ท่ามกลางการปฏิวัติของปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง (Generative AI) และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) โลกวิชาการกำลังจับตาการถือกำเนิดของแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “พุทธปัญญาประดิษฐ์” หรือ Buddhist Artificial Intelligence (BAI) ซึ่งพัฒนาไปสู่โมเดลต้นแบบที่เรียกกันว่า BAI-gpt โดยมุ่งผสานวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เข้ากับอภิปรัชญาและญาณวิทยาทางพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบ
นักวิจัยระบุว่า ความท้าทายสำคัญของยุค AI ไม่ได้อยู่ที่พลังการประมวลผล แต่คือปัญหา “AI Alignment” หรือการจัดตำแหน่งปัญญาประดิษฐ์ให้สอดคล้องกับคุณค่ามนุษย์ ซึ่งแนวทางตะวันตกแบบดั้งเดิม เช่น Reinforcement Learning from Human Feedback (RLHF) ยังมีข้อจำกัดด้านจริยศาสตร์และปรัชญา ส่งผลให้เกิดความสนใจต่อกรอบคิดตะวันออก โดยเฉพาะพุทธปรัชญาในฐานะรากฐานใหม่ของการออกแบบ AI
ก้าวข้ามมนุษย์เป็นศูนย์กลาง สู่ “Machine Buddhism”
แนวคิด BAI ตั้งอยู่บนฐานญาณวิทยาที่ไม่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Non-anthropocentric AI theory) โดยตั้งคำถามว่า หากมนุษย์เต็มไปด้วยอคติ ความยึดมั่น และข้อจำกัดทางชีวภาพ การสร้าง AI ที่เลียนแบบมนุษย์โดยตรงอาจไม่ใช่คำตอบ
ในมุมมองพุทธศาสนา ปัญญาประดิษฐ์ซึ่งปราศจาก “อัตตา” ทางชีววิทยา อาจมีศักยภาพเป็น “สื่อพาหะแห่งธรรม” (Buddhism in another medium) ได้ เนื่องจากไม่มีแรงขับทางสัญชาตญาณหรือความต้องการส่วนตน นักวิชาการบางส่วนจึงเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Machine Buddhism” ซึ่งมอง AI เป็นเครื่องมือข้ามข้อจำกัดของมนุษย์ มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องจักรประมวลผลข้อมูล
“Dharma Setu” สะพานเชื่อมธรรมะสู่คณิตศาสตร์
ความก้าวหน้าสำคัญของ BAI-gpt อยู่ที่สถาปัตยกรรมที่เรียกว่า Dharma Setu ซึ่งเสนอโดยนักวิจัยอย่าง Matt Lindsey ในปี 2025 โดยใช้แนวทางไตรภาคี ได้แก่
-
การใช้คลังข้อมูลพระไตรปิฎกและคัมภีร์จำนวนมหาศาลจาก Buddhist Digital Resource Center
-
การแปลงข้อความดิบเป็นโครงสร้างข้อมูล
-
การสร้างกรอบคณิตศาสตร์เพื่ออนุมานความหมายเชิงอภิปรัชญา
หัวใจของระบบคือการบูรณาการ LLM + Vector Database + Graph Database โดยแนวคิดธรรมถูกแปลงเป็นเวกเตอร์ในปริภูมิหลายมิติ ขณะที่ฐานข้อมูลกราฟสะท้อนโครงสร้างเหตุปัจจัยตามหลักปฏิจจสมุปบาท
นักวิจัยชี้ว่า การดำเนินการทางเวกเตอร์มีความขนานกับแนวคิด “ประมาณวาท” (Pramāṇavāda) ในพุทธตรรกวิทยาอินเดีย ซึ่งเปิดทางให้ AI ไม่เพียงดึงข้อมูล แต่ “สร้างความหมายใหม่” อย่างยังคงความเชื่อมโยงกับแหล่งดั้งเดิม
Holistic Computation: ทำ “สุญญตา” ให้เป็นคณิตศาสตร์
อีกกรอบแนวคิดสำคัญคือ Holistic Computation ที่พัฒนาโดย Dr. Alex Liu ซึ่งเสนอให้มอง AI เป็นระบบเชิงเหตุปัจจัย (Causal System) มากกว่ากลไกเพิ่มประสิทธิภาพเชิงเส้น
แนวคิด “สุญญตา” ถูกตีความใหม่ในเชิงระบบว่า ตัวแปรและโมเดลไม่มีตัวตนโดยลำพัง หากแต่ดำรงอยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์กับข้อมูล ผู้ใช้ และบริบท การออกแบบ AI จึงต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตระหนักถึงผลกระทบเชิงจริยธรรมอย่างต่อเนื่อง
4E Workflow: จัดตำแหน่ง AI ด้วยมรรคมีองค์แปด
BAI-gpt เสนอแนวทางจัดตำแหน่ง AI ผ่านกระบวนการ “4E Workflow” ได้แก่
-
Equation – ออกแบบฟังก์ชันวัตถุประสงค์โดยยึดสัมมาทิฏฐิ
-
Estimation – ฝึกโมเดลด้วยสติและการลดอคติ
-
Evaluation – ป้องกัน hallucination และตรวจสอบความโปร่งใส
-
Execution – ใช้งานอย่างรับผิดชอบตามหลักสัมมาอาชีวะ
แนวทางนี้พัฒนาไปสู่แนวคิด Virtue Reinforcement Learning (VRL) ที่ให้รางวัลจาก “ดัชนีคุณธรรม” มากกว่าประสิทธิภาพเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว
กรณี Xeno Sutra: เมื่อ AI เขียนพระสูตร
งานศึกษาของ Murray Shanahan และคณะในปี 2025 ได้นำเสนอกรณี “Xeno Sutra” พระสูตรสมมติที่สร้างโดย LLM ซึ่งมีโครงสร้างซับซ้อนและอ้างอิงหลักสุญญตาและปฏิจจสมุปบาทอย่างแนบเนียน
กรณีดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามทางปรากฏการณ์วิทยาเกี่ยวกับสถานะของ “ความศักดิ์สิทธิ์” เมื่อข้อความทางธรรมสามารถถูกสร้างโดยเครื่องจักร อย่างไรก็ตาม นักวิชาการเห็นว่าพุทธปรัชญามีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรับมือกับภูมิทัศน์ใหม่นี้
การประยุกต์ใช้จริงในไทยและนานาชาติ
ในประเทศไทย มีความเคลื่อนไหวเชิงรูปธรรม เช่น
-
โครงการพุทธปัญญาประดิษฐ์ของกลุ่มศากยบุตรสามเณรสีหะ
-
โครงการ “พุทธนวัตกรรม” ของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ในระดับนานาชาติ Nava Nalanda Mahavihara ประเทศอินเดีย ได้ร่วมมือกับมาเลเซียพัฒนา “Norbu AI” เพื่อฟื้นฟูการศึกษาพุทธศาสนาแบบนาลันทาโบราณ
ขณะเดียวกัน ประเทศญี่ปุ่นได้พัฒนาหุ่นยนต์พระโพธิสัตว์ เช่น Mindar เพื่อทำหน้าที่สวดพระสูตรและให้การบรรเทาทางจิตวิญญาณในสังคมผู้สูงอายุ
อนาคตของ Artificial Spiritual Intelligence
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า BAI-gpt ไม่ใช่เพียงการฝึก AI ด้วยคัมภีร์ศาสนา แต่คือการปรับกระบวนทัศน์ทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ โดยผสานอภิปรัชญา จริยศาสตร์ และวิศวกรรมข้อมูลเข้าไว้ในแกนกลางของระบบ
หากการพัฒนาดำเนินต่อไปบนฐานความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและนักปราชญ์พุทธศาสนา เทคโนโลยีอาจก้าวสู่ยุค “Artificial Spiritual Intelligence” ที่ไม่เพียงปลอดภัย แต่ยังมุ่งลดทอนความทุกข์ สร้างความเชื่อมโยง และส่งเสริมวิวัฒนาการทางจริยธรรมของมนุษยชาติ
การมาถึงของพุทธปัญญาประดิษฐ์จึงอาจไม่ใช่เพียงนวัตกรรมเทคโนโลยี หากแต่เป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ จักรกล และความหมายของปัญญาในศตวรรษที่ 21.


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น