บทเรียนจาก “มหาวิทยาลัยนาลันทา” สู่โจทย์ท้าทายมหาวิทยาลัยพุทธยุค AI นักวิชาการชี้ 5 ปัจจัยเสื่อมสลาย เตือนสถาบันสงฆ์ไทยเร่งปรับกระบวนทัศน์ก่อนถูกเทคโนโลยีกลืน
กรุงเทพฯ 27 กุมภาพันธ์ 2569 – การก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงข่ายประสาทเทียมขั้นสูง กำลังเขย่าโครงสร้างสถาบันการศึกษาทั่วโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยพุทธศาสนา ซึ่งต้องเผชิญแรงกดดันทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และคำถามเชิงภววิทยาเกี่ยวกับการรักษา “แก่นธรรม” ท่ามกลางกระแสทุนนิยมข้อมูล
ในเวทีวิชาการเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ ดร. พระเมธีวัชรบัณฑิต (หรรษา ธมฺมหาโส) ได้นำเสนอข้อสังเกตเชิงวิพากษ์ โดยย้อนบทเรียนการล่มสลายของ มหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยสงฆ์ยิ่งใหญ่แห่งอินเดียโบราณ เพื่อสะท้อนความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาในยุคดิจิทัล
นาลันทา: จากศูนย์กลางภูมิปัญญาโลกสู่เถ้าถ่านประวัติศาสตร์
นาลันทาก่อตั้งราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 ในแคว้นมคธ ปัจจุบันอยู่ในรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เคยเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับนานาชาติ มีนักศึกษาจากจีน ทิเบต และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบการคัดเลือกเข้มงวด และหลักสูตรครอบคลุมทั้งพุทธปรัชญาและศาสตร์ทางโลก
อย่างไรก็ตาม ความรุ่งเรืองเกือบพันปีต้องสิ้นสุดลงจากการรุกรานของกองทัพเติร์กในปลายศตวรรษที่ 12 นำโดย มูฮัมหมัด บักติยาร์ ขิลจิ ซึ่งทำลายอาคารและเผาหอสมุดสำคัญจนสูญเสียคัมภีร์จำนวนมหาศาล
แต่การล่มสลายไม่ได้เกิดจากภัยภายนอกเพียงอย่างเดียว รายงานวิจัยได้วิเคราะห์ “5 ปัจจัยเสื่อม” ที่ก่อตัวภายในสถาบันเอง ได้แก่
-
ภัยคุกคามภายนอก
-
การหนีรากเหง้าคำสอนดั้งเดิม
-
การมุ่งปริยัติละเลยปฏิบัติ
-
การถูกกลืนกลายโดยอิทธิพลภายนอก
-
การแปลกแยกจากชุมชน
นักวิชาการชี้ว่า ปัจจัยเหล่านี้สามารถเทียบเคียงกับความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยพุทธในยุค AI ได้อย่างชัดเจน
จากการเผาหอสมุด สู่ Digital Disruption
ในอดีต หอสมุด “รัตนทธิ” ถูกเผาทำลาย แต่ในปัจจุบัน ภัยคุกคามมาในรูปแบบ “Digital Disruption” และการสั่นคลอนอำนาจผูกขาดความรู้ เมื่อระบบ AI สามารถสืบค้น วิเคราะห์ และอธิบายพระไตรปิฎกได้รวดเร็วเหนือมนุษย์
นักวิจัยชี้ว่า หากมหาวิทยาลัยสงฆ์ยังแข่งขันเพียงด้านการถ่ายทอดเนื้อหาปริยัติ บทบาทดังกล่าวอาจถูกแทนที่ด้วยอัลกอริทึม ขณะที่สิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ คือ “เจตนา สติ และประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ”
คำตอบจาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาระยะที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) มุ่งบูรณาการ “พุทธนวัตกรรม” กับ AI และยกระดับทักษะดิจิทัลของบุคลากร
หนึ่งในโครงการสำคัญคือหลักสูตร “สตินวัตกรรมและสันติศึกษา” ที่มุ่งสร้าง “วิศวกรสันติภาพ” โดยใช้กรอบ “ภาวนา 4” ได้แก่ กายภาวนา ศีลภาวนา จิตภาวนา และปัญญาภาวนา พร้อมกำหนดให้ผู้เรียนผ่านการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจัง เพื่อให้การศึกษาไม่หยุดอยู่ที่การรู้ แต่ลงลึกถึงการเป็น
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา AI เพื่อสวัสดิการสังคม เช่น แชตบอทส่งเสริมสุขภาพใจ และนวัตกรรมดูแลผู้สูงอายุ ภายใต้กรอบเมตตากรุณา
ยุทธศาสตร์ใหม่: มรรคมีองค์แปดกับจริยศาสตร์ AI
รายงานเสนอว่า มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาควรบูรณาการ “มรรคมีองค์แปด” เป็นกรอบจริยศาสตร์ AI เช่น
-
ใช้สัมมาทิฏฐิ วิเคราะห์อคติในข้อมูล
-
ใช้สัมมาสังกัปปะ ออกแบบเทคโนโลยีเพื่อลดทุกข์
-
ใช้สัมมาวาจา รับมือข้อมูลเท็จและสื่อสังเคราะห์
พร้อมทั้งปรับบทบาทจาก “ศูนย์ถ่ายทอดความรู้” สู่ “ชุมชนบ่มเพาะจิตวิญญาณ” และลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อปกป้องทรัพยากรทางธรรมะในโลกดิจิทัล
บทสรุป
บทเรียนของนาลันทาชี้ว่า สถาบันใดละเลยรากเหง้า แปลกแยกจากชุมชน และไม่ปรับตัวต่อบริบทใหม่ ย่อมเผชิญชะตากรรมแห่งความล้าสมัย
ในยุคที่ AI ท้าทายทั้งความรู้และอัตลักษณ์ มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาอาจต้องตั้งคำถามสำคัญว่า จะเป็นเพียงผู้ตามเทคโนโลยี หรือจะเป็นผู้กำหนดทิศทางจริยธรรมของเทคโนโลยีนั้นเอง เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ของนาลันทากลายเป็นภาพสะท้อนซ้ำรอยในศตวรรษที่ 21.
ข้อเสนอแนะมหาวิทยาลัยพุทธยุคเอไอต้องใส่ใจบทเรียนจุดจบมหาวิทยาลัยนาลันทา
การก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และโครงข่ายประสาทเทียมขั้นสูง ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และสถาบันการศึกษาทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งกำลังเผชิญกับสภาวะการหยุดชะงักทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) ซึ่งบีบบังคับให้เกิดการปรับตัวทางกระบวนทัศน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับมหาวิทยาลัยที่จัดการศึกษาทางด้านพระพุทธศาสนา บริบทความท้าทายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การปรับปรุงเครื่องมือทางเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงประเด็นทางภววิทยาและญาณวิทยาในการรักษาไว้ซึ่งแก่นแท้ทางจิตวิญญาณ ปรัชญา และอัตลักษณ์ทางศาสนา ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์และทุนนิยมข้อมูล (Data Capitalism) ที่พร้อมจะกลืนกลายทุกสิ่งให้กลายเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์และการคำนวณเชิงสถิติ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ศาสตราจารย์ ดร. พระเมธีวัชรบัณฑิต (หรรษา ธมฺมหาโส) ได้นำเสนอข้อสังเกตเชิงวิพากษ์ที่สำคัญยิ่ง ผ่านการตั้งคำถามถึงปัจจัยการล่มสลายของมหาวิทยาลัยนาลันทา (Nalanda Mahavihara) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยชี้ให้เห็นว่าบทเรียนจากความพินาศของนาลันทาในอดีต สามารถนำมาเป็นกรอบแนวคิดในการประเมินความเสี่ยงและกำหนดทิศทางของมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาในยุคดิจิทัลได้อย่างแยบคายและมีนัยสำคัญยิ่ง
รายงานการวิจัยทางวิชาการฉบับนี้มุ่งเจาะลึกและวิเคราะห์ข้อเสนอแนะดังกล่าวอย่างละเอียดถี่ถ้วนและรอบด้าน โดยผสานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศาสนศึกษา และจริยศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อทำความเข้าใจถึงปัจจัยความเสื่อมสลายของนาลันทาทั้ง 5 ประการ ได้แก่ ภัยคุกคามภายนอก การหนีรากเหง้าตัวเอง การมุ่งปริยัติจนละทิ้งปฏิบัติ การกลืนกลายของศาสนาอื่น และการไม่ตอบโจทย์ชุมชน พร้อมทั้งเชื่อมโยงปัจจัยทางประวัติศาสตร์เหล่านี้เข้ากับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในยุคปัญญาประดิษฐ์ เพื่อนำเสนอทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และกระบวนทัศน์ใหม่สำหรับสถาบันการศึกษาทางพระพุทธศาสนาในการธำรงรักษาพระธรรมวินัยและการสร้างคุณค่าต่อสังคมอย่างยั่งยืนสืบไป
บริบททางประวัติศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ และพัฒนาการของมหาวิทยาลัยนาลันทา
มหาวิทยาลัยนาลันทา (Nalanda Mahavihara) ถือเป็นศูนย์กลางแห่งความรู้ในโลกโบราณที่สะท้อนถึงจุดสูงสุดของอารยธรรมอินเดีย ตั้งอยู่ในแคว้นมคธ (ปัจจุบันคือรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย) ใกล้กับเมืองราชคฤห์
โครงสร้างการบริหารจัดการและระบบวิชาการของนาลันทานั้นมีความเป็นระบบระเบียบและเข้มงวดอย่างยิ่ง มีการวางกฎเกณฑ์การรับเข้าศึกษาที่มีมาตรฐานสูงลิ่ว โดยผู้สมัครต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และต้องผ่านการทดสอบความรู้พื้นฐานทางไวยากรณ์ ตรรกศาสตร์ และความรู้เดิมอย่างหนักหน่วงจากผู้รักษาวิกฤตการณ์หรือนายทวารบาลทางวิชาการ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความยิ่งใหญ่ทางวิชาการ สถาปัตยกรรมอันวิจิตรตระการตา และการสนับสนุนจากราชสำนักและเครือข่ายพ่อค้ามหาเศรษฐี แต่ความเสื่อมถอยของนาลันทาก็ได้ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ จากปัจจัยความขัดแย้งภายใน การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ และพลวัตทางสังคมศาสนา ก่อนที่จะถูกทำลายล้างอย่างสมบูรณ์จากปัจจัยภายนอกในปลายศตวรรษที่ 12
การวิเคราะห์ปัจจัยแห่งการล่มสลาย 5 ประการ ในมิติทางประวัติศาสตร์และการเปรียบเทียบกับยุคปัญญาประดิษฐ์
จากข้อสังเกตเชิงวิพากษ์ของ ศาสตราจารย์ ดร. พระเมธีวัชรบัณฑิต ได้มีการระบุถึงปัจจัยสำคัญ 5 ประการที่เป็นรากฐานแห่งการล่มสลายของมหาวิทยาลัยนาลันทา การศึกษาในส่วนนี้จะดำเนินการถอดรหัสปัจจัยทั้ง 5 ประการในเชิงลึก โดยเปรียบเทียบบริบททางประวัติศาสตร์ของอินเดียโบราณเข้ากับพลวัตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และสังคมดิจิทัล เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่เป็นสากลและข้ามกาลเวลา
ปัจจัยประการที่ 1: ภัยคุกคามภายนอกจากการรุกรานทางกายภาพสู่การคุกคามทางไซเบอร์
ในมุมมองทางประวัติศาสตร์ ภัยคุกคามภายนอกที่นำไปสู่การล่มสลายอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยนาลันทาคือการรุกรานทางทหารและการล่าอาณานิคม ในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 กองทัพชาวเติร์กที่นำโดย มูฮัมหมัด บักติยาร์ ขิลจิ (Mohammad Bakhtiyar Khilji) ได้เข้าโจมตี ปล้นสะดม และทำลายล้างมหาวิทยาลัยแห่งนี้จนราบคาบ
เมื่อนำบริบทความโหดร้ายนี้มาวิเคราะห์ในยุคปัจจุบัน ภัยคุกคามภายนอกต่อสถาบันการศึกษาทางพระพุทธศาสนาไม่ได้มาในรูปแบบของกองกำลังทหารที่มุ่งหวังจะทำลายล้างด้วยอาวุธ ดาบ และเพลิงไฟ แต่มาในรูปแบบของการ "หยุดชะงักทางเทคโนโลยี" (Digital Disruption) และ "ภัยคุกคามทางไซเบอร์" (Cybersecurity Threats) ที่ไร้ร่องรอยแต่ทรงพลังทำลายล้างสูง
นอกจากนี้ ภัยคุกคามภายนอกในโลกดิจิทัลยังรวมถึงสภาวะที่สถาบันทางศาสนาต้องสูญเสียอำนาจการผูกขาดความรู้ (Monopoly of Knowledge) ในอดีต มหาวิทยาลัยและคณะสงฆ์คือผู้ถือครองคัมภีร์และสิทธิขาดในการตีความ แต่เมื่อปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง (Generative AI) สามารถสืบค้น ประมวลผล วิเคราะห์ และแปลความหมายพระไตรปิฎกหรือคัมภีร์ทางศาสนาได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และเข้าถึงได้ง่ายกว่ามนุษย์
| มิติของภัยคุกคาม | บริบทของมหาวิทยาลัยนาลันทาในอดีต | บริบทของมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาในยุคปัญญาประดิษฐ์ |
| ลักษณะของภัยคุกคาม | การรุกรานทางกายภาพ กองกำลังทหาร (Bakhtiyar Khilji) | การรุกรานทางเทคโนโลยี, Digital Disruption, ข้อมูลบิดเบือน, Cyber Warfare |
| เป้าหมายของการทำลายล้าง | ชีวิตพระภิกษุสงฆ์, โครงสร้างสถาปัตยกรรม, หอสมุดรัตนทธิ (Ratnadadhi) | สิทธิอำนาจในการตีความศาสนา, การผูกขาดความรู้, โครงสร้างหลักสูตรแบบดั้งเดิม |
| ระยะเวลาและผลกระทบ | ถูกทำลายและเผาผลาญในระยะเวลา 3 เดือน นำไปสู่การสิ้นสุดของพุทธศาสนาสถาบันในอินเดีย | เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นำไปสู่สภาวะล้าสมัย (Obsolescence) ของสถาบันที่ไม่ยอมปรับตัว |
| กลไกการรับมือ (ยุทธศาสตร์) | อาศัยกำแพงและสถาปัตยกรรม ซึ่งล้มเหลวในการป้องกันการโจมตีทางทหาร | การสร้างภูมิคุ้มกันทางเทคโนโลยี (Cyber-resilience) และการบูรณาการพุทธนวัตกรรมเพื่อสร้างความอยู่รอด |
ปัจจัยประการที่ 2: การหนีรากเหง้าตัวเองสู่การหลงทางในโลกแห่งปรัชญาและเทคโนโลยี
รากฐานที่สำคัญของพระพุทธศาสนาในยุคแรกเริ่ม (Early Buddhism) คือการมุ่งเน้นความเข้าใจในหลักอริยสัจ 4 การปฏิบัติกรรมฐานเพื่อการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร (Soteriology) และการหลีกเลี่ยงข้อถกเถียงทางอภิปรัชญาที่ไร้สาระหรือไม่นำไปสู่การดับทุกข์ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบว่าเป็น "อัพยากตปัญหา"
การมุ่งเน้นการใช้เหตุผลเชิงตรรกะแบบวิชาการ (Scholasticism) เพื่อต่อสู้โต้แย้งกับนักปรัชญาฮินดูและเชน ทำให้เนื้อหาการศึกษามีความซับซ้อนและห่างไกลจากเป้าหมายดั้งเดิมของการดับทุกข์ในชีวิตประจำวัน
ในยุคปัญญาประดิษฐ์ การหนีรากเหง้าตัวเองของมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาอาจปรากฏในรูปแบบที่แนบเนียนยิ่งขึ้น นั่นคือการ "ประนีประนอมทางคำสอน" เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของสังคมทุนนิยมและเทคโนโลยีมากเกินไป (Hyper-modernization) ดังที่นักวิชาการวิพากษ์สังคมศาสนาได้ตั้งข้อสังเกตว่า สถาบันทางศาสนาในรัฐสมัยใหม่มักจะถูกกดดันให้ลดทอนคำสอนทางอภิปรัชญาและจริยธรรมที่เข้มงวดลง แล้วปรับรูปโฉมใหม่ให้กลายเป็นเพียง "เทคนิคทางจิตวิทยา" (Psychology) "เครื่องมือจัดการความเครียด" (Stress reduction) หรือ "การจัดการอารมณ์" เพื่อให้สอดคล้องกับโลกทัศน์ทางวิทยาศาสตร์และสังคมฆราวาสที่เน้นผลผลิต
เมื่อมหาวิทยาลัยสงฆ์พยายามผสมผสานเทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามาในการเรียนการสอน หรือพยายามสร้างผลิตภัณฑ์ทางพุทธศาสนาเพื่อตอบสนองตลาด หากไม่มีการยึดมั่นในแก่นสารของพระธรรมวินัยและหลักไตรสิกขาอย่างมั่นคง สถาบันอาจพลัดหลงไปสู่การนำเสนอหลักธรรมแบบตัดตอน (เช่น วาทกรรม McMindfulness) ที่มุ่งเพียงการตอบสนองความพอใจของผู้บริโภคข้อมูล (Data consumers) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้แก่ระบบทุนนิยม แต่กลับเพิกเฉยต่อการชำระล้างกิเลส การสร้าง "พระพุทธศาสนาเชิงอัลกอริทึม" ที่ละทิ้งบริบทของความว่าง (สุญญตา) และการสลัดคืน คือความเสี่ยงสูงสุดของการลืมรากเหง้าในศตวรรษที่ 21 ที่อาจทำให้สถาบันอุดมศึกษาสงฆ์กลายเป็นเพียงสถาบันฝึกอบรมจิตวิทยาประยุกต์ทั่วไปที่สูญเสียจิตวิญญาณแห่งการตื่นรู้
ปัจจัยประการที่ 3: การมุ่งปริยัติไปไม่ถึงปฏิบัติและข้อจำกัดสัมบูรณ์ของปัญญาประดิษฐ์
ความรุ่งเรืองด้านคันถธุระ (การศึกษาคัมภีร์และการท่องจำ) ของมหาวิทยาลัยนาลันทานั้นเป็นที่เลื่องลือและไม่มีสถาบันใดในยุคโบราณเทียบเคียงได้ นักศึกษาต้องใช้เวลาหลายปีหรือนับทศวรรษในการศึกษาไวยากรณ์ ตรรกศาสตร์ อภิธรรม ปรัชญาญาณวิทยา และศิลปวิทยาการต่างๆ อย่างลึกซึ้ง
มิติแห่งความต่างระหว่างปริยัติและปฏิบัติ ยิ่งมีความเด่นชัดและแหลมคมที่สุดเมื่อพิจารณาผ่านบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบัน เทคโนโลยีอย่าง Large Language Models (LLMs) และ AI Chatbots ทางศาสนา เช่น โครงการ BuddhaBot ที่พัฒนาร่วมกับคณะสงฆ์ภูฏาน
หากมหาวิทยาลัยพุทธศาสนายังคงยึดติดอยู่กับการแข่งขันเพื่อผลิตบัณฑิตที่เก่งกาจเพียงทักษะการท่องจำตำรา การอธิบายเนื้อหา หรือการวิเคราะห์ข้อความในระดับพื้นผิว บัณฑิตเหล่านั้นย่อมถูกแทนที่โดย AI ได้อย่างสมบูรณ์และไร้ข้อกังขา เพราะปัญญาประดิษฐ์สามารถเรียนรู้และเลียนแบบโครงสร้างภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) และถ่ายทอดข้อมูลทางคันถธุระได้เสมือนมนุษย์นักปราชญ์
อย่างไรก็ตาม รายงานการวิจัยระดับลึกด้านจริยธรรม AI ชี้ให้เห็นถึง "ขีดจำกัดสัมบูรณ์" (Absolute limitations) ของเทคโนโลยีเหล่านี้ AI เป็นเพียงชุดคำสั่งทางอัลกอริทึมที่ปราศจากความรู้สึกนึกคิด ขาดความตั้งใจหรือเจตจำนงอิสระ (เจตนา - Cetanā) ขาดสติ และไม่สามารถสัมผัสประสบการณ์แห่งการบรรลุธรรมได้
ดังนั้น บทบาทของมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ (Sangha) ในโลกอนาคต จึงต้องก้าวข้ามการผูกขาดปริยัติ (ซึ่ง AI ทำหน้าที่แทนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว) ไปสู่การเป็นผู้นำด้านการปฏิบัติ (Patipatti) และปฏิเวธ (Pativedha)
| ความแตกต่างของบทบาท | บทบาททางปริยัติ (คันถธุระ / ปรัชญาวิเคราะห์) | บทบาททางปฏิบัติและปฏิเวธ (วิปัสสนาธุระ / การหยั่งรู้) |
| สภาวะในอดีต (นาลันทา) | มุ่งเน้นการโต้วาทะ, ตรรกศาสตร์, ศึกษาคัมภีร์ที่ซับซ้อน จนหลงลืมเป้าหมายหลัก | ถูกลดความสำคัญลง กลายเป็นการปฏิบัติตามพิธีกรรมเร้นลับ (ตันตระ) แทนวิถีการดับทุกข์ |
| ศักยภาพของ AI ในปัจจุบัน | AI มีความเป็นเลิศในการสืบค้น แปล วิเคราะห์ และจัดระบบพระไตรปิฎกอย่างไร้ขีดจำกัด | AI ขาดเจตนา (Cetanā), ขาดจิตสำนึก, ไม่สามารถมีประสบการณ์ตรงทางสภาวธรรม |
| บทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ | ใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุน (Upāya) เพื่อยกระดับความเข้าใจเชิงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว | มุ่งเน้นกระบวนการขัดเกลาจิตใจ, การเป็นต้นแบบทางศีลธรรม (Lived conduct) ของมนุษย์ |
ปัจจัยประการที่ 4: การถูกกลืนกลายโดยอิทธิพลภายนอกจากศาสนาพราหมณ์สู่ลัทธิทุนนิยมข้อมูล
บทเรียนที่สำคัญและขมขื่นที่สุดประการหนึ่งจากการล่มสลายของสถาบันพุทธศาสนาในอินเดีย คือกระบวนการที่กินเวลายาวนานของการถูกดูดกลืนโดยศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หรือที่นักประวัติศาสตร์ศาสนาเรียกว่าปรากฏการณ์ "Puranic Brahmanism"
การกลืนกลายนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะพุทธศาสนาในขณะนั้นพัวพันอยู่กับปรัชญาที่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาชาวบ้าน ขาดความเข้มแข็งในการรักษาแก่นแท้และอัตลักษณ์ของตนเอง จนเกิดสภาวะที่เรียกว่า "การผสานกลมกลืนทางศาสนาที่ถูกเร่งเร้า" (Hastened assimilation)
ในบริบทของการจัดการศึกษายุคปัญญาประดิษฐ์ การกลืนกลายอาจไม่ได้มาในรูปแบบของการถูกดูดกลืนโดยศาสนาเทวนิยมอื่น แต่มาในรูปโฉมที่ทันสมัยและทรงอิทธิพลกว่า นั่นคือการถูกกลืนกลายโดย "ลัทธิทุนนิยมข้อมูล" (Data Capitalism) และ "ลัทธิเทคโนโลยีบริโภคนิยม" อัลกอริทึม ระบบผู้เชี่ยวชาญ และโครงข่ายประสาทเทียมระดับโลก ล้วนถูกสร้างขึ้นและควบคุมโดยบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ (Big Tech) ที่มีโครงสร้างเป้าหมายหลักในการแสวงหากำไร ผูกขาดความสนใจ และควบคุมพฤติกรรมผู้บริโภค (Profit-driven & Attention Economy)
เมื่อแนวคิดอันบริสุทธิ์ทางพระพุทธศาสนา เช่น สติ (Mindfulness) เมตตากรุณา (Compassion) หรือคุณธรรมสากลอื่นๆ ถูกนำไปป้อนเข้าสู่ระบบ AI เพื่อสร้างแอปพลิเคชันลดความเครียด แชทบอทบำบัดจิต หรือโปรแกรมเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
ปัจจัยประการที่ 5: สภาวะแปลกแยกและไม่ตอบโจทย์ชุมชน
ความรุ่งเรืองทางวิชาการและเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยนาลันทาในยุคแรกเริ่ม ดำรงอยู่ได้ด้วยการอุปถัมภ์อย่างแข็งขันจากกษัตริย์และเครือข่ายพ่อค้ามหาเศรษฐี
การสูญเสียฐานรากทางสังคมและการแปลกแยกจากมวลชนนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เมื่อถึงคราวที่สถาบันต้องเผชิญกับภัยคุกคามหรือการตัดการสนับสนุนจากชนชั้นนำ (เช่น เมื่อราชวงศ์เปลี่ยนไปสนับสนุนสถาบันของฮินดู)
สถาบันการศึกษาใดที่ปฏิเสธการรับใช้สังคม ย่อมสูญเสียความชอบธรรม (Legitimacy) ในการดำรงอยู่ ในยุคปัจจุบัน มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างหลักสูตรและงานวิจัยที่ตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ทางสังคมอย่างเร่งด่วน มหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่อาจตั้งตนเป็นหอคอยงาช้างที่อุดมไปด้วยนักปราชญ์ผู้ผลิตแต่นักวิชาการทางพระปริยัติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำหน้าที่ผลิตบุคลากรที่สามารถลงพื้นที่ เยียวยาจิตใจ และแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมได้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในประเด็นนี้นำไปสู่ข้อเสนอและการลงมือปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ในการสร้าง "วิศวกรสันติภาพ" และนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างนวัตกรรมชุมชนเชิงประจักษ์ ดังจะกล่าวโดยละเอียดในหัวข้อถัดไป
นวัตกรรมทางลัดเพื่ออนาคต: การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ สตินวัตกรรม และวิศวกรสันติภาพ
เพื่อป้องกันการซ้ำรอยประวัติศาสตร์การแปลกแยกจากชุมชน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ภายใต้นโยบายของมหาวิทยาลัยและวิสัยทัศน์ของ ศาสตราจารย์ ดร. พระเมธีวัชรบัณฑิต ได้พยายามนำเสนอกระบวนทัศน์การศึกษาแบบใหม่ที่ดึงพระพุทธศาสนาลงมาจากหอคอยงาช้าง เพื่อเข้ามารับใช้และตอบโจทย์วิกฤตสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิม
แผนพัฒนามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ระยะที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570) ได้สะท้อนความตระหนักรู้นี้ ผ่านยุทธศาสตร์ที่ 1 ว่าด้วยการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาบัณฑิตให้มีสติปัญญาและคุณธรรม โดยเน้นย้ำถึงการบูรณาการ "พุทธนวัตกรรม" (Buddhist Innovation) เข้ากับกระบวนการเรียนรู้
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมและทรงพลังที่สุดของการบูรณาการพระพุทธศาสนาเพื่อตอบโจทย์ชุมชน คือการริเริ่มและก่อตั้งหลักสูตร "สตินวัตกรรมและสันติศึกษา" (Sati Innovation and Peace Studies)
การบ่มเพาะวิศวกรสันติภาพในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนทางเทคโนโลยีนี้ กระทำผ่านกระบวนการหลักที่เรียกว่า "ภาวนา 4" (The 4 Pillars of Development) ได้แก่:
กายภาวนา (Physical Development): การมองเห็นคุณค่าของธรรมชาติ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงพื้นที่ วิศวกรสันติภาพจะถูกฝึกให้มีทักษะในการพัฒนาชุมชนผ่านเครื่องมืออย่าง "โคกหนองนาสันติศึกษาโมเดล" (Khok Nong Na Peace Study Model) ซึ่งไม่ใช่เพียงการทำเกษตรกรรม แต่เป็นกระบวนทัศน์ในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชน การรื้อฟื้นวัฒนธรรมการลงแขกแบ่งปันแรงงาน และการเชื่อมโยงมนุษย์กลับสู่ธรรมชาติ ถือเป็นการสร้างความมั่นคงทางสังคม การเยียวยาจิตใจ (Healing) และเป็นพื้นที่แห่งการตระหนักรู้สัจธรรมความตาย (Preparation for death) ซึ่งเป็นการต่อต้านความแปลกแยกที่นาลันทาเคยเผชิญ
ศีลภาวนา หรือ พฤติภาพ (Behavioral Development): การฝึกฝนทักษะพฤติกรรมทางสังคมและการแสดงออกที่นำไปสู่สันติภาพ เช่น การเป็นผู้นำที่มีจริยธรรม การเจรจา การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และการสื่อสารอย่างสันติ บรรทัดฐานนี้มุ่งสร้างพลเมืองโลก (Global citizen) ที่เคารพในความหลากหลาย ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และพร้อมที่จะต่อสู้กับวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง (Hate speech) ในพื้นที่ไซเบอร์
จิตภาวนา (Mental Development): การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่มีสติเป็นฐาน (Mindfulness and Concentration Based Learning - MCBL)
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสตินวัตกรรม บัณฑิตต้องผ่านการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจังไม่น้อยกว่า 45 วัน เพื่อสร้างวัคซีนทางจิตใจ (Inner peace) ให้มั่นคงเพียงพอที่จะรับมือกับความขัดแย้ง ความรุนแรงในสังคม และความเครียดที่เกิดจากสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยี โดยใช้หลักไตรสิกขาเป็นกรอบป้องกันมิจฉาสติ (Wrong Mindfulness) ที่อาจมาจากการตีความแบบโลกวิสัย ปัญญาภาวนา (Wisdom Development): การสร้างสรรค์ "ปัญญาสันติภาพ" (Peace Wisdom) เพื่อยกระดับกระบวนทัศน์ (Paradigm shift) วิศวกรสันติภาพจะถูกสอนให้ประยุกต์ใช้ "อริยสัจโมเดล" (Four Noble Truths Model) ในการทำวิจัยและวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง มากกว่าการใช้เครื่องมือทางธุรกิจแบบตะวันตก เพื่อออกแบบกระบวนการสันติวิธีที่สอดคล้องกับพหุวัฒนธรรมและความจริงระดับปรมัตถ์
นอกเหนือจากการสร้างวิศวกรสันติภาพแล้ว การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในเชิงพุทธเพื่อรับใช้สวัสดิการสังคม ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการตอบโจทย์ชุมชน ตัวอย่างนวัตกรรมเช่น แอปพลิเคชัน SabaiJai ซึ่งเป็น AI Chatbot ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Stress resilience) ให้กับวัยทำงานในประเทศไทย โดยผสานหลักการทางจิตวิทยาสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพุทธ
ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์: ทิศทางและกระบวนทัศน์ของมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาในยุคเอไอ
บทเรียนความล้มเหลวจากมหาวิทยาลัยนาลันทา เมื่อประกอบเข้ากับการวิเคราะห์โครงสร้างความท้าทายจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นำมาซึ่งข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์และข้อพึงปฏิบัติสำหรับมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันและอนาคต ดังนี้:
1. บูรณาการ "มรรคมีองค์แปด" เข้าสู่จริยศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ (Integrating the Eightfold Path into AI Ethics)
ความเสี่ยงของการหนีรากเหง้าและการถูกกลืนกลายทางศาสนาในยุคดิจิทัลสามารถป้องกันได้ หากมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาไม่ทำตัวเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี (Passive user) แต่ต้องก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานและตรวจสอบทางจริยธรรมสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี (Ethical standard-setter) โดยนำหลักมรรคมีองค์ 8 มาเป็นกรอบคิดเชิงญาณวิทยาและจริยธรรมในการประเมิน AI ตัวอย่างเช่น:
สัมมาทิฏฐิ (Right View): การตระหนักถึงความเชื่อมโยงอาศัยกันของสรรพสิ่ง (Interconnectedness) ในระบบอัลกอริทึม ต้องวิเคราะห์ให้เห็นว่าข้อมูลที่นำมาป้อนเข้าสู่ระบบ AI ล้วนสะท้อนถึงโครงสร้างทางสังคม อคติ ความเหลื่อมล้ำ และความลำเอียง (Bias) ของมนุษย์ AI ไม่ใช่ระบบที่บริสุทธิ์ แต่เป็นกระจกสะท้อนระบบทุนนิยม
สัมมาสังกัปปะ (Right Intention): การออกแบบระบบ AI ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงอำนาจการควบคุม การผูกขาด หรือผลกำไรของกลุ่มทุนเทคโนโลยี แต่ต้องพุ่งเป้าไปที่การลดทอนความทุกข์ (Reduction of suffering) และส่งเสริมความเจริญงอกงามของมนุษยชาติ (Human flourishing)
สัมมาวาจา (Right Speech): การปกป้องพระธรรมวินัยและต่อสู้กับข้อมูลเท็จ (Deepfakes และ Synthetic media) ที่ผลิตโดย AI ผ่านการใช้สติและปัญญาในการกลั่นกรองความจริง
2. ปรับกระบวนทัศน์การศึกษาจาก "ศูนย์กลางการถ่ายทอดข้อมูล" สู่ "ศูนย์กลางการบ่มเพาะจิตวิญญาณและการปฏิบัติ" (From Knowledge Transmitters to Spiritual Mentors)
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (LLMs) มีความคล่องแคล่วและเฉียบคมในทางปริยัติเหนือกว่ามนุษย์ การจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาไม่อาจหยุดอยู่แค่การวิพากษ์วิจารณ์ การอธิบายเนื้อหา หรือการผลิตงานวิจัยเชิงคัมภีร์อีกต่อไป
3. ใช้เทคโนโลยีเพื่อรับใช้สวัสดิการสังคม เยียวยาความขัดแย้ง และขับเคลื่อนธรรมะลงสู่การปฏิบัติ (Employing AI for Social Welfare, Healing, and Dhamma-in-Action)
เพื่อตอบโจทย์ชุมชนและหลีกเลี่ยงสภาวะแปลกแยกแบบนาลันทยุคปลาย มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาควรริเริ่มหรือสนับสนุนโครงการวิจัยที่ประยุกต์ใช้ AI เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม (Social Action) เช่น การใช้นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เพื่อดูแลผู้สูงอายุ หุ่นยนต์ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตเชิงพุทธ (Buddhist AI for Mental Health) หรือการสร้างเครือข่าย AI ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประชากรฐานราก
4. เสริมสร้างป้อมปราการทางความรู้และเครือข่ายความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Building Epistemological Resilience and Cybersecurity Alliances)
ภัยคุกคามภายนอกในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนและไร้พรมแดน สถาบันอุดมศึกษาพุทธศาสนาต้องลงทุนอย่างจริงจังในโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) เพื่อคุ้มครองฐานข้อมูลทางคัมภีร์ สิทธิบัตรทางพุทธนวัตกรรม และข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เรียน จากการโจมตีหรือขโมยข้อมูล
| ยุทธศาสตร์การฟื้นฟู | แนวคิดหลัก (Core Concepts) | กลไกการขับเคลื่อนที่แนะนำ (Recommended Mechanisms) |
| จริยศาสตร์ AI เชิงพุทธ | บูรณาการมรรคมีองค์ 8 สู่ระบบอัลกอริทึม | กำหนดคู่มือมาตรฐานพุทธจริยธรรมสำหรับนักพัฒนาเทคโนโลยี |
| การปรับกระบวนทัศน์การศึกษา | เปลี่ยนจากศูนย์กลางปริยัติสู่ศูนย์ปฏิบัติทางจิตวิญญาณ | บังคับใช้การฝึกวิปัสสนากรรมฐาน (MCBL) เป็นเงื่อนไขการสำเร็จการศึกษา |
| การประยุกต์ใช้เพื่อสังคม | ใช้ AI เยียวยาและรับใช้ชุมชน ไม่ใช่แค่การบริโภคข้อมูล | พัฒนาแอปพลิเคชันหรือ AI Chatbot เช่น SabaiJai เพื่อช่วยเหลือปัญหาสุขภาพจิต |
| ความมั่นคงทางเทคโนโลยี | ปกป้องสิทธิอำนาจและความบริสุทธิ์ของข้อมูลพระไตรปิฎก | สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้าน Cybersecurity และกลุ่มนักเทคโนโลยีพุทธอาสา |
บทสรุปแห่งการตื่นรู้: การก้าวข้ามขีดจำกัดทางประวัติศาสตร์
ชะตากรรมของมหาวิทยาลัยนาลันทา คือกระจกเงาบานใหญ่ทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นความจริงระดับโครงสร้างว่า ความยิ่งใหญ่ทางสถาปัตยกรรม ความลุ่มลึกทางวิชาการเชิงปริยัติที่สามารถอธิบายปรัชญาได้อย่างวิจิตรพิสดาร หรือแม้แต่การสะสมคัมภีร์นับล้านฉบับ มิอาจต้านทานกฎแห่งอนิจจังและภัยคุกคามอันซับซ้อนได้ หากสถาบันการศึกษานั้นปลีกตัวออกห่างจากรากเหง้าดั้งเดิมแห่งสัจธรรม ละทิ้งการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ ปล่อยปละละเลยการธำรงรักษาอัตลักษณ์จนถูกลัทธิความเชื่ออื่นกลืนกลาย และที่สำคัญที่สุดคือ การแปลกแยกจากชุมชนผู้เป็นฐานรากของสังคม
ในรอยต่อแห่งศตวรรษที่ 21 ที่มีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้เปลี่ยนเกม (Game-changer) ซึ่งพร้อมจะกวาดล้างสถาบันการศึกษาแบบดั้งเดิมให้สูญสลาย มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาจะอยู่รอดและทรงอิทธิพลทางความคิดต่อมนุษยชาติได้ มิใช่ด้วยการปฏิเสธความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือการหันหลังกลับสู่ถ้ำทางความคิด หากแต่เป็นการ "รู้เท่าทัน" และใช้ปัญญาเป็นเครื่องมือกรอง (Upāya) นโยบายการพัฒนาสติและนวัตกรรม (Sati Innovation) การริเริ่มโครงการเพื่อสังคมอย่างโคกหนองนาสันติศึกษา ตลอดจนความมุ่งมั่นในการสร้างวิศวกรสันติภาพ ล้วนเป็นนิมิตหมายอันดีที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพยายามของสถาบันอุดมศึกษาสงฆ์ในการปรับประยุกต์ธรรมะเพื่อดับทุกข์ของชาวโลกในวิถีทางใหม่
มหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาในยุคปัญญาประดิษฐ์ จะต้องธำรงตนเป็นพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งการหลอมรวมระหว่าง "ข้อมูลและปัญญา" ระหว่าง "อัลกอริทึมและสัมมาสติ" และที่สำคัญที่สุดคือการรักษาสมดุลระหว่าง "คันถธุระและวิปัสสนาธุระ" เพราะในท้ายที่สุด ปัญญาประดิษฐ์แม้จะทรงประสิทธิภาพ มีคลังข้อมูลมหาศาล และคำนวณผลได้รวดเร็วเพียงใด ก็ไม่อาจทดแทนการดับทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของมนุษย์ และไม่อาจทดแทนพระธรรมวินัยที่ดำรงอยู่ผ่านลมหายใจแห่งการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของระบบโครงสร้างคณะสงฆ์ การเรียนรู้บทเรียนอันเจ็บปวดจากจุดจบของมหาวิทยาลัยนาลันทา จึงเป็นการจดจำเพื่อสร้างอนาคต เป็นการตระหนักรู้เพื่อบูรณาการเทคโนโลยีเข้าสู่เส้นทางแห่งการตื่นรู้ เพื่อให้พระธรรมคำสอนอันบริสุทธิ์ยังคงหยั่งรากลึก เป็นประทีปส่องสว่างท่ามกลางความผันผวนของโลกเทคโนโลยีและสังคมมนุษย์อย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป.


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น