ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภูมิทัศน์การเมืองไทยได้เปลี่ยนโฉมครั้งสำคัญ ท่ามกลางผลคะแนนที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิเคราะห์และสำนักโพลหลายแห่ง รายงานวิเคราะห์เชิงวิชาการเรื่อง “พุทธรัฐศาสตร์กับการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 2569” ได้เสนอการอ่านสถานการณ์การเมืองไทยผ่านกรอบแนวคิดทางพุทธปรัชญา โดยชี้ว่าปรากฏการณ์ครั้งนี้สะท้อน “อนิจจัง” ของอำนาจทางการเมืองอย่างเด่นชัด
ภูมิใจไทยผงาด – เพื่อไทยถดถอย – ประชาชนยืนหยัด
ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการชี้ว่า พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กวาดที่นั่งเกือบ 200 ที่นั่ง กลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคเพื่อไทยสูญเสียฐานเสียงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนพรรคประชาชนยังคงรักษาฐานอุดมการณ์และคะแนนนิยมในเขตเมืองได้แข็งแรง ทำหน้าที่ฝ่ายค้านหลัก
รายงานดังกล่าวตีความว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้มิใช่เพียงการเปลี่ยนขั้วอำนาจ แต่เป็น “วิบากกรรมทางการเมือง” ที่สะท้อนการสะสมเหตุและผลในอดีต ไม่ว่าจะเป็นความไม่ชัดเจนทางจุดยืน การข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาล หรือการบริหารความเชื่อมั่นของประชาชน
ในมุมพุทธรัฐศาสตร์ ชัยชนะของภูมิใจไทยอาจสะท้อน “อิทธิบาท 4” ในการทำงานพื้นที่ ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ผ่านเครือข่ายบ้านใหญ่และระบบอุปถัมภ์ที่เข้มแข็ง ขณะเดียวกันก็ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสและจริยธรรมทางการเมือง
ด้านพรรคประชาชน แม้จำนวนที่นั่งลดลงจากพรรคก้าวไกลเดิม แต่การได้คะแนนบัญชีรายชื่อสูงสุดสะท้อน “สัจจบารมี” และความยืนหยัดในอุดมการณ์ ส่วนพรรคกล้าธรรมซึ่งเป็นพรรคใหม่ที่ได้ที่นั่งจำนวนมาก ถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่ท้าทายหลัก “หิริ-โอตตัปปะ” ของการเมืองไทย
สองนคราประชาธิปไตย กับโจทย์ “ทางสายกลาง”
รายงานยังชี้ถึงการกลับมาของปรากฏการณ์ “สองนคราประชาธิปไตย” อย่างชัดเจน นคราแห่งอุดมการณ์ในเขตเมืองที่เน้นการเมืองเชิงหลักการ กับนคราแห่งอุปถัมภ์ในชนบทที่เน้นความสัมพันธ์เชิงเครือข่าย
คำถามสำคัญคือ รัฐบาลใหม่จะสามารถสร้าง “มัชฌิมาปฏิปทาทางการเมือง” ได้หรือไม่ กล่าวคือ ผสานโลกาธิปไตย (อำนาจมหาชน) เข้ากับธรรมาธิปไตย (อำนาจแห่งความถูกต้อง) โดยไม่ตกอยู่ในอัตตาธิปไตย (อำนาจพวกพ้อง)
นักวิชาการเสนอว่า “ทางสายกลาง” มิใช่การประนีประนอมผลประโยชน์แบบฮั้ว แต่คือการยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และเคารพเสียงที่แตกต่าง
ความชอบธรรม 3 ระดับ ของผู้นำรัฐบาลใหม่
ในกรอบพุทธรัฐศาสตร์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องเผชิญบททดสอบความชอบธรรม 3 มิติ ได้แก่
-
ความชอบธรรมโดยที่มา – ต้องปราศจากข้อครหาเรื่องความไม่สุจริต
-
ความชอบธรรมโดยคุณธรรม – การคัดเลือกพรรคร่วมและรัฐมนตรีต้องไม่ขัดต่อหลักกัลยาณมิตรธรรม
-
ความชอบธรรมโดยความสามารถ – การบริหารต้องสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงนโยบายระยะสั้น
รายงานยังเสนอว่า รัฐบาลผสมควรยึดหลัก “ทศพิธราชธรรม” โดยเฉพาะอาชวะ (ความซื่อตรง) อวิโรธนะ (เคารพกฎหมาย) และขันติ (อดทนต่อคำวิจารณ์)
ผลประชามติรัฐธรรมนูญ: สัญญาณแห่งความตื่นรู้
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ แม้ผลเลือกตั้งชี้ไปทางฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่ประชาชนกว่า 65% ลงมติเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รายงานมองว่านี่คือ “ฉันทามติแห่งปัญญา” ที่ประชาชนแยกแยะระหว่างการเลือกผู้บริหารประเทศกับการเลือกกติกาของประเทศ
รัฐธรรมนูญถูกเปรียบเป็น “พระวินัยของรัฐ” ที่ต้องเกิดจากฉันทามติ มิใช่อำนาจฝ่ายเดียว หากกระบวนการร่างใหม่ไม่ยึดโยงประชาชน อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่
การทูตและกับดักชาตินิยม
ท่ามกลางกระแสชาตินิยมจากข้อพิพาทชายแดน รายงานเตือนถึง “กับดักมิจฉาทิฏฐิ” หากการเมืองใช้วาทกรรมสร้างศัตรูเพื่อหวังผลคะแนนเสียง พร้อมเสนอแนวคิด “สาราณียธรรมทางการทูต” ที่เน้นเมตตา ความร่วมมือ และการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
บทสรุป: ไทยบนทางแพร่งแห่งกรรม
รายงานสรุปว่า การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ระหว่าง “ทางเสื่อม” หากหลงอำนาจและระบบพวกพ้อง กับ “ทางเจริญ” หากทุกฝ่ายยึดหลักธรรมาธิปไตย
ท้ายที่สุด อนาคตประเทศมิได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว หากขึ้นอยู่กับ “กรรม” ของทุกภาคส่วนในสังคม เพราะในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนคือผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” — ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
รายงานฉบับนี้ย้ำว่า การวิเคราะห์ผ่านกรอบพุทธรัฐศาสตร์มิได้มีเจตนาสนับสนุนหรือโจมตีพรรคการเมืองใด หากมุ่งเสนอภาพสะท้อนเชิงจริยธรรมและโครงสร้าง เพื่อชี้ให้เห็นว่า การเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 2569 จะก้าวไปสู่ความมั่นคงหรือความขัดแย้งรอบใหม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทุกฝ่ายในวันนี้.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น