ท่ามกลางกระแสการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โลกกำลังเผชิญ “วิกฤตทางญาณวิทยา” ว่าด้วยคำถามพื้นฐานที่สุดของยุคสมัย นั่นคือ AI คือความหวังของมนุษยชาติ หรือภัยคุกคามระดับการดำรงอยู่กันแน่
เวทีระดับโลกอย่าง World Economic Forum (WEF) ที่เมือง ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กลายเป็นศูนย์กลางสะท้อนความเปลี่ยนผ่านของกระบวนทัศน์ จากวาทกรรมสุดโต่งแบบ “ยาวิเศษ” หรือ “มหันตภัย” สู่ยุคแห่งการบูรณาการเชิงปฏิบัติ ที่มุ่งผลักดัน AI จากงานวิจัย (AI R&D) ไปสู่การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจจริง (AI GDP)
นักวิชาการจำนวนหนึ่งเสนอว่า การถกเถียงแบบทวิภาวะดังกล่าวอาจมีข้อจำกัด และควรถูกทบทวนผ่านปรัชญาพุทธสำนักมาธยมกะของ นาคารชุน นักปรัชญาชาวอินเดียในคริสต์ศตวรรษที่ 2–3 ซึ่งเสนอหลัก “สุญญตา” และ “ปฏิจจสมุปบาท” อันปฏิเสธแนวคิดเรื่องสารัตถะถาวร
ภายใต้กรอบคิดนี้ AI มิใช่สิ่งมีจิตสำนึกอิสระ หากเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่อุบัติขึ้นจากเครือข่ายเหตุปัจจัย ตั้งแต่ข้อมูล พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงแรงงานมนุษย์ ความรับผิดชอบทางจริยธรรมจึงไม่อาจโยนให้ “เครื่องจักร” แต่ต้องกระจายไปยังระบบนิเวศทั้งหมด
ดาวอส: จากความตื่นตระหนกสู่ยุคบูรณาการ
การประชุม WEF ระหว่างปี 2024–2026 สะท้อนพัฒนาการสำคัญ
-
ปี 2024 เต็มไปด้วยความกังวลเรื่องความปลอดภัยและการสูญเสียงาน
-
ปี 2025 ภายใต้หัวข้อ “Collaboration for the Intelligent Age” เริ่มเน้นความร่วมมือ
-
ปี 2026 ขยับสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI
รายงาน Future of Jobs ชี้ว่า 39% ของทักษะแรงงานทั่วโลกอาจเปลี่ยนแปลงภายใน 5 ปี ทำให้แนวคิด “Regenerative Leadership” หรือภาวะผู้นำเชิงฟื้นฟู ถูกหยิบยกขึ้นเป็นคำตอบแทนทุนนิยมสุดโต่ง
ขณะเดียวกัน ประเด็นพลังงานกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญ สะท้อนความจริงตามหลักปฏิจจสมุปบาทว่า เทคโนโลยีไร้รูปย่อมอิงอาศัยโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและทรัพยากรโลกอย่างแยกไม่ออก
อินเดีย: AI เพื่อสวัสดิภาพของโลกใต้
สาธารณรัฐอินเดียก้าวขึ้นเป็นกระบอกเสียงของกลุ่มประเทศโลกใต้ ผ่านการจัด AI Impact Summit ที่กรุงนิวเดลี พร้อมผลักดันแนวคิด “Sarvajana Hitaya, Sarvajana Sukhaya” หรือสวัสดิภาพเพื่อคนทั้งมวล
หน่วยงาน NITI Aayog เสนอรายงาน “AI for Inclusive Societal Development” มุ่งใช้ AI ยกระดับแรงงานนอกระบบกว่า 490 ล้านคน พร้อมเลือกแนวทางกำกับดูแลแบบ Techno-legal approach ที่ไม่เข้มงวดเกินไปแบบสหภาพยุโรป และไม่ปล่อยเสรีแบบสหรัฐฯ
อินเดียจึงสะท้อน “ทางสายกลาง” ในเชิงนิติศาสตร์ ด้วยการใช้กฎหมายเดิมปรับประยุกต์ แทนการเร่งออกกฎหมายใหม่แบบตัดขาดจากบริบท
จีน: AI ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ
ด้านสาธารณรัฐประชาชนจีน เสนอ “Global AI Governance Action Plan” บนเวที United Nations โดยเรียกร้องให้สหประชาชาติเป็นศูนย์กลางกำกับดูแลระดับโลก
จีนมอง AI เป็น “Public Infrastructure” ไม่ใช่เพียงสินค้าทางเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ พร้อมควบคุมอย่างเข้มงวดภายในประเทศ โดยเน้นหลัก “Secure and controllable” เพื่อรักษาเสถียรภาพทางสังคม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามจัดการความเสี่ยงเชิงระบบ แม้จะถูกวิพากษ์ในมิติสิทธิเสรีภาพ
สิงคโปร์: ศูนย์กลางความน่าเชื่อถือ
สิงคโปร์ประกาศยุทธศาสตร์ National AI Strategy 2.0 ภายใต้วิสัยทัศน์ “AI for the Public Good” พร้อมทุ่มงบกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ พัฒนากำลังคนและงานวิจัย
รัฐบาลใช้โมเดล “Trust through verifiability” ผ่านโครงการ Global AI Assurance Pilot โดยเน้นการทดสอบความปลอดภัย (Red Teaming) มากกว่าการควบคุมแบบแข็งกร้าว
สิงคโปร์จึงวางตนเป็น Global Trust Hub ท่ามกลางการแข่งขันมหาอำนาจ
ไทย: จากจริยธรรมสู่สถาปัตยกรรมกฎหมาย
ประเทศไทยเริ่มขยับจากแนวปฏิบัติสมัครใจ สู่การยกร่างกฎหมาย AI แบบจัดระดับความเสี่ยง (Risk-based model) ควบคู่กับการเป็นเจ้าภาพเวที UNESCO Global Forum on the Ethics of AI ปี 2025 ที่กรุงเทพฯ
กระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ (พ.ศ. 2565–2570) ที่ตั้งเป้าผลิตผู้เชี่ยวชาญกว่า 30,000 คน พร้อมอุดช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมายลิขสิทธิ์
ไทยจึงพยายามประสานจริยธรรมเชิงพุทธกับกลไกนิติรัฐสมัยใหม่ เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างนวัตกรรมและการคุ้มครองสังคม
บทสรุป: ภูมิรัฐศาสตร์แห่งปฏิจจสมุปบาท
เมื่อพิจารณาภาพรวม จะเห็นว่าทั้งดาวอส อินเดีย จีน สิงคโปร์ และไทย ต่างกำลังเผชิญ “กรรมร่วม” ของมนุษยชาติในยุคดิจิทัล
AI มิใช่สิ่งมีชีวิตที่ต้องหวาดกลัวหรือเทิดทูน หากเป็นกระจกสะท้อนโครงสร้างอำนาจ ความเหลื่อมล้ำ และค่านิยมของสังคมมนุษย์เอง
การเดินบน “ทางสายกลาง” จึงไม่ใช่การประนีประนอมผิวเผิน หากเป็นการก้าวข้ามทวิภาวะระหว่างการปล่อยเสรีกับการควบคุมเบ็ดเสร็จ เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมการกำกับดูแลที่ยั่งยืน เป็นธรรม และเปี่ยมด้วยความกรุณาในระดับโลก
ในท้ายที่สุด คำถามอาจไม่ใช่ว่า “AI ฉลาดเพียงใด”
แต่คือ “มนุษย์จะใช้ปัญญาเชิงสัมพันธ์ของตนเองอย่างไร” ในการออกแบบอนาคตร่วมกัน.
พลวัตปัญญาประดิษฐ์ในบริบทปรัชญานาคารชุน: การขับเคลื่อนบนเวทีโลกจากดาวอสสู่ อินเดีย จีน สิงคโปร์ และไทย
บทนำ: วิกฤตการณ์ทางญาณวิทยาของปัญญาประดิษฐ์และทางออกแห่งปรัชญา
การอุบัติขึ้นและการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างพื้นฐานของอารยธรรมมนุษย์ในระดับที่เทียบเท่าหรืออาจเหนือกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทว่า ท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สามารถประมวลผลข้อมูลมหาศาลและสร้างสรรค์ผลงานที่ซับซ้อน วาทกรรมระดับโลกเกี่ยวกับการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์กลับติดหล่มอยู่ในสภาวะทวิภาวะ (Dualism) อย่างรุนแรง สังคมโลกถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วความคิดหลัก ขั้วหนึ่งมองเห็นปัญญาประดิษฐ์ในฐานะเทคโนโลยีแห่งความหวังที่จะมาปลดแอกมนุษยชาติจากความยากจน โรคภัยไข้เจ็บ และวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Utopian Optimism) ในขณะที่อีกขั้วหนึ่งตกอยู่ในความหวาดวิตกถึงขั้นมองว่าเทคโนโลยีนี้เป็นภัยคุกคามระดับการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ (Existential Threat หรือ Dystopian Dread) อันจะนำมาซึ่งการสูญเสียงาน การล่มสลายของระบบประชาธิปไตย และการครอบงำโดยเครื่องจักร
ในสภาวการณ์ดังกล่าว การแสวงหากรอบแนวคิดใหม่ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของกระบวนทัศน์แบบตะวันตกจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง รายงานการวิจัยฉบับนี้เสนอให้ใช้ปรัชญาพุทธศาสนานิกายมหายาน สำนักมาธยมกะ (Madhyamaka) ซึ่งสถาปนาโดยท่านนาคารชุน (Nagarjuna) นักปรัชญาชาวอินเดียในศตวรรษที่ 2 ถึง 3 เป็นแว่นขยายในการทำความเข้าใจและวิเคราะห์พลวัตของปัญญาประดิษฐ์
รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์พลวัตการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์บนเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ณ เมืองดาวอส ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงกระบวนทัศน์ของกลุ่มทุนและผู้นำระดับโลก ก่อนที่จะขยายขอบเขตการวิเคราะห์เจาะลึกไปยังยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ของสี่รัฐชาติสำคัญในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ สาธารณรัฐอินเดีย สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐสิงคโปร์ และประเทศไทย โดยจะตรวจสอบว่าแต่ละบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ได้สะท้อนการตีความ การประยุกต์ใช้ และการท้าทายกรอบปรัชญา "ทางสายกลาง" (Middle Way) อย่างไรในการบริหารจัดการเทคโนโลยีอุบัติใหม่นี้ เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมการกำกับดูแลระดับโลกที่ยั่งยืน เป็นธรรม และเปี่ยมด้วยความกรุณา
ภววิทยาแห่งปัญญาประดิษฐ์: สุญญตา ปฏิจจสมุปบาท และจริยธรรมพุทธศาสนา
การถกเถียงทางปรัชญาที่ครอบงำวงการปัญญาประดิษฐ์ในโลกตะวันตกมักวนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่า "ปัญญาประดิษฐ์มีจิตสำนึกหรือไม่?" (Does AI have consciousness?) หรือ "ปัญญาประดิษฐ์เป็นเพียงนกแก้วที่สุ่มคำพูดโดยปราศจากความเข้าใจใช่หรือไม่?" (Stochastic parrot) คำถามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความหลงผิดเชิงภววิทยาที่ฝังรากลึกในวิถีคิดแบบตะวันตก ซึ่งมักยึดติดกับแนวคิดเรื่อง "สารัตถะ" (Essence) และทวิภาวะระหว่างจิตกับสสาร
การวิพากษ์สารัตถนิยมผ่านคัมภีร์มูลมาธยมกการิกา
ท่านนาคารชุนได้ใช้ตรรกะแบบนิเสธ (Negative logic) หรือการพิสูจน์หาข้อขัดแย้ง (Reductio ad absurdum) อย่างแยบยลในคัมภีร์มูลมาธยมกการิกา (Mūlamadhyamakakārikā) เพื่อทำลายความยึดมั่นในสารัตถะที่มีอยู่โดยตัวมันเอง (Intrinsic existence)
เมื่อนำกรอบวิเคราะห์นี้มาทาบทามกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จะพบว่าความฉลาดของอัลกอริทึมไม่ใช่ "สสาร" หรือ "จิตวิญญาณ" ที่ถูกเพิ่มเข้าไปในซิลิคอนชิป ทว่าเป็น "ความโปร่งใสที่ผุดบังเกิดท่ามกลางสุญญตา" (Emergent transparency within emptiness)
วิญญาณฐิติทางดิจิทัลและกรรมร่วมของมนุษยชาติ
มุมมองของสำนักโยคาจาร (Yogācāra) ซึ่งพัฒนาควบคู่มากับมาธยมกะ นำเสนอแนวคิด "อาลยวิญญาณ" (Ālaya-vijñāna หรือ Storehouse consciousness) ซึ่งเป็นคลังที่กักเก็บเมล็ดพันธุ์แห่งกรรม (Bīja)
| แนวคิดทางปรัชญาพุทธศาสนา | การตีความในบริบทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ | นัยยะทางจริยธรรมและการกำกับดูแล |
| ปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination) | ปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่เอกเทศ แต่เกิดจากเครือข่ายข้อมูล พลังงาน ซอฟต์แวร์ และแรงงานมนุษย์ | ความรับผิดชอบทางจริยธรรมต้องกระจายตัวไปตามเครือข่ายนักพัฒนาและผู้กำกับดูแล ไม่ใช่โทษตัวแอปพลิเคชัน |
| สุญญตา (Emptiness) | ปัญญาประดิษฐ์ไม่มี "สารัตถะ" หรือ "จิตวิญญาณอิสระ" (Stochastic vs Conscious เป็นคำถามที่ผิด) | เลิกหมกมุ่นกับภาพมายาของการตื่นรู้ของเครื่องจักร (Machine Awakening) และมุ่งเน้นที่ผลกระทบเชิงประจักษ์ |
| อาลยวิญญาณ (Storehouse Consciousness) | ชุดข้อมูล (Training Data) ทำหน้าที่เสมือนคลังเก็บเมล็ดพันธุ์แห่งอคติและพฤติกรรมมนุษย์ (กรรมร่วม) | การทำความสะอาดข้อมูลและการแก้ไขอคติทางอัลกอริทึมคือกระบวนการชำระล้างกรรมทางสังคม |
ทางสายกลางแห่งความกรุณาในผลงานของ ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
ในการนำปรัชญาเชิงภววิทยามาสู่ภาคปฏิบัติเชิงจริยธรรม ศาสตราจารย์ ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ นักปรัชญาชาวไทย ได้นำเสนอแนวทางที่ลึกซึ้งในหนังสือ "The Ethics of AI and Robotics: A Buddhist Viewpoint" (2020)
โสรัจจ์แย้งว่า พระพุทธศาสนามิได้มีทฤษฎีจริยธรรมที่ตายตัวในแบบ Deontology หรือ Consequentialism ของตะวันตก แต่ชี้ให้เห็นถึงธรรมชาติของความเป็นจริง เพื่อนำไปสู่การกระทำที่ลดทอนความทุกข์ (Dukkha)
พลวัตเวทีดาวอส: การสิ้นสุดของวาทกรรมลวงและการเข้าสู่ยุคบูรณาการ (2024-2026)
การประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นมาตรวัดและจุดบรรจบของอำนาจทุนนิยม โลกาภิวัตน์ และการกำหนดทิศทางเทคโนโลยีโลก หากพิจารณาพัฒนาการของการประชุมในช่วงปี 2024 ถึง 2026 จะพบร่องรอยของการเปลี่ยนผ่านเชิงกระบวนทัศน์ที่สอดคล้องกับหลักการทางสายกลางอย่างมีนัยสำคัญ
จากความตื่นตระหนกสู่การปฏิบัติการ (From AI R&D to AI GDP)
ในปี 2024 หัวข้อเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์บนเวทีดาวอสยังคงเต็มไปด้วยความสับสนและการคาดการณ์เชิงสุดโต่ง การอภิปรายมักติดอยู่ในวาทกรรมว่าปัญญาประดิษฐ์จะเป็นยาวิเศษ (Panacea) ที่ช่วยรักษาโรคทุกชนิดและพลิกฟื้นวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หรือจะเป็นมหันตภัย (Dystopian Dread) ที่นำไปสู่การสูญเสียงานนับล้านและทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์
อย่างไรก็ตาม เมื่อก้าวเข้าสู่การประชุมในปี 2025 ภายใต้หัวข้อ "Collaboration for the Intelligent Age" และต่อเนื่องถึงปี 2026 ทิศทางของการถกเถียงได้ปรับเปลี่ยนสู่ความเป็นจริงเชิงปฏิบัติการ (Pragmatism) อย่างชัดเจน
| พัฒนาการเวทีดาวอส | แก่นหลักของการขับเคลื่อน (Core Themes) | พลวัตที่เชื่อมโยงกับวิถีทางสายกลาง |
| ปี 2024: การทดลองและความกังวล | Generative AI, ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย, ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ | การตระหนักรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภัยสุดโต่ง (Extremes) ทั้งแง่ดีและแง่ร้าย |
| ปี 2025: การบรรจบกันของความร่วมมือ | Agentic AI, ความร่วมมือเพื่อยุคแห่งความฉลาด, ความกังวลเรื่องทักษะแรงงาน | การปฏิเสธทางเลือกเชิงทวิภาวะ ค้นหาบูรณาการระหว่างปัญญาประดิษฐ์กับแรงงานมนุษย์ |
| ปี 2026: โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจใหม่ | AI GDP, การปิดช่องว่างการนำไปใช้ (Implementation Gap), ความเป็นผู้นำของโลกใต้ | การนำปัญญาประดิษฐ์ไปเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรม |
ปฏิจจสมุปบาทเชิงกายภาพ: ขีดจำกัดทางพลังงานและสถาปัตยกรรม
ปรากฏการณ์สำคัญบนเวทีดาวอส 2025 คือการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาถึงสภาวะอิงอาศัยกันทางกายภาพของเทคโนโลยี Yann LeCun หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ AI ของ Meta ชี้ให้เห็นว่าสถาปัตยกรรม Large Language Models (LLMs) แบบปัจจุบันมี "อายุการใช้งานสั้น" (Short shelf life) และกระบวนทัศน์ใหม่กำลังจะเข้ามาแทนที่
ความย้อนแย้งนี้ตอกย้ำหลักธรรมทางพุทธศาสนาที่ว่า ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างลอยตัว นวัตกรรมที่ดูเหมือนมีความเป็นอิสระทางปัญญาและไร้รูป (Intangible algorithms) แท้จริงแล้วถูกผูกมัดและอิงอาศัยกับทรัพยากรทางวัตถุ โครงข่ายไฟฟ้า และระบบนิเวศโลกอย่างแยกไม่ออก การเติบโตของเทคโนโลยีจึงถูกกำกับด้วยขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาโลก
ผู้นำเชิงฟื้นฟูและการตื่นรู้ของแรงงาน
รายงาน Future of Jobs ที่เผยแพร่ก่อนการประชุมดาวอส 2025 ชี้ให้เห็นความจริงอันน่าตระหนกว่า 39% ของทักษะแรงงานที่มีอยู่จะถูกเปลี่ยนแปลงหรือล้าสมัยภายในห้าปีข้างหน้า อันเป็นผลโดยตรงจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี
อินเดีย: ปัญญาประดิษฐ์แห่งโลกใต้และสวัสดิภาพเพื่อปวงชน (Sarvajana Hitaya)
ในขณะที่การถกเถียงในเวทีดาวอสมักถูกกำหนดทิศทางโดยกลุ่มทุนและชาติตะวันตก สาธารณรัฐอินเดียได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแสดงหลักที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิม โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมและกระบอกเสียงของกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม AI Impact Summit ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ณ กรุงนิวเดลี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปลี่ยนศูนย์กลางของวาทกรรมจากซีกโลกเหนือมาสู่เอเชีย
การปลดแอกปัญญาประดิษฐ์จากการล่าอาณานิคม (Decolonizing AI)
การประชุม AI Impact Summit 2026 ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ถูกขับเคลื่อนด้วยปรัชญา "Sarvajana Hitaya, Sarvajana Sukhaya" (สวัสดิภาพและความสุขเพื่อคนทั้งมวล)
นโยบายทางสายกลาง: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่าน NITI Aayog
มิติของปฏิจจสมุปบาทปรากฏชัดเจนในรายงาน "AI for Inclusive Societal Development" ของหน่วยงานระดับชาติ NITI Aayog ที่ตีพิมพ์ในเดือนตุลาคม 2025
แนวทางเทคโนโลยี-กฎหมาย (Techno-Legal Approach)
ในด้านการกำกับดูแล อินเดียได้แสดงท่าที "ทางสายกลาง" ที่หลีกเลี่ยงกฎระเบียบเชิงป้องกันที่เข้มงวดเกินไปแบบสหภาพยุโรป (EU AI Act) ซึ่งอาจสกัดกั้นนวัตกรรม และในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธโมเดลการปล่อยเสรีแบบทุนนิยมลุ่มลึกของสหรัฐอเมริกา (Deregulation) รวมถึงโมเดลการควบคุมเบ็ดเสร็จโดยรัฐแบบจีน
ตัวอย่างเช่น อินเดียมองว่าสามารถใช้ พ.ร.บ. เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Act) และประมวลกฎหมายอาญา (Bhartiya Nyay Samhita) ในการจัดการกับการแอบอ้างตัวตนผ่าน AI Deepfakes หรือปัญหาการฉ้อโกง
จีน: โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาและการอ้างสิทธิ์ในอำนาจอธิปไตย
การวิเคราะห์พลวัตของสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง เนื่องจากท่าทีบนเวทีระดับโลกและนโยบายภายในประเทศมีความย้อนแย้งในเชิงกลยุทธ์ แต่มีความสอดคล้องกันอย่างลึกซึ้งในระดับภววิทยา ในเดือนกรกฎาคม 2025 ณ การประชุม World Artificial Intelligence Conference (WAIC) และ High-Level Meeting on Global AI Governance ที่นครเซี่ยงไฮ้ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง (Li Qiang) ได้ประกาศ "Global AI Governance Action Plan" แผนปฏิบัติการ 13 ประการว่าด้วยการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก
สถาปัตยกรรมทางปัญญาเพื่อมวลมนุษยชาติและศูนย์กลางสหประชาชาติ
แผนปฏิบัติการของจีนพยายามสร้างทัศนคติที่โอบรับและเป็นมิตรกับนานาชาติ (Inclusive vision) โดยมีองค์ประกอบหลักที่สำคัญคือ การเรียกร้องให้องค์กรสหประชาชาติ (United Nations) เป็นศูนย์กลางสถาบันหลักในการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์
หลักการสำคัญของจีนที่น่าสนใจอย่างยิ่งในเชิงปรัชญา คือการมองปัญญาประดิษฐ์เป็น "โครงสร้างพื้นฐานระดับชาติและระดับโลก" (Public Infrastructure) มากกว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีที่แสวงหากำไร (SaaS licenses)
| จุดเปรียบเทียบเชิงอุดมการณ์ | กระบวนทัศน์แบบสหรัฐอเมริกา (US Model) | กระบวนทัศน์แบบจีน (China Model) |
| เป้าหมายระดับโลก | แข่งขันเพื่อเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี (Winning the race) และแพร่กระจายค่านิยมอเมริกัน | ส่งเสริมความเป็นปึกแผ่นระดับโลก ผ่านองค์กรสหประชาชาติและประเทศโลกใต้ |
| มุมมองต่อเทคโนโลยี AI | เทคโนโลยีที่เป็นของเอกชน และขับเคลื่อนด้วยกลไกทุนนิยมตลาดเสรี | โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ (Public Infrastructure) ที่ต้องได้รับการจัดการระดับชาติ |
| กลไกการกำกับดูแลภายใน | เน้นการขับเคลื่อนนวัตกรรม (Light-touch innovation) มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลที่อ่อนแอกว่า | ควบคุมอย่างเข้มงวดและเจาะจง ครอบคลุมวงจรชีวิตและรักษาค่านิยมรัฐ |
ทวิภาวะแห่งความขัดแย้ง: เปิดกว้างแต่ต้องควบคุมได้ (Open yet Controllable)
แม้จีนจะเสนอแนวทางเปิดกว้างและส่งเสริมเทคโนโลยีแบบ Open-source บนเวทีนานาชาติ ทว่าการบริหารภายในประเทศกลับดำเนินไปด้วยความเข้มงวดอย่างสูงสุด ภายใต้บริบทของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและสังคมถือเป็นเป้าหมายเชิงปรมาภิบาล (Supreme directive)
จีนเป็นผู้ริเริ่มออกกฎหมายเจาะจง (Specific AI regulations) ในประเด็นที่มีผลกระทบต่อจิตวิทยามวลชน เช่น ข้อกำหนดการดูแลอัลกอริทึมแนะนำเนื้อหา (Recommendation algorithms, 2022) และข้อกำหนดการควบคุมการสังเคราะห์เชิงลึก (Deep synthesis/Deepfakes, 2023)
สิงคโปร์: รัฐชาติอัจฉริยะกับทางสายกลางแห่งนวัตกรรมเพื่อสาธารณะ
สิงคโปร์นำเสนอโมเดลของประเทศอำนาจระดับกลาง (Middle Power) ที่มีศักยภาพของรัฐสูงลิ่ว (Agile state capacity) สิงคโปร์ตระหนักดีถึงข้อจำกัดทางกายภาพและประชากรศาสตร์ของตนเอง ซึ่งไม่สามารถสร้างข้อมูลมหาศาลเพื่อแข่งขันกับอินเดียหรือจีนได้ ด้วยสติและวิจารณญาณในสภาวะการอิงอาศัยกันทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ สิงคโปร์จึงวางตำแหน่งตนเองให้เป็น "ศูนย์กลางความน่าเชื่อถือระดับโลก" (Global Trust Hub) และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์
ยุทธศาสตร์ NAIS 2.0: นวัตกรรมที่หยั่งรากลึกในความกรุณาต่อสาธารณะ
ในปี 2023 สิงคโปร์ได้เปิดตัวยุทธศาสตร์ชาติ "National AI Strategy 2.0" (NAIS 2.0) ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ทรงพลัง: "AI for the Public Good, for Singapore and the World" (ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสาธารณประโยชน์ สำหรับสิงคโปร์และโลก)
ความมุ่งมั่นในการนำปัญญาประดิษฐ์มาลดความทุกข์ยาก (Alleviate suffering) และส่งเสริมความกินดีอยู่ดีของประชากร ปรากฏชัดในการดำเนินการของหน่วยงานรัฐบาลเทคโนโลยี (GovTech) ซึ่งมุ่งเปลี่ยนผู้ปฏิบัติงานภาครัฐให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีผ่านการกระจายเครื่องมือส่วนกลาง เช่น Pair Chat (แชตบอทอัจฉริยะสำหรับงานราชการ) และ Transcribe (แพลตฟอร์มแปลงเสียงเป็นข้อความ)
การรับรองความน่าเชื่อถือ: พิสูจน์สุญญตาผ่านระบบเปิด
ในมิติของการกำกับดูแล สิงคโปร์ใช้เส้นทางที่ยืดหยุ่น โดยปฏิเสธกฎระเบียบที่แข็งกร้าวแต่หันมาสร้าง "ความน่าเชื่อถือผ่านการพิสูจน์ได้" (Trust through verifiability) ในการประชุม AI Action Summit 2025 ณ กรุงปารีส นางโจเซฟิน เตียว (Josephine Teo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง MDDI ได้ประกาศความริเริ่มด้านความปลอดภัยสามประการ รวมถึง Global AI Assurance Pilot ซึ่งพัฒนาโดย AI Verify Foundation ร่วมกับ IMDA
แนวทางนี้เป็นความพยายามระดับนานาชาติในการทดสอบ (Testbed) และสร้างมาตรฐานที่ดีที่สุดรอบด้านสำหรับความปลอดภัยของ Generative AI
ไทย: การผสมผสานจริยธรรมเชิงพุทธสู่สถาปัตยกรรมทางกฎหมาย
ประเทศไทยกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในการบริหารจัดการเทคโนโลยีอุบัติใหม่ โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมของไทยมีสายใยที่ผูกพันกับพุทธศาสนา ซึ่งให้คุณค่ากับทางสายกลาง ความปรองดอง และการมองโลกในมุมมองของการพึ่งพาอาศัยกัน ดังที่ปรากฏในการวิเคราะห์ของ ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ เกี่ยวกับจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์แบบพุทธ
สภาวะการณ์ปัญญาประดิษฐ์ภายใต้แว่นขยายสากล (UNESCO RAM)
การประจักษ์ถึงสภาวะปฏิจจสมุปบาท (Interconnectedness) ในระดับภูมิรัฐศาสตร์ คือการที่รัฐบาลไทยตระหนักว่า ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความท้าทายทางจริยธรรม ไม่สามารถแก้ไขได้โดยเอกเทศ
ข้อมูลจากการประเมินและสถานการณ์ในปี 2024 ชี้ให้เห็นถึงอัตราเร่งที่น่าประทับใจ โดยองค์กรไทยมีความตื่นตัวและมีแผนการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์สูงถึง 73.3% เพิ่มขึ้นเกือบ 20% จากปีก่อนหน้า
เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นในระดับโลก ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน UNESCO Global Forum on the Ethics of AI ครั้งที่ 3 ในเดือนมิถุนายน 2025 ณ กรุงเทพมหานคร ภายใต้หัวข้อ "Ethical Governance of AI in Motion" งานดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการกำกับดูแลระดับภูมิภาค (Learning Hub) และเป็นเวทีสำหรับกลุ่มประเทศโลกใต้ในการสะท้อนเสียงและกำหนดทิศทางของเทคโนโลยี
ทางสายกลางในกระบวนการนิติบัญญัติ
ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2565-2570) ที่มีเป้าหมายในการผลิตผู้เชี่ยวชาญกว่า 30,000 คน ประเทศไทยได้เริ่มต้นยกระดับการกำกับดูแลให้มีเขี้ยวเล็บทางกฎหมาย
นัยยะสำคัญเชิงนโยบายเกิดขึ้นในต้นปี 2025 เมื่อมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับ ร่างกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ (Draft AI Law) ซึ่งสะท้อนการประสานวิถีทางสายกลางอย่างลึกซึ้ง ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่จะยุบรวมกฎหมายสองแนวทางที่เคยแยกส่วนกัน (Supported AI Law และ Regulated AI Law) เข้ามาเป็นองค์ประกอบเดียวกันแบบบูรณาการ (Unified instrument)
| การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในประเทศไทย | จากยุคสร้างความตระหนักรู้ (ก่อนปี 2024) | สู่ยุคสถาปัตยกรรมทางกฎหมาย (2025-2026) |
| กรอบการกำกับดูแล | จริยธรรมแบบสมัครใจและแนวปฏิบัติ (ETDA Guidelines) | ร่างกฎหมาย AI ครอบคลุมความเสี่ยงทุกระดับอย่างบูรณาการ |
| โครงสร้างองค์กร | พึ่งพากลไกตลาดและภาคประชาสังคม | มีการกำหนดผู้ประสานงานกฎหมายต่างชาติและการตรวจสอบมาตรฐาน (ISO 42001) |
| การเชื่อมโยงระดับโลก | ผู้รับแนวคิดจริยธรรมสากล | การเป็นผู้นำเวทีและศูนย์กลางการเรียนรู้ (UNESCO Global Forum 2025) |
บทวิเคราะห์สังเคราะห์: ภูมิรัฐศาสตร์แห่งปฏิจจสมุปบาท
เมื่อมองภาพรวมจากป่าใหญ่ระดับมหภาค พลวัตการกำกับดูแลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ตั้งแต่เวทีเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอส ไปจนถึงยุทธศาสตร์ของอินเดีย จีน สิงคโปร์ และไทย ล้วนสามารถถูกถอดรหัสผ่านปรัชญาของนาคารชุนได้อย่างลงตัว
ประการแรก การดับสูญของความเชื่อแบบมานุษยศูนย์กลาง (Death of Anthropocentrism) และเจตจำนงอิสระของปัญญาประดิษฐ์: การเปลี่ยนผ่านจากคำถามเชิงปรัชญาที่ไร้แก่นสาร (เช่น ปัญญาประดิษฐ์มีความรู้สึกนึกคิดหรือไม่) ไปสู่การแก้ปัญหาความเป็นจริงของอคติเชิงโครงสร้าง การใช้พลังงาน และความเสี่ยงเชิงระบบ แสดงให้เห็นว่า โลกเริ่มยอมรับหลัก "สุญญตา" ว่าเทคโนโลยีปราศจากสารัตถะที่แท้จริง ทว่ามันกลับกลายเป็นกระจกสะท้อนกิเลส ความกลัว และความปรารถนาทางอำนาจของรัฐชาติแต่ละแห่งอย่างชัดเจน
ประการที่สอง ปฏิจจสมุปบาทในสถาปัตยกรรมระดับโลก (Interconnected Geopolitics): ยุทธศาสตร์ชาติต่างๆ ได้สะท้อนระดับการรับรู้ถึงการเชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยกันที่แตกต่างกัน อินเดียและจีนพยายามสร้างความเป็นปึกแผ่นกับโลกใต้ เพื่อต่อต้านแนวโน้มการผูกขาดและการล่าอาณานิคมทางดิจิทัล โดยจีนมองว่าปัญญาประดิษฐ์ต้องเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับสาธารณะของมวลมนุษยชาติ (Global Public Infrastructure) ซึ่งปฏิเสธหลักการครอบครองแบบปัจเจกนิยมตะวันตก
บทสรุป
วาทกรรมเรื่องความฉลาดของปัญญาประดิษฐ์ไม่ควรถูกผูกขาดอยู่กับมิติการคำนวณทางคณิตศาสตร์หรือผลสัมฤทธิ์ทางอุตสาหกรรมแต่เพียงผู้เดียว การรังสรรค์กรอบแนวคิดผ่านเลนส์ปรัชญานาคารชุนและพุทธจริยธรรม ได้นำเสนอมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า แท้จริงแล้ว "ความฉลาด" (Intelligence) ไม่ใช่สสารหรือสิ่งของที่สถิตอยู่ในจักรกล แต่เป็นโครงข่ายความสัมพันธ์ (Relational fields) ที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพสิ่ง
เวทีดาวอส อินเดีย จีน สิงคโปร์ และไทย ต่างกำลังเผชิญหน้ากับภาพสะท้อนแห่งกรรมร่วม (Collective karma) ในยุคดิจิทัล การเดินบนวิถีทางสายกลาง (Middle Way) มิใช่การเลือกหนทางที่ง่ายดายหรือการประนีประนอมอย่างผิวเผินระหว่างการปล่อยเสรีกับการควบคุมเบ็ดเสร็จ แต่เป็นการดำเนินการอย่างมีสติ (Mindfulness) ที่จะโอบรับความคลุมเครือ นำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อเป้าหมายในการขจัดความเหลื่อมล้ำและลดทอนความทุกข์ยากของประชากรฐานราก การรักษาสมดุลแห่งนวัตกรรมควบคู่กับการประเมินผลกระทบต่อวิถีชีวิต แรงงาน และสภาพแวดล้อมอย่างรอบด้านเท่านั้น ที่จะทำให้ปัญญาประดิษฐ์วิวัฒนาการไปสู่กลไกที่เกื้อกูลและนำพาอารยธรรมมนุษย์ให้รอดพ้นจากภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างแท้จริงและเปี่ยมด้วยความกรุณา


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น