ท่ามกลางความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานใน รัฐฉาน ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของ เมียนมา บทบาทของพลเอกเจ้ายอดศึก ผู้นำสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS) กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการนำแนวคิด “พุทธสันติวิธี” มาใช้เป็นกรอบอธิบายยุทธศาสตร์ทางการเมืองและการทหาร ท่ามกลางสงครามชาติพันธุ์ที่ซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
รายงานการศึกษาล่าสุดชี้ว่า การผสมผสานอุดมการณ์ชาตินิยมไทใหญ่กับหลักธรรมทางพุทธศาสนา ไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรมเชิงศีลธรรม หากแต่เป็น “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่ RCSS ใช้สร้างความชอบธรรมทั้งในเวทีเจรจาและในสนามรบ
จากกองกำลังสู้รบ สู่ “ทางสายกลาง” ทางการเมือง
หลังการล่มสลายของ กองทัพเมืองไต ในปี 1996 เจ้ายอดศึกปฏิเสธการวางอาวุธ และก่อตั้งกำลังใหม่ที่ฐานดอยไตแลง การเปลี่ยนผ่านจากภาพลักษณ์กองกำลังติดอาวุธสู่ผู้ผลักดันสหพันธรัฐประชาธิปไตย จำเป็นต้องอาศัยฐานอุดมการณ์ใหม่
แนวคิด “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือทางสายกลาง จึงถูกยกขึ้นเป็นปรัชญานำทาง โดย RCSS อธิบายจุดยืนของตนว่า ไม่เลือกสงครามแตกหักเต็มรูปแบบ แต่ก็ไม่ยอมจำนนต่อความไม่เป็นธรรม การลงนามใน Nationwide Ceasefire Agreement (NCA) ถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของยุทธศาสตร์นี้ คือรักษาช่องทางการเจรจา ขณะยังคงศักยภาพป้องปรามทางทหาร
อย่างไรก็ตาม หลังรัฐประหารปี 2021 และการขึ้นมาของ สภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) การคงท่าทีประนีประนอมของ RCSS กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียง ว่าเป็น “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” หรือเป็นการติดกับดักทางการเมือง
ดอยไตแลง: ฐานทหารหรือศูนย์กลางจิตวิญญาณ?
ที่ฐานดอยไตแลง พิธีกรรมทางศาสนาและกิจกรรมทางทหารถูกจัดวางเคียงคู่กันอย่างมีนัยสำคัญ งานวันชาติรัฐฉานแต่ละปีประกอบด้วยการสวนสนามควบคู่กับพิธีทำบุญตักบาตร การอัญเชิญพระไตรปิฎก และการปรากฏตัวของพระสงฆ์จำนวนมาก
นักวิชาการมองว่า นี่คือยุทธศาสตร์การสร้างภาพลักษณ์ “ผู้ปกป้องพระศาสนา” เพื่อเชื่อมโยงการต่อสู้ทางอาวุธกับความศักดิ์สิทธิ์ทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน RCSS ยังอ้างถึง “กฎเหล็ก 22 ข้อ” ภายในองค์กร ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการประยุกต์วินัยทหารในลักษณะคล้าย “ศีล” เพื่อควบคุมพฤติกรรมกำลังพล ลดการละเมิดสิทธิมนุษยชน และรักษาศรัทธามวลชน
สังฆะ: พลังไกล่เกลี่ยที่เปราะบาง
ในสังคมไทใหญ่ พระสงฆ์มีอำนาจทางศีลธรรมสูงสุด หลายครั้งพระเถระชั้นผู้ใหญ่เข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง โดยเฉพาะระหว่าง RCSS กับ Shan State Progress Party (SSPP) ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างไทใหญ่ด้วยกันเอง
แม้บทบาทของสงฆ์จะสร้างแรงกดดันทางศีลธรรมให้เกิดการหยุดยิงชั่วคราว แต่ข้อเท็จจริงในพื้นที่สะท้อนว่า “อำนาจธรรม” ยังไม่สามารถเอาชนะปัจจัยผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างถาวร การปะทะยังเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะในพื้นที่ทับซ้อนกับกลุ่มอื่น เช่น Ta'ang National Liberation Army (TNLA)
ผู้สังเกตการณ์ชี้ว่า ความแตกแยกทางทหารได้ส่งผลกระทบต่อสถาบันสงฆ์โดยปริยาย วัดและพระสงฆ์ในแต่ละพื้นที่ถูกกดดันให้เลือกข้าง ทำให้เกิดภาวะศรัทธาสั่นคลอน
CSSU: ความหวังแห่งเอกภาพที่สะดุด
ความพยายามสร้าง “เสียงเดียว” ของไทใหญ่ผ่าน Committee for Shan State Unity (CSSU) ในปี 2013 ถูกยกย่องว่าเป็นการนำหลัก “สาราณียธรรม” มาปรับใช้เชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางทหารที่ยังดำเนินอยู่ และการแข่งขันภาวะผู้นำ ทำให้กลไกนี้ไม่สามารถสร้างเอกภาพได้จริง
นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างองค์กร แต่อยู่ที่ “อัตตาในระดับผู้นำ” ซึ่งขัดแย้งกับหลักการลดละทิฐิมานะตามแนวพุทธ
กุศโลบายหรือความย้อนแย้ง?
คำถามสำคัญที่ตามมาคือ การใช้พุทธสันติวิธีของ RCSS เป็น “กุศโลบาย” เพื่อรักษาชีวิตและพื้นที่เจรจา หรือเป็นการทำให้ศาสนากลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ข้อวิจารณ์สำคัญคือ ความต่อเนื่องของการสู้รบกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ยังคงขัดกับหลักเมตตาและอหิงสา ขณะที่การยึดมั่นใน NCA ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป อาจทำให้ RCSS ถูกจำกัดทางยุทธศาสตร์
บทสรุป: ระหว่างนักรบกับผู้นำทางธรรม
ภาพรวมสะท้อนว่า โมเดล “สันติภาพวิถีพุทธ” ของเจ้ายอดศึก คือความพยายามสร้างดุลยภาพระหว่าง Realpolitik กับอุดมการณ์ทางศาสนา ความสำเร็จหรือความล้มเหลวไม่ได้ขึ้นอยู่กับวาทกรรม หากแต่อยู่ที่การปฏิบัติจริงในสนาม
ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า หาก RCSS ต้องการพิสูจน์ความจริงใจในพุทธสันติวิธี จำเป็นต้อง:
-
ยุติการสู้รบกับกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยกันเองอย่างเป็นรูปธรรม
-
เสริมบทบาทสงฆ์และภาคประชาสังคมให้ตรวจสอบถ่วงดุลกองทัพ
-
ตีความ “ทางสายกลาง” ใหม่ ให้หมายถึงความกล้าหาญทางจริยธรรม ไม่ใช่เพียงการประนีประนอมผลประโยชน์
ท้ายที่สุด บทบาทของเจ้ายอดศึกจะถูกประเมินไม่ใช่จากถ้อยคำในแถลงการณ์ หากแต่จากความสามารถในการนำประชาชนรัฐฉานออกจากวัฏจักรสงคราม สู่สันติภาพที่ตั้งอยู่บนความจริง ความไว้วางใจ และความเสมอภาคอย่างแท้จริง.
พลเอกเจ้ายอดศึกและสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ในบริบท "พุทธสันติวิธี" และพลวัตการเมืองชาติพันธุ์เมียนมา
1. บทนำ: ภูมิทัศน์ความขัดแย้งและมิติทางจิตวิญญาณในรัฐฉาน
สถานการณ์ความขัดแย้งในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา นับเป็นหนึ่งในสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อที่สุดในประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ โดยมี "รัฐฉาน" (Shan State) เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความซับซ้อนสูงสุด ทั้งในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และเศรษฐกิจการเมืองเรื่องทรัพยากร ในใจกลางของสมรภูมินี้ พลเอกเจ้ายอดศึก (General Yawd Serk) และ สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (Restoration Council of Shan State - RCSS) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแสดงหลักที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของกระบวนการสันติภาพ
รายงานการศึกษานี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์บทบาทและยุทธศาสตร์ของพลเอกเจ้ายอดศึกผ่านกรอบแนวคิด "พุทธสันติวิธี" (Buddhist Peaceful Means) ซึ่งเป็นวาทกรรมหลักที่ถูกนำมาใช้ในการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองและการทหาร การศึกษานี้จะถอดรหัสว่าหลักธรรมทางพุทธศาสนา—โดยเฉพาะหลัก "มัชฌิมาปฏิปทา" (The Middle Way), หลักเมตตาธรรม, และบทบาทของสถาบันสงฆ์—ถูกนำมาปรับใช้ ตีความ หรือแม้กระทั่งผลิตซ้ำอย่างไรในบริบทของสงครามและการเจรจาต่อรอง
1.1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา
หลังจากการล่มสลายของกองทัพเมืองไต (Mong Tai Army - MTA) ของขุนส่าในปี ค.ศ. 1996 พลเอกเจ้ายอดศึกได้ปฏิเสธการวางอาวุธและก่อตั้งกองทัพรัฐฉานใต้ (SSA-S) ขึ้นใหม่ที่ดอยไตแลง
1.2 วัตถุประสงค์การศึกษา
เพื่อวิเคราะห์แนวคิด "พุทธสันติวิธี" ในวาทกรรมและนโยบายของพลเอกเจ้ายอดศึก
เพื่อประเมินบทบาทของสถาบันสงฆ์ (Sangha) ในกระบวนการสันติภาพและการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างกลุ่มติดอาวุธ
เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างหลักวินัยทหารกับหลักธรรมทางศาสนาในโครงสร้างของ RCSS
2. กรอบทฤษฎี: พุทธสันติวิธี (Buddhist Peaceful Means) ในรัฐศาสตร์
การทำความเข้าใจยุทธศาสตร์ของเจ้ายอดศึกจำเป็นต้องวางอยู่บนฐานความเข้าใจที่ถ่องแท้เกี่ยวกับ "พุทธสันติวิธี" ในเชิงวิชาการ ซึ่งมิได้หมายถึงเพียงการสวดมนต์ภาวนา แต่เป็นกระบวนการจัดการความขัดแย้งที่มีโครงสร้างและพลวัต
2.1 นิยามและองค์ประกอบหลัก
จากข้อมูลงานวิจัยพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตและเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง พุทธสันติวิธีหมายถึง กระบวนการจัดการความขัดแย้งที่มุ่งเน้นการบูรณาการหลักธรรมเข้ากับวิธีปฏิบัติเพื่อระงับความรุนแรง โดยมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้:
มัชฌิมาปฏิปทา (Middle Way): ในทางรัฐศาสตร์ การเดินทางสายกลางคือการหลีกเลี่ยงส่วนสุดโต่งสองด้าน (Extremism) คือ การใช้ความรุนแรงแบบล้างผลาญ (All-out war) และการยอมจำนนต่อความอธรรม (Submission)
เจ้ายอดศึกได้นำหลักการนี้มาใช้เป็นแกนกลางในการอธิบายจุดยืนทางการเมืองของ RCSS ที่เลือกวิถีทาง "การเจรจาทางการเมือง" (Political Dialogue) ควบคู่ไปกับการคงไว้ซึ่งกำลังทหารเพื่อป้องปราม เมตตาธรรมและอหิงสา (Loving-kindness & Non-violence): หลักการพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนและการปรารถนาดีต่อผู้อื่น
ซึ่งในบริบทความขัดแย้งหมายถึงการมุ่งเน้นความปลอดภัยของพลเรือนและการเคารพสิทธิมนุษยชน อธิการณสมถะ 7 (Settlement of Issues): หลักการระงับข้อพิพาท 7 ประการ เช่น สัมมุขาวินัย (การตัดสินต่อหน้า) และ เยภุยยสิกา (การถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ) ซึ่งสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (Deliberative Democracy)
การลดละอัตตา (Non-Self/Anatta): การมองว่ารากเหง้าของความขัดแย้งเกิดจาก "ตัวกู ของกู" หรือความยึดมั่นถือมั่นในอำนาจ
ตารางที่ 1: การสังเคราะห์กรอบแนวคิดพุทธสันติวิธีสู่การปฏิบัติการทางการเมือง
| หลักพุทธธรรม (Dhamma Concept) | การตีความทางรัฐศาสตร์ (Political Interpretation) | การประยุกต์ใช้ในบริบท RCSS (Application) |
| มัชฌิมาปฏิปทา | ยุทธศาสตร์สายกลางระหว่างการรบและการเจรจา | การลงนาม NCA และการเข้าร่วมเจรจากับ SAC เพื่อรักษาดุลอำนาจ |
| สติ (Mindfulness) | การรู้เท่าทันสถานการณ์และการเรียนรู้จากอดีต | นโยบาย "เรียนรู้จากอดีต" (Learning from the Past) ไม่โทษผู้อื่นฝ่ายเดียว |
| สาราณียธรรม | หลักการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ | ความพยายามสร้างเอกภาพผ่านคณะกรรมการเพื่อความสามัคคีรัฐฉาน (CSSU) |
| อริยสัจ 4 | การวิเคราะห์สาเหตุของทุกข์ (Conflict Mapping) | การระบุว่า "อัตตาของผู้นำ" เป็นสมุทัย (สาเหตุ) ของสงครามกลางเมือง |
3. พลเอกเจ้ายอดศึก: จากขุนศึกสู่ผู้ถือธง "มัชฌิมาปฏิปทา"
พลเอกเจ้ายอดศึกได้สร้างวาทกรรมทางการเมืองที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานความเป็นชาตินิยมไทใหญ่เข้ากับอัตลักษณ์ทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะการนำเสนอแนวคิด "มัชฌิมาปฏิปทา" (Mizzima Padi Pada) ในฐานะปรัชญานำทางของกระบวนการสันติภาพ
3.1 วาทกรรม "ทางสายกลาง" กับทางออกของเมียนมา
ในการแถลงการณ์เนื่องในวันชาติรัฐฉานปีที่ 79 พลเอกเจ้ายอดศึกได้วิพากษ์วิจารณ์ภาวะชะงักงันทางการเมืองของเมียนมาว่าเกิดจากการที่ผู้นำ "หลุดออกจากทางสายกลาง"
การวิพากษ์ทางศีลธรรม (Moral Critique): เป็นการชี้ให้เห็นว่าความล้มเหลวของรัฐบาลทหารและกลุ่มการเมืองต่างๆ ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดเชิงนโยบาย แต่เป็นความบกพร่องทางจิตวิญญาณและจริยธรรม
ความชอบธรรมในการประนีประนอม: ในขณะที่กระแสสังคมหลังรัฐประหาร 2021 เรียกร้องให้ทำลายล้างระบอบทหาร เจ้ายอดศึกใช้ "ทางสายกลาง" เพื่ออธิบายเหตุผลที่ RCSS ยังคงรักษาช่องทางการสื่อสารกับสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) โดยอ้างว่าเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามแตกหักที่จะนำไปสู่ความสูญเสียของประชาชน
กรอบการปรองดองแห่งชาติ 4 ประการ: ข้อเสนอของเจ้ายอดศึกที่เน้น (1) การเรียนรู้จากอดีต (2) การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (3) การเจรจาแบบเผชิญหน้า และ (4) การจัดตั้งกองทัพสหพันธรัฐ ล้วนสะท้อนวิธีคิดแบบพุทธที่เน้นการแก้ปัญหาที่เหตุปัจจัยและการลดละทิฐิมานะ
3.2 สัญญาปางหลวงในมิติสัจจะบารมี
สำหรับชาวไทใหญ่ สัญญาปางหลวง (Panglong Agreement) ปี 1947 เปรียบเสมือนพันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์
4. การจัดตั้งสถาบันทางธรรมในโครงสร้างทหาร: กรณีศึกษาดอยไตแลง
ฐานที่มั่นดอยไตแลง (Loi Tai Leng) ของ RCSS ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงค่ายทหาร แต่ถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม (Spiritual and Cultural Center) ที่สะท้อนอุดมการณ์ของเจ้ายอดศึก
4.1 พิธีกรรมและสัญลักษณ์ทางศาสนา
งานวันชาติรัฐฉาน ณ ดอยไตแลงในแต่ละปี จะมีการผสมผสานระหว่างการสวนสนามแสดงแสนยานุภาพทางทหารและพิธีกรรมทางศาสนาอย่างกลมกลืน
4.2 กฎเหล็ก 22 ข้อ: วินัยทหารในฐานะศีล
เอกสารระบุถึงการมีอยู่ของ "กฎระเบียบ 22 ข้อ" (22 Articles) ที่ถูกกำหนดโดยสภา RCSS เพื่อควบคุมความประพฤติของกำลังพล
ตารางที่ 2: เปรียบเทียบวินัยสงฆ์และวินัยทหาร RCSS ในเชิงหน้าที่
| มิติ (Dimension) | วินัยสงฆ์ (Vinaya) | วินัยทหาร RCSS (22 Articles) |
| เป้าหมาย | เพื่อความบริสุทธิ์แห่งการประพฤติพรหมจรรย์และศรัทธาของเลื่อมใส | เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ประสิทธิภาพการรบ และศรัทธาของมวลชน |
| ความสัมพันธ์กับชุมชน | เป็นเนื้อนาบุญ พึ่งพาปัจจัย 4 จากชาวบ้าน | เป็นผู้ปกป้อง พึ่งพาการสนับสนุนและเสบียงจากชาวบ้าน |
| บทลงโทษ | อาบัติ (ตั้งแต่ปลงอาบัติถึงปาราชิก) | โทษทางวินัยทหาร (ตั้งแต่ตักเตือนถึงโทษหนัก) |
| ผลลัพธ์ทางสันติวิธี | สร้างความสงบสุขภายในและภายนอก | ลดเงื่อนไขความขัดแย้งกับพลเรือน สร้างความชอบธรรม (Legitimacy) |
5. บทบาทของ "สังฆะ" (Sangha): ตัวกลางไกล่เกลี่ยที่ทรงพลังแต่อ่อนไหว
ในสังคมไทใหญ่ พระสงฆ์มีสถานะทางสังคมสูงสุดและมีอำนาจทางบารมีเหนือผู้นำทางทหาร การวิเคราะห์พบว่าบทบาทของพระสงฆ์ในกระบวนการสันติภาพมีลักษณะเป็น "ดาบสองคม"
5.1 พระสงฆ์กับการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์
พระสงฆ์ในรัฐฉานได้พยายามเข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง โดยเฉพาะระหว่าง RCSS (กองทัพรัฐฉานใต้) และ SSPP (พรรครัฐฉานก้าวหน้า/กองทัพรัฐฉานเหนือ) ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่สร้างความเจ็บปวดที่สุดให้กับประชาชนไทใหญ่
กลไกการทำงาน: พระสงฆ์ใช้เทศนาธรรมเรื่องความสามัคคี (Samaggi) และการเตือนสติผู้นำทั้งสองฝ่ายให้ลดละทิฐิมานะ มีการจัดประชุมเจรจาโดยมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่เป็นประธานหรือสักขีพยาน เพื่อสร้างแรงกดดันทางศีลธรรม (Moral Pressure) ให้เกิดการหยุดยิง
ข้อจำกัด: แม้พระสงฆ์จะได้รับการเคารพ แต่ "อำนาจทางธรรม" มักไม่สามารถต้านทาน "อำนาจผลประโยชน์" ได้อย่างถาวร ความขัดแย้งระหว่าง RCSS และ SSPP ยังคงปะทุขึ้นเป็นระยะ เนื่องจากปัจจัยเรื่องการแย่งชิงพื้นที่อิทธิพล เส้นทางยุทธศาสตร์ และความแตกต่างทางอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งสะท้อนขีดจำกัดของพุทธสันติวิธีเมื่อเผชิญกับ Realpolitik
5.2 ผลกระทบของสงครามต่อสถาบันสงฆ์
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อส่งผลให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะสงฆ์ (Sangha Schism) โดยปริยาย วัดและพระสงฆ์ในพื้นที่อิทธิพลของแต่ละฝ่ายถูกบีบให้ต้องเลือกข้าง หรือถูกมองด้วยความหวาดระแวง
วิกฤตศรัทธา: เมื่อผู้นำทางจิตวิญญาณไม่สามารถรวมกันเป็นหนึ่งได้ ย่อมส่งผลให้พลังของขบวนการต่อสู้เพื่อชาติพันธุ์อ่อนแอลง (Weakened Cause) ประชาชนเกิดความสับสนและตั้งคำถามต่อความศักดิ์สิทธิ์ของผู้นำทั้งทางโลกและทางธรรม
การแบ่งขั้ว (Polarization): ข้อมูลระบุถึงความกังวลของนักกิจกรรมว่า ความขัดแย้งนี้กำลังทำลายโครงสร้างสังคมไทใหญ่จากภายใน โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการถูกแบ่งแยกตามเขตอิทธิพลทหาร
6. คณะกรรมการเพื่อความสามัคคีรัฐฉาน (CSSU): ความพยายามและความล้มเหลว
คณะกรรมการเพื่อความสามัคคีรัฐฉาน (Committee for Shan State Unity - CSSU) ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 ภายใต้การนำของเจ้ายอดศึกและพันธมิตร เพื่อเป็นกลไกกลางในการรวบรวมกลุ่มการเมืองและกลุ่มติดอาวุธไทใหญ่ให้เป็นหนึ่งเดียว
6.1 วัตถุประสงค์และโครงสร้าง
CSSU ประกอบด้วยสมาชิกจากพรรคการเมือง (เช่น SNLD, SNDP) และกองกำลังติดอาวุธ (RCSS, SSPP) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง "เสียงเดียว" (One Voice) ในการเจรจากับรัฐบาลกลางและนานาชาติ
บทบาทของภาคประชาสังคมและสงฆ์: CSSU พยายามดึงภาคประชาสังคมและพระสงฆ์เข้ามามีส่วนร่วมในการปรึกษาหารือ เพื่อสร้างฉันทามติ (Consensus) ที่กว้างขวางกว่าเพียงแค่ข้อตกลงทางทหาร
6.2 สาเหตุของความล้มเหลว
แม้จะมีเจตนาที่ดี แต่ CSSU ประสบปัญหาในการสร้างเอกภาพที่แท้จริง เนื่องจาก:
อัตตาของผู้นำ (Leadership Ego): การแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งประธานและบทบาทนำระหว่างผู้นำกลุ่มต่างๆ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ
ความขัดแย้งทางทหาร: การสู้รบระหว่าง RCSS และ SSPP ที่ยังดำเนินอยู่ทำให้ความไว้วางใจในเวที CSSU ลดลงอย่างมาก การเจรจาบนโต๊ะประชุมสวนทางกับการปฏิบัติการในสนามรบ
การแทรกแซงจากภายนอก: ความพยายามของกองทัพพม่าในการกีดกันไม่ให้มีการประชุมระดับชาติ (National Dialogue) ของชาติพันธุ์ไทใหญ่ และการใช้ยุทธวิธีแบ่งแยกแล้วปกครอง
7. วิเคราะห์เชิงวิพากษ์: กุศโลบายหรือความย้อนแย้ง?
จากการสังเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด ปรากฏภาพลักษณ์ที่ซับซ้อนของพลเอกเจ้ายอดศึกและ RCSS ในการใช้พุทธสันติวิธี
7.1 "กุศโลบาย" (Skilful Means/Upaya)
ในทางพุทธปรัชญาฝ่ายมหายานและวัชรยาน "อุปายโกศล" หรือกุศโลบาย หมายถึงความสามารถในการใช้วิธีการที่หลากหลายและยืดหยุ่นเพื่อนำพาผู้คนไปสู่เป้าหมายที่ดีงาม แม้บางครั้งวิธีการนั้นอาจดูเหมือนขัดแย้งกับจารีต
เจ้ายอดศึกอาจมองว่าการ "ถืออาวุธ" เพื่อปกป้องประชาชน และการ "เจรจากับเผด็จการ" เพื่อรักษาพื้นที่เจรจา เป็น กุศโลบาย ที่จำเป็นในสถานการณ์วิกฤต การยึดติดกับหลักการอหิงสาแบบสัมบูรณ์ (Absolute Non-violence) อาจนำไปสู่การถูกกวาดล้างและการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่กว่า
การใช้ "ทางสายกลาง" จึงไม่ใช่การอยู่นิ่งเฉย แต่เป็นการบริหารจัดการอำนาจ (Power Management) อย่างชาญฉลาด เพื่อรักษาดุลยภาพระหว่างความอยู่รอดกับอุดมการณ์
7.2 ความย้อนแย้ง (Paradox) และข้อวิจารณ์
อย่างไรก็ตาม การนำพุทธศาสนามาใช้ในบริบทนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงข้อวิจารณ์ได้:
การทำให้ศาสนาเป็นการเมือง (Politicization of Religion): การใช้สัญลักษณ์ทางศาสนาในงานทหารและการอ้างความชอบธรรมทางธรรม อาจถูกมองว่าเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) มากกว่าศรัทธาที่แท้จริง
ความขัดแย้งเชิงปฏิบัติ: การที่ RCSS ยังคงมีการปะทะกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น (เช่น TNLA) และกลุ่มไทใหญ่ด้วยกันเอง (SSPP) ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ซึ่งขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับหลัก "เมตตา" และ "อหิงสา" ที่พร่ำสอน
กับดักของ NCA: การยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง NCA
ในขณะที่รัฐบาลทหารละเมิดข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ RCSS ถูกมองว่า "หลงทาง" หรือติดอยู่ในกับดักทางนิตินัยที่ฝ่ายตรงข้ามสร้างขึ้น โดยอ้างหลักสันติวิธีมาบังหน้าความไร้เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์
8. บทสรุปและข้อเสนอแนะ
การวิเคราะห์พลเอกเจ้ายอดศึกในบริบทพุทธสันติวิธีชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการสร้าง "โมเดลสันติภาพวิถีพุทธ" (Buddhist Peace Model) ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งผสมผสานระหว่างอุดมการณ์ชาตินิยม หลักธรรมทางศาสนา และความเป็นจริงทางการทหาร (Realpolitik)
ข้อค้นพบสำคัญ:
วาทกรรมทางสายกลาง: หลัก "มัชฌิมาปฏิปทา" ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความชอบธรรมให้กับการดำเนินนโยบายแบบประนีประนอมและการรักษาดุลอำนาจ
บทบาทของสงฆ์: สถาบันสงฆ์เป็นตัวแปรสำคัญที่มีศักยภาพในการไกล่เกลี่ย แต่ถูกจำกัดด้วยความแตกแยกทางการเมืองและโครงสร้างอำนาจทางทหารที่เหนือกว่า
ความท้าทายเรื่องเอกภาพ: ความล้มเหลวในการสร้างความสามัคคีระหว่าง RCSS และ SSPP เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า "กิเลส" (ความโลภ โกรธ หลง ในระดับองค์กร) ยังคงมีอิทธิพลเหนือ "ธรรมะ" ในสมรภูมิรัฐฉาน
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์:
การก้าวข้ามวาทกรรม: RCSS จำเป็นต้องพิสูจน์ความจริงใจในหลักพุทธสันติวิธีด้วยการยุติการสู้รบกับกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยกันเองอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้กลไกของสงฆ์และ CSSU อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม
การปฏิรูปวินัยทหารเชิงพุทธ: ควรมุ่งเน้นการปลูกฝัง "สติ" และ "เมตตา" ในระดับปฏิบัติการของทหารระดับล่าง (Foot Soldiers) เพื่อลดการกระทบกระทั่งกับพลเรือนและสร้างกองทัพที่มีวินัยทางศีลธรรมอย่างแท้จริง
การตีความทางสายกลางใหม่: ต้องนิยามทางสายกลางใหม่ให้หมายถึง "ความกล้าหาญทางจริยธรรม" (Moral Courage) ที่จะยืนหยัดเพื่อความถูกต้องและสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่เพียงการประนีประนอมผลประโยชน์
ความสำเร็จของเจ้ายอดศึกในฐานะ "ผู้นำวิถีพุทธ" จะไม่ได้ถูกตัดสินด้วยจำนวนวัดที่สร้างหรือจำนวนครั้งที่อ้างพระธรรมในสุนทรพจน์ แต่จะถูกตัดสินด้วยความสามารถในการนำพาประชาชนชาวรัฐฉานข้ามพ้นวัฏจักรแห่งสงครามและความเกลียดชัง ไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนตามครรลองแห่งอริยสัจและความจริงใจ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น