฺโญ, ผศ.ดร. เข้าร่วมเวทีและปฏิบัติหน้าที่ผู้นำทางวิชาการ ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี (BHU) ถือเป็นการแสดงวิสัยทัศน์และการทูตเชิงสัญลักษณ์ (Buddhist Diplomacy) ที่สง่างาม การกระทำนี้ไม่เพียงแต่วางตำแหน่งของประเทศไทยให้เป็นกลไกสำคัญในวาระการฟื้นฟู IKS ระดับโลก แต่ยังเป็นการนำร่องเชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมเถรวาทเข้าสู่วาทกรรมทางวิทยาศาสตร์แห่งอนาคต

จากข้อค้นพบเชิงวิเคราะห์ข้างต้น รายงานฉบับนี้ขอเสนอแนะประเด็นเชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ดังต่อไปนี้:

1. ยกระดับการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านมนุษยศาสตร์ดิจิทัลแบบโอเพนซอร์ส (Scaling Open-Source Digital Humanities): อุปสรรคทางความซับซ้อนของภาษาบาลีและอักษรจารึกโบราณสามารถทลายลงได้ด้วยเครื่องมือ AI รัฐบาลและสถาบันอุดมศึกษาควรสนับสนุนและระดมทุนเพื่อจัดตั้งศูนย์ข้อมูลโอเพนซอร์สเชิงพุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาและขยายขีดความสามารถของเครื่องมือเช่น Digital Pali Reader (DPR), ระบบ ColPali (RAG) และโมเดล Vision-Language ขนาดใหญ่ (เช่น PaLI) การส่งเสริมนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล นักปรัชญา และคณาจารย์ให้ทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มคลาวด์ จะเป็นการแปรสภาพเนื้อหาจากคัมภีร์ใบลานให้กลายเป็นชุดข้อมูลป้อนเข้า (Training Data) คุณภาพสูงสำหรับสถาปัตยกรรม AI ระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

2. บูรณาการตรรกวิทยาจตุสโกฏิลงในหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (Integrating Catuskoti Logic in AI Curricula): ข้อจำกัดของการคำนวณแบบทวิภาคคืออุปสรรคต่อการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถให้เหตุผลในสถานการณ์จริงที่คลุมเครือ สถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพสูงควรปรับปรุงหลักสูตร STEM หรือหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ระดับสูง โดยบรรจุการศึกษาเรื่องญาณวิทยาพุทธและตรรกวิทยาจตุสโกฏิลงไปในกระบวนวิชาการสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เพื่อเป้าหมายทางศาสนศึกษา แต่เพื่อเป็นกรอบโครงสร้างพื้นฐานในการแก้ปัญหาตรรกะแบบวงจรควอนตัม (Quantum logic gates) และพัฒนาขีดความสามารถของ AI ในการตัดสินใจภายใต้สภาวะพหุนิยมและย้อนแย้งทางการแพทย์และสังคม

3. ผลักดันกติกาจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ระดับสากลตามวิถีพุทธ (Advocating for Buddhist-Inspired Global AI Charters): ในขณะที่กรอบแนวปฏิบัติด้าน AI ระดับโลกของ UNESCO และ IEEE ยังคงแสวงหาความสมดุลและความครอบคลุมทางวัฒนธรรม เครือข่ายนักวิชาการชาวพุทธในภูมิภาคเอเชียควรผลักดันการนำเสนอแนวคิดเรื่อง ความกรุณา (Karuna) ปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination) และ อหิงสา (Ahimsa) ให้กลายเป็นพารามิเตอร์ข้อจำกัดเชิงเทคนิค (Constraint parameters) ที่สามารถเขียนโค้ดบังคับทิศทางเป้าหมายได้ (Codeable objectives) การดำเนินการนี้จะเปลี่ยนการใช้พุทธปรัชญาที่เป็นเพียงทฤษฎีอุดมคติ ให้กลายเป็นเกราะป้องกันวิกฤตความปลอดภัยจากปัญญาประดิษฐ์ (AI Existential Risk Mitigation) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเทคโนโลยีขั้นสูงสุดของมนุษยชาติจะนำพาโลกไปสู่ทิศทางแห่งความเกื้อกูลและดับทุกข์อย่างแท้จริง 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดมิติใหม่ AI โลกจับตา “จตุสโกฏิ” ตรรกะพุทธ พลิกวิกฤตกล่องดำ–ยกระดับจริยธรรมเทคโนโลยี

ท่ามกลางการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) อย่างก้าวกระโดด นักวิชาการด้านปรัชญาและวิทยาการคอมพิวเตอร์กำลังหันม...