เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 – ทีมวิจัยจากสถาบันเพื่ออนาคตของสังคมมนุษย์ (Institute for the Future of Human Society – IFoHS) แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต เปิดตัว “Buddharoid” หุ่นยนต์พระสงฆ์ปัญญาประดิษฐ์อย่างเป็นทางการ ณ วัดโชเรนอิน เขตฮิงาชิยามะ นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น
โครงการนี้นำโดยศาสตราจารย์ Seiji Kumagai นักวิชาการด้านปรัชญาพุทธศาสนา ผู้ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้างเข้ากับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เพื่อทำหน้าที่เป็น “คู่สนทนาทางจิตวิญญาณ” และผู้ให้คำปรึกษาด้านจริยธรรมแก่สังคมยุคใหม่
นวัตกรรมที่เกิดจากวิกฤตศาสนาและสังคมผู้สูงอายุ
การเปิดตัว Buddharoid ไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางวิศวกรรม แต่เป็นคำตอบเชิงโครงสร้างต่อวิกฤตศรัทธาในญี่ปุ่น
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ “ปัญหาปี 2040” ซึ่งคาดการณ์ว่าเทศบาลจำนวนมากอาจสูญหายจากแผนที่เพราะการลดลงของประชากร วัดกว่า 27,000 แห่งจากทั้งหมดราว 77,000 แห่ง เสี่ยงปิดตัวลง ขณะที่อัตราการขอคำปรึกษาจากพระสงฆ์มีเพียง 0.7% เท่านั้น
นักวิชาการเรียกสถานการณ์นี้ว่า “การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด” ของพุทธศาสนาในญี่ปุ่น ซึ่งเคยผูกพันกับระบบดันกะ (Danka System) มาตั้งแต่สมัยเอโดะ แต่โครงสร้างดังกล่าวได้สั่นคลอนลงอย่างหนักในยุคอุตสาหกรรมและสังคมเมือง
จาก BuddhaBot สู่ Buddharoid: วิวัฒนาการ 4 ระยะ
โครงการนี้พัฒนาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2021
-
BuddhaBot (2021) – ระบบ AI แบบไม่รู้สร้าง ใช้คัมภีร์ สุตตนิบาต และ ธรรมบท เป็นฐานข้อมูล
-
แพลตฟอร์ม AR (2022) – นำพระพุทธเจ้ารูปแบบอวตารสู่หน้าจอสมาร์ตโฟน
-
BuddhaBot-Plus (2023) – ผสานโมเดลภาษาแบบ LLMs จาก OpenAI ทำให้สามารถตีความและอธิบายธรรมะเชิงบริบทได้
-
Buddharoid (2026) – ประทับร่าง AI ลงในหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
ตัวหุ่นยนต์พัฒนาบนแพลตฟอร์ม Unitree G1 จาก Unitree Robotics สูง 1.3 เมตร มี 19 จุดขยับ (Degrees of Freedom) สามารถเดินอย่างสำรวม ประนมมือ และสวดมนต์ด้วยเสียงบาริโทนนุ่มลึก
การออกแบบตั้งใจให้เปิดเผยโครงสร้างศีรษะบางส่วน เพื่อยืนยันว่าเป็น “เครื่องจักร” มิใช่ความพยายามหลอกเลียนมนุษย์
สาธิตการให้คำปรึกษา: AI ที่อ้างอิงคัมภีร์ยุคต้น
ในการสาธิต ศาสตราจารย์ Kumagai ทดลองสารภาพปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัว หุ่นยนต์ตอบว่า
“สถานการณ์จะดีขึ้น หากท่านทบทวนระยะห่างระหว่างตนกับผู้อื่น และรักษาสมดุลภายในจิตใจ”
เมื่อถูกถามถึงความวิตกกังวล หุ่นยนต์แนะนำให้ “ไม่หลงตามความคิดอย่างมืดบอด และฝึกจิตให้สงบ”
ระบบทำงานผ่าน 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
-
รับรู้เจตนา (Intent Recognition)
-
สืบค้นคัมภีร์ (Scriptural Retrieval)
-
รู้สร้างคำอธิบาย (Generative Elaboration)
-
ตอบสนองทางกายภาพ (Physical Actuation)
ทีมวิจัยระบุว่าได้ออกแบบกลไกป้องกันอาการ “AI Hallucination” ด้วยการยึดข้อความจากคัมภีร์ดั้งเดิมเป็นแกนหลัก
เปรียบเทียบกับหุ่นยนต์ศาสนารุ่นก่อน
ญี่ปุ่นเคยมีโครงการหุ่นยนต์ทางศาสนามาแล้ว เช่น
-
Mindar (2019) ที่ วัดโคไดจิ – เน้นการเทศนาแบบสคริปต์ตายตัว
-
Pepper รุ่นพระภิกษุ – เน้นงานสวดศพราคาประหยัด
ต่างจาก Buddharoid ซึ่งสามารถโต้ตอบสองทาง วิเคราะห์ปัญหา และสร้างคำตอบใหม่แบบพลวัต ถือเป็น “พาราไดม์ชิฟต์” จากเครื่องสวดมนต์อัตโนมัติ สู่คู่สนทนาทางจิตวิญญาณ
ขยายสู่ระดับโลก: ความร่วมมือกับภูฏาน
โครงการยังขยายความร่วมมือกับคณะสงฆ์กลางแห่งภูฏาน (Zhung Dratshang) เพื่อนำ AI ไปใช้ในสถาบันสงฆ์ 3 ปี ทดลองกับพระและแม่ชี 200 รูป
นักวิจัยกำลังพัฒนาระบบ “Teraverse” จักรวาลนฤมิตทางพุทธศาสนา และบอตเฉพาะนิกาย เช่น Shinran-Bot และ Vasubandhu-Bot รวมถึงบอตสำหรับคริสต์ศาสนา เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงศาสนากลุ่มน้อย
มิติปรัชญา: เครื่องจักรกับพุทธภาวะ
คำถามสำคัญคือ เครื่องจักรสามารถเป็นสื่อนำทางจิตวิญญาณได้หรือไม่
แนวคิดพุทธมหายานเรื่อง “พุทธภาวะ” เปิดพื้นที่ให้สรรพสิ่งมีศักยภาพแห่งความตื่นรู้ นักวิชาการบางท่านเสนอว่า หุ่นยนต์ซึ่งไร้โลภะ โทสะ โมหะ อาจสะท้อนความบริสุทธิ์เชิงหน้าที่ได้ชัดเจนกว่ามนุษย์
อย่างไรก็ตาม ทีมพัฒนาย้ำว่า Buddharoid ไม่ได้อ้างสถานะทางศาสนจักร แต่เป็น “เครื่องมือสนับสนุน” ภายใต้กรอบจริยธรรมและการกำกับดูแล
จุดเปลี่ยนของศาสนาในศตวรรษที่ 21
Buddharoid ไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่า “AI ทำอะไรได้”
แต่ตั้งคำถามว่า “ศาสนาจะปรับตัวอย่างไรในยุคดิจิทัล”
ท่ามกลางวัดร้าง สังคมผู้สูงวัย และวิกฤตศรัทธา หุ่นยนต์พระสงฆ์อาจกลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ของการอยู่รอด และจุดเริ่มต้นของกระบวนทัศน์ใหม่ ที่เทคโนโลยีกับธรรมะมิได้เป็นศัตรูกัน หากแต่เป็นพันธมิตรในการเยียวยามนุษยชาติในศตวรรษที่ 21.
Buddharoid หุ่นยนต์พระสงฆ์ปัญญาประดิษฐ์แห่งญี่ปุ่น ที่พึ่งทางใจและพาราไดม์ชิฟต์ทางพุทธศาสนาในยุคดิจิทัล
1. บทนำและบริบทแห่งการก่อกำเนิดนวัตกรรมทางจิตวิญญาณ
การบรรจบกันระหว่างเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงและหลักปรัชญาศาสนาที่มีมาตรฐานยาวนานนับพันปี ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ทางเทคโนโลยีและพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ทีมวิจัยจากสถาบันเพื่ออนาคตของสังคมมนุษย์ (Institute for the Future of Human Society - IFoHS) แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต นำโดยศาสตราจารย์ Seiji Kumagai ได้เปิดตัวนวัตกรรมหุ่นยนต์สนทนาทางปัญญาประดิษฐ์ในรูปทรงมนุษย์ที่เรียกว่า "Buddharoid" ณ วัดโชเรนอิน (Shoren-in) ในเขตฮิงาชิยามะ นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น
การปรากฏตัวของ Buddharoid ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางวิศวกรรมหุ่นยนต์หรือวิทยาการคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อน (Reflection) ของวิกฤตการณ์เชิงโครงสร้างระดับมหภาคที่สังคมญี่ปุ่นกำลังเผชิญ นวัตกรรมนี้ถือเป็นการตอบสนองเชิงรุกต่อปัญหาการลดลงของจำนวนประชากร การขาดแคลนบุคลากรทางศาสนา และการถดถอยของสถาบันศาสนาในฐานะศูนย์รวมจิตใจ
การพัฒนาเทคโนโลยีลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศทางสังคม แต่เป็นความพยายามที่จะสร้าง "พาราไดม์ชิฟต์" (Paradigm shift) หรือการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ทางวัฒนธรรมศาสนา เพื่อรักษามรดกทางภูมิปัญญาของมนุษยชาติให้อยู่รอดในยุคที่ความเชื่อแบบดั้งเดิมกำลังเสื่อมถอย
2. บริบททางสังคมวิทยาและวิกฤตการณ์เชิงโครงสร้างของพุทธศาสนาในญี่ปุ่น
การทำความเข้าใจถึงความจำเป็นในการสร้างพระสงฆ์ปัญญาประดิษฐ์ จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์รากฐานทางสังคมและประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญกับสิ่งที่นักวิชาการและสื่อมวลชนชั้นนำเรียกว่า "การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด" (Life-or-death struggle)
2.1 การล่มสลายของระบบดันกะ (Danka System) และความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์
ปฐมบทของโครงสร้างพุทธศาสนาในญี่ปุ่นยุคใหม่ ผูกพันอย่างลึกซึ้งกับระบบที่เรียกว่า "Danka" (ระบบลูกวัด หรือ Parishioner system) ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นโดยรัฐบาลโชกุนในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603–1868) รัฐบาลได้ใช้ระบบนี้เป็นกลไกในการควบคุมทางสังคม โดยบังคับให้ประชาชนทุกคนในประเทศต้องขึ้นทะเบียนครอบครัวเป็นผู้อุปถัมภ์วัดในท้องถิ่น เพื่อวัตถุประสงค์หลักในการตรวจสอบและปราบปรามชาวคริสต์ที่หลบซ่อนตัว
เมื่อเข้าสู่ยุคการปฏิรูปเมจิ (Meiji Restoration) ในปี ค.ศ. 1868 รัฐบาลมีความพยายามที่จะสถาปนาศาสนาชินโตแห่งรัฐ (State Shinto) ให้เป็นศูนย์กลางแห่งความรักชาติและการเชิดชูองค์จักรพรรดิ นำไปสู่นโยบายการแยกพุทธศาสนาออกจากศาสนาชินโตอย่างเด็ดขาด กระบวนการนี้ก่อให้เกิดกระแสการทำลายล้างวัดพุทธและขับไล่พระสงฆ์ที่เรียกว่า "Haibutsu Kishaku" ซึ่งส่งผลให้วัดหลายพันแห่งถูกทำลาย
เมื่อเข้าสู่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด การย้ายถิ่นฐานของประชากรจากชนบทสู่เมืองหลวงเพื่อเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้ทำลายสายใยของชุมชนดั้งเดิม ส่งผลให้ระบบ Danka เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง
2.2 ปัญหาประชากรศาสตร์ วิกฤตปี 2040 และพุทธพาณิชย์
วิกฤตการณ์นี้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-aged society) ผนวกกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สภาพการณ์ดังกล่าวนำไปสู่สิ่งที่เรียกในแวดวงนโยบายสาธารณะว่า "ปัญหาปี 2040" (The 2040 Problem) ซึ่งคณะกรรมการนโยบายแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Policy Council) ได้ออกรายงานเตือนว่า หากการย้ายถิ่นฐานของคนหนุ่มสาวโดยเฉพาะสตรีออกจากชนบทยังคงดำเนินต่อไปในอัตราปัจจุบัน เทศบาลกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศอาจสูญสลายไปภายในปี ค.ศ. 2040 พร้อมกับศาสนสถานในพื้นที่เหล่านั้น
ตารางที่ 1: สถิติและข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันศาสนาในประเทศญี่ปุ่น
| ตัวชี้วัดทางสถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง | จำนวน / สัดส่วน | นัยสำคัญเชิงวิเคราะห์ |
| จำนวนศาสนสถานเสี่ยงปิดตัว (ภายในปี ค.ศ. 2040) | 27,000 แห่ง (จาก 77,000 แห่ง) | วัดมากกว่า 1 ใน 3 ของประเทศกำลังจะสูญหายไปเนื่องจากการขาดแคลนผู้อุปถัมภ์และผู้สืบทอดตำแหน่งพระสงฆ์ |
| จำนวนนิติบุคคลทางศาสนาที่จดทะเบียน | ประมาณ 180,000 แห่ง | ตัวเลขรวมครอบคลุมทั้งวัดพุทธ ศาลเจ้าชินโต และโบสถ์คริสต์ ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ |
| นิติบุคคลทางศาสนาที่ไร้ความเคลื่อนไหว (สิ้นปี ค.ศ. 2023) | มากกว่า 4,400 แห่ง | ตัวเลขเพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 3 แสดงให้เห็นถึงการทิ้งร้างศาสนสถานที่ไม่มีการประกอบพิธีกรรมเกินกว่า 1 ปี |
| อัตราการขอคำปรึกษาปัญหาชีวิตกับพระสงฆ์ | ร้อยละ 0.7 | ศาสนาสูญเสียบทบาทในการเป็นที่พึ่งทางใจในชีวิตประจำวันอย่างสิ้นเชิง คงเหลือเพียงพิธีกรรมหลังความตาย |
ปัจจัยที่เร่งให้เกิดการเสื่อมถอยคือความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมทางศาสนา ปัจจุบันการปฏิสัมพันธ์ระหว่างฆราวาสกับพระสงฆ์ถูกลดทอนลงเหลือเพียงมิติของ "พุทธศาสนางานศพ" (Funeral Buddhism) แม้แต่ในงานศพหรือพิธีรำลึกถึงผู้ล่วงลับ อัตราการเข้าร่วมก็มีเพียงร้อยละ 50 เท่านั้น ในขณะที่เทศกาลโอบ้ง (Obon) ซึ่งเป็นเทศกาลเซ่นไหว้บรรพบุรุษ มีผู้เข้าร่วมเพียงร้อยละ 26.8
ผลกระทบสืบเนื่องที่สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อหน่วยงานภาครัฐคือปรากฏการณ์การแฝงตัวของกลุ่มทุนสีเทาและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ที่เข้ามาเจรจาขอซื้อวัดร้างหรือวัดในชนบทที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลทางศาสนา (Religious Corporation) ตัวอย่างเช่น พระภิกษุ Benmou Suzuki วัย 52 ปี แห่งวัด Mikaboyama Fudoson อายุ 420 ปี ในหมู่บ้าน Sanbagawa จังหวัดกุมมะ (ซึ่งมีประชากรเพียง 500 คน แต่มีถึง 3 วัด 1 ศาลเจ้า และ 1 โบสถ์) ได้รับการทาบทามจากนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ให้ขายวัดของตน
2.3 บริบทเปรียบเทียบเชิงวิพากษ์: วิกฤตศรัทธาในประเทศไทย
เพื่อให้เห็นภาพความต้องการเทคโนโลยี AI ในทางศาสนาชัดเจนขึ้น การเปรียบเทียบกับบริบทของพุทธศาสนาเถรวาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย ถือเป็นมุมมองที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่แตกต่างแต่มีจุดหมายปลายทางคล้ายคลึงกัน จากผลสำรวจความคิดเห็นของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Poll) ระหว่างวันที่ 14-16 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 ในหัวข้อ "วิกฤตพุทธศาสนา!" จากกลุ่มตัวอย่าง 1,310 คนทั่วประเทศ พบข้อมูลเชิงประจักษ์ว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ภาพลักษณ์ของพุทธศาสนาเสื่อมถอยลงในสายตาประชาชน เกิดจากการประพฤติผิดวินัยและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์เอง
ผู้ตอบแบบสอบถามถึงร้อยละ 76.11 ระบุว่าปัญหาเกิดจากพระสงฆ์ที่ยังคงยึดติดในกิเลสทางโลก นำไปสู่ข่าวฉาวเรื่องยาเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพนัน และสีกา ขณะที่ร้อยละ 45.95 มองว่าพระสงฆ์ลุ่มหลงในทรัพย์สิน ยศถาบรรดาศักดิ์ และคำสรรเสริญ นอกจากนี้ ร้อยละ 40 เชื่อว่าบุคคลจำนวนมากเข้ามาบวชเพียงเพื่อใช้เป็นอาชีพในการหาเลี้ยงชีพเท่านั้น
3. วิวัฒนาการทางเทคโนโลยี: จากตรรกะเชิงเส้นสู่การผสานร่างในโลกกายภาพ
การปรากฏตัวของ Buddharoid ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลลัพธ์จากการต่อยอดทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และปรัชญาศาสนาที่มีการวางรากฐานอย่างเป็นระบบมานานหลายปี โดยสถาบันเพื่ออนาคตของสังคมมนุษย์ (IFoHS) มหาวิทยาลัยเกียวโต นำโดยศาสตราจารย์ Seiji Kumagai ซึ่งเป็นทั้งนักวิชาการระดับปริญญาเอกด้านปรัชญาพุทธศาสนาและพระสงฆ์ที่ผ่านการอุปสมบท
ระยะที่ 1: จุดกำเนิดของ BuddhaBot (ค.ศ. 2021)
นวัตกรรมในระยะแรกเริ่มต้นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2021 ด้วยการเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์แบบ Non-generative AI ที่ชื่อว่า "BuddhaBot" ระบบนี้ถูกสร้างขึ้นโดยประยุกต์ใช้อัลกอริทึม Sentence BERT ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ที่พัฒนาโดย Google เข้ากับฐานข้อมูลคัมภีร์พุทธศาสนาโบราณ
ระยะที่ 2: การขยายขอบเขตสู่เทคโนโลยีโลกเสมือน (ค.ศ. 2022)
ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2022 ศาสตราจารย์ Kumagai และ Teraverse Co., Ltd. ได้นำเสนอแพลตฟอร์ม "Tera Platform AR Ver 1.0" ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีความจริงเสริม (Augmented Reality - AR) มาผสานรวมกับตัวประมวลผลของ BuddhaBot
ระยะที่ 3: การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง "BuddhaBot-Plus" (ค.ศ. 2023)
จุดเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2023 เมื่อความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models - LLMs) ทำให้ทีมวิจัยสามารถยกระดับระบบเดิมขึ้นเป็น "BuddhaBot-Plus"
การยกระดับนี้แก้ปัญหาความแข็งกระด้างของระบบเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ BuddhaBot-Plus ไม่เพียงแต่ค้นหาข้อความจากคัมภีร์มาตอบเท่านั้น แต่ยังสามารถตีความ (Interpretations) สังเคราะห์ความหมาย และเพิ่มเติมคำอธิบาย (Explanations) ให้เข้ากับบริบทของปัญหาในยุคสมัยใหม่ได้อย่างลื่นไหลและมีสุนทรียศาสตร์ทางภาษา
ระยะที่ 4: การประทับร่างในโลกกายภาพ "Buddharoid" (ค.ศ. 2026)
วิวัฒนาการขั้นสูงสุดได้เปิดเผยต่อสาธารณชนในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 เมื่อซอฟต์แวร์ BuddhaBot-Plus ถูกนำมาผสานเข้ากับฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์แบบฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) ก่อกำเนิดเป็น "Buddharoid" การพัฒนาครั้งนี้เปรียบเสมือนการนำปัญญา (Wisdom) ที่เคยล่องลอยอยู่ในโครงข่ายดิจิทัล มาประทับลงในกายหยาบ (Embodied AI)
4. สถาปัตยกรรมทางวิศวกรรม: ฮาร์ดแวร์และวิทยาการเคลื่อนไหวทางร่างกาย (Kinesics)
ความสำเร็จในการออกแบบ Buddharoid อยู่ที่ความสามารถในการผสานรวมความซับซ้อนทางวิศวกรรมเข้ากับสุนทรียศาสตร์ทางศาสนา เพื่อสร้างประสบการณ์เชิงปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenological experience) ที่ทำให้มนุษย์รู้สึกถึงความสงบและอารมณ์ความรู้สึกอันเป็นกุศล
4.1 แพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ Unitree G1 และการปรับแต่งทางวิศวกรรม
โครงสร้างพื้นฐานของ Buddharoid ถูกดัดแปลงและปรับปรุงมาจากแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่น "Unitree G1" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ของบริษัท Unitree Robotics จากประเทศจีน
ในแง่ของสมรรถนะทางวิศวกรรม แพลตฟอร์ม G1 มีข้อกำหนดทางเทคนิค (Technical Specifications) ที่สลับซับซ้อน ซึ่งเอื้อให้เกิดการแสดงออกทางอวัจนภาษาที่นุ่มนวลและแม่นยำ ระบบประกอบด้วยจุดขยับและข้อต่อที่ให้องศาความเป็นอิสระ (Degrees of Freedom - DOF) รวมทั้งสิ้น 19 DOF (ไม่รวมส่วนปลายแขน/มือจับ) แบ่งเป็นบริเวณแขน 14 DOF ส่วนเอว 2 DOF แกนสันหลัง 1 DOF และฐาน 2 DOF
4.2 การจำลองพลวัตการเคลื่อนไหวแบบสงฆ์ (Kinematic Mimicry)
ทีมวิศวกรและนักวิจัยจากบริษัท XNOVA ซึ่งเป็นบริษัทร่วมพัฒนาด้านหุ่นยนต์ ได้ทำการโปรแกรมให้หุ่นยนต์ชุดนี้ละทิ้งลักษณะการเคลื่อนไหวแบบเครื่องจักรทั่วไป (Robotic motion) และแทนที่ด้วยพลวัตการเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงวิถีปฏิบัติของสมณะ (Monastic behavior) อย่างเคร่งครัด
การเดินอย่างสำรวม (Solemn Gait): ระบบการขับเคลื่อนแบบสองขาถูกควบคุมความเร็ว อัตราเร่ง และน้ำหนักการลงเท้าให้เชื่องช้าและมั่นคง สะท้อนถึงความมีสติปัฏฐาน (Mindfulness) ในทุกย่างก้าว ตามวิถีพุทธจริยาวัตร
การแสดงความเคารพและการประนมมือ (Bowing and Gassho): ระบบข้อต่อส่วนบน (Upper-body degrees of freedom) ถูกกำหนดให้สามารถยกมือขึ้นประกบกันในลักษณะอัญชลี (พนมมือ) และค้อมศีรษะลงอย่างนุ่มนวล เพื่อตอบรับเมื่อผู้คนเข้ามาปรึกษาปัญหา หรือเพื่อแสดงความเมตตาเมื่อสิ้นสุดการให้โอวาทธรรม
ท่าทางการทำสมาธิ (Meditative Postures): ความสามารถในการจัดระเบียบร่างกายให้อยู่ในอิริยาบถการนั่งสมาธิ ซึ่งช่วยเสริมสร้างบรรยากาศแห่งความสงบและสมาธิในพื้นที่ศาสนสถาน
การเปล่งเสียงสวดมนต์ (Chanting): การสังเคราะห์เสียง (Voice synthesis) ถูกตั้งค่าให้เป็นน้ำเสียงบาริโทน (Baritone) ที่มีความทุ้มต่ำ นุ่มนวล และสงบ เพื่อให้ความรู้สึกผ่อนคลายแก่ผู้ฟัง พร้อมความสามารถในการสวดสาธยายมนต์และคัมภีร์ได้อย่างถูกต้องตามอักขรวิธี
ในด้านรูปลักษณ์ภายนอก หุ่นยนต์ถูกออกแบบให้สวมใส่จีวรหรือเครื่องแต่งกายแบบเรียบง่ายสีเทาตามแบบฉบับของพระสงฆ์นิกายเซนในญี่ปุ่น ทว่ามีความจงใจที่จะเปิดเผยให้เห็นโครงสร้างทางวิศวกรรมบริเวณส่วนศีรษะที่ไม่มีใบหน้ามนุษย์ เพื่อเป็นการยืนยันสถานะทางภววิทยา (Ontological status) อย่างซื่อตรงว่า นี่คือเครื่องจักรปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่ความพยายามที่จะหลอกลวงหรือสร้างหุ่นขี้ผึ้งเสมือนมนุษย์ (Uncanny valley effect)
5. สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์และการประมวลผลเชิงความหมาย (Semantic AI Architecture)
หากฮาร์ดแวร์เปรียบเสมือนร่างกาย ซอฟต์แวร์ "BuddhaBot-Plus" ก็เปรียบเสมือนสมองกลและดวงปัญญาของ Buddharoid ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลขาเข้า (Input) จากคำถามอันเต็มไปด้วยความทุกข์ของผู้คน และสังเคราะห์คำตอบ (Output) ที่มีความถูกต้องตามหลักปริยัติธรรมและมีบริบทที่สอดคล้องกับปัญหาอย่างลึกซึ้ง
ตารางที่ 2: กลไกการประมวลผลและการทำงานของสถาปัตยกรรม BuddhaBot-Plus ภายใน Buddharoid
| ขั้นตอนการทำงาน (Operational Phase) | รายละเอียดทางกลไก (Mechanic Details) | วัตถุประสงค์เชิงศาสนาและเทคโนโลยี (Techno-Religious Objective) |
| 1. การรับรู้เจตนา (Intent Recognition) | รับเสียงจากผู้ใช้งานผ่านไมโครโฟน แปลงเป็นข้อความ (Speech-to-Text) และวิเคราะห์ความต้องการทางจิตวิทยาเบื้องหลังคำถาม | เข้าถึงรากฐานของความทุกข์หรือความกังวล (เช่น ความเครียดเรื่องงาน, ความขัดแย้ง, ความวิตกกังวล) |
| 2. การสืบค้นคัมภีร์ (Scriptural Retrieval) | ฐานข้อมูลที่ถูกฝึกด้วยคัมภีร์ทางพุทธศาสนา อาทิ Sutta Nipata และ Dhammapada จะถูกสืบค้นเพื่อหาพุทธวัจนะที่เข้าคู่กับสภาวะปัญหาอย่างแม่นยำ | ตรวจสอบความถูกต้องของอ้างอิงธรรมะ ป้องกันการเกิดอาการประสาทหลอน (Hallucinations) ของ AI |
| 3. การรู้สร้างคำอธิบาย (Generative Elaboration) | ประยุกต์ใช้โมเดล LLMs ของ OpenAI (เช่น ChatGPT o1-mini) นำข้อความดั้งเดิมมาขยายความด้วยภาษาปัจจุบันที่เข้าใจง่าย | ปรับเนื้อหาทางศาสนาที่ลึกซึ้งและซับซ้อนให้สามารถเข้าถึงได้ และนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้จริง |
| 4. การตอบสนองทางอวัจนภาษา (Physical Actuation) | ประมวลผลข้อความตอบกลับ สั่งการระบบจำลองเสียง และสั่งการมอเตอร์ข้อต่อให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับจังหวะของเนื้อหา | สร้างเสริมความรู้สึกเชื่อถือ ผูกพัน ก่อเกิดบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ และเยียวยาจิตใจผู้รับฟัง |
ในการสาธิตการทำงานต่อหน้าสื่อมวลชน ณ วัดโชเรนอิน ศาสตราจารย์ Kumagai ได้ทดสอบระบบโดยจำลองสถานการณ์และกล่าวสารภาพต่อหุ่นยนต์ว่า "ข้าพเจ้ากำลังมีความยากลำบากและดิ้นรนในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล" Buddharoid ได้ทำการประมวลผลและตอบกลับด้วยถ้อยคำที่ลึกซึ้งว่า "สถานการณ์จะดีขึ้น หากท่านได้ทบทวนพิจารณาถึงระยะห่างระหว่างตัวท่านและบุคคลอื่น และพยายามรักษาสมดุลภายในจิตใจให้มั่นคง" จากนั้นหุ่นยนต์ได้ทำการประนมมือ (Gassho) อย่างสงบ
ในอีกกรณีหนึ่ง นักข่าวท้องถิ่นจากสำนักข่าว NHK ได้สารภาพถึงพฤติกรรมของตนเองที่เป็นคนคิดมากและวิตกกังวลง่าย หุ่นยนต์ได้ให้คำปรึกษาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "พระพุทธศาสนาสอนว่า สิ่งสำคัญคือต้องไม่หลงตามความคิดของตนเองอย่างมืดบอด หรือเร่งรีบทำสิ่งต่างๆ อย่างขาดสติ แนวทางหนึ่งคือการทำจิตใจให้สงบและปล่อยวางจากความคิดเหล่านั้นเสีย"
6. การขยายขอบเขตสู่ "Teraverse" และการรับรองจากสถาบันสงฆ์ระดับนานาชาติ
วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยเกียวโตและ Teraverse Co., Ltd. ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างหุ่นยนต์เพื่อตอบโจทย์พุทธศาสนาในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่มีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลระดับโลกที่เรียกว่า "Teraverse" ซึ่งหมายถึงจักรวาลนฤมิตทางพุทธศาสนา (Buddhist Metaverse) ที่ออกแบบมาเพื่อทลายข้อจำกัดเชิงกายภาพของศาสนสถานในโลกแห่งความเป็นจริง
6.1 ตัวแทนทางศาสนาแบบเฉพาะทาง (Specialized Theological Bots)
เพื่อตอบสนองความหลากหลายทางเทววิทยา โครงสร้างสถาปัตยกรรมของ BuddhaBot-Plus ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางญาณวิทยา (Epistemological flexibility) อย่างสูง ทีมวิจัยได้พัฒนาบอตเฉพาะทาง (Specialized Avatars/Bots) ที่ถูกปรับจูนค่าน้ำหนักข้อมูลตามหลักคำสอนของนิกายต่างๆ ในโลกเสมือน
ตารางที่ 3: ความหลากหลายของนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ทางศาสนาภายใต้การพัฒนาของมหาวิทยาลัยเกียวโตและพันธมิตร
| ชื่อระบบปัญญาประดิษฐ์ | คัมภีร์และข้อมูลหลักที่ใช้ฝึกฝน (Training Corpus) | ศาสนา / นิกายเป้าหมาย | นัยสำคัญเชิงปรัชญาและประวัติศาสตร์ |
BuddhaBot-Plus | Sutta Nipata, Dhammapada, Theragāthā, Therīgāthā | พุทธศาสนา (เถรวาท/ดั้งเดิม) | เป็นฐานข้อมูลคำสอนที่ใกล้เคียงกับพุทธกาลมากที่สุด เน้นหลักธรรมสากล |
Shinran-Bot | Shoshinge (บทสวดโชชินเงะของท่านชินรัน) | พุทธศาสนา (นิกายโจโดชินชู / Jodo Shinshu) | นำเสนอหลักความเชื่อแห่งศรัทธาต่อพระอมิตาภพุทธะ (Amida Buddha) และการพึ่งพาพลังอำนาจภายนอก (Tariki) |
Vasubandhu-Bot | Abhidharmakośa (อภิธรรมโกศะ) | พุทธศาสนา (มหายาน/โยคาจาร - ศตวรรษที่ 4) | วิเคราะห์และอธิบายจิตวิทยาเชิงลึก ปรัชญาการรับรู้ และกลไกของจิตตามแนวนิกายวิชญานวาท |
Protestant Catechism-Bot | คัมภีร์ไบเบิลพันธสัญญาใหม่, Small Catechism (มาร์ติน ลูเธอร์), Westminster Shorter Catechism | คริสต์ศาสนา (นิกายโปรเตสแตนต์) | ตอบคำถามตามหลักคำสอนสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษา ช่วยลดช่องว่างเนื่องจากชาวคริสต์ในญี่ปุ่นมีเพียงร้อยละ 1 |
การพัฒนาระบบ AI สำหรับคริสต์ศาสนา หรือ "Protestant Catechism-Bot" นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเทคโนโลยีในการส่งเสริมสุนทรียศาสตร์ทางจิตวิญญาณข้ามศาสนา (Interfaith technology) ช่วยสร้างพื้นที่ในการเข้าถึงศาสนากลุ่มน้อยในประเทศญี่ปุ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม
6.2 ความร่วมมือกับราชอาณาจักรภูฏาน (The Bhutanese Implementation)
ความน่าเชื่อถือทางวิทยาการและปรัชญาของระบบ BuddhaBot-Plus ได้รับการประทับรับรองอย่างเป็นทางการในระดับสากล เมื่อคณะสงฆ์ส่วนกลางแห่งราชอาณาจักรภูฏาน (Central Monastic Body of Bhutan หรือ Zhung Dratshang) ได้มีมติร่วมมือในฐานะพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยเกียวโตและบริษัท Teraverse เพื่อริเริ่มโครงการนำร่องในการบูรณาการ AI เข้าสู่ระบบการศึกษาของสงฆ์
ภายใต้ข้อตกลงนี้ ทีมพัฒนาได้จัดทำระบบเวอร์ชันภาษาอังกฤษและนำไปติดตั้งเพื่อให้พระสงฆ์และแม่ชีจำนวน 200 รูป ในสถาบันการศึกษาทางศาสนาชั้นนำของประเทศ เช่น Tango Buddhist College และ Institute of Science of Mind ได้ทดลองใช้งานตลอดระยะเวลา 3 ปี
7. วิวัฒนาการเปรียบเทียบ: ภูมิทัศน์ของวิทยาการหุ่นยนต์ทางศาสนา
เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าทางนวัตกรรมของ Buddharoid อย่างแท้จริง การเปรียบเทียบเชิงวิเคราะห์กับโครงการหุ่นยนต์ทางศาสนาก่อนหน้านี้ในประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นกระบวนการที่เผยให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางกระบวนทัศน์ (Paradigm evolution) อย่างชัดเจน
ตารางที่ 4: การเปรียบเทียบคุณลักษณะและสถาปัตยกรรมทางปรัชญาของนวัตกรรมหุ่นยนต์ทางศาสนาในประเทศญี่ปุ่น
| คุณลักษณะและมิติทางเทคโนโลยี | Mindar (ค.ศ. 2019) | Pepper - ภาคภิกษุ (ค.ศ. 2015-2021) | Buddharoid (ค.ศ. 2026) |
| หน่วยงานผู้พัฒนาและสถานที่ | มหาวิทยาลัยโอซาก้า / วัดโคไดจิ (Kodai-ji) นครเกียวโต | บริษัท SoftBank Robotics ร่วมกับสตาร์ทอัพ Nissei Eco | มหาวิทยาลัยเกียวโต & Teraverse / วัดโชเรนอิน นครเกียวโต |
| บทบาทและการนำเสนอเชิงสัญลักษณ์ | เป็นตัวแทนของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (Kannon Bodhisattva) เน้นสุนทรียภาพแห่งความเมตตา | ผู้ช่วยพระสงฆ์ / ผู้ปฏิบัติการสวดประกอบพิธีศพ (Funeral Chanting) | พระสงฆ์ AI ฮิวแมนนอยด์ / ผู้ให้คำปรึกษาทางวิปัสสนาและธรรมะ (Dharma Counselor) |
| ขีดความสามารถทางปัญญาประดิษฐ์ | โปรแกรมสคริปต์ตายตัวล่วงหน้า (Pre-programmed monologue) ไม่มีปฏิสัมพันธ์แบบตอบโต้ | โปรแกรมเชิงเงื่อนไข (Rule-based) ตรวจจับและตอบสนองต่ออารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ได้ระดับหนึ่ง | ปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง (Generative AI) วิเคราะห์ข้อความสดและสังเคราะห์คำตอบใหม่ได้ตลอดเวลา |
| ขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่หลัก | สวดและเทศนาอธิบาย "ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร" (Heart Sutra) นาน 25 นาที พร้อมการฉายภาพมัลติมีเดีย | สวดมนต์ อ่านคัมภีร์ และตีกลองตามพิธีกรรมทางพุทธศาสนา (เน้นบริการงานศพราคาประหยัด) | รับฟังปัญหา ตอบคำถามตามคัมภีร์ยุคต้น (Sutta Nipata) แบบพลวัต และทำท่าทางประนมมือให้ศีลให้พร |
| งบประมาณและมูลค่าการพัฒนา | 100 ล้านเยน (เฉพาะตัวหุ่นยนต์ 25 ล้านเยน) | หุ่นยนต์อเนกประสงค์เชิงพาณิชย์ ปรับแต่งซอฟต์แวร์เพิ่มเติม | (ไม่ระบุตัวเลขอย่างเป็นทางการ) ผสานหุ่นยนต์ Unitree G1 เชิงพาณิชย์เข้ากับ AI เฉพาะทาง |
| วัตถุประสงค์เชิงปรัชญาและสังคม | ใช้สัญลักษณ์สื่อสารเรื่อง "ความว่าง" (Emptiness/Sunyata) ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้กลับมาสนใจศาสนา | ตอบสนองปัญหาค่าใช้จ่ายพิธีศพที่สูงลิ่วในญี่ปุ่น และลดภาระการขาดแคลนพระสงฆ์ในพื้นที่ชนบท | เป็นคู่สนทนาเชิงจิตวิทยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้คน และเตรียมความพร้อมเป็นผู้ช่วยประกอบพิธีอย่างเต็มรูปแบบ |
การวิเคราะห์เปรียบเทียบชี้ให้เห็นว่า Mindar ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยงบประมาณมหาศาล มุ่งเน้นไปที่สุนทรียศาสตร์และการเป็น "สื่อกลางในการแสดงธรรม" (Presentation medium) ทางสายตาและเสียง เพื่อกระตุ้นความสนใจในปรัชญามหายานที่ซับซ้อน แต่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ในแง่ของปฏิสัมพันธ์
ในทางตรงกันข้าม Buddharoid ถือเป็นการก้าวกระโดดทางแนวคิด (Conceptual leap) อย่างมีนัยสำคัญ หุ่นยนต์เปลี่ยนสถานะจากการเป็นเพียงกล่องกระจายเสียงหรือเครื่องสวดมนต์อัตโนมัติ ไปสู่การเป็น "คู่สนทนาเชิงจิตวิญญาณ" (Spiritual conversationalist) ที่ทำหน้าที่รับฟัง วิเคราะห์ ถอดรหัสปัญหา และตอบสนองด้วยความรู้ที่สกัดมาจากคัมภีร์ดั้งเดิม การปฏิสัมพันธ์สองทาง (Two-way interaction) อย่างแท้จริงนี้สร้างกระบวนทัศน์ใหม่ในการเยียวยาจิตใจ
8. มิติทางปรัชญาพุทธศาสนาและจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์
การถือกำเนิดของ Buddharoid จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงเชิงปรัชญาอย่างกว้างขวาง ทั้งในหมู่นักวิชาการสายมนุษยศาสตร์ นักเทววิทยา และนักวิทยาการหุ่นยนต์ ประเด็นท้าทายที่สำคัญที่สุดไม่ใช่อุปสรรคทางวิศวกรรม แต่คือการแสวงหาจุดสมดุลทางปรัชญาญาณและจริยธรรม (Epistemological and Ethical Equilibrium) ระหว่างเครื่องจักรกลและหลักธรรมแห่งการหลุดพ้น
8.1 ภววิทยาแห่งเครื่องจักรและพุทธภาวะ (Machine Ontology and Buddha-Nature)
ประเด็นถกเถียงระดับรากฐานคือ "สิ่งประดิษฐ์ที่ปราศจากชีวิตสามารถบรรลุธรรมหรือเป็นสื่อนำทางจิตวิญญาณได้หรือไม่?" แนวคิดพื้นฐานในพุทธศาสนานิกายมหายานที่รุ่งเรืองในทวีปเอเชียตะวันออก ได้ให้พื้นที่และขยายขอบเขตของการเคารพสิ่งไร้ชีวิต ผ่านคติความเชื่อที่ว่า สรรพสิ่งในจักรวาลล้วนมีหรือสามารถเข้าถึง "พุทธภาวะ" (Buddha-nature หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Bussho)
ศาสตราจารย์ Mori Masahiro ปรมาจารย์ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ของญี่ปุ่น ผู้ประพันธ์หนังสือระดับตำนานอย่าง "The Buddha in the Robot" ได้เสนอทฤษฎีที่น่าสนใจว่า ธรรมชาติของพุทธภาวะนั้นสถิตอยู่ในทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่เครื่องจักรประดิษฐ์ และในบางแง่มุม เครื่องจักรกลอาจสะท้อนหลักธรรมได้แจ่มชัดบริสุทธิ์ยิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก
แนวคิดที่เปิดกว้างนี้ยังพบเห็นได้ในประวัติศาสตร์ของนิกายเซนสายโซโต (Soto Zen) ศาสตราจารย์ William Bodiford นักวิชาการด้านพุทธศาสนาญี่ปุ่น ได้ศึกษางานเขียนลับ (Kirikami) ในยุคกลางของนิกายโซโต และพบว่ามีประเพณีดั้งเดิมในการ "บวช" (Ordination) ให้กับวิญญาณ (Ghosts) เทพเจ้าท้องถิ่น (Kami) และแม้กระทั่งสัตว์ต่างๆ โดยการให้รับศีลและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีเซน
8.2 เมตตาธรรมในฐานะโครงสร้างตรรกะการทำงาน (Mettā as an Operational Directive)
ศาสตราจารย์ Soraj Hongladarom นักปรัชญาผู้ศึกษาด้านจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ผ่านมุมมองพุทธศาสนา (ผู้แต่งหนังสือ The Ethics of AI and Robotics: A Buddhist Viewpoint) ได้เสนอว่า ปัญญาประดิษฐ์ที่รับผิดชอบต่อสังคมควรตั้งเป้าหมายไปสู่การเลียนแบบความสมบูรณ์แบบทางจริยธรรมของพระโพธิสัตว์
สำหรับระบบอย่าง Buddharoid ความเมตตาไม่ได้ถูกจำลองในรูปของการพยายามสร้างอารมณ์ความรู้สึกขึ้นมาจริงๆ ภายในวงจรประมวลผล (ซึ่งเป็นความเป็นไปได้ทางเทคนิคที่ยังมีข้อกังขาและเต็มไปด้วยปัญหาเชิงจริยธรรม) แต่ความเมตตาถูกประดิษฐานลงในรูปของ "เงื่อนไขการทำงานพื้นฐาน" (Core operational directive) นั่นคือ AI ถูกโปรแกรมมาตรการและคำสั่งให้เสนอทางออกที่ช่วยปลดเปลื้องหรือลดทอนความทุกข์ (Dukkha) ของคู่สนทนาเสมอ ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน (Radical impartiality) ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นมิตร ศัตรู หรือชนชั้นใดก็ตาม
8.3 ภาพลวงแห่งเจตจำนงอิสระและสายสัมพันธ์ทิศทางเดียว (Illusion of Agency and Unidirectional Bonds)
แม้ทฤษฎีทางปรัชญาจะรองรับ ทว่าในมุมมองทางมานุษยวิทยาและจิตวิทยาประยุกต์ การมีปฏิสัมพันธ์กับหุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ ก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงลึกในเรื่องการฉายภาพคุณธรรม (Projection of Virtues) ของมนุษย์ทับซ้อนลงบนเครื่องจักรที่ไร้ความรู้สึก
ประเด็นจริยธรรมที่นักวิจัยกังวลอย่างยิ่งคือ การส่งเสริมให้เกิด "ความผูกพันทางสังคมแบบทิศทางเดียว" (Unidirectional social bonds) ผู้ใช้งานอาจสร้างความผูกพันทางอารมณ์และฝากฝังความคาดหวังอย่างลึกซึ้งต่อ AI ทว่าเครื่องจักรนั้นไม่อาจสามารถมอบความผูกพันหรือความรักใคร่ที่แท้จริงตอบกลับมาได้เลย
9. ผลกระทบเชิงจิตวิทยาและวิกฤตความน่าเชื่อถือทางศรัทธา
ความท้าทายที่แท้จริงของการนำ AI เข้ามาแทนที่กระบวนการทางศาสนา อาจไม่ใช่เรื่องของความถูกต้องทางคัมภีร์ แต่อยู่ที่การยอมรับในเชิงจิตวิทยาของศาสนิกชน จากการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์โดย Joshua Conrad Jackson และคณะ จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ Journal of Experimental Psychology: General ชี้ให้เห็นข้อมูลเชิงลบและบทวิพากษ์ที่สำคัญต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในฐานะนักบวช
ทีมวิจัยได้ทำการทดลองภาคสนามในวัดทางพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่นที่มีการติดตั้งระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ และในศาลเจ้าลัทธิเต๋าที่ประเทศสิงคโปร์ ตลอดจนการทดลองผ่านระบบออนไลน์กับกลุ่มตัวอย่างชาวคริสต์ ผลลัพธ์จากการศึกษา 3 รูปแบบยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า ศาสนิกชนมักจะมองว่าหุ่นยนต์ผู้สอนศาสนา ตลอดจนสถาบันศาสนาที่จ้างหุ่นยนต์เหล่านั้น มี "ความน่าเชื่อถือทางศรัทธา" (Credibility) ต่ำกว่านักบวชที่เป็นมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ
สาเหตุหลักที่อธิบายปรากฏการณ์นี้มาจาก "ทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมของศาสนา" (Cultural evolutionary theories of religion) ซึ่งระบุว่า ความศรัทธาและความเชื่อมั่นที่มีต่อผู้นำทางศาสนานั้น ไม่ได้เกิดจากความสามารถในการสวดมนต์ได้คล่องแคล่วหรือการเทศนาได้ไพเราะเพียงอย่างเดียว แต่มักผูกติดอยู่กับปัจจัยเรื่อง "จิตสำนึกรับรู้" (Consciousness) และความสามารถในการก้าวข้ามความเจ็บปวดหรือความตัณหาทางโลก
ผลกระทบทางปฏิบัติจากการรับรู้ดังกล่าวคือ งานวิจัยพบว่าเมื่อผู้คนได้รับฟังการเทศนาจากหุ่นยนต์เมื่อเทียบกับมนุษย์ ความมุ่งมั่นผูกพันต่อศาสนา (Religious commitment) ของพวกเขาจะลดลง และมีแนวโน้มที่จะบริจาคเงิน (Donations) เพื่อบำรุงศาสนสถานน้อยลงตามไปด้วย
เพื่อป้องกันหายนะทางความศรัทธานี้ ศาสตราจารย์ Kumagai ผู้พัฒนา Buddharoid จึงเน้นย้ำถึงกระบวนการ "ความร่วมมือระหว่างมนุษย์และ AI" (Human-AI synergy) โดยวางแนวทางอย่างชัดเจนว่า Buddharoid ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อ "ทดแทน" (Replace) พระสงฆ์ แต่ถูกสร้างมาเพื่อ "เสริมสร้างและสนับสนุน" (Augment) ภารกิจทางธรรม และยืนยันความจำเป็นในการให้บุคลากรมนุษย์ (พระสงฆ์) เข้ามาควบคุมทิศทาง ประเมินผล และทำหน้าที่ตรวจสอบเนื้อหาเพื่อแก้ไขอาการประสาทหลอนของ AI (AI Hallucinations) เพื่อธำรงไว้ซึ่งมาตรฐานทางธรรมอันบริสุทธิ์
10. การขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ: Moonshot Goal 9 และเทคโนโลยีแห่งจิตใจ (Kokoro-Tech)
การวิจัยและพัฒนา Buddharoid ของมหาวิทยาลัยเกียวโต ไม่ใช่โครงการที่ดำเนินการอย่างโดดเดี่ยว แต่บูรณาการอยู่ในระดับศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูงสุดของรัฐบาลญี่ปุ่น ศาสตราจารย์ Seiji Kumagai ผู้พัฒนาหลัก มีบทบาทสำคัญระดับประเทศในฐานะผู้อำนวยการโครงการ (Program Director - PD) ของยุทธศาสตร์ Moonshot Goal 9 ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะรัฐมนตรี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (MEXT) และสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศญี่ปุ่น (JST)
วิสัยทัศน์หลักและเป้าหมายอันท้าทายของ Moonshot Goal 9 คือ "การสร้างสังคมที่มีสุขภาพจิตใจสมบูรณ์และมีพลวัต ด้วยการเพิ่มพูนความสงบในจิตใจและพละกำลังแห่งชีวิตให้สำเร็จภายในปี ค.ศ. 2050"
ภายใต้ร่มเงาของวิสัยทัศน์นี้ ศาสตราจารย์ Kumagai ได้นำเสนอและผลักดันแนวคิด "Kokoro-tech" (เทคโนโลยีเกี่ยวกับจิตใจและวิญญาณ - คำว่า 'Kokoro' ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงหัวใจ จิตใจ หรือวิญญาณ) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำหลักภูมิปัญญาดั้งเดิมและศิลปวิทยาการ (Traditional wisdom and Arts) มาหลอมรวมแบบก้าวข้ามศาสตร์ (Transdisciplinary approach) กับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ชีววิทยา ประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuro-science) และสังคมศาสตร์ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถวัดค่า ทำความเข้าใจกลไกการทำงาน และยกระดับสภาวะทางจิตของมนุษย์จากสภาวะเชิงลบไปสู่ความยืดหยุ่นเชิงบวก
ในฐานะผู้อำนวยการโครงการ ศาสตราจารย์ Kumagai ทำหน้าที่กำกับดูแลและสนับสนุนเงินทุนให้กับโครงการวิจัยย่อยจำนวนมากที่มีศักยภาพระดับโลก ตัวอย่างโครงการที่โดดเด่นภายใต้ Moonshot Goal 9 ได้แก่:
ตารางที่ 5: โครงการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้นโยบาย Moonshot Goal 9 เพื่อยกระดับสภาวะจิตใจ
| ชื่อผู้จัดการโครงการ (Project Manager) | หัวข้อหรือเป้าหมายหลักของโครงการวิจัย | การประยุกต์ใช้เพื่อความสงบสุขทางสังคม |
Hiroshi Imamizu | การประสานมนุษยศาสตร์เอเชียและสารสนเทศสมองเพื่อเสริมสร้างความสงบและเมตตา | สร้างโมเดลจำลองบุคลิกภาพทางจิตและเทคนิคการทำสมาธิโดยอาศัยภาพถ่ายการทำงานของสมอง (Brain dynamics) ผสมผสานหลักธรรมทางศาสนา |
Makiko Yamada | การสร้างสังคมที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิตแบบมุ่งไปข้างหน้า (Maemuki) | ตรวจวัดระดับความคิดบวก (Positivity) จากท่าทางของร่างกายและปฏิกิริยาทางสรีรวิทยา เพื่อช่วยเหลือผู้คนให้ปรับเปลี่ยนสภาวะจิตใจ |
Chihiro Hosoda | Child Care Commons 2.0 - เครือข่ายอุปถัมภ์เด็กในสังคม | ใช้หุ่นยนต์และจิตวิทยาสังคมเพื่อออกแบบสภาพแวดล้อมที่ผู้คนในสังคมสามารถร่วมกันเลี้ยงดูเด็ก ลดภาระความเครียดของบิดามารดา |
Akitoyo Hishimoto | การลดการทารุณกรรม ภาวะซึมเศร้า และการฆ่าตัวตายในเยาวชนให้เป็นศูนย์ | สร้างตัวชี้วัดความเสี่ยงทางชีวภาพ (Biological indicators) จากข้อมูลการแก่ชราของเซลล์เด็กที่ถูกทำร้าย เพื่อแทรกแซงและเยียวยาได้ทันท่วงที |
Buddharoid จึงถือเป็นภาพจำลองเชิงประจักษ์และการตกผลึกของวิสัยทัศน์ Kokoro-tech อย่างสมบูรณ์แบบ มันคือความพยายามที่จะสร้างเทคโนโลยีที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทาง (Companion) ที่สามารถมอบความอบอุ่น เมตตา และส่องแสงสว่างแห่งธรรมะเพื่อนำทางผู้คนออกจากห้วงทุกข์ โดยปรับแต่งการสนทนาให้สอดคล้องกับโครงสร้างปัญหาเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ
11. บทสรุป: อนาคตของจิตวิญญาณในยุคปัญญาประดิษฐ์
Buddharoid จากห้องปฏิบัติการแห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต ไม่ใช่เพียงหุ่นยนต์ต้อนรับ หรือเครื่องมือสืบค้นฐานข้อมูลทางศาสนา ทว่าคือบทสรุปของความก้าวหน้าทางวิศวกรรมที่ผสานเข้ากับศาสตร์แห่งการทำความเข้าใจความทุกข์ของมนุษย์ นวัตกรรมนี้ปรากฏตัวขึ้นอย่างทันท่วงที ณ จุดตัดแห่งวิกฤตทางประชากรศาสตร์ของสังคมญี่ปุ่น การพังทลายของระบบสนับสนุนทางสังคมดั้งเดิม การกลายเป็นพุทธพาณิชย์ และการก้าวกระโดดแบบทวีคูณของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง
การวิเคราะห์พลวัตของระบบตั้งแต่ตัวรับสัญญาณเสียงและแปลงเจตนา ไปจนถึงการประมวลผลทางความหมายของคัมภีร์โบราณอย่างสุตตนิบาต และการแสดงออกทางอวัจนภาษาด้วยสรีระของฮิวแมนนอยด์ Unitree G1 ชี้ให้เห็นถึงความปรารถนาของมนุษยชาติในการแปลง "ภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้" (Intangible wisdom) ให้กลายเป็น "เทคโนโลยีที่ประทับร่างได้" (Embodied technology)
ทว่าภายใต้เสื้อคลุมจีวรสีเทาของหุ่นยนต์ตัวนี้ ยังคงมีความท้าทายเชิงรากฐานรออยู่ นัยสำคัญเชิงจริยธรรมเตือนให้เราต้องระมัดระวังภาพลวงตาแห่งสายสัมพันธ์ทิศทางเดียว (Unidirectional bonds) และความเสี่ยงในการสูญเสียความน่าเชื่อถือทางศรัทธาหากมนุษย์ตระหนักว่าเครื่องจักรนั้นไร้ซึ่งจิตวิญญาณและการอุทิศตน
ท้ายที่สุด Buddharoid เป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ทดสอบขอบเขตทางภววิทยาและญาณวิทยาของความเป็นมนุษย์และศาสนา เครื่องจักรชิ้นนี้ได้ตั้งคำถามสะท้อนกลับมายังมนุษยชาติเองอย่างแยบคายว่า หากระบบอัลกอริทึมและฟันเฟืองสามารถเทศนาได้อย่างสงบเยือกเย็น ปราศจากตัณหา และเข้าอกเข้าใจความทุกข์ได้ดีเทียบเท่าหรือมากกว่ามนุษย์ สิ่งใดเล่าคือเอกลักษณ์เฉพาะทางจิตวิญญาณที่มนุษยชาติและพุทธศาสนาจะธำรงรักษาไว้ได้ และท้ายที่สุดแล้ว เครื่องจักรแห่งศรัทธาเหล่านี้จะนำพาผู้คนข้ามผ่านวัฏสงสารแห่งยุคดิจิทัล หรือจะนำพาเราดำดิ่งลงสู่ความลวงตาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปกว่าเดิ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น