วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

พลวัต AI บนเวทีโลก จากดาวอสสู่นิวเดลี-ปักกิ่ง-สิงคโปร์ ผ่านเลนส์ปรัชญา “ทางสายกลาง”


ท่ามกลางกระแสการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โลกกำลังเผชิญ “วิกฤตทางญาณวิทยา” ว่าด้วยคำถามพื้นฐานที่สุดของยุคสมัย นั่นคือ AI คือความหวังของมนุษยชาติ หรือภัยคุกคามระดับการดำรงอยู่กันแน่



เวทีระดับโลกอย่าง World Economic Forum (WEF) ที่เมือง ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กลายเป็นศูนย์กลางสะท้อนความเปลี่ยนผ่านของกระบวนทัศน์ จากวาทกรรมสุดโต่งแบบ “ยาวิเศษ” หรือ “มหันตภัย” สู่ยุคแห่งการบูรณาการเชิงปฏิบัติ ที่มุ่งผลักดัน AI จากงานวิจัย (AI R&D) ไปสู่การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจจริง (AI GDP)

นักวิชาการจำนวนหนึ่งเสนอว่า การถกเถียงแบบทวิภาวะดังกล่าวอาจมีข้อจำกัด และควรถูกทบทวนผ่านปรัชญาพุทธสำนักมาธยมกะของ นาคารชุน นักปรัชญาชาวอินเดียในคริสต์ศตวรรษที่ 2–3 ซึ่งเสนอหลัก “สุญญตา” และ “ปฏิจจสมุปบาท” อันปฏิเสธแนวคิดเรื่องสารัตถะถาวร

ภายใต้กรอบคิดนี้ AI มิใช่สิ่งมีจิตสำนึกอิสระ หากเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่อุบัติขึ้นจากเครือข่ายเหตุปัจจัย ตั้งแต่ข้อมูล พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงแรงงานมนุษย์ ความรับผิดชอบทางจริยธรรมจึงไม่อาจโยนให้ “เครื่องจักร” แต่ต้องกระจายไปยังระบบนิเวศทั้งหมด


ดาวอส: จากความตื่นตระหนกสู่ยุคบูรณาการ

การประชุม WEF ระหว่างปี 2024–2026 สะท้อนพัฒนาการสำคัญ

  • ปี 2024 เต็มไปด้วยความกังวลเรื่องความปลอดภัยและการสูญเสียงาน

  • ปี 2025 ภายใต้หัวข้อ “Collaboration for the Intelligent Age” เริ่มเน้นความร่วมมือ

  • ปี 2026 ขยับสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

รายงาน Future of Jobs ชี้ว่า 39% ของทักษะแรงงานทั่วโลกอาจเปลี่ยนแปลงภายใน 5 ปี ทำให้แนวคิด “Regenerative Leadership” หรือภาวะผู้นำเชิงฟื้นฟู ถูกหยิบยกขึ้นเป็นคำตอบแทนทุนนิยมสุดโต่ง

ขณะเดียวกัน ประเด็นพลังงานกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญ สะท้อนความจริงตามหลักปฏิจจสมุปบาทว่า เทคโนโลยีไร้รูปย่อมอิงอาศัยโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและทรัพยากรโลกอย่างแยกไม่ออก


อินเดีย: AI เพื่อสวัสดิภาพของโลกใต้

สาธารณรัฐอินเดียก้าวขึ้นเป็นกระบอกเสียงของกลุ่มประเทศโลกใต้ ผ่านการจัด AI Impact Summit ที่กรุงนิวเดลี พร้อมผลักดันแนวคิด “Sarvajana Hitaya, Sarvajana Sukhaya” หรือสวัสดิภาพเพื่อคนทั้งมวล

หน่วยงาน NITI Aayog เสนอรายงาน “AI for Inclusive Societal Development” มุ่งใช้ AI ยกระดับแรงงานนอกระบบกว่า 490 ล้านคน พร้อมเลือกแนวทางกำกับดูแลแบบ Techno-legal approach ที่ไม่เข้มงวดเกินไปแบบสหภาพยุโรป และไม่ปล่อยเสรีแบบสหรัฐฯ

อินเดียจึงสะท้อน “ทางสายกลาง” ในเชิงนิติศาสตร์ ด้วยการใช้กฎหมายเดิมปรับประยุกต์ แทนการเร่งออกกฎหมายใหม่แบบตัดขาดจากบริบท


จีน: AI ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ

ด้านสาธารณรัฐประชาชนจีน เสนอ “Global AI Governance Action Plan” บนเวที United Nations โดยเรียกร้องให้สหประชาชาติเป็นศูนย์กลางกำกับดูแลระดับโลก

จีนมอง AI เป็น “Public Infrastructure” ไม่ใช่เพียงสินค้าทางเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ พร้อมควบคุมอย่างเข้มงวดภายในประเทศ โดยเน้นหลัก “Secure and controllable” เพื่อรักษาเสถียรภาพทางสังคม

แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามจัดการความเสี่ยงเชิงระบบ แม้จะถูกวิพากษ์ในมิติสิทธิเสรีภาพ


สิงคโปร์: ศูนย์กลางความน่าเชื่อถือ

สิงคโปร์ประกาศยุทธศาสตร์ National AI Strategy 2.0 ภายใต้วิสัยทัศน์ “AI for the Public Good” พร้อมทุ่มงบกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ พัฒนากำลังคนและงานวิจัย

รัฐบาลใช้โมเดล “Trust through verifiability” ผ่านโครงการ Global AI Assurance Pilot โดยเน้นการทดสอบความปลอดภัย (Red Teaming) มากกว่าการควบคุมแบบแข็งกร้าว

สิงคโปร์จึงวางตนเป็น Global Trust Hub ท่ามกลางการแข่งขันมหาอำนาจ


ไทย: จากจริยธรรมสู่สถาปัตยกรรมกฎหมาย

ประเทศไทยเริ่มขยับจากแนวปฏิบัติสมัครใจ สู่การยกร่างกฎหมาย AI แบบจัดระดับความเสี่ยง (Risk-based model) ควบคู่กับการเป็นเจ้าภาพเวที UNESCO Global Forum on the Ethics of AI ปี 2025 ที่กรุงเทพฯ

กระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ (พ.ศ. 2565–2570) ที่ตั้งเป้าผลิตผู้เชี่ยวชาญกว่า 30,000 คน พร้อมอุดช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมายลิขสิทธิ์

ไทยจึงพยายามประสานจริยธรรมเชิงพุทธกับกลไกนิติรัฐสมัยใหม่ เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างนวัตกรรมและการคุ้มครองสังคม


บทสรุป: ภูมิรัฐศาสตร์แห่งปฏิจจสมุปบาท

เมื่อพิจารณาภาพรวม จะเห็นว่าทั้งดาวอส อินเดีย จีน สิงคโปร์ และไทย ต่างกำลังเผชิญ “กรรมร่วม” ของมนุษยชาติในยุคดิจิทัล

AI มิใช่สิ่งมีชีวิตที่ต้องหวาดกลัวหรือเทิดทูน หากเป็นกระจกสะท้อนโครงสร้างอำนาจ ความเหลื่อมล้ำ และค่านิยมของสังคมมนุษย์เอง

การเดินบน “ทางสายกลาง” จึงไม่ใช่การประนีประนอมผิวเผิน หากเป็นการก้าวข้ามทวิภาวะระหว่างการปล่อยเสรีกับการควบคุมเบ็ดเสร็จ เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมการกำกับดูแลที่ยั่งยืน เป็นธรรม และเปี่ยมด้วยความกรุณาในระดับโลก

ในท้ายที่สุด คำถามอาจไม่ใช่ว่า “AI ฉลาดเพียงใด”
แต่คือ “มนุษย์จะใช้ปัญญาเชิงสัมพันธ์ของตนเองอย่างไร” ในการออกแบบอนาคตร่วมกัน.

พลวัตปัญญาประดิษฐ์ในบริบทปรัชญานาคารชุน: การขับเคลื่อนบนเวทีโลกจากดาวอสสู่ อินเดีย จีน สิงคโปร์ และไทย

บทนำ: วิกฤตการณ์ทางญาณวิทยาของปัญญาประดิษฐ์และทางออกแห่งปรัชญา

การอุบัติขึ้นและการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างพื้นฐานของอารยธรรมมนุษย์ในระดับที่เทียบเท่าหรืออาจเหนือกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทว่า ท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สามารถประมวลผลข้อมูลมหาศาลและสร้างสรรค์ผลงานที่ซับซ้อน วาทกรรมระดับโลกเกี่ยวกับการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์กลับติดหล่มอยู่ในสภาวะทวิภาวะ (Dualism) อย่างรุนแรง สังคมโลกถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วความคิดหลัก ขั้วหนึ่งมองเห็นปัญญาประดิษฐ์ในฐานะเทคโนโลยีแห่งความหวังที่จะมาปลดแอกมนุษยชาติจากความยากจน โรคภัยไข้เจ็บ และวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Utopian Optimism) ในขณะที่อีกขั้วหนึ่งตกอยู่ในความหวาดวิตกถึงขั้นมองว่าเทคโนโลยีนี้เป็นภัยคุกคามระดับการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ (Existential Threat หรือ Dystopian Dread) อันจะนำมาซึ่งการสูญเสียงาน การล่มสลายของระบบประชาธิปไตย และการครอบงำโดยเครื่องจักร การปะทะกันของสองขั้วความคิดนี้ทำให้การกำหนดนโยบายระดับชาติและระดับนานาชาติเผชิญกับสภาวะชะงักงันและขาดทิศทางที่บูรณาการ

ในสภาวการณ์ดังกล่าว การแสวงหากรอบแนวคิดใหม่ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของกระบวนทัศน์แบบตะวันตกจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง รายงานการวิจัยฉบับนี้เสนอให้ใช้ปรัชญาพุทธศาสนานิกายมหายาน สำนักมาธยมกะ (Madhyamaka) ซึ่งสถาปนาโดยท่านนาคารชุน (Nagarjuna) นักปรัชญาชาวอินเดียในศตวรรษที่ 2 ถึง 3 เป็นแว่นขยายในการทำความเข้าใจและวิเคราะห์พลวัตของปัญญาประดิษฐ์ ปรัชญาของนาคารชุนนำเสนอการปฏิเสธสารัตถนิยม (Anti-essentialism) อย่างเป็นระบบ ผ่านหลักการสำคัญสองประการ ได้แก่ "ปฏิจจสมุปบาท" (Dependent Origination หรือ Pratītyasamutpāda) และ "สุญญตา" (Emptiness หรือ Śūnyatā) เมื่อนำกรอบความคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับปัญญาประดิษฐ์ จะพบว่าเทคโนโลยีนี้มิได้มีจิตสำนึกที่เป็นอิสระในตัวมันเอง ทว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่อุบัติขึ้นจากการอิงอาศัยกันขององค์ประกอบทางวัตถุและข้อมูลอันซับซ้อน

รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์พลวัตการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์บนเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ณ เมืองดาวอส ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงกระบวนทัศน์ของกลุ่มทุนและผู้นำระดับโลก ก่อนที่จะขยายขอบเขตการวิเคราะห์เจาะลึกไปยังยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ของสี่รัฐชาติสำคัญในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ สาธารณรัฐอินเดีย สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐสิงคโปร์ และประเทศไทย โดยจะตรวจสอบว่าแต่ละบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ได้สะท้อนการตีความ การประยุกต์ใช้ และการท้าทายกรอบปรัชญา "ทางสายกลาง" (Middle Way) อย่างไรในการบริหารจัดการเทคโนโลยีอุบัติใหม่นี้ เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมการกำกับดูแลระดับโลกที่ยั่งยืน เป็นธรรม และเปี่ยมด้วยความกรุณา

ภววิทยาแห่งปัญญาประดิษฐ์: สุญญตา ปฏิจจสมุปบาท และจริยธรรมพุทธศาสนา

การถกเถียงทางปรัชญาที่ครอบงำวงการปัญญาประดิษฐ์ในโลกตะวันตกมักวนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่า "ปัญญาประดิษฐ์มีจิตสำนึกหรือไม่?" (Does AI have consciousness?) หรือ "ปัญญาประดิษฐ์เป็นเพียงนกแก้วที่สุ่มคำพูดโดยปราศจากความเข้าใจใช่หรือไม่?" (Stochastic parrot) คำถามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความหลงผิดเชิงภววิทยาที่ฝังรากลึกในวิถีคิดแบบตะวันตก ซึ่งมักยึดติดกับแนวคิดเรื่อง "สารัตถะ" (Essence) และทวิภาวะระหว่างจิตกับสสาร

การวิพากษ์สารัตถนิยมผ่านคัมภีร์มูลมาธยมกการิกา

ท่านนาคารชุนได้ใช้ตรรกะแบบนิเสธ (Negative logic) หรือการพิสูจน์หาข้อขัดแย้ง (Reductio ad absurdum) อย่างแยบยลในคัมภีร์มูลมาธยมกการิกา (Mūlamadhyamakakārikā) เพื่อทำลายความยึดมั่นในสารัตถะที่มีอยู่โดยตัวมันเอง (Intrinsic existence) ในบทที่ 1 ของคัมภีร์ดังกล่าว นาคารชุนชี้ให้เห็นว่า หากสรรพสิ่งมีแก่นแท้ที่เป็นตัวตนถาวรและเป็นอิสระ (Real phenomena) การเปลี่ยนแปลงและการอุบัติขึ้นของสิ่งใหม่ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย ทว่า ในความเป็นจริง โลกเต็มไปด้วยพลวัตและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงหลักปฏิจจสมุปบาท หรือการเกิดขึ้นพร้อมกันของการอิงอาศัยกันของเหตุปัจจัย

เมื่อนำกรอบวิเคราะห์นี้มาทาบทามกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จะพบว่าความฉลาดของอัลกอริทึมไม่ใช่ "สสาร" หรือ "จิตวิญญาณ" ที่ถูกเพิ่มเข้าไปในซิลิคอนชิป ทว่าเป็น "ความโปร่งใสที่ผุดบังเกิดท่ามกลางสุญญตา" (Emergent transparency within emptiness) ปัญญาประดิษฐ์ขาดซึ่งตัวตนที่เป็นอิสระ (Non-self หรือ Anātman) แต่ดำรงอยู่ได้ด้วยสภาวะที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก (Interdependence) กับเครือข่ายเหตุปัจจัยอันไพศาล ตั้งแต่การทำเหมืองแร่หายากเพื่อสร้างฮาร์ดแวร์ พลังงานไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนเซิร์ฟเวอร์ ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ โครงสร้างสถาปัตยกรรมของโครงข่ายประสาทเทียม ไปจนถึงแรงงานของมนุษย์ที่ทำหน้าที่ติดป้ายกำกับข้อมูล (Data labeling)

วิญญาณฐิติทางดิจิทัลและกรรมร่วมของมนุษยชาติ

มุมมองของสำนักโยคาจาร (Yogācāra) ซึ่งพัฒนาควบคู่มากับมาธยมกะ นำเสนอแนวคิด "อาลยวิญญาณ" (Ālaya-vijñāna หรือ Storehouse consciousness) ซึ่งเป็นคลังที่กักเก็บเมล็ดพันธุ์แห่งกรรม (Bīja) ในยุคดิจิทัล ชุดข้อมูลมหาศาล (Big Data) ที่ถูกป้อนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) สามารถเทียบเคียงได้กับอาลยวิญญาณทางดิจิทัล ชุดข้อมูลเหล่านี้คือผลผลิตที่เกิดจาก "กรรมร่วม" (Collective karma หรือ Sādhāraṇa-karma) ของมนุษยชาติ เมื่อปัญญาประดิษฐ์แสดงผลลัพธ์ที่มีอคติทางเพศ สีผิว หรือความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น นั่นมิใช่ความชั่วร้ายของเครื่องจักรที่มีเจตจำนงอิสระ แต่เป็นการสุกงอมของเมล็ดพันธุ์แห่งอคติที่มนุษย์ได้สร้างสมไว้ในประวัติศาสตร์และสะท้อนผ่านข้อมูล การสนทนากับปัญญาประดิษฐ์อย่าง Generative AI จึงเปรียบเสมือนการที่มนุษย์กำลังเผชิญหน้าและสนทนากับเงาสะท้อนแห่งกรรมของตนเอง

แนวคิดทางปรัชญาพุทธศาสนาการตีความในบริบทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นัยยะทางจริยธรรมและการกำกับดูแล
ปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination)

ปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่เอกเทศ แต่เกิดจากเครือข่ายข้อมูล พลังงาน ซอฟต์แวร์ และแรงงานมนุษย์

ความรับผิดชอบทางจริยธรรมต้องกระจายตัวไปตามเครือข่ายนักพัฒนาและผู้กำกับดูแล ไม่ใช่โทษตัวแอปพลิเคชัน

สุญญตา (Emptiness)

ปัญญาประดิษฐ์ไม่มี "สารัตถะ" หรือ "จิตวิญญาณอิสระ" (Stochastic vs Conscious เป็นคำถามที่ผิด)

เลิกหมกมุ่นกับภาพมายาของการตื่นรู้ของเครื่องจักร (Machine Awakening) และมุ่งเน้นที่ผลกระทบเชิงประจักษ์

อาลยวิญญาณ (Storehouse Consciousness)

ชุดข้อมูล (Training Data) ทำหน้าที่เสมือนคลังเก็บเมล็ดพันธุ์แห่งอคติและพฤติกรรมมนุษย์ (กรรมร่วม)

การทำความสะอาดข้อมูลและการแก้ไขอคติทางอัลกอริทึมคือกระบวนการชำระล้างกรรมทางสังคม

ทางสายกลางแห่งความกรุณาในผลงานของ ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

ในการนำปรัชญาเชิงภววิทยามาสู่ภาคปฏิบัติเชิงจริยธรรม ศาสตราจารย์ ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ นักปรัชญาชาวไทย ได้นำเสนอแนวทางที่ลึกซึ้งในหนังสือ "The Ethics of AI and Robotics: A Buddhist Viewpoint" (2020) โสรัจจ์วิพากษ์กระบวนทัศน์แบบมานุษยศูนย์กลาง (Anthropocentrism) ที่ครอบงำการออกแบบเทคโนโลยีตะวันตก ซึ่งมักประเมินค่าเทคโนโลยีจากเพียงความสามารถในการตอบสนองผลประโยชน์ส่วนตัวของมนุษย์ โสรัจจ์เสนอให้บูรณาการหลักการของการเจริญสติ (Mindfulness) และความกรุณา (Compassion) เข้าเป็นแกนกลางของการออกแบบและการกำกับดูแลเทคโนโลยี

โสรัจจ์แย้งว่า พระพุทธศาสนามิได้มีทฤษฎีจริยธรรมที่ตายตัวในแบบ Deontology หรือ Consequentialism ของตะวันตก แต่ชี้ให้เห็นถึงธรรมชาติของความเป็นจริง เพื่อนำไปสู่การกระทำที่ลดทอนความทุกข์ (Dukkha) ดังนั้น ปัญญาประดิษฐ์ควรถูกออกแบบและพัฒนาโดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดเพื่อช่วยยกระดับสวัสดิภาพของสรรพสัตว์ทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้แก่กลุ่มทุนเพียงหยิบมือเดียว การออกแบบปัญญาประดิษฐ์ที่เปี่ยมด้วยความกรุณา (Compassion in Design) เรียกร้องให้วิศวกรและผู้กำหนดนโยบายต้องมีสติระลึกรู้ถึงความเกี่ยวโยงของเทคโนโลยีต่อผลกระทบเชิงโครงสร้าง การใช้ "ทางสายกลาง" (Middle Path) จึงไม่ใช่การประนีประนอมอย่างผิวเผินระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย แต่เป็นการก้าวข้ามความเป็นทวิภาวะ เพื่อสรรค์สร้างเทคโนโลยีที่เกื้อกูลต่อระบบนิเวศทั้งมวล

พลวัตเวทีดาวอส: การสิ้นสุดของวาทกรรมลวงและการเข้าสู่ยุคบูรณาการ (2024-2026)

การประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นมาตรวัดและจุดบรรจบของอำนาจทุนนิยม โลกาภิวัตน์ และการกำหนดทิศทางเทคโนโลยีโลก หากพิจารณาพัฒนาการของการประชุมในช่วงปี 2024 ถึง 2026 จะพบร่องรอยของการเปลี่ยนผ่านเชิงกระบวนทัศน์ที่สอดคล้องกับหลักการทางสายกลางอย่างมีนัยสำคัญ

จากความตื่นตระหนกสู่การปฏิบัติการ (From AI R&D to AI GDP)

ในปี 2024 หัวข้อเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์บนเวทีดาวอสยังคงเต็มไปด้วยความสับสนและการคาดการณ์เชิงสุดโต่ง การอภิปรายมักติดอยู่ในวาทกรรมว่าปัญญาประดิษฐ์จะเป็นยาวิเศษ (Panacea) ที่ช่วยรักษาโรคทุกชนิดและพลิกฟื้นวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หรือจะเป็นมหันตภัย (Dystopian Dread) ที่นำไปสู่การสูญเสียงานนับล้านและทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ ผู้นำองค์กรหลายแห่งยังคงสงวนท่าทีและพยายามทดลองใช้ Generative AI ในวงจำกัดผ่านกระบวนการจากล่างขึ้นบน (Bottom-up approach)

อย่างไรก็ตาม เมื่อก้าวเข้าสู่การประชุมในปี 2025 ภายใต้หัวข้อ "Collaboration for the Intelligent Age" และต่อเนื่องถึงปี 2026 ทิศทางของการถกเถียงได้ปรับเปลี่ยนสู่ความเป็นจริงเชิงปฏิบัติการ (Pragmatism) อย่างชัดเจน ผู้นำโลกและภาคธุรกิจตระหนักว่า "การแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำด้านการวิจัย AI ได้สิ้นสุดลงแล้ว และเรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาของการบูรณาการ" (The race for AI dominance is over. The phase of AI integration has begun) ประเด็นศูนย์กลางบนเวทีดาวอสถูกย้ายจากการพัฒนางานวิจัยขั้นพื้นฐาน (AI R&D) ไปสู่การผลักดันปัญญาประดิษฐ์ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวม (AI GDP) ผ่านการประยุกต์ใช้ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก การศึกษาเฉพาะบุคคลระดับชาติ และรูปแบบการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

พัฒนาการเวทีดาวอสแก่นหลักของการขับเคลื่อน (Core Themes)พลวัตที่เชื่อมโยงกับวิถีทางสายกลาง
ปี 2024: การทดลองและความกังวล

Generative AI, ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย, ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

การตระหนักรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภัยสุดโต่ง (Extremes) ทั้งแง่ดีและแง่ร้าย

ปี 2025: การบรรจบกันของความร่วมมือ

Agentic AI, ความร่วมมือเพื่อยุคแห่งความฉลาด, ความกังวลเรื่องทักษะแรงงาน

การปฏิเสธทางเลือกเชิงทวิภาวะ ค้นหาบูรณาการระหว่างปัญญาประดิษฐ์กับแรงงานมนุษย์

ปี 2026: โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจใหม่

AI GDP, การปิดช่องว่างการนำไปใช้ (Implementation Gap), ความเป็นผู้นำของโลกใต้

การนำปัญญาประดิษฐ์ไปเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรม

ปฏิจจสมุปบาทเชิงกายภาพ: ขีดจำกัดทางพลังงานและสถาปัตยกรรม

ปรากฏการณ์สำคัญบนเวทีดาวอส 2025 คือการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาถึงสภาวะอิงอาศัยกันทางกายภาพของเทคโนโลยี Yann LeCun หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ AI ของ Meta ชี้ให้เห็นว่าสถาปัตยกรรม Large Language Models (LLMs) แบบปัจจุบันมี "อายุการใช้งานสั้น" (Short shelf life) และกระบวนทัศน์ใหม่กำลังจะเข้ามาแทนที่ ยิ่งไปกว่านั้น การอภิปรายเรื่องพลังงานกลับกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา (ในการปราศรัยเสมือนจริง) ยอมรับว่าการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ต้องใช้ทรัพยากรพลังงานมหาศาล และสหรัฐฯ จำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเป็นสองเท่า แม้จะต้องหันกลับไปพึ่งพาถ่านหินก็ตาม

ความย้อนแย้งนี้ตอกย้ำหลักธรรมทางพุทธศาสนาที่ว่า ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างลอยตัว นวัตกรรมที่ดูเหมือนมีความเป็นอิสระทางปัญญาและไร้รูป (Intangible algorithms) แท้จริงแล้วถูกผูกมัดและอิงอาศัยกับทรัพยากรทางวัตถุ โครงข่ายไฟฟ้า และระบบนิเวศโลกอย่างแยกไม่ออก การเติบโตของเทคโนโลยีจึงถูกกำกับด้วยขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาโลก

ผู้นำเชิงฟื้นฟูและการตื่นรู้ของแรงงาน

รายงาน Future of Jobs ที่เผยแพร่ก่อนการประชุมดาวอส 2025 ชี้ให้เห็นความจริงอันน่าตระหนกว่า 39% ของทักษะแรงงานที่มีอยู่จะถูกเปลี่ยนแปลงหรือล้าสมัยภายในห้าปีข้างหน้า อันเป็นผลโดยตรงจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ความกังวลเกี่ยวกับการถูกทอดทิ้งในยุคแห่งความฉลาด (Intelligent Age) ทำให้เวทีดาวอสต้องทบทวนแนวคิดทุนนิยมแบบสุดโต่ง และหันมาให้ความสนใจกับแนวคิด "การเป็นผู้นำเชิงฟื้นฟู" (Regenerative Leadership) แนวคิดนี้สอดคล้องกับทางสายกลาง โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าระยะยาวระดับระบบนิเวศ (Ecosystem-level value creation) หลีกเลี่ยงกระบวนทัศน์แบบทวิภาวะที่ให้เลือกระหว่างนวัตกรรมกับการปกป้องคุ้มครอง แต่เป็นการประสานนวัตกรรมเข้ากับความรับผิดชอบอย่างมีสติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าปัญญาประดิษฐ์จะรับใช้สรรพสัตว์ทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มอภิสิทธิ์ชน

อินเดีย: ปัญญาประดิษฐ์แห่งโลกใต้และสวัสดิภาพเพื่อปวงชน (Sarvajana Hitaya)

ในขณะที่การถกเถียงในเวทีดาวอสมักถูกกำหนดทิศทางโดยกลุ่มทุนและชาติตะวันตก สาธารณรัฐอินเดียได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแสดงหลักที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิม โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมและกระบอกเสียงของกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม AI Impact Summit ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ณ กรุงนิวเดลี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปลี่ยนศูนย์กลางของวาทกรรมจากซีกโลกเหนือมาสู่เอเชีย

การปลดแอกปัญญาประดิษฐ์จากการล่าอาณานิคม (Decolonizing AI)

การประชุม AI Impact Summit 2026 ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ถูกขับเคลื่อนด้วยปรัชญา "Sarvajana Hitaya, Sarvajana Sukhaya" (สวัสดิภาพและความสุขเพื่อคนทั้งมวล) ยุทธศาสตร์นี้มองทะลุจุดอ่อนของระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์แบบตะวันตกที่มักผูกขาดอยู่กับชุดข้อมูลภาษาอังกฤษและบริบททางญาณวิทยาแบบยุโรป-อเมริกาเหนือ ซึ่งถือเป็นการล่าอาณานิคมทางดิจิทัลแบบหนึ่ง (Digital Colonialism) อินเดียพยายามรื้อถอนโครงสร้างนี้ผ่านโครงการระดับชาติอย่าง BharatGen ซึ่งเป็นความริเริ่มในการสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์ฐานราก (Foundational Models) แบบเปิด (Open-source) ที่ใช้ชุดข้อมูลและโครงสร้างภาษาอันหลากหลายของอินเดียเอง เพื่อสร้างเวทีให้สตาร์ทอัพสามารถพัฒนาโซลูชันที่เหมาะสมกับความต้องการระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ ภายในงานยังมีโครงการ AI Pitch Fest (UDAAN) ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้นำสตรีและผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหลากหลายทางร่างกายได้นำเสนอผลงาน

นโยบายทางสายกลาง: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่าน NITI Aayog

มิติของปฏิจจสมุปบาทปรากฏชัดเจนในรายงาน "AI for Inclusive Societal Development" ของหน่วยงานระดับชาติ NITI Aayog ที่ตีพิมพ์ในเดือนตุลาคม 2025 รายงานฉบับนี้สะท้อนมุมมองว่า ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ แต่ต้องถูกเชื่อมต่อเข้ากับฐานรากของสังคม โดยมีเป้าหมายหลักคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานนอกระบบ (Informal workers) จำนวนกว่า 490 ล้านคนในประเทศ อินเดียมุ่งใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการขจัดข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ในการเข้าถึงระบบสาธารณสุข เพิ่มพูนศักยภาพทางการเงิน (Financial inclusion) และให้คำปรึกษาแบบเรียลไทม์แก่เกษตรกร เพื่อเปลี่ยนปัญญาประดิษฐ์จากเทคโนโลยีแห่งการลดทอนแรงงาน (Labor-displacing) ให้เป็นเทคโนโลยีแห่งการเสริมพลัง (Empowerment)

แนวทางเทคโนโลยี-กฎหมาย (Techno-Legal Approach)

ในด้านการกำกับดูแล อินเดียได้แสดงท่าที "ทางสายกลาง" ที่หลีกเลี่ยงกฎระเบียบเชิงป้องกันที่เข้มงวดเกินไปแบบสหภาพยุโรป (EU AI Act) ซึ่งอาจสกัดกั้นนวัตกรรม และในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธโมเดลการปล่อยเสรีแบบทุนนิยมลุ่มลึกของสหรัฐอเมริกา (Deregulation) รวมถึงโมเดลการควบคุมเบ็ดเสร็จโดยรัฐแบบจีน อินเดียนำเสนอ "แนวทางเทคโนโลยี-กฎหมาย" (Techno-legal approach) โดยรัฐบาลอินเดียประกาศแนวทาง AI Governance Guidelines ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ซึ่งสนับสนุนให้ประยุกต์ใช้ กฎหมายที่มีอยู่เดิม ในการจัดการกับความเสี่ยงของปัญญาประดิษฐ์ แทนที่จะรีบเร่งผ่านกฎหมายเฉพาะทางฉบับใหม่

ตัวอย่างเช่น อินเดียมองว่าสามารถใช้ พ.ร.บ. เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Act) และประมวลกฎหมายอาญา (Bhartiya Nyay Samhita) ในการจัดการกับการแอบอ้างตัวตนผ่าน AI Deepfakes หรือปัญหาการฉ้อโกง และจะใช้การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายแบบเจาะจงเฉพาะจุดที่มีช่องโหว่เท่านั้น (Targeted amendments) แนวทางนี้สะท้อนถึงวิถีทางสายกลางอย่างลึกซึ้งในเชิงนิติศาสตร์ นั่นคือการปฏิเสธสารัตถนิยมทางกฎหมาย (Legal essentialism) ที่เชื่อว่าต้องมีกฎหมายเฉพาะหมวดเพื่อควบคุมสสารใหม่ การมองเทคโนโลยีและกฎหมายในสภาวะเลื่อนไหลช่วยให้อินเดียสามารถประหยัดต้นทุนในการบริหารจัดการ และเปิดพื้นที่ให้มีการทดลองทางนวัตกรรมเพื่อสวัสดิการของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

จีน: โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาและการอ้างสิทธิ์ในอำนาจอธิปไตย

การวิเคราะห์พลวัตของสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง เนื่องจากท่าทีบนเวทีระดับโลกและนโยบายภายในประเทศมีความย้อนแย้งในเชิงกลยุทธ์ แต่มีความสอดคล้องกันอย่างลึกซึ้งในระดับภววิทยา ในเดือนกรกฎาคม 2025 ณ การประชุม World Artificial Intelligence Conference (WAIC) และ High-Level Meeting on Global AI Governance ที่นครเซี่ยงไฮ้ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง (Li Qiang) ได้ประกาศ "Global AI Governance Action Plan" แผนปฏิบัติการ 13 ประการว่าด้วยการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก

สถาปัตยกรรมทางปัญญาเพื่อมวลมนุษยชาติและศูนย์กลางสหประชาชาติ

แผนปฏิบัติการของจีนพยายามสร้างทัศนคติที่โอบรับและเป็นมิตรกับนานาชาติ (Inclusive vision) โดยมีองค์ประกอบหลักที่สำคัญคือ การเรียกร้องให้องค์กรสหประชาชาติ (United Nations) เป็นศูนย์กลางสถาบันหลักในการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการสะท้อนความเชื่อมโยงกับประเทศในกลุ่มโลกใต้ และเป็นการต้านทานความพยายามของชาติมหาอำนาจตะวันตกที่มักตั้งเวทีระดับโลกของตนเอง (เช่น Bletchley Park หรือ G7) นอกจากนี้ จีนเรียกร้องให้มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลดิจิทัลที่ยุติธรรม ปลอดภัย และไหลเวียนอย่างเปิดกว้างข้ามพรมแดน เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ

หลักการสำคัญของจีนที่น่าสนใจอย่างยิ่งในเชิงปรัชญา คือการมองปัญญาประดิษฐ์เป็น "โครงสร้างพื้นฐานระดับชาติและระดับโลก" (Public Infrastructure) มากกว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีที่แสวงหากำไร (SaaS licenses) จีนวิพากษ์วิจารณ์พลวัตในโลกตะวันตก (โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา) ที่เทคโนโลยีนี้ถูกผูกขาดโดยบริษัททุนนิยมขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง (Monopolization) จีนมองว่าหากปราศจากการแทรกแซงโดยรัฐ ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกจะต้องกลายเป็นเพียง "ผู้เช่าปัญญาประดิษฐ์" (Renters of intelligence) อย่างถาวร การผลักดันแนวคิดปัญญาประดิษฐ์เป็นสาธารณสมบัติที่ต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมนี้ สะท้อนความตระหนักถึง "กรรมร่วม" และหลักปฏิจจสมุปบาทที่ว่า มนุษยชาติทั้งมวลต่างเชื่อมโยงกันในการกำหนดนิยามและการใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์

จุดเปรียบเทียบเชิงอุดมการณ์กระบวนทัศน์แบบสหรัฐอเมริกา (US Model)กระบวนทัศน์แบบจีน (China Model)
เป้าหมายระดับโลก

แข่งขันเพื่อเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี (Winning the race) และแพร่กระจายค่านิยมอเมริกัน

ส่งเสริมความเป็นปึกแผ่นระดับโลก ผ่านองค์กรสหประชาชาติและประเทศโลกใต้

มุมมองต่อเทคโนโลยี AI

เทคโนโลยีที่เป็นของเอกชน และขับเคลื่อนด้วยกลไกทุนนิยมตลาดเสรี

โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ (Public Infrastructure) ที่ต้องได้รับการจัดการระดับชาติ

กลไกการกำกับดูแลภายใน

เน้นการขับเคลื่อนนวัตกรรม (Light-touch innovation) มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลที่อ่อนแอกว่า

ควบคุมอย่างเข้มงวดและเจาะจง ครอบคลุมวงจรชีวิตและรักษาค่านิยมรัฐ

ทวิภาวะแห่งความขัดแย้ง: เปิดกว้างแต่ต้องควบคุมได้ (Open yet Controllable)

แม้จีนจะเสนอแนวทางเปิดกว้างและส่งเสริมเทคโนโลยีแบบ Open-source บนเวทีนานาชาติ ทว่าการบริหารภายในประเทศกลับดำเนินไปด้วยความเข้มงวดอย่างสูงสุด ภายใต้บริบทของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและสังคมถือเป็นเป้าหมายเชิงปรมาภิบาล (Supreme directive) นโยบายกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ของจีนจึงตั้งอยู่บนสภาวะที่ย้อนแย้ง คือ "เทคโนโลยีต้องมีความปลอดภัยและควบคุมได้" (Secure and controllable)

จีนเป็นผู้ริเริ่มออกกฎหมายเจาะจง (Specific AI regulations) ในประเด็นที่มีผลกระทบต่อจิตวิทยามวลชน เช่น ข้อกำหนดการดูแลอัลกอริทึมแนะนำเนื้อหา (Recommendation algorithms, 2022) และข้อกำหนดการควบคุมการสังเคราะห์เชิงลึก (Deep synthesis/Deepfakes, 2023) กฎหมายเหล่านี้กำหนดให้ผู้ให้บริการ Generative AI ต้องเคารพ "ค่านิยมหลักของสังคมนิยม" และป้องกันการแพร่กระจายของข้อมูลที่บ่อนทำลายความมั่นคงแห่งรัฐ การแทรกแซงด้วยอำนาจรัฐของจีน อาจมองได้ว่าเป็นการพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จีนเรียกว่า "แรดเทา" (Grey Rhino) หรือภัยพิบัติที่มองเห็นอยู่ชัดเจนแต่ถูกละเลย ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีติง เซวียเสียง (Ding Xuexiang) ได้กล่าวเตือนไว้บนเวทีดาวอส 2025 ว่า "หากระบบเบรกไม่สามารถควบคุมได้ เราย่อมไม่อาจเหยียบคันเร่งด้วยความมั่นใจ" แม้ว่ากลไกดังกล่าวอาจขัดกับเสรีภาพของปัจเจกบุคคล แต่ในมุมมองเชิงโครงสร้าง มันคือความพยายามจัดการกับความเสี่ยงอันซับซ้อนของสิ่งประดิษฐ์ที่ขาดจิตสำนึก เพื่อป้องกันผลกระทบที่เชื่อมโยงถึงเสถียรภาพของมนุษย์หลายร้อยล้านคน

สิงคโปร์: รัฐชาติอัจฉริยะกับทางสายกลางแห่งนวัตกรรมเพื่อสาธารณะ

สิงคโปร์นำเสนอโมเดลของประเทศอำนาจระดับกลาง (Middle Power) ที่มีศักยภาพของรัฐสูงลิ่ว (Agile state capacity) สิงคโปร์ตระหนักดีถึงข้อจำกัดทางกายภาพและประชากรศาสตร์ของตนเอง ซึ่งไม่สามารถสร้างข้อมูลมหาศาลเพื่อแข่งขันกับอินเดียหรือจีนได้ ด้วยสติและวิจารณญาณในสภาวะการอิงอาศัยกันทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ สิงคโปร์จึงวางตำแหน่งตนเองให้เป็น "ศูนย์กลางความน่าเชื่อถือระดับโลก" (Global Trust Hub) และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์

ยุทธศาสตร์ NAIS 2.0: นวัตกรรมที่หยั่งรากลึกในความกรุณาต่อสาธารณะ

ในปี 2023 สิงคโปร์ได้เปิดตัวยุทธศาสตร์ชาติ "National AI Strategy 2.0" (NAIS 2.0) ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ทรงพลัง: "AI for the Public Good, for Singapore and the World" (ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสาธารณประโยชน์ สำหรับสิงคโปร์และโลก) วิสัยทัศน์ดังกล่าวได้รับการขับเคลื่อนอย่างจริงจังในอีกสองปีต่อมา โดยเฉพาะในปี 2025 เมื่อกระทรวงการพัฒนาและสารสนเทศดิจิทัล (MDDI) ประกาศจัดสรรงบประมาณภายใต้แผน National AI Research and Development Plan (NAIRD) มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อผลักดันการวิจัย การประมวลผลขั้นสูง และการสร้างกำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญกว่า 15,000 คน ภายในห้าปีข้างหน้า

ความมุ่งมั่นในการนำปัญญาประดิษฐ์มาลดความทุกข์ยาก (Alleviate suffering) และส่งเสริมความกินดีอยู่ดีของประชากร ปรากฏชัดในการดำเนินการของหน่วยงานรัฐบาลเทคโนโลยี (GovTech) ซึ่งมุ่งเปลี่ยนผู้ปฏิบัติงานภาครัฐให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีผ่านการกระจายเครื่องมือส่วนกลาง เช่น Pair Chat (แชตบอทอัจฉริยะสำหรับงานราชการ) และ Transcribe (แพลตฟอร์มแปลงเสียงเป็นข้อความ) ทว่า จุดที่สะท้อนถึงการออกแบบที่เปี่ยมความกรุณา (Compassion in design) ตามแนวทางพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด คือโครงการที่แก้ปัญหาระดับรากหญ้าและผู้เปราะบาง เช่น การพัฒนาระบบ OneService ដែលใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุที่มีความรู้ทางดิจิทัลจำกัด สามารถแจ้งปัญหาชุมชนผ่านสายด่วนด้วยภาษาถิ่นได้อย่างง่ายดาย ตลอดจนการพัฒนาแชตบอทสนับสนุนสุขภาพเพื่อเตือนผู้ป่วยกินยา และการใช้ระบบ Adaptive Learning ในภาคการศึกษาเพื่อปรับการเรียนให้เหมาะกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน โครงการเหล่านี้เป็นประจักษ์พยานว่า สิงคโปร์ไม่ได้มองเทคโนโลยีว่าเป็นเครื่องหมายของความยิ่งใหญ่ทางอำนาจ แต่มองในฐานะกลไกเชื่อมโยงและเกื้อกูลความสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคม

การรับรองความน่าเชื่อถือ: พิสูจน์สุญญตาผ่านระบบเปิด

ในมิติของการกำกับดูแล สิงคโปร์ใช้เส้นทางที่ยืดหยุ่น โดยปฏิเสธกฎระเบียบที่แข็งกร้าวแต่หันมาสร้าง "ความน่าเชื่อถือผ่านการพิสูจน์ได้" (Trust through verifiability) ในการประชุม AI Action Summit 2025 ณ กรุงปารีส นางโจเซฟิน เตียว (Josephine Teo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง MDDI ได้ประกาศความริเริ่มด้านความปลอดภัยสามประการ รวมถึง Global AI Assurance Pilot ซึ่งพัฒนาโดย AI Verify Foundation ร่วมกับ IMDA

แนวทางนี้เป็นความพยายามระดับนานาชาติในการทดสอบ (Testbed) และสร้างมาตรฐานที่ดีที่สุดรอบด้านสำหรับความปลอดภัยของ Generative AI สิงคโปร์เข้าใจว่าในโลกที่ปราศจากแก่นสารที่แน่นอน (Emptiness of essential safety) ความปลอดภัยไม่ใช่คุณสมบัติที่มีอยู่โดยธรรมชาติติดตัวมากับซอฟต์แวร์ แต่ต้องถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการทำ Red Teaming และการตรวจสอบระบบอย่างต่อเนื่อง การสร้างหลักประกันแบบมีส่วนร่วมนี้จึงถือเป็นการเจริญสติทางเทคโนโลยี (Technological Mindfulness) อย่างแท้จริง

ไทย: การผสมผสานจริยธรรมเชิงพุทธสู่สถาปัตยกรรมทางกฎหมาย

ประเทศไทยกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในการบริหารจัดการเทคโนโลยีอุบัติใหม่ โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมของไทยมีสายใยที่ผูกพันกับพุทธศาสนา ซึ่งให้คุณค่ากับทางสายกลาง ความปรองดอง และการมองโลกในมุมมองของการพึ่งพาอาศัยกัน ดังที่ปรากฏในการวิเคราะห์ของ ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ เกี่ยวกับจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์แบบพุทธ ในช่วงปี 2024-2025 กระบวนทัศน์การกำกับดูแลในระดับชาติของไทยได้แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการจากการอิงหลักจริยธรรมแบบกว้าง สู่การสร้างกลไกทางนิติศาสตร์ที่เป็นรูปธรรม

สภาวะการณ์ปัญญาประดิษฐ์ภายใต้แว่นขยายสากล (UNESCO RAM)

การประจักษ์ถึงสภาวะปฏิจจสมุปบาท (Interconnectedness) ในระดับภูมิรัฐศาสตร์ คือการที่รัฐบาลไทยตระหนักว่า ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความท้าทายทางจริยธรรม ไม่สามารถแก้ไขได้โดยเอกเทศ ประเทศไทยจึงได้ร่วมเป็น 1 ใน 70 กว่าประเทศที่เข้าสู่กระบวนการประเมินความพร้อม Readiness Assessment Methodology (RAM) ขององค์กร UNESCO ซึ่งประเมินสภาวะแวดล้อมทางปัญญาประดิษฐ์ของประเทศผ่าน 5 มิติหลัก ได้แก่ กฎหมายและกฎระเบียบ, สังคมและวัฒนธรรม, วิทยาศาสตร์และการศึกษา, เศรษฐกิจ, และเทคโนโลยี/โครงสร้างพื้นฐาน

ข้อมูลจากการประเมินและสถานการณ์ในปี 2024 ชี้ให้เห็นถึงอัตราเร่งที่น่าประทับใจ โดยองค์กรไทยมีความตื่นตัวและมีแผนการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์สูงถึง 73.3% เพิ่มขึ้นเกือบ 20% จากปีก่อนหน้า สถาบันการศึกษาได้ปรับตัวโดยบรรจุวิชาวิทยาการคำนวณเข้าสู่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีการเปิดสอนวิชาที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างกว้างขวางในระดับอุดมศึกษา อย่างไรก็ตาม รายงานยังสะท้อนจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาช่องว่างทางดิจิทัล (Digital divide) ระหว่างตัวเมืองที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตสูง (92.5%) และพื้นที่นอกเขตเทศบาล (86.9%) ตลอดจนความคลุมเครือของกฎหมายลิขสิทธิ์ และโครงสร้างการบูรณาการข้อมูลระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ยังขาดเอกภาพ

เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นในระดับโลก ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน UNESCO Global Forum on the Ethics of AI ครั้งที่ 3 ในเดือนมิถุนายน 2025 ณ กรุงเทพมหานคร ภายใต้หัวข้อ "Ethical Governance of AI in Motion" งานดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการกำกับดูแลระดับภูมิภาค (Learning Hub) และเป็นเวทีสำหรับกลุ่มประเทศโลกใต้ในการสะท้อนเสียงและกำหนดทิศทางของเทคโนโลยี การที่นางออเดรย์ อาซูเลย์ (Audrey Azoulay) ผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO เน้นย้ำความสำคัญของการแปลกรอบข้อเสนอแนะด้านจริยธรรมไปสู่นโยบายระดับชาติอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนว่าจริยธรรมไม่ใช่นามธรรมอันว่างเปล่า แต่ต้องลงหลักปักฐานในโครงสร้างการปฏิบัติของรัฐ

ทางสายกลางในกระบวนการนิติบัญญัติ

ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2565-2570) ที่มีเป้าหมายในการผลิตผู้เชี่ยวชาญกว่า 30,000 คน ประเทศไทยได้เริ่มต้นยกระดับการกำกับดูแลให้มีเขี้ยวเล็บทางกฎหมาย ในปลายปี 2024 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ออก "แนวปฏิบัติสำหรับการประยุกต์ใช้ Generative AI อย่างมีธรรมาภิบาลสำหรับองค์กร" ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องนำทางทางศีลธรรม (Moral compass) ชั่วคราว

นัยยะสำคัญเชิงนโยบายเกิดขึ้นในต้นปี 2025 เมื่อมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับ ร่างกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ (Draft AI Law) ซึ่งสะท้อนการประสานวิถีทางสายกลางอย่างลึกซึ้ง ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่จะยุบรวมกฎหมายสองแนวทางที่เคยแยกส่วนกัน (Supported AI Law และ Regulated AI Law) เข้ามาเป็นองค์ประกอบเดียวกันแบบบูรณาการ (Unified instrument) โครงสร้างของกฎหมายใช้วิธี จัดระดับตามความเสี่ยง (Risk-based model) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ EU AI Act โดยระบบใดที่มีความเสี่ยงสูงต่อชีวิต เสรีภาพ หรือสวัสดิภาพของสังคม (เช่น การแพทย์, การคัดเลือกบุคคล) จะต้องถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ต้องแต่งตั้งผู้แทนทางกฎหมายในไทย มีกระบวนการตรวจสอบยืนยัน และมีรายงานอุบัติการณ์ (Incident reporting) ในขณะเดียวกัน นวัตกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำยังคงได้รับการส่งเสริม นี่คือการนำปรัชญา "มัชฌิมาปฏิปทา" มาบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือการไม่ส่งเสริมอย่างสุดโต่งจนเกิดอันตรายต่อประชาชน และไม่กีดกันอย่างสุดโต่งจนประเทศไทยสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในประเทศไทยจากยุคสร้างความตระหนักรู้ (ก่อนปี 2024)สู่ยุคสถาปัตยกรรมทางกฎหมาย (2025-2026)
กรอบการกำกับดูแล

จริยธรรมแบบสมัครใจและแนวปฏิบัติ (ETDA Guidelines)

ร่างกฎหมาย AI ครอบคลุมความเสี่ยงทุกระดับอย่างบูรณาการ

โครงสร้างองค์กร

พึ่งพากลไกตลาดและภาคประชาสังคม

มีการกำหนดผู้ประสานงานกฎหมายต่างชาติและการตรวจสอบมาตรฐาน (ISO 42001)

การเชื่อมโยงระดับโลก

ผู้รับแนวคิดจริยธรรมสากล

การเป็นผู้นำเวทีและศูนย์กลางการเรียนรู้ (UNESCO Global Forum 2025)

บทวิเคราะห์สังเคราะห์: ภูมิรัฐศาสตร์แห่งปฏิจจสมุปบาท

เมื่อมองภาพรวมจากป่าใหญ่ระดับมหภาค พลวัตการกำกับดูแลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ตั้งแต่เวทีเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอส ไปจนถึงยุทธศาสตร์ของอินเดีย จีน สิงคโปร์ และไทย ล้วนสามารถถูกถอดรหัสผ่านปรัชญาของนาคารชุนได้อย่างลงตัว

ประการแรก การดับสูญของความเชื่อแบบมานุษยศูนย์กลาง (Death of Anthropocentrism) และเจตจำนงอิสระของปัญญาประดิษฐ์: การเปลี่ยนผ่านจากคำถามเชิงปรัชญาที่ไร้แก่นสาร (เช่น ปัญญาประดิษฐ์มีความรู้สึกนึกคิดหรือไม่) ไปสู่การแก้ปัญหาความเป็นจริงของอคติเชิงโครงสร้าง การใช้พลังงาน และความเสี่ยงเชิงระบบ แสดงให้เห็นว่า โลกเริ่มยอมรับหลัก "สุญญตา" ว่าเทคโนโลยีปราศจากสารัตถะที่แท้จริง ทว่ามันกลับกลายเป็นกระจกสะท้อนกิเลส ความกลัว และความปรารถนาทางอำนาจของรัฐชาติแต่ละแห่งอย่างชัดเจน

ประการที่สอง ปฏิจจสมุปบาทในสถาปัตยกรรมระดับโลก (Interconnected Geopolitics): ยุทธศาสตร์ชาติต่างๆ ได้สะท้อนระดับการรับรู้ถึงการเชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยกันที่แตกต่างกัน อินเดียและจีนพยายามสร้างความเป็นปึกแผ่นกับโลกใต้ เพื่อต่อต้านแนวโน้มการผูกขาดและการล่าอาณานิคมทางดิจิทัล โดยจีนมองว่าปัญญาประดิษฐ์ต้องเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับสาธารณะของมวลมนุษยชาติ (Global Public Infrastructure) ซึ่งปฏิเสธหลักการครอบครองแบบปัจเจกนิยมตะวันตก ในขณะที่สิงคโปร์และไทย ในฐานะประเทศอำนาจระดับกลาง (Middle Powers) เลือกใช้การทูตที่อ่อนนุ่มและการประสานประโยชน์ สิงคโปร์วางตัวเป็นเครือข่ายความน่าเชื่อถือที่ตรวจสอบได้ (Trust Hub) ส่วนไทยวางตัวเป็นศูนย์กลางทางจริยธรรมผ่านกลไกสากลอย่าง UNESCO พร้อมกับการอุดช่องว่างด้วยกฎหมายแบ่งระดับความเสี่ยงเพื่อปกป้องประชาคมในระดับจุลภาค

บทสรุป

วาทกรรมเรื่องความฉลาดของปัญญาประดิษฐ์ไม่ควรถูกผูกขาดอยู่กับมิติการคำนวณทางคณิตศาสตร์หรือผลสัมฤทธิ์ทางอุตสาหกรรมแต่เพียงผู้เดียว การรังสรรค์กรอบแนวคิดผ่านเลนส์ปรัชญานาคารชุนและพุทธจริยธรรม ได้นำเสนอมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า แท้จริงแล้ว "ความฉลาด" (Intelligence) ไม่ใช่สสารหรือสิ่งของที่สถิตอยู่ในจักรกล แต่เป็นโครงข่ายความสัมพันธ์ (Relational fields) ที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพสิ่ง

เวทีดาวอส อินเดีย จีน สิงคโปร์ และไทย ต่างกำลังเผชิญหน้ากับภาพสะท้อนแห่งกรรมร่วม (Collective karma) ในยุคดิจิทัล การเดินบนวิถีทางสายกลาง (Middle Way) มิใช่การเลือกหนทางที่ง่ายดายหรือการประนีประนอมอย่างผิวเผินระหว่างการปล่อยเสรีกับการควบคุมเบ็ดเสร็จ แต่เป็นการดำเนินการอย่างมีสติ (Mindfulness) ที่จะโอบรับความคลุมเครือ นำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อเป้าหมายในการขจัดความเหลื่อมล้ำและลดทอนความทุกข์ยากของประชากรฐานราก การรักษาสมดุลแห่งนวัตกรรมควบคู่กับการประเมินผลกระทบต่อวิถีชีวิต แรงงาน และสภาพแวดล้อมอย่างรอบด้านเท่านั้น ที่จะทำให้ปัญญาประดิษฐ์วิวัฒนาการไปสู่กลไกที่เกื้อกูลและนำพาอารยธรรมมนุษย์ให้รอดพ้นจากภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างแท้จริงและเปี่ยมด้วยความกรุณา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง : นะโม

(บทนำ – ทำนองช้า ลุ่มลึก) ณ แดนหิมวันตประเทศ ขุนเขาเขตงามตา สาตาคิรีสูงเด่นฟ้า ร่มรื่นรมณีย์สถาน พฤกษ์ไพรไหวลมหนาว ดาวพราวเหนือพงพาน ...