วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เปิดเวทีวิชาการ “ไวยากรณ์ภาษาบาลี” ชี้รากฐานภูมิปัญญาเถรวาท–สะท้อนโจทย์ปฏิรูปการศึกษาไทย


แวดวงวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและภาษาศาสตร์ร่วมถก “บทวิเคราะห์เชิงลึกว่าด้วยไวยากรณ์ภาษาบาลี” ชี้ให้เห็นพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ โครงสร้างทางภาษาศาสตร์ และกระบวนทัศน์การศึกษาที่ส่งผลต่อสังคมไทยในวงกว้าง ย้ำบทบาทภาษาบาลีในฐานะพาหะแห่งพระธรรมวินัยของพุทธศาสนาเถรวาท และตั้งคำถามต่อทิศทางการเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน



บาลี: จาก “สายบรรทัดแห่งพระพุทธพจน์” สู่มรดกทางภาษาศาสตร์เอเชีย

นักวิชาการอธิบายว่า คำว่า “บาลี” เดิมมิได้หมายถึงชื่อภาษาโดยตรง หากหมายถึง “คัมภีร์” หรือ “สายบรรทัด” ของพระพุทธพจน์ ตามนิรุกติศาสตร์ที่ว่า “พุทฺธวจนํ ปาเลตีติ ปาลี” อันสะท้อนฐานะของภาษาในฐานะเครื่องรักษาคำสอน

ในทางภาษาศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์ ภาษาบาลีจัดอยู่ในกลุ่มภาษาอินโด-อารยันยุคกลาง (Middle Indo-Aryan) มีพัฒนาการจากภาษาสันสกฤตยุคเก่า แต่ผ่านกระบวนการลดทอนหน่วยเสียง (phonological reduction) และความเรียบง่ายทางสัณฐานวิทยา (morphology) อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น การแปรรูปคำสันสกฤต “sthavira” เป็น “thera” หรือ “dhrayati” เป็น “dhreti” สะท้อนธรรมชาติของภาษาพูดที่วิวัฒน์ตามกาลเวลา มิใช่ภาษาประดิษฐ์เพื่อพิธีกรรมโดยเฉพาะ

จุดเด่นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ บาลีเป็น “ภาษาที่ไม่มีอักษรเฉพาะของตนเอง” (scriptless language) สามารถจารึกด้วยอักษรท้องถิ่นได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอักษรพราหมี สิงหล พม่า หรือไทย โดยสิ่งที่ยึดโยงความเป็นเอกภาพไว้ คือ “ระเบียบไวยากรณ์” อันเป็นมาตรฐานกลางของโลกเถรวาท


สามสำนักไวยากรณ์ใหญ่: ภูมิทัศน์ปัญญาจากอินเดียสู่ลังกาและพุกาม

การอภิปรายครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นพลวัตของ “สำนักไวยากรณ์บาลี” 3 สายสำคัญ ได้แก่

  1. สำนักกัจจายนะ (Kaccayana)
    คัมภีร์เก่าแก่ที่สุด มีอิทธิพลจากไวยากรณ์สันสกฤตของ ปาณินิ อย่างชัดเจน โดดเด่นด้วยการอธิบายแบบพรรณนา และเป็นแม่บทของการศึกษาบาลีในหลายประเทศ รวมทั้งไทย

  2. สำนักโมคคัลลานะ (Moggallana)
    รจนาขึ้นที่ วัดถูปาราม ศรีลังกา เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 12 ใช้รูปแบบ “สูตรกะทัดรัด” (compact sutra style) และเทคนิคขั้นสูง เช่น anuvrti และ paribhasa เพื่อความแม่นยำทางวิชาการ

  3. สำนักสัททนีติ (Saddaniti)
    ประพันธ์โดยพระอัคควังสะ ณ เมืองพุกาม หรือ พุกาม นับเป็นคัมภีร์ไวยากรณ์ที่มีขนาดใหญ่และครอบคลุมที่สุดในโลกเถรวาท ขยายขอบเขตการอธิบายไปถึงคัมภีร์ชั้นหลังและอรรถกถา

นักวิชาการชี้ว่า ความแตกต่างของทั้งสามสำนักสะท้อนการเคลื่อนย้ายศูนย์กลางอำนาจทางศาสนาและวิชาการจากชมพูทวีปสู่ลังกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


โครงสร้างไวยากรณ์: จากเสียงสู่ศิลปะแห่งคาถา

ในเชิงโครงสร้าง ไวยากรณ์บาลีแบ่งออกเป็น 4 ภาคหลัก ได้แก่ อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ และฉันทลักษณ์

  • อักขรวิธีและสนธิ ว่าด้วยการกลมกลืนเสียง (assimilation) การลบสระ (elision) และการแทรกสระ (epenthesis) เพื่อความราบรื่นของการสวด

  • วจีวิภาค ครอบคลุมการผันคำนาม 8 วิภัตติ (อายตนิบาต) และการผันกริยา 8 มาลา แสดงความละเอียดอ่อนของภาษาที่มีการผันคำสูง (highly inflected language)

  • วากยสัมพันธ์ เน้นระบบวาจก เช่น กัตตุวาจก กัมมวาจก และเหตุวาจก พร้อมกฎการแปลที่เคร่งครัดในระบบการสอบเปรียญธรรมไทย

  • ฉันทลักษณ์ มีคัมภีร์แม่บทคือ วุตโตทัย ซึ่งกำหนดกฎครุ–ลหุ และคณะฉันท์ 8 รูปแบบ อันเป็นหัวใจของคาถาในพระไตรปิฎก


บริบทไทย: จากสุโขทัยถึงการปฏิรูปสมัยรัชกาลที่ 5

ประเทศไทยได้รับอิทธิพลลังกาวงศ์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยมีหลักฐานในคัมภีร์ “ไตรภูมิพระร่วง” ที่อ้างอิงคาถาบาลีอย่างเป็นระบบ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีการปฏิรูประบบการศึกษาคณะสงฆ์ โดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระนิพนธ์แบบเรียน “บาลีไวยากรณ์” หรือ “บาลีเล็ก” ลดทอนความซับซ้อนของระบบ “บาลีใหญ่” ที่อิงคัมภีร์มูลกัจจายนะ

ขณะเดียวกัน ฝ่ายมหานิกายโดย สมเด็จพระวันรัต (ฑิต) ได้จัดทำ “มูลน้อยอาศัยมูลใหญ่” เพื่อประนีประนอมระหว่างระบบดั้งเดิมกับแนวทางใหม่

ผลจากการปฏิรูปทำให้ “บาลีไวยากรณ์” กลายเป็นมาตรฐานการเรียนการสอบสนามหลวงจนถึงปัจจุบัน แต่ก็มีเสียงวิพากษ์ว่า ความรู้เชิงนิรุกติศาสตร์และการสืบสาวรากศัพท์อาจลดทอนลง


ความท้าทายในศตวรรษที่ 21

แม้ไทยยังเป็นศูนย์กลางการศึกษาบาลีระดับโลก แต่ระบบการเรียนการสอนกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งจำนวนผู้เรียนที่ลดลง การขาดครูผู้เชี่ยวชาญ และแนวทางประเมินผลที่เน้นการท่องจำมากกว่าการวิเคราะห์

นักวิชาการเสนอให้บูรณาการองค์ความรู้แบบ “บาลีใหญ่” ควบคู่กับวิธีสอนสมัยใหม่ เช่น ภาษาศาสตร์เชิงเปรียบเทียบ เทคโนโลยีดิจิทัล และการวิเคราะห์ตัวบท (textual criticism) เพื่อรักษาความลุ่มลึกของมรดกทางภาษา


สรุป

การเสวนาครั้งนี้สะท้อนว่า ไวยากรณ์ภาษาบาลีมิใช่เพียงศาสตร์ว่าด้วยการผันคำ หากเป็นรากฐานของอารยธรรมพุทธในภูมิภาค การทำความเข้าใจพัฒนาการของสำนักไวยากรณ์ โครงสร้างทางภาษา และประวัติศาสตร์การศึกษาไทย จึงมิใช่เพียงงานวิชาการ หากเป็นภารกิจเชิงวัฒนธรรมในการธำรงรักษา “สายบรรทัดแห่งพระพุทธพจน์” ให้ดำรงอยู่ในโลกสมัยใหม่อย่างมีพลังและความหมาย

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง: อายตนิบาต

(ท่อนนำ) อายตนิบาต คำเชื่อมใจความ พาเนื้อเรื่องงดงาม ตามวิภัตติไป ทั้งเจ็ดบทบาท ทำหน้าที่ไว้ เชื่อมคำให้ได้ ความหมายตรงกัน (ท่อน A ปฐมา ป.) ...