เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2566 ที่สวนธรรมศรีปทุม จังหวัดปทุมธานี พระปราโมทย์ วาทโกวิโท, ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา ระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เปิดเผยว่า หลักสูตรสันติศึกษา ระดับปริญญาโท มจร ได้รับความเมตตาอย่างยิ่งจาก อาจารย์เจ้าคุณ พระเมธีวัชรบัณฑิต, ศาสตราจารย์ ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษาและผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มจร เป็นวิทยากรพัฒนาผู้เข้าอบรมหลักสูตรเยียวยารักษาใจสู่ความสุขภายในที่แท้จริง โดยมองว่ามนุษย์มีความทุกข์จึงแสวงหาหนทางในพ้นทุกข์จากความทุกข์จึงต้องอาศัยโยนิโสมนสิการ จึงนำไปสู่การพ้นทุกข์เพราะเป็นปัญญา เพื่อเข้าใจรูปนาม ซึ่งปัญญาจะเกิดจะต้องอาศัยสติ "สติเป็นมารดานำไปสู่การเกิดพระพุทธเจ้า" สติเป็นการเบิกงานให้เกิดสัมปชัญญะ เป็นตัวรู้และนำไปสู่การรู้ตัวทุกขณะจิต
เพราะเราหลงรักหลงเกลียด ยึดมั่นถือว่า จึงนำไปสู่ความทุกข์ จึงต้องฝึกเพื่อให้รู้เท่าทัน "ทันอารมณ์" ถ้ารู้ไม่เท่าทันจะมีกิเลสเข้ามาจัดการใจของเรา ทำให้ใจเราขาดพลัง ไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง จงอย่าสงสัยในศักยภาพในตนเอง จึงต้องฝึกตนเองให้นิ่งเพื่อเห็นตนเองให้ชัด "ไม่ใช่นิ่งเพื่อนิ่ง" แต่นิ่งเพื่อเกิดสติปัญญา ซึ่งคนที่มีสติจะต้องตื่นรู้ในนิโรธซึ่งเป็นเป้าหมาย ซึ่งสติเป็นตัวคลอดทั้งหมดสติจะทำให้เกิดพลัง โดยพระพุทธเจ้าตาย 2 ครั้งคือ ตายจากกิเลส และตายจากเนื้อหนัง โดยเกิดสองครั้งคือ เกิดจากท้องพระมารดา และเกิดจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งสิ่งที่น่าห่วงมากคือ อายุ 50 ปีแล้วยังไม่รู้ว่าตนเองเกิดมาทำไม ทั้งการเกิดเป็นมนุษย์มันยากอย่างมาก ซึ่งมนุษย์อ่อนแอเกินไปที่ไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง จึงต้องมุ่งศรัทธาในตนเอง วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น