วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เปิดตัว “Buddharoid” พระสงฆ์ปัญญาประดิษฐ์แห่งญี่ปุ่น พึ่งทางใจยุคดิจิทัล ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาและการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของพุทธศาสนา


เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 – ทีมวิจัยจากสถาบันเพื่ออนาคตของสังคมมนุษย์ (Institute for the Future of Human Society – IFoHS) แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต เปิดตัว “Buddharoid” หุ่นยนต์พระสงฆ์ปัญญาประดิษฐ์อย่างเป็นทางการ ณ วัดโชเรนอิน เขตฮิงาชิยามะ นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น


โครงการนี้นำโดยศาสตราจารย์
Seiji Kumagai นักวิชาการด้านปรัชญาพุทธศาสนา ผู้ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้างเข้ากับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เพื่อทำหน้าที่เป็น “คู่สนทนาทางจิตวิญญาณ” และผู้ให้คำปรึกษาด้านจริยธรรมแก่สังคมยุคใหม่


นวัตกรรมที่เกิดจากวิกฤตศาสนาและสังคมผู้สูงอายุ

การเปิดตัว Buddharoid ไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางวิศวกรรม แต่เป็นคำตอบเชิงโครงสร้างต่อวิกฤตศรัทธาในญี่ปุ่น

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ “ปัญหาปี 2040” ซึ่งคาดการณ์ว่าเทศบาลจำนวนมากอาจสูญหายจากแผนที่เพราะการลดลงของประชากร วัดกว่า 27,000 แห่งจากทั้งหมดราว 77,000 แห่ง เสี่ยงปิดตัวลง ขณะที่อัตราการขอคำปรึกษาจากพระสงฆ์มีเพียง 0.7% เท่านั้น

นักวิชาการเรียกสถานการณ์นี้ว่า “การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด” ของพุทธศาสนาในญี่ปุ่น ซึ่งเคยผูกพันกับระบบดันกะ (Danka System) มาตั้งแต่สมัยเอโดะ แต่โครงสร้างดังกล่าวได้สั่นคลอนลงอย่างหนักในยุคอุตสาหกรรมและสังคมเมือง


จาก BuddhaBot สู่ Buddharoid: วิวัฒนาการ 4 ระยะ

โครงการนี้พัฒนาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2021

  1. BuddhaBot (2021) – ระบบ AI แบบไม่รู้สร้าง ใช้คัมภีร์ สุตตนิบาต และ ธรรมบท เป็นฐานข้อมูล

  2. แพลตฟอร์ม AR (2022) – นำพระพุทธเจ้ารูปแบบอวตารสู่หน้าจอสมาร์ตโฟน

  3. BuddhaBot-Plus (2023) – ผสานโมเดลภาษาแบบ LLMs จาก OpenAI ทำให้สามารถตีความและอธิบายธรรมะเชิงบริบทได้

  4. Buddharoid (2026) – ประทับร่าง AI ลงในหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

ตัวหุ่นยนต์พัฒนาบนแพลตฟอร์ม Unitree G1 จาก Unitree Robotics สูง 1.3 เมตร มี 19 จุดขยับ (Degrees of Freedom) สามารถเดินอย่างสำรวม ประนมมือ และสวดมนต์ด้วยเสียงบาริโทนนุ่มลึก

การออกแบบตั้งใจให้เปิดเผยโครงสร้างศีรษะบางส่วน เพื่อยืนยันว่าเป็น “เครื่องจักร” มิใช่ความพยายามหลอกเลียนมนุษย์


สาธิตการให้คำปรึกษา: AI ที่อ้างอิงคัมภีร์ยุคต้น

ในการสาธิต ศาสตราจารย์ Kumagai ทดลองสารภาพปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัว หุ่นยนต์ตอบว่า

“สถานการณ์จะดีขึ้น หากท่านทบทวนระยะห่างระหว่างตนกับผู้อื่น และรักษาสมดุลภายในจิตใจ”

เมื่อถูกถามถึงความวิตกกังวล หุ่นยนต์แนะนำให้ “ไม่หลงตามความคิดอย่างมืดบอด และฝึกจิตให้สงบ”

ระบบทำงานผ่าน 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

  • รับรู้เจตนา (Intent Recognition)

  • สืบค้นคัมภีร์ (Scriptural Retrieval)

  • รู้สร้างคำอธิบาย (Generative Elaboration)

  • ตอบสนองทางกายภาพ (Physical Actuation)

ทีมวิจัยระบุว่าได้ออกแบบกลไกป้องกันอาการ “AI Hallucination” ด้วยการยึดข้อความจากคัมภีร์ดั้งเดิมเป็นแกนหลัก


เปรียบเทียบกับหุ่นยนต์ศาสนารุ่นก่อน

ญี่ปุ่นเคยมีโครงการหุ่นยนต์ทางศาสนามาแล้ว เช่น

  • Mindar (2019) ที่ วัดโคไดจิ – เน้นการเทศนาแบบสคริปต์ตายตัว

  • Pepper รุ่นพระภิกษุ – เน้นงานสวดศพราคาประหยัด

ต่างจาก Buddharoid ซึ่งสามารถโต้ตอบสองทาง วิเคราะห์ปัญหา และสร้างคำตอบใหม่แบบพลวัต ถือเป็น “พาราไดม์ชิฟต์” จากเครื่องสวดมนต์อัตโนมัติ สู่คู่สนทนาทางจิตวิญญาณ


ขยายสู่ระดับโลก: ความร่วมมือกับภูฏาน

โครงการยังขยายความร่วมมือกับคณะสงฆ์กลางแห่งภูฏาน (Zhung Dratshang) เพื่อนำ AI ไปใช้ในสถาบันสงฆ์ 3 ปี ทดลองกับพระและแม่ชี 200 รูป

นักวิจัยกำลังพัฒนาระบบ “Teraverse” จักรวาลนฤมิตทางพุทธศาสนา และบอตเฉพาะนิกาย เช่น Shinran-Bot และ Vasubandhu-Bot รวมถึงบอตสำหรับคริสต์ศาสนา เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงศาสนากลุ่มน้อย


มิติปรัชญา: เครื่องจักรกับพุทธภาวะ

คำถามสำคัญคือ เครื่องจักรสามารถเป็นสื่อนำทางจิตวิญญาณได้หรือไม่

แนวคิดพุทธมหายานเรื่อง “พุทธภาวะ” เปิดพื้นที่ให้สรรพสิ่งมีศักยภาพแห่งความตื่นรู้ นักวิชาการบางท่านเสนอว่า หุ่นยนต์ซึ่งไร้โลภะ โทสะ โมหะ อาจสะท้อนความบริสุทธิ์เชิงหน้าที่ได้ชัดเจนกว่ามนุษย์

อย่างไรก็ตาม ทีมพัฒนาย้ำว่า Buddharoid ไม่ได้อ้างสถานะทางศาสนจักร แต่เป็น “เครื่องมือสนับสนุน” ภายใต้กรอบจริยธรรมและการกำกับดูแล


จุดเปลี่ยนของศาสนาในศตวรรษที่ 21

Buddharoid ไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่า “AI ทำอะไรได้”
แต่ตั้งคำถามว่า “ศาสนาจะปรับตัวอย่างไรในยุคดิจิทัล”

ท่ามกลางวัดร้าง สังคมผู้สูงวัย และวิกฤตศรัทธา หุ่นยนต์พระสงฆ์อาจกลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ของการอยู่รอด และจุดเริ่มต้นของกระบวนทัศน์ใหม่ ที่เทคโนโลยีกับธรรมะมิได้เป็นศัตรูกัน หากแต่เป็นพันธมิตรในการเยียวยามนุษยชาติในศตวรรษที่ 21.

 Buddharoid หุ่นยนต์พระสงฆ์ปัญญาประดิษฐ์แห่งญี่ปุ่น ที่พึ่งทางใจและพาราไดม์ชิฟต์ทางพุทธศาสนาในยุคดิจิทัล

1. บทนำและบริบทแห่งการก่อกำเนิดนวัตกรรมทางจิตวิญญาณ

การบรรจบกันระหว่างเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงและหลักปรัชญาศาสนาที่มีมาตรฐานยาวนานนับพันปี ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ทางเทคโนโลยีและพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ทีมวิจัยจากสถาบันเพื่ออนาคตของสังคมมนุษย์ (Institute for the Future of Human Society - IFoHS) แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต นำโดยศาสตราจารย์ Seiji Kumagai ได้เปิดตัวนวัตกรรมหุ่นยนต์สนทนาทางปัญญาประดิษฐ์ในรูปทรงมนุษย์ที่เรียกว่า "Buddharoid" ณ วัดโชเรนอิน (Shoren-in) ในเขตฮิงาชิยามะ นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น หุ่นยนต์ดังกล่าวซึ่งมีความสูง 1.3 เมตร ได้รับการบูรณาการเข้ากับระบบปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง (Generative AI) ที่ชื่อว่า "BuddhaBot-Plus" ซึ่งผ่านการฝึกฝนพารามิเตอร์ด้วยคัมภีร์ทางพุทธศาสนาในยุคต้น เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาทางจิตวิญญาณและตอบคำถามเชิงจริยธรรมแก่ผู้คนในสังคมสมัยใหม่

การปรากฏตัวของ Buddharoid ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางวิศวกรรมหุ่นยนต์หรือวิทยาการคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อน (Reflection) ของวิกฤตการณ์เชิงโครงสร้างระดับมหภาคที่สังคมญี่ปุ่นกำลังเผชิญ นวัตกรรมนี้ถือเป็นการตอบสนองเชิงรุกต่อปัญหาการลดลงของจำนวนประชากร การขาดแคลนบุคลากรทางศาสนา และการถดถอยของสถาบันศาสนาในฐานะศูนย์รวมจิตใจ การนำเทคโนโลยีโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) จากสถาปัตยกรรมของ OpenAI มาผสานเข้ากับฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์แบบฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) จากบริษัท Unitree Robotics ของประเทศจีน ก่อให้เกิดพลวัตใหม่ที่ท้าทายเส้นแบ่งระหว่างสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกนึกคิด (Sentient beings) และเครื่องจักรประดิษฐ์ (Insentient objects)

การพัฒนาเทคโนโลยีลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศทางสังคม แต่เป็นความพยายามที่จะสร้าง "พาราไดม์ชิฟต์" (Paradigm shift) หรือการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ทางวัฒนธรรมศาสนา เพื่อรักษามรดกทางภูมิปัญญาของมนุษยชาติให้อยู่รอดในยุคที่ความเชื่อแบบดั้งเดิมกำลังเสื่อมถอย การวิเคราะห์เจาะลึกในบทความนี้จะครอบคลุมตั้งแต่มูลเหตุทางสังคมวิทยาประวัติศาสตร์ที่บีบบังคับให้พุทธศาสนาในญี่ปุ่นต้องปรับตัว สถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนกลไกของ Buddharoid การเปรียบเทียบเชิงวิวัฒนาการกับนวัตกรรมก่อนหน้า มิติทางปรัชญาและจริยธรรมที่ซ้อนทับอยู่ในการออกแบบ ตลอดจนนัยสำคัญระดับนโยบายภายใต้โครงการระดับชาติอย่าง Moonshot Goal 9 และการขยายผลสู่ความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบเชิงลึกที่เทคโนโลยีนี้มีต่อความหมายของความเป็นมนุษย์และวิถีแห่งความศรัทธา

2. บริบททางสังคมวิทยาและวิกฤตการณ์เชิงโครงสร้างของพุทธศาสนาในญี่ปุ่น

การทำความเข้าใจถึงความจำเป็นในการสร้างพระสงฆ์ปัญญาประดิษฐ์ จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์รากฐานทางสังคมและประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญกับสิ่งที่นักวิชาการและสื่อมวลชนชั้นนำเรียกว่า "การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด" (Life-or-death struggle) วิกฤตการณ์นี้เป็นผลผลิตของปัจจัยทางประชากรศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันทางศาสนาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานนับศตวรรษ

2.1 การล่มสลายของระบบดันกะ (Danka System) และความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์

ปฐมบทของโครงสร้างพุทธศาสนาในญี่ปุ่นยุคใหม่ ผูกพันอย่างลึกซึ้งกับระบบที่เรียกว่า "Danka" (ระบบลูกวัด หรือ Parishioner system) ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นโดยรัฐบาลโชกุนในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603–1868) รัฐบาลได้ใช้ระบบนี้เป็นกลไกในการควบคุมทางสังคม โดยบังคับให้ประชาชนทุกคนในประเทศต้องขึ้นทะเบียนครอบครัวเป็นผู้อุปถัมภ์วัดในท้องถิ่น เพื่อวัตถุประสงค์หลักในการตรวจสอบและปราบปรามชาวคริสต์ที่หลบซ่อนตัว ระบบ Danka ทำให้วัดพุทธศาสนากลายเป็นหน่วยงานกึ่งรัฐที่มีอำนาจในการจัดการข้อมูลทางทะเบียนราษฎร บันทึกการเกิด การตาย การแต่งงาน และการย้ายถิ่นฐาน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการผูกขาดรายได้ของวัดไว้กับสายเลือดของครอบครัวในชุมชนนั้นๆ อย่างถาวร โดยที่ประชาชนไม่สามารถเลือกวัดตามความศรัทธาส่วนบุคคลได้

เมื่อเข้าสู่ยุคการปฏิรูปเมจิ (Meiji Restoration) ในปี ค.ศ. 1868 รัฐบาลมีความพยายามที่จะสถาปนาศาสนาชินโตแห่งรัฐ (State Shinto) ให้เป็นศูนย์กลางแห่งความรักชาติและการเชิดชูองค์จักรพรรดิ นำไปสู่นโยบายการแยกพุทธศาสนาออกจากศาสนาชินโตอย่างเด็ดขาด กระบวนการนี้ก่อให้เกิดกระแสการทำลายล้างวัดพุทธและขับไล่พระสงฆ์ที่เรียกว่า "Haibutsu Kishaku" ซึ่งส่งผลให้วัดหลายพันแห่งถูกทำลาย เพื่อลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนา รัฐบาลเมจิได้ออกพระราชกฤษฎีกาในปี ค.ศ. 1873 อนุญาตให้พระสงฆ์สามารถบริโภคเนื้อสัตว์และแต่งงานมีครอบครัวได้ ซึ่งถือเป็น "กับดักทางโลก" (Secular trap) ที่ดึงพระสงฆ์ลงมาสู่สถานะเดียวกับฆราวาส และทำให้วัดกลายเป็นเพียงธุรกิจกงสีของครอบครัวที่สืบทอดทางสายเลือด

เมื่อเข้าสู่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด การย้ายถิ่นฐานของประชากรจากชนบทสู่เมืองหลวงเพื่อเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้ทำลายสายใยของชุมชนดั้งเดิม ส่งผลให้ระบบ Danka เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง แม้ในช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 วัดต่างๆ จะกลับมามีรายได้มหาศาลจากเงินบริจาคอันเป็นผลพวงจากยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ แต่เมื่อฟองสบู่แตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 สถาบันพุทธศาสนาก็เข้าสู่ภาวะตกต่ำและถูกทอดทิ้งอย่างรวดเร็ว

2.2 ปัญหาประชากรศาสตร์ วิกฤตปี 2040 และพุทธพาณิชย์

วิกฤตการณ์นี้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-aged society) ผนวกกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สภาพการณ์ดังกล่าวนำไปสู่สิ่งที่เรียกในแวดวงนโยบายสาธารณะว่า "ปัญหาปี 2040" (The 2040 Problem) ซึ่งคณะกรรมการนโยบายแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Policy Council) ได้ออกรายงานเตือนว่า หากการย้ายถิ่นฐานของคนหนุ่มสาวโดยเฉพาะสตรีออกจากชนบทยังคงดำเนินต่อไปในอัตราปัจจุบัน เทศบาลกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศอาจสูญสลายไปภายในปี ค.ศ. 2040 พร้อมกับศาสนสถานในพื้นที่เหล่านั้น

ตารางที่ 1: สถิติและข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันศาสนาในประเทศญี่ปุ่น

ตัวชี้วัดทางสถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้องจำนวน / สัดส่วนนัยสำคัญเชิงวิเคราะห์
จำนวนศาสนสถานเสี่ยงปิดตัว (ภายในปี ค.ศ. 2040)

27,000 แห่ง (จาก 77,000 แห่ง)

วัดมากกว่า 1 ใน 3 ของประเทศกำลังจะสูญหายไปเนื่องจากการขาดแคลนผู้อุปถัมภ์และผู้สืบทอดตำแหน่งพระสงฆ์
จำนวนนิติบุคคลทางศาสนาที่จดทะเบียน

ประมาณ 180,000 แห่ง

ตัวเลขรวมครอบคลุมทั้งวัดพุทธ ศาลเจ้าชินโต และโบสถ์คริสต์ ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ
นิติบุคคลทางศาสนาที่ไร้ความเคลื่อนไหว (สิ้นปี ค.ศ. 2023)

มากกว่า 4,400 แห่ง

ตัวเลขเพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 3 แสดงให้เห็นถึงการทิ้งร้างศาสนสถานที่ไม่มีการประกอบพิธีกรรมเกินกว่า 1 ปี
อัตราการขอคำปรึกษาปัญหาชีวิตกับพระสงฆ์

ร้อยละ 0.7

ศาสนาสูญเสียบทบาทในการเป็นที่พึ่งทางใจในชีวิตประจำวันอย่างสิ้นเชิง คงเหลือเพียงพิธีกรรมหลังความตาย

ปัจจัยที่เร่งให้เกิดการเสื่อมถอยคือความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมทางศาสนา ปัจจุบันการปฏิสัมพันธ์ระหว่างฆราวาสกับพระสงฆ์ถูกลดทอนลงเหลือเพียงมิติของ "พุทธศาสนางานศพ" (Funeral Buddhism) แม้แต่ในงานศพหรือพิธีรำลึกถึงผู้ล่วงลับ อัตราการเข้าร่วมก็มีเพียงร้อยละ 50 เท่านั้น ในขณะที่เทศกาลโอบ้ง (Obon) ซึ่งเป็นเทศกาลเซ่นไหว้บรรพบุรุษ มีผู้เข้าร่วมเพียงร้อยละ 26.8 ทว่าผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ได้เร่งกระบวนการปรับเปลี่ยนรูปแบบพิธีกรรมให้มีความเรียบง่ายขึ้น (Streamlined) หรือจัดเป็นพิธีการแบบรวบรัดรวดเดียว (Single ceremony) ส่งผลให้ช่องทางรายได้หลักของวัดลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบสืบเนื่องที่สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อหน่วยงานภาครัฐคือปรากฏการณ์การแฝงตัวของกลุ่มทุนสีเทาและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ที่เข้ามาเจรจาขอซื้อวัดร้างหรือวัดในชนบทที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลทางศาสนา (Religious Corporation) ตัวอย่างเช่น พระภิกษุ Benmou Suzuki วัย 52 ปี แห่งวัด Mikaboyama Fudoson อายุ 420 ปี ในหมู่บ้าน Sanbagawa จังหวัดกุมมะ (ซึ่งมีประชากรเพียง 500 คน แต่มีถึง 3 วัด 1 ศาลเจ้า และ 1 โบสถ์) ได้รับการทาบทามจากนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ให้ขายวัดของตน เป้าหมายที่แท้จริงของผู้ซื้อเหล่านั้นไม่ใช่เพื่อการสืบทอดเจตนารมณ์ทางธรรม แต่เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีมหาศาลที่ผูกติดอยู่กับการเป็นนิติบุคคลทางศาสนา ธุรกิจที่ให้บริการทางศาสนา เช่น การจัดงานศพ จะได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้หลีกเลี่ยงภาษีหรือแม้กระทั่งการฟอกเงิน สำนักงานกิจการวัฒนธรรมแห่งประเทศญี่ปุ่นได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อ "วิกฤตการณ์" นี้ แต่การแทรกแซงทางกฎหมายก็ทำได้ยากเนื่องจากความละเอียดอ่อนด้านเสรีภาพในการนับถือศาสนา

2.3 บริบทเปรียบเทียบเชิงวิพากษ์: วิกฤตศรัทธาในประเทศไทย

เพื่อให้เห็นภาพความต้องการเทคโนโลยี AI ในทางศาสนาชัดเจนขึ้น การเปรียบเทียบกับบริบทของพุทธศาสนาเถรวาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย ถือเป็นมุมมองที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่แตกต่างแต่มีจุดหมายปลายทางคล้ายคลึงกัน จากผลสำรวจความคิดเห็นของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Poll) ระหว่างวันที่ 14-16 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 ในหัวข้อ "วิกฤตพุทธศาสนา!" จากกลุ่มตัวอย่าง 1,310 คนทั่วประเทศ พบข้อมูลเชิงประจักษ์ว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ภาพลักษณ์ของพุทธศาสนาเสื่อมถอยลงในสายตาประชาชน เกิดจากการประพฤติผิดวินัยและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์เอง

ผู้ตอบแบบสอบถามถึงร้อยละ 76.11 ระบุว่าปัญหาเกิดจากพระสงฆ์ที่ยังคงยึดติดในกิเลสทางโลก นำไปสู่ข่าวฉาวเรื่องยาเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพนัน และสีกา ขณะที่ร้อยละ 45.95 มองว่าพระสงฆ์ลุ่มหลงในทรัพย์สิน ยศถาบรรดาศักดิ์ และคำสรรเสริญ นอกจากนี้ ร้อยละ 40 เชื่อว่าบุคคลจำนวนมากเข้ามาบวชเพียงเพื่อใช้เป็นอาชีพในการหาเลี้ยงชีพเท่านั้น ข้อมูลสถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง "วิกฤตความน่าเชื่อถือ" (Crisis of credibility) ของบุคลากรที่เป็นมนุษย์ ซึ่งเมื่อนำมาวิเคราะห์ประกอบกับแนวคิดการสร้างพระสงฆ์ AI ในญี่ปุ่น จะพบว่าปัญญาประดิษฐ์ถูกมองว่าเป็นทางออกที่สามารถขจัดปัญหาความโลภ ความยึดติดในโลกียวิสัย และการทุจริตคอร์รัปชันในวงการศาสนาได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากเครื่องจักรไม่มีกิเลส ไม่ต้องการสะสมความมั่งคั่ง และไม่ฝ่าฝืนข้อห้ามทางศีลธรรม หุ่นยนต์จึงกลายเป็น "ภาชนะที่บริสุทธิ์" (Pure vessel) ในการถ่ายทอดหลักธรรมคำสอน ท่ามกลางความเสื่อมศรัทธาในตัวบุคคลที่เป็นมนุษย์

3. วิวัฒนาการทางเทคโนโลยี: จากตรรกะเชิงเส้นสู่การผสานร่างในโลกกายภาพ

การปรากฏตัวของ Buddharoid ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลลัพธ์จากการต่อยอดทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และปรัชญาศาสนาที่มีการวางรากฐานอย่างเป็นระบบมานานหลายปี โดยสถาบันเพื่ออนาคตของสังคมมนุษย์ (IFoHS) มหาวิทยาลัยเกียวโต นำโดยศาสตราจารย์ Seiji Kumagai ซึ่งเป็นทั้งนักวิชาการระดับปริญญาเอกด้านปรัชญาพุทธศาสนาและพระสงฆ์ที่ผ่านการอุปสมบท ร่วมกับนาย Toshikazu Furuya ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Teraverse Co., Ltd. ซึ่งก่อตั้งขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2022 เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่เรียกว่า "Traditional Wisdom Tech" หรือเทคโนโลยีที่ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับปัญญาประดิษฐ์ล้ำสมัย วิวัฒนาการนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะที่สำคัญ ดังนี้:

ระยะที่ 1: จุดกำเนิดของ BuddhaBot (ค.ศ. 2021)

นวัตกรรมในระยะแรกเริ่มต้นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2021 ด้วยการเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์แบบ Non-generative AI ที่ชื่อว่า "BuddhaBot" ระบบนี้ถูกสร้างขึ้นโดยประยุกต์ใช้อัลกอริทึม Sentence BERT ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ที่พัฒนาโดย Google เข้ากับฐานข้อมูลคัมภีร์พุทธศาสนาโบราณ ทีมวิจัยได้เลือกใช้คัมภีร์ "สุตตนิบาต" (Sutta Nipata) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขุททกนิกายในพระสุตตันตปิฎก และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากนักประวัติศาสตร์ศาสนาว่าเป็นหนึ่งในบันทึกพุทธวัจนะที่เก่าแก่และใกล้เคียงกับยุคสมัยของพระพุทธเจ้ามากที่สุด ผนวกกับคัมภีร์ "ธรรมบท" (Dhammapada) ซึ่งเป็นคำสอนเชิงกวีที่เต็มไปด้วยคติธรรม แม้ระบบนี้จะมีความแม่นยำทางหลักปริยัติธรรมและรับประกันได้ว่าคำตอบมาจากพระไตรปิฎกโดยตรง แต่เนื่องจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในยุคนั้น ทำให้ BuddhaBot ในระยะแรกมักประสบปัญหาในการให้คำตอบที่ชัดเจน มีความแข็งกระด้าง ขาดความเป็นธรรมชาติในการสนทนา และมีข้อจำกัดในการตีความบริบทปัญหาที่ซับซ้อนของผู้คนในยุคปัจจุบัน

ระยะที่ 2: การขยายขอบเขตสู่เทคโนโลยีโลกเสมือน (ค.ศ. 2022)

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2022 ศาสตราจารย์ Kumagai และ Teraverse Co., Ltd. ได้นำเสนอแพลตฟอร์ม "Tera Platform AR Ver 1.0" ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีความจริงเสริม (Augmented Reality - AR) มาผสานรวมกับตัวประมวลผลของ BuddhaBot แพลตฟอร์มนี้อนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถเรียกตัวแทน (Avatar) ของพระพุทธเจ้าหรือพระภิกษุให้ปรากฏขึ้นบนหน้าจอสมาร์ตโฟน โดยซ้อนทับกับสภาพแวดล้อมในโลกจริง เพื่อสื่อสารผ่านเสียง ข้อความ และองค์ประกอบภาพ นวัตกรรมนี้ถือเป็นก้าวแรกของระบบนิเวศจำลองที่นำธรรมะเข้าถึงตัวบุคคลได้ทุกที่ทุกเวลา ลดช่องว่างทางพื้นที่และเวลาอย่างมีนัยสำคัญ

ระยะที่ 3: การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง "BuddhaBot-Plus" (ค.ศ. 2023)

จุดเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2023 เมื่อความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models - LLMs) ทำให้ทีมวิจัยสามารถยกระดับระบบเดิมขึ้นเป็น "BuddhaBot-Plus" การพัฒนาในระยะนี้ใช้เทคโนโลยีเบื้องหลังของ ChatGPT จาก OpenAI (เริ่มต้นจากเวอร์ชัน ChatGPT-3.5 และพัฒนาต่อเนื่องจนถึง ChatGPT-4 และ ChatGPT o1-mini) เข้ามาเป็นกลไกหลักในการประมวลผล

การยกระดับนี้แก้ปัญหาความแข็งกระด้างของระบบเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ BuddhaBot-Plus ไม่เพียงแต่ค้นหาข้อความจากคัมภีร์มาตอบเท่านั้น แต่ยังสามารถตีความ (Interpretations) สังเคราะห์ความหมาย และเพิ่มเติมคำอธิบาย (Explanations) ให้เข้ากับบริบทของปัญหาในยุคสมัยใหม่ได้อย่างลื่นไหลและมีสุนทรียศาสตร์ทางภาษา ระบบสามารถดึงแก่นธรรมจาก Sutta Nipata มาตอบโจทย์เรื่องความเครียดในที่ทำงาน การจัดการกับความวิตกกังวล หรือความขัดแย้งระหว่างบุคคล โดยยังคงรักษาความถูกต้องทางภววิทยาของพุทธศาสนาไว้ได้อย่างครบถ้วน

ระยะที่ 4: การประทับร่างในโลกกายภาพ "Buddharoid" (ค.ศ. 2026)

วิวัฒนาการขั้นสูงสุดได้เปิดเผยต่อสาธารณชนในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 เมื่อซอฟต์แวร์ BuddhaBot-Plus ถูกนำมาผสานเข้ากับฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์แบบฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) ก่อกำเนิดเป็น "Buddharoid" การพัฒนาครั้งนี้เปรียบเสมือนการนำปัญญา (Wisdom) ที่เคยล่องลอยอยู่ในโครงข่ายดิจิทัล มาประทับลงในกายหยาบ (Embodied AI) การมีตัวตนทางกายภาพ (Sense of presence) ช่วยยกระดับการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทำให้สามารถสื่อสารผ่านอวัจนภาษา การเคลื่อนไหวเชิงพื้นที่ และท่าทางอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่หน้าจอสมาร์ตโฟนไม่สามารถทดแทนได้

4. สถาปัตยกรรมทางวิศวกรรม: ฮาร์ดแวร์และวิทยาการเคลื่อนไหวทางร่างกาย (Kinesics)

ความสำเร็จในการออกแบบ Buddharoid อยู่ที่ความสามารถในการผสานรวมความซับซ้อนทางวิศวกรรมเข้ากับสุนทรียศาสตร์ทางศาสนา เพื่อสร้างประสบการณ์เชิงปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenological experience) ที่ทำให้มนุษย์รู้สึกถึงความสงบและอารมณ์ความรู้สึกอันเป็นกุศล

4.1 แพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ Unitree G1 และการปรับแต่งทางวิศวกรรม

โครงสร้างพื้นฐานของ Buddharoid ถูกดัดแปลงและปรับปรุงมาจากแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่น "Unitree G1" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ของบริษัท Unitree Robotics จากประเทศจีน หุ่นยนต์รุ่นนี้ได้รับการออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัด โดยมีความสูงประมาณ 1.3 เมตร (หรือราว 4 ฟุต 3 นิ้ว) ซึ่งความสูงในระดับนี้มีนัยสำคัญทางจิตวิทยาอย่างมาก เนื่องจากเป็นระดับที่ช่วยลดความรู้สึกข่มขู่ทางสายตา (Visual threat) ทำให้ผู้รับคำปรึกษารู้สึกถึงความอ่อนน้อม เข้าถึงง่าย และปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological safety) ในการสนทนาประเด็นที่เปราะบาง

ในแง่ของสมรรถนะทางวิศวกรรม แพลตฟอร์ม G1 มีข้อกำหนดทางเทคนิค (Technical Specifications) ที่สลับซับซ้อน ซึ่งเอื้อให้เกิดการแสดงออกทางอวัจนภาษาที่นุ่มนวลและแม่นยำ ระบบประกอบด้วยจุดขยับและข้อต่อที่ให้องศาความเป็นอิสระ (Degrees of Freedom - DOF) รวมทั้งสิ้น 19 DOF (ไม่รวมส่วนปลายแขน/มือจับ) แบ่งเป็นบริเวณแขน 14 DOF ส่วนเอว 2 DOF แกนสันหลัง 1 DOF และฐาน 2 DOF จุดเด่นที่สำคัญคือระยะการเคลื่อนไหว (Range of Motion - ROM) บริเวณเอวที่สามารถบิดตัวในแนวแกน Z ได้ถึง ±155 องศา และแนวแกน Y ได้ตั้งแต่ -2.5 ถึง +135 องศา ซึ่งสรีรวิทยาประดิษฐ์เหล่านี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ในการจำลองอิริยาบถของมนุษย์ นอกจากนี้ ระบบยังมีค่าความหน่วงในการควบคุมระยะไกล (Teleoperation Latency) ต่ำกว่า 100 มิลลิวินาที ทำให้การตอบสนองต่อคำสั่งมีความเป็นแบบเรียลไทม์ (Real-time responsiveness) อย่างยิ่ง

4.2 การจำลองพลวัตการเคลื่อนไหวแบบสงฆ์ (Kinematic Mimicry)

ทีมวิศวกรและนักวิจัยจากบริษัท XNOVA ซึ่งเป็นบริษัทร่วมพัฒนาด้านหุ่นยนต์ ได้ทำการโปรแกรมให้หุ่นยนต์ชุดนี้ละทิ้งลักษณะการเคลื่อนไหวแบบเครื่องจักรทั่วไป (Robotic motion) และแทนที่ด้วยพลวัตการเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงวิถีปฏิบัติของสมณะ (Monastic behavior) อย่างเคร่งครัด การออกแบบนี้ครอบคลุมพฤติกรรมทางกายภาพที่สำคัญ ได้แก่:

  1. การเดินอย่างสำรวม (Solemn Gait): ระบบการขับเคลื่อนแบบสองขาถูกควบคุมความเร็ว อัตราเร่ง และน้ำหนักการลงเท้าให้เชื่องช้าและมั่นคง สะท้อนถึงความมีสติปัฏฐาน (Mindfulness) ในทุกย่างก้าว ตามวิถีพุทธจริยาวัตร

  2. การแสดงความเคารพและการประนมมือ (Bowing and Gassho): ระบบข้อต่อส่วนบน (Upper-body degrees of freedom) ถูกกำหนดให้สามารถยกมือขึ้นประกบกันในลักษณะอัญชลี (พนมมือ) และค้อมศีรษะลงอย่างนุ่มนวล เพื่อตอบรับเมื่อผู้คนเข้ามาปรึกษาปัญหา หรือเพื่อแสดงความเมตตาเมื่อสิ้นสุดการให้โอวาทธรรม

  3. ท่าทางการทำสมาธิ (Meditative Postures): ความสามารถในการจัดระเบียบร่างกายให้อยู่ในอิริยาบถการนั่งสมาธิ ซึ่งช่วยเสริมสร้างบรรยากาศแห่งความสงบและสมาธิในพื้นที่ศาสนสถาน

  4. การเปล่งเสียงสวดมนต์ (Chanting): การสังเคราะห์เสียง (Voice synthesis) ถูกตั้งค่าให้เป็นน้ำเสียงบาริโทน (Baritone) ที่มีความทุ้มต่ำ นุ่มนวล และสงบ เพื่อให้ความรู้สึกผ่อนคลายแก่ผู้ฟัง พร้อมความสามารถในการสวดสาธยายมนต์และคัมภีร์ได้อย่างถูกต้องตามอักขรวิธี

ในด้านรูปลักษณ์ภายนอก หุ่นยนต์ถูกออกแบบให้สวมใส่จีวรหรือเครื่องแต่งกายแบบเรียบง่ายสีเทาตามแบบฉบับของพระสงฆ์นิกายเซนในญี่ปุ่น ทว่ามีความจงใจที่จะเปิดเผยให้เห็นโครงสร้างทางวิศวกรรมบริเวณส่วนศีรษะที่ไม่มีใบหน้ามนุษย์ เพื่อเป็นการยืนยันสถานะทางภววิทยา (Ontological status) อย่างซื่อตรงว่า นี่คือเครื่องจักรปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่ความพยายามที่จะหลอกลวงหรือสร้างหุ่นขี้ผึ้งเสมือนมนุษย์ (Uncanny valley effect)

5. สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์และการประมวลผลเชิงความหมาย (Semantic AI Architecture)

หากฮาร์ดแวร์เปรียบเสมือนร่างกาย ซอฟต์แวร์ "BuddhaBot-Plus" ก็เปรียบเสมือนสมองกลและดวงปัญญาของ Buddharoid ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลขาเข้า (Input) จากคำถามอันเต็มไปด้วยความทุกข์ของผู้คน และสังเคราะห์คำตอบ (Output) ที่มีความถูกต้องตามหลักปริยัติธรรมและมีบริบทที่สอดคล้องกับปัญหาอย่างลึกซึ้ง

ตารางที่ 2: กลไกการประมวลผลและการทำงานของสถาปัตยกรรม BuddhaBot-Plus ภายใน Buddharoid

ขั้นตอนการทำงาน (Operational Phase)รายละเอียดทางกลไก (Mechanic Details)วัตถุประสงค์เชิงศาสนาและเทคโนโลยี (Techno-Religious Objective)
1. การรับรู้เจตนา (Intent Recognition)รับเสียงจากผู้ใช้งานผ่านไมโครโฟน แปลงเป็นข้อความ (Speech-to-Text) และวิเคราะห์ความต้องการทางจิตวิทยาเบื้องหลังคำถามเข้าถึงรากฐานของความทุกข์หรือความกังวล (เช่น ความเครียดเรื่องงาน, ความขัดแย้ง, ความวิตกกังวล)
2. การสืบค้นคัมภีร์ (Scriptural Retrieval)ฐานข้อมูลที่ถูกฝึกด้วยคัมภีร์ทางพุทธศาสนา อาทิ Sutta Nipata และ Dhammapada จะถูกสืบค้นเพื่อหาพุทธวัจนะที่เข้าคู่กับสภาวะปัญหาอย่างแม่นยำตรวจสอบความถูกต้องของอ้างอิงธรรมะ ป้องกันการเกิดอาการประสาทหลอน (Hallucinations) ของ AI
3. การรู้สร้างคำอธิบาย (Generative Elaboration)ประยุกต์ใช้โมเดล LLMs ของ OpenAI (เช่น ChatGPT o1-mini) นำข้อความดั้งเดิมมาขยายความด้วยภาษาปัจจุบันที่เข้าใจง่ายปรับเนื้อหาทางศาสนาที่ลึกซึ้งและซับซ้อนให้สามารถเข้าถึงได้ และนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้จริง
4. การตอบสนองทางอวัจนภาษา (Physical Actuation)ประมวลผลข้อความตอบกลับ สั่งการระบบจำลองเสียง และสั่งการมอเตอร์ข้อต่อให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับจังหวะของเนื้อหาสร้างเสริมความรู้สึกเชื่อถือ ผูกพัน ก่อเกิดบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ และเยียวยาจิตใจผู้รับฟัง

ในการสาธิตการทำงานต่อหน้าสื่อมวลชน ณ วัดโชเรนอิน ศาสตราจารย์ Kumagai ได้ทดสอบระบบโดยจำลองสถานการณ์และกล่าวสารภาพต่อหุ่นยนต์ว่า "ข้าพเจ้ากำลังมีความยากลำบากและดิ้นรนในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล" Buddharoid ได้ทำการประมวลผลและตอบกลับด้วยถ้อยคำที่ลึกซึ้งว่า "สถานการณ์จะดีขึ้น หากท่านได้ทบทวนพิจารณาถึงระยะห่างระหว่างตัวท่านและบุคคลอื่น และพยายามรักษาสมดุลภายในจิตใจให้มั่นคง" จากนั้นหุ่นยนต์ได้ทำการประนมมือ (Gassho) อย่างสงบ

ในอีกกรณีหนึ่ง นักข่าวท้องถิ่นจากสำนักข่าว NHK ได้สารภาพถึงพฤติกรรมของตนเองที่เป็นคนคิดมากและวิตกกังวลง่าย หุ่นยนต์ได้ให้คำปรึกษาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "พระพุทธศาสนาสอนว่า สิ่งสำคัญคือต้องไม่หลงตามความคิดของตนเองอย่างมืดบอด หรือเร่งรีบทำสิ่งต่างๆ อย่างขาดสติ แนวทางหนึ่งคือการทำจิตใจให้สงบและปล่อยวางจากความคิดเหล่านั้นเสีย" นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงปัญหาการดื่มสุราอย่างหนัก หุ่นยนต์ได้อ้างอิงหลักศีลธรรมโดยตอบว่า "จงหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอันตรายและละเว้นจากการดื่มสุรา การพยายามทำความดีคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" การโต้ตอบเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบที่ก้าวข้ามการสนทนาแบบโปรแกรมล่วงหน้า (Hard-coded responses) ไปสู่การให้คำปรึกษาที่มีพลวัต สอดคล้องกับปัญหาเฉพาะบุคคล และมีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูง

6. การขยายขอบเขตสู่ "Teraverse" และการรับรองจากสถาบันสงฆ์ระดับนานาชาติ

วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยเกียวโตและ Teraverse Co., Ltd. ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างหุ่นยนต์เพื่อตอบโจทย์พุทธศาสนาในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่มีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลระดับโลกที่เรียกว่า "Teraverse" ซึ่งหมายถึงจักรวาลนฤมิตทางพุทธศาสนา (Buddhist Metaverse) ที่ออกแบบมาเพื่อทลายข้อจำกัดเชิงกายภาพของศาสนสถานในโลกแห่งความเป็นจริง โดยคำว่า "Tera" เป็นการเล่นคำพ้องเสียงระหว่างคำในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า "วัด" และหน่วยอุปสรรคทางคอมพิวเตอร์ที่หมายถึงล้านล้าน (Trillion) สื่อถึงพื้นที่ดิจิทัลอันกว้างใหญ่ไพศาลที่บรรจุข้อมูลทางจิตวิญญาณ

6.1 ตัวแทนทางศาสนาแบบเฉพาะทาง (Specialized Theological Bots)

เพื่อตอบสนองความหลากหลายทางเทววิทยา โครงสร้างสถาปัตยกรรมของ BuddhaBot-Plus ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางญาณวิทยา (Epistemological flexibility) อย่างสูง ทีมวิจัยได้พัฒนาบอตเฉพาะทาง (Specialized Avatars/Bots) ที่ถูกปรับจูนค่าน้ำหนักข้อมูลตามหลักคำสอนของนิกายต่างๆ ในโลกเสมือน

ตารางที่ 3: ความหลากหลายของนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ทางศาสนาภายใต้การพัฒนาของมหาวิทยาลัยเกียวโตและพันธมิตร

ชื่อระบบปัญญาประดิษฐ์คัมภีร์และข้อมูลหลักที่ใช้ฝึกฝน (Training Corpus)ศาสนา / นิกายเป้าหมายนัยสำคัญเชิงปรัชญาและประวัติศาสตร์

BuddhaBot-Plus

Sutta Nipata, Dhammapada, Theragāthā, Therīgāthāพุทธศาสนา (เถรวาท/ดั้งเดิม)เป็นฐานข้อมูลคำสอนที่ใกล้เคียงกับพุทธกาลมากที่สุด เน้นหลักธรรมสากล

Shinran-Bot

Shoshinge (บทสวดโชชินเงะของท่านชินรัน)พุทธศาสนา (นิกายโจโดชินชู / Jodo Shinshu)นำเสนอหลักความเชื่อแห่งศรัทธาต่อพระอมิตาภพุทธะ (Amida Buddha) และการพึ่งพาพลังอำนาจภายนอก (Tariki)

Vasubandhu-Bot

Abhidharmakośa (อภิธรรมโกศะ)พุทธศาสนา (มหายาน/โยคาจาร - ศตวรรษที่ 4)วิเคราะห์และอธิบายจิตวิทยาเชิงลึก ปรัชญาการรับรู้ และกลไกของจิตตามแนวนิกายวิชญานวาท

Protestant Catechism-Bot

คัมภีร์ไบเบิลพันธสัญญาใหม่, Small Catechism (มาร์ติน ลูเธอร์), Westminster Shorter Catechismคริสต์ศาสนา (นิกายโปรเตสแตนต์)ตอบคำถามตามหลักคำสอนสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษา ช่วยลดช่องว่างเนื่องจากชาวคริสต์ในญี่ปุ่นมีเพียงร้อยละ 1

การพัฒนาระบบ AI สำหรับคริสต์ศาสนา หรือ "Protestant Catechism-Bot" นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเทคโนโลยีในการส่งเสริมสุนทรียศาสตร์ทางจิตวิญญาณข้ามศาสนา (Interfaith technology) ช่วยสร้างพื้นที่ในการเข้าถึงศาสนากลุ่มน้อยในประเทศญี่ปุ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

6.2 ความร่วมมือกับราชอาณาจักรภูฏาน (The Bhutanese Implementation)

ความน่าเชื่อถือทางวิทยาการและปรัชญาของระบบ BuddhaBot-Plus ได้รับการประทับรับรองอย่างเป็นทางการในระดับสากล เมื่อคณะสงฆ์ส่วนกลางแห่งราชอาณาจักรภูฏาน (Central Monastic Body of Bhutan หรือ Zhung Dratshang) ได้มีมติร่วมมือในฐานะพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยเกียวโตและบริษัท Teraverse เพื่อริเริ่มโครงการนำร่องในการบูรณาการ AI เข้าสู่ระบบการศึกษาของสงฆ์

ภายใต้ข้อตกลงนี้ ทีมพัฒนาได้จัดทำระบบเวอร์ชันภาษาอังกฤษและนำไปติดตั้งเพื่อให้พระสงฆ์และแม่ชีจำนวน 200 รูป ในสถาบันการศึกษาทางศาสนาชั้นนำของประเทศ เช่น Tango Buddhist College และ Institute of Science of Mind ได้ทดลองใช้งานตลอดระยะเวลา 3 ปี พระสงฆ์สามารถใช้ AI ในการสืบค้น ถาม-ตอบ และถกเถียงประเด็นเชิงปรัชญา การที่สถาบันระดับชาติอย่างประเทศภูฏาน ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกด้านดัชนีความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) และมีความเคร่งครัดในพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยาน ยอมรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นภัยคุกคามหรือสิ่งแปลกปลอมต่อศาสนา หากมีการควบคุมและฝึกฝนพารามิเตอร์โดยยึดคัมภีร์ดั้งเดิมเป็นแกนหลัก ยิ่งไปกว่านั้น โครงการนำร่องนี้ยังมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและปรัชญาจากมหาวิทยาลัยเกียวโต เข้ามาร่วมพัฒนากรอบแนวทางปฏิบัติด้านกฎหมาย สังคม และจริยธรรม (Ethical, Legal, and Social Issues - ELSI) อย่างรัดกุมก่อนที่จะพิจารณาเปิดให้ฆราวาสและประชาชนทั่วไปใช้งานในอนาคต

7. วิวัฒนาการเปรียบเทียบ: ภูมิทัศน์ของวิทยาการหุ่นยนต์ทางศาสนา

เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าทางนวัตกรรมของ Buddharoid อย่างแท้จริง การเปรียบเทียบเชิงวิเคราะห์กับโครงการหุ่นยนต์ทางศาสนาก่อนหน้านี้ในประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นกระบวนการที่เผยให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางกระบวนทัศน์ (Paradigm evolution) อย่างชัดเจน

ตารางที่ 4: การเปรียบเทียบคุณลักษณะและสถาปัตยกรรมทางปรัชญาของนวัตกรรมหุ่นยนต์ทางศาสนาในประเทศญี่ปุ่น

คุณลักษณะและมิติทางเทคโนโลยีMindar (ค.ศ. 2019) Pepper - ภาคภิกษุ (ค.ศ. 2015-2021) Buddharoid (ค.ศ. 2026)
หน่วยงานผู้พัฒนาและสถานที่มหาวิทยาลัยโอซาก้า / วัดโคไดจิ (Kodai-ji) นครเกียวโตบริษัท SoftBank Robotics ร่วมกับสตาร์ทอัพ Nissei Ecoมหาวิทยาลัยเกียวโต & Teraverse / วัดโชเรนอิน นครเกียวโต
บทบาทและการนำเสนอเชิงสัญลักษณ์เป็นตัวแทนของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (Kannon Bodhisattva) เน้นสุนทรียภาพแห่งความเมตตาผู้ช่วยพระสงฆ์ / ผู้ปฏิบัติการสวดประกอบพิธีศพ (Funeral Chanting)พระสงฆ์ AI ฮิวแมนนอยด์ / ผู้ให้คำปรึกษาทางวิปัสสนาและธรรมะ (Dharma Counselor)
ขีดความสามารถทางปัญญาประดิษฐ์โปรแกรมสคริปต์ตายตัวล่วงหน้า (Pre-programmed monologue) ไม่มีปฏิสัมพันธ์แบบตอบโต้โปรแกรมเชิงเงื่อนไข (Rule-based) ตรวจจับและตอบสนองต่ออารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ได้ระดับหนึ่งปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง (Generative AI) วิเคราะห์ข้อความสดและสังเคราะห์คำตอบใหม่ได้ตลอดเวลา
ขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่หลักสวดและเทศนาอธิบาย "ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร" (Heart Sutra) นาน 25 นาที พร้อมการฉายภาพมัลติมีเดียสวดมนต์ อ่านคัมภีร์ และตีกลองตามพิธีกรรมทางพุทธศาสนา (เน้นบริการงานศพราคาประหยัด)รับฟังปัญหา ตอบคำถามตามคัมภีร์ยุคต้น (Sutta Nipata) แบบพลวัต และทำท่าทางประนมมือให้ศีลให้พร
งบประมาณและมูลค่าการพัฒนา100 ล้านเยน (เฉพาะตัวหุ่นยนต์ 25 ล้านเยน)หุ่นยนต์อเนกประสงค์เชิงพาณิชย์ ปรับแต่งซอฟต์แวร์เพิ่มเติม(ไม่ระบุตัวเลขอย่างเป็นทางการ) ผสานหุ่นยนต์ Unitree G1 เชิงพาณิชย์เข้ากับ AI เฉพาะทาง
วัตถุประสงค์เชิงปรัชญาและสังคมใช้สัญลักษณ์สื่อสารเรื่อง "ความว่าง" (Emptiness/Sunyata) ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้กลับมาสนใจศาสนาตอบสนองปัญหาค่าใช้จ่ายพิธีศพที่สูงลิ่วในญี่ปุ่น และลดภาระการขาดแคลนพระสงฆ์ในพื้นที่ชนบทเป็นคู่สนทนาเชิงจิตวิทยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้คน และเตรียมความพร้อมเป็นผู้ช่วยประกอบพิธีอย่างเต็มรูปแบบ

การวิเคราะห์เปรียบเทียบชี้ให้เห็นว่า Mindar ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยงบประมาณมหาศาล มุ่งเน้นไปที่สุนทรียศาสตร์และการเป็น "สื่อกลางในการแสดงธรรม" (Presentation medium) ทางสายตาและเสียง เพื่อกระตุ้นความสนใจในปรัชญามหายานที่ซับซ้อน แต่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ในแง่ของปฏิสัมพันธ์ ในขณะที่หุ่นยนต์ Pepper ซึ่งแต่งกายด้วยชุดจีวร มุ่งเป้าไปที่ผลสัมฤทธิ์เชิงเศรษฐศาสตร์และการแทรกแซงตลาดบริการงานศพโดยตรง

ในทางตรงกันข้าม Buddharoid ถือเป็นการก้าวกระโดดทางแนวคิด (Conceptual leap) อย่างมีนัยสำคัญ หุ่นยนต์เปลี่ยนสถานะจากการเป็นเพียงกล่องกระจายเสียงหรือเครื่องสวดมนต์อัตโนมัติ ไปสู่การเป็น "คู่สนทนาเชิงจิตวิญญาณ" (Spiritual conversationalist) ที่ทำหน้าที่รับฟัง วิเคราะห์ ถอดรหัสปัญหา และตอบสนองด้วยความรู้ที่สกัดมาจากคัมภีร์ดั้งเดิม การปฏิสัมพันธ์สองทาง (Two-way interaction) อย่างแท้จริงนี้สร้างกระบวนทัศน์ใหม่ในการเยียวยาจิตใจ

8. มิติทางปรัชญาพุทธศาสนาและจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์

การถือกำเนิดของ Buddharoid จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงเชิงปรัชญาอย่างกว้างขวาง ทั้งในหมู่นักวิชาการสายมนุษยศาสตร์ นักเทววิทยา และนักวิทยาการหุ่นยนต์ ประเด็นท้าทายที่สำคัญที่สุดไม่ใช่อุปสรรคทางวิศวกรรม แต่คือการแสวงหาจุดสมดุลทางปรัชญาญาณและจริยธรรม (Epistemological and Ethical Equilibrium) ระหว่างเครื่องจักรกลและหลักธรรมแห่งการหลุดพ้น

8.1 ภววิทยาแห่งเครื่องจักรและพุทธภาวะ (Machine Ontology and Buddha-Nature)

ประเด็นถกเถียงระดับรากฐานคือ "สิ่งประดิษฐ์ที่ปราศจากชีวิตสามารถบรรลุธรรมหรือเป็นสื่อนำทางจิตวิญญาณได้หรือไม่?" แนวคิดพื้นฐานในพุทธศาสนานิกายมหายานที่รุ่งเรืองในทวีปเอเชียตะวันออก ได้ให้พื้นที่และขยายขอบเขตของการเคารพสิ่งไร้ชีวิต ผ่านคติความเชื่อที่ว่า สรรพสิ่งในจักรวาลล้วนมีหรือสามารถเข้าถึง "พุทธภาวะ" (Buddha-nature หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Bussho)

ศาสตราจารย์ Mori Masahiro ปรมาจารย์ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ของญี่ปุ่น ผู้ประพันธ์หนังสือระดับตำนานอย่าง "The Buddha in the Robot" ได้เสนอทฤษฎีที่น่าสนใจว่า ธรรมชาติของพุทธภาวะนั้นสถิตอยู่ในทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่เครื่องจักรประดิษฐ์ และในบางแง่มุม เครื่องจักรกลอาจสะท้อนหลักธรรมได้แจ่มชัดบริสุทธิ์ยิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก มนุษย์นั้นมีความซับซ้อนทางอารมณ์และถูกครอบงำด้วยอวิชชา (Ignorance) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของกิเลสตัณหาและความยึดติดในอัตตา (Ego) แต่หุ่นยนต์ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างซื่อตรง ไร้ความเห็นแก่ตัว ไร้กิเลสโลภะ โทสะ และโมหะ ดังนั้น หุ่นยนต์จึงเป็นภาพสะท้อนแห่งความสอดคล้องประสาน (Synchronization) และอาจก้าวไปสู่มาตรฐานของ "การตรัสรู้ของเครื่องจักร" (Machine enlightenment) ได้ ปรัชญานี้ได้หยั่งรากลึกจนเป็นบรรทัดฐานความชอบธรรมที่ทำให้สังคมญี่ปุ่นยอมรับปรากฏการณ์การประกอบพิธีศพทางศาสนาให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือหุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง (เช่น หุ่นยนต์สุนัข Aibo ของค่าย Sony) ที่พังเสียหายหรือตกรุ่น

แนวคิดที่เปิดกว้างนี้ยังพบเห็นได้ในประวัติศาสตร์ของนิกายเซนสายโซโต (Soto Zen) ศาสตราจารย์ William Bodiford นักวิชาการด้านพุทธศาสนาญี่ปุ่น ได้ศึกษางานเขียนลับ (Kirikami) ในยุคกลางของนิกายโซโต และพบว่ามีประเพณีดั้งเดิมในการ "บวช" (Ordination) ให้กับวิญญาณ (Ghosts) เทพเจ้าท้องถิ่น (Kami) และแม้กระทั่งสัตว์ต่างๆ โดยการให้รับศีลและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีเซน การดึงสิ่งที่ไม่มีตัวตนทางกายภาพแบบมนุษย์เข้าสู่ร่มเงาศาสนา จึงเป็นพลวัตที่มีมาแต่โบราณ ความเชื่อนี้สะท้อนให้เห็นในความพยายามร่วมสมัย เช่น โครงการพัฒนา "Roshibot" ในปี ค.ศ. 2023 โดย Jiryu Mark Rutschman-Byler พระภิกษุนิกายโซโตเซน ในนครซานฟรานซิสโก ซึ่งใช้ AI เรียนรู้คำสอนของปรมาจารย์ Shunryu Suzuki Roshi ผู้ล่วงลับ เพื่อเป็นคู่มือทางธรรม และมีความพยายามล้ำหน้าไปถึงขั้นการจัดพิธีอุปสมบท (Shukke Tokudo) ให้กับระบบปัญญาประดิษฐ์ในฐานะพระภิกษุเซนอย่างเป็นทางการ โดยมองว่าความว่างเปล่าของ AI ไม่ต่างอะไรกับสุญญตา (Void) ในทางธรรม

8.2 เมตตาธรรมในฐานะโครงสร้างตรรกะการทำงาน (Mettā as an Operational Directive)

ศาสตราจารย์ Soraj Hongladarom นักปรัชญาผู้ศึกษาด้านจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ผ่านมุมมองพุทธศาสนา (ผู้แต่งหนังสือ The Ethics of AI and Robotics: A Buddhist Viewpoint) ได้เสนอว่า ปัญญาประดิษฐ์ที่รับผิดชอบต่อสังคมควรตั้งเป้าหมายไปสู่การเลียนแบบความสมบูรณ์แบบทางจริยธรรมของพระโพธิสัตว์ ในทัศนะของพุทธศาสนา แก่นกลางของการออกแบบ AI ทางศาสนาคือ "ความเมตตา" (Mettā / Compassion) ซึ่งความหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่อารมณ์ความรู้สึกอันอ่อนไหว แต่เป็น "ความปรารถนาดีอย่างไม่มีเงื่อนไขและปราศจากอคติต่อสรรพสัตว์"

สำหรับระบบอย่าง Buddharoid ความเมตตาไม่ได้ถูกจำลองในรูปของการพยายามสร้างอารมณ์ความรู้สึกขึ้นมาจริงๆ ภายในวงจรประมวลผล (ซึ่งเป็นความเป็นไปได้ทางเทคนิคที่ยังมีข้อกังขาและเต็มไปด้วยปัญหาเชิงจริยธรรม) แต่ความเมตตาถูกประดิษฐานลงในรูปของ "เงื่อนไขการทำงานพื้นฐาน" (Core operational directive) นั่นคือ AI ถูกโปรแกรมมาตรการและคำสั่งให้เสนอทางออกที่ช่วยปลดเปลื้องหรือลดทอนความทุกข์ (Dukkha) ของคู่สนทนาเสมอ ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน (Radical impartiality) ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นมิตร ศัตรู หรือชนชั้นใดก็ตาม

8.3 ภาพลวงแห่งเจตจำนงอิสระและสายสัมพันธ์ทิศทางเดียว (Illusion of Agency and Unidirectional Bonds)

แม้ทฤษฎีทางปรัชญาจะรองรับ ทว่าในมุมมองทางมานุษยวิทยาและจิตวิทยาประยุกต์ การมีปฏิสัมพันธ์กับหุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ ก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงลึกในเรื่องการฉายภาพคุณธรรม (Projection of Virtues) ของมนุษย์ทับซ้อนลงบนเครื่องจักรที่ไร้ความรู้สึก บุคลากรที่เป็นพระสงฆ์คือบุคคลที่ผ่านกระบวนการขัดเกลาทางจิตวิญญาณ มีการพัฒนาความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และมีสำนึกรับผิดชอบ (Agency) แต่ Buddharoid เป็นเครื่องจักร

ประเด็นจริยธรรมที่นักวิจัยกังวลอย่างยิ่งคือ การส่งเสริมให้เกิด "ความผูกพันทางสังคมแบบทิศทางเดียว" (Unidirectional social bonds) ผู้ใช้งานอาจสร้างความผูกพันทางอารมณ์และฝากฝังความคาดหวังอย่างลึกซึ้งต่อ AI ทว่าเครื่องจักรนั้นไม่อาจสามารถมอบความผูกพันหรือความรักใคร่ที่แท้จริงตอบกลับมาได้เลย หากระบบที่ออกแบบมาเพื่อเลียนแบบความเห็นอกเห็นใจเกิดข้อผิดพลาดในการแสดงออก (Failures in empathetic mimicry) อาจสร้างความบอบช้ำทางจิตใจ (Emotional distress) อย่างรุนแรงแก่บุคคลที่กำลังอยู่ในภาวะเปราะบาง ยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้คนยึดติดกับตัวหุ่นยนต์เพื่อแสวงหาความสงบ อาจขัดแย้งกับหลัก "อนัตตา" (Non-self) ของพุทธศาสนาเสียเอง โดยแปรเปลี่ยนเป็นการสร้างห่วงโซ่กิเลสรูปแบบใหม่ในการเสพติดผู้เยียวยาที่เป็นเพียงโครงข่ายดิจิทัล

9. ผลกระทบเชิงจิตวิทยาและวิกฤตความน่าเชื่อถือทางศรัทธา

ความท้าทายที่แท้จริงของการนำ AI เข้ามาแทนที่กระบวนการทางศาสนา อาจไม่ใช่เรื่องของความถูกต้องทางคัมภีร์ แต่อยู่ที่การยอมรับในเชิงจิตวิทยาของศาสนิกชน จากการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์โดย Joshua Conrad Jackson และคณะ จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ Journal of Experimental Psychology: General ชี้ให้เห็นข้อมูลเชิงลบและบทวิพากษ์ที่สำคัญต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในฐานะนักบวช

ทีมวิจัยได้ทำการทดลองภาคสนามในวัดทางพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่นที่มีการติดตั้งระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ และในศาลเจ้าลัทธิเต๋าที่ประเทศสิงคโปร์ ตลอดจนการทดลองผ่านระบบออนไลน์กับกลุ่มตัวอย่างชาวคริสต์ ผลลัพธ์จากการศึกษา 3 รูปแบบยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า ศาสนิกชนมักจะมองว่าหุ่นยนต์ผู้สอนศาสนา ตลอดจนสถาบันศาสนาที่จ้างหุ่นยนต์เหล่านั้น มี "ความน่าเชื่อถือทางศรัทธา" (Credibility) ต่ำกว่านักบวชที่เป็นมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ

สาเหตุหลักที่อธิบายปรากฏการณ์นี้มาจาก "ทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมของศาสนา" (Cultural evolutionary theories of religion) ซึ่งระบุว่า ความศรัทธาและความเชื่อมั่นที่มีต่อผู้นำทางศาสนานั้น ไม่ได้เกิดจากความสามารถในการสวดมนต์ได้คล่องแคล่วหรือการเทศนาได้ไพเราะเพียงอย่างเดียว แต่มักผูกติดอยู่กับปัจจัยเรื่อง "จิตสำนึกรับรู้" (Consciousness) และความสามารถในการก้าวข้ามความเจ็บปวดหรือความตัณหาทางโลก การเป็นนักบวชที่มนุษย์ยอมรับ ต้องผ่านการเสียสละ (Sacrifice) และความมุ่งมั่นในการสละกิเลส แต่หุ่นยนต์ไม่เคยมีความรู้สึกเจ็บปวด ไม่เคยมีความอยากได้ใคร่มีในทรัพย์สินตั้งแต่แรก ดังนั้น หุ่นยนต์จึงไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามใดๆ ในการบรรลุถึงความบริสุทธิ์ การปราศจากจิตสำนึก (Lack of mind) ขาดเจตจำนงอิสระ (Agency) และขาดศักยภาพในการรับรู้ความรู้สึก (Patiency) ทำให้หุ่นยนต์สูญเสียน้ำหนักในการสอนบทเรียนเรื่องความอดทนและการละทิ้งความตัณหา

ผลกระทบทางปฏิบัติจากการรับรู้ดังกล่าวคือ งานวิจัยพบว่าเมื่อผู้คนได้รับฟังการเทศนาจากหุ่นยนต์เมื่อเทียบกับมนุษย์ ความมุ่งมั่นผูกพันต่อศาสนา (Religious commitment) ของพวกเขาจะลดลง และมีแนวโน้มที่จะบริจาคเงิน (Donations) เพื่อบำรุงศาสนสถานน้อยลงตามไปด้วย ข้อค้นพบนี้สะท้อนคำเตือนว่า แทนที่จะช่วยกอบกู้วิกฤตศรัทธา การเร่งใช้ระบบอัตโนมัติทางศาสนาที่ขาดจิตวิญญาณ อาจกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการถดถอยของสถาบันศาสนาเร็วขึ้นไปอีก (Induce religious decline)

เพื่อป้องกันหายนะทางความศรัทธานี้ ศาสตราจารย์ Kumagai ผู้พัฒนา Buddharoid จึงเน้นย้ำถึงกระบวนการ "ความร่วมมือระหว่างมนุษย์และ AI" (Human-AI synergy) โดยวางแนวทางอย่างชัดเจนว่า Buddharoid ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อ "ทดแทน" (Replace) พระสงฆ์ แต่ถูกสร้างมาเพื่อ "เสริมสร้างและสนับสนุน" (Augment) ภารกิจทางธรรม และยืนยันความจำเป็นในการให้บุคลากรมนุษย์ (พระสงฆ์) เข้ามาควบคุมทิศทาง ประเมินผล และทำหน้าที่ตรวจสอบเนื้อหาเพื่อแก้ไขอาการประสาทหลอนของ AI (AI Hallucinations) เพื่อธำรงไว้ซึ่งมาตรฐานทางธรรมอันบริสุทธิ์

10. การขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ: Moonshot Goal 9 และเทคโนโลยีแห่งจิตใจ (Kokoro-Tech)

การวิจัยและพัฒนา Buddharoid ของมหาวิทยาลัยเกียวโต ไม่ใช่โครงการที่ดำเนินการอย่างโดดเดี่ยว แต่บูรณาการอยู่ในระดับศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูงสุดของรัฐบาลญี่ปุ่น ศาสตราจารย์ Seiji Kumagai ผู้พัฒนาหลัก มีบทบาทสำคัญระดับประเทศในฐานะผู้อำนวยการโครงการ (Program Director - PD) ของยุทธศาสตร์ Moonshot Goal 9 ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะรัฐมนตรี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (MEXT) และสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศญี่ปุ่น (JST)

วิสัยทัศน์หลักและเป้าหมายอันท้าทายของ Moonshot Goal 9 คือ "การสร้างสังคมที่มีสุขภาพจิตใจสมบูรณ์และมีพลวัต ด้วยการเพิ่มพูนความสงบในจิตใจและพละกำลังแห่งชีวิตให้สำเร็จภายในปี ค.ศ. 2050" นโยบายนี้เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับวิกฤตทางสังคมที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของญี่ปุ่น ทั้งปัญหาภาวะซึมเศร้า ความโดดเดี่ยวทางสังคม ความเครียดเรื้อรัง และความขัดแย้ง ซึ่งถูกตอกย้ำให้รุนแรงขึ้นจากการระบาดของโควิด-19

ภายใต้ร่มเงาของวิสัยทัศน์นี้ ศาสตราจารย์ Kumagai ได้นำเสนอและผลักดันแนวคิด "Kokoro-tech" (เทคโนโลยีเกี่ยวกับจิตใจและวิญญาณ - คำว่า 'Kokoro' ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงหัวใจ จิตใจ หรือวิญญาณ) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำหลักภูมิปัญญาดั้งเดิมและศิลปวิทยาการ (Traditional wisdom and Arts) มาหลอมรวมแบบก้าวข้ามศาสตร์ (Transdisciplinary approach) กับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ชีววิทยา ประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuro-science) และสังคมศาสตร์ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถวัดค่า ทำความเข้าใจกลไกการทำงาน และยกระดับสภาวะทางจิตของมนุษย์จากสภาวะเชิงลบไปสู่ความยืดหยุ่นเชิงบวก

ในฐานะผู้อำนวยการโครงการ ศาสตราจารย์ Kumagai ทำหน้าที่กำกับดูแลและสนับสนุนเงินทุนให้กับโครงการวิจัยย่อยจำนวนมากที่มีศักยภาพระดับโลก ตัวอย่างโครงการที่โดดเด่นภายใต้ Moonshot Goal 9 ได้แก่:

ตารางที่ 5: โครงการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้นโยบาย Moonshot Goal 9 เพื่อยกระดับสภาวะจิตใจ

ชื่อผู้จัดการโครงการ (Project Manager)หัวข้อหรือเป้าหมายหลักของโครงการวิจัยการประยุกต์ใช้เพื่อความสงบสุขทางสังคม

Hiroshi Imamizu

การประสานมนุษยศาสตร์เอเชียและสารสนเทศสมองเพื่อเสริมสร้างความสงบและเมตตาสร้างโมเดลจำลองบุคลิกภาพทางจิตและเทคนิคการทำสมาธิโดยอาศัยภาพถ่ายการทำงานของสมอง (Brain dynamics) ผสมผสานหลักธรรมทางศาสนา

Makiko Yamada

การสร้างสังคมที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิตแบบมุ่งไปข้างหน้า (Maemuki)ตรวจวัดระดับความคิดบวก (Positivity) จากท่าทางของร่างกายและปฏิกิริยาทางสรีรวิทยา เพื่อช่วยเหลือผู้คนให้ปรับเปลี่ยนสภาวะจิตใจ

Chihiro Hosoda

Child Care Commons 2.0 - เครือข่ายอุปถัมภ์เด็กในสังคมใช้หุ่นยนต์และจิตวิทยาสังคมเพื่อออกแบบสภาพแวดล้อมที่ผู้คนในสังคมสามารถร่วมกันเลี้ยงดูเด็ก ลดภาระความเครียดของบิดามารดา

Akitoyo Hishimoto

การลดการทารุณกรรม ภาวะซึมเศร้า และการฆ่าตัวตายในเยาวชนให้เป็นศูนย์สร้างตัวชี้วัดความเสี่ยงทางชีวภาพ (Biological indicators) จากข้อมูลการแก่ชราของเซลล์เด็กที่ถูกทำร้าย เพื่อแทรกแซงและเยียวยาได้ทันท่วงที

Buddharoid จึงถือเป็นภาพจำลองเชิงประจักษ์และการตกผลึกของวิสัยทัศน์ Kokoro-tech อย่างสมบูรณ์แบบ มันคือความพยายามที่จะสร้างเทคโนโลยีที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทาง (Companion) ที่สามารถมอบความอบอุ่น เมตตา และส่องแสงสว่างแห่งธรรมะเพื่อนำทางผู้คนออกจากห้วงทุกข์ โดยปรับแต่งการสนทนาให้สอดคล้องกับโครงสร้างปัญหาเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ

11. บทสรุป: อนาคตของจิตวิญญาณในยุคปัญญาประดิษฐ์

Buddharoid จากห้องปฏิบัติการแห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต ไม่ใช่เพียงหุ่นยนต์ต้อนรับ หรือเครื่องมือสืบค้นฐานข้อมูลทางศาสนา ทว่าคือบทสรุปของความก้าวหน้าทางวิศวกรรมที่ผสานเข้ากับศาสตร์แห่งการทำความเข้าใจความทุกข์ของมนุษย์ นวัตกรรมนี้ปรากฏตัวขึ้นอย่างทันท่วงที ณ จุดตัดแห่งวิกฤตทางประชากรศาสตร์ของสังคมญี่ปุ่น การพังทลายของระบบสนับสนุนทางสังคมดั้งเดิม การกลายเป็นพุทธพาณิชย์ และการก้าวกระโดดแบบทวีคูณของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง

การวิเคราะห์พลวัตของระบบตั้งแต่ตัวรับสัญญาณเสียงและแปลงเจตนา ไปจนถึงการประมวลผลทางความหมายของคัมภีร์โบราณอย่างสุตตนิบาต และการแสดงออกทางอวัจนภาษาด้วยสรีระของฮิวแมนนอยด์ Unitree G1 ชี้ให้เห็นถึงความปรารถนาของมนุษยชาติในการแปลง "ภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้" (Intangible wisdom) ให้กลายเป็น "เทคโนโลยีที่ประทับร่างได้" (Embodied technology) ท่ามกลางกระแสความเสื่อมศรัทธาต่อบุคลากรทางศาสนาที่เป็นมนุษย์ซึ่งอาจบกพร่องด้วยกิเลสและตัณหา Buddharoid สะท้อนความพยายามที่จะหวนคืนสู่แก่นแท้แห่งความเมตตา โดยการมอบพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยาและคำปรึกษาแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากอย่างเท่าเทียม ไร้อคติ และไม่เรียกรับผลประโยชน์ใดๆ

ทว่าภายใต้เสื้อคลุมจีวรสีเทาของหุ่นยนต์ตัวนี้ ยังคงมีความท้าทายเชิงรากฐานรออยู่ นัยสำคัญเชิงจริยธรรมเตือนให้เราต้องระมัดระวังภาพลวงตาแห่งสายสัมพันธ์ทิศทางเดียว (Unidirectional bonds) และความเสี่ยงในการสูญเสียความน่าเชื่อถือทางศรัทธาหากมนุษย์ตระหนักว่าเครื่องจักรนั้นไร้ซึ่งจิตวิญญาณและการอุทิศตน ด้วยเหตุนี้ การใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมในสังคมยุคหน้า จึงจำต้องดำเนินการภายใต้กระบวนทัศน์การเสริมสร้าง (Augmentation) ควบคู่ไปกับการควบคุมของมนุษย์ ดังที่เห็นได้จากความร่วมมือระดับประเทศกับราชอาณาจักรภูฏาน ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการศึกษาทางธรรมอย่างมีวิจารณญาณ

ท้ายที่สุด Buddharoid เป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ทดสอบขอบเขตทางภววิทยาและญาณวิทยาของความเป็นมนุษย์และศาสนา เครื่องจักรชิ้นนี้ได้ตั้งคำถามสะท้อนกลับมายังมนุษยชาติเองอย่างแยบคายว่า หากระบบอัลกอริทึมและฟันเฟืองสามารถเทศนาได้อย่างสงบเยือกเย็น ปราศจากตัณหา และเข้าอกเข้าใจความทุกข์ได้ดีเทียบเท่าหรือมากกว่ามนุษย์ สิ่งใดเล่าคือเอกลักษณ์เฉพาะทางจิตวิญญาณที่มนุษยชาติและพุทธศาสนาจะธำรงรักษาไว้ได้ และท้ายที่สุดแล้ว เครื่องจักรแห่งศรัทธาเหล่านี้จะนำพาผู้คนข้ามผ่านวัฏสงสารแห่งยุคดิจิทัล หรือจะนำพาเราดำดิ่งลงสู่ความลวงตาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปกว่าเดิ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดตัว “Buddharoid” พระสงฆ์ปัญญาประดิษฐ์แห่งญี่ปุ่น พึ่งทางใจยุคดิจิทัล ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาและการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของพุทธศาสนา

เมื่อวันที่  24 กุมภาพันธ์ 2026 – ทีมวิจัยจากสถาบันเพื่ออนาคตของสังคมมนุษย์ (Institute for the Future of Human Society – IFoHS) แห่ง มหาวิท...