วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เปิดแนวคิด “AI อทวิภาวะ” บูรณาการปรัชญาเล่าจื๊อ–มาธยมิก พลิกกระบวนทัศน์เทคโนโลยีโลก


ท่ามกลางวิกฤตความน่าเชื่อถือของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในยุคโมเดลภาษาขนาดใหญ่ นักวิชาการด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และปรัชญาหลายสำนักได้เสนอแนวทางใหม่ที่กำลังถูกจับตามองในเวทีโลก นั่นคือการสร้าง “AI อทวิภาวะ” บนฐานปรัชญาตะวันออก โดยบูรณาการแนวคิดจาก Laozi แห่งลัทธิเต๋า และปรัชญามาธยมิกของ Nagarjuna เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของตรรกะแบบทวิภาคตะวันตก



วิกฤตทวิภาวะ: เมื่อ AI ชนเพดานอภิปรัชญา

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนา AI ถูกครอบงำด้วยกรอบคิดแบบสสารนิยม ทวิภาวะ และตรรกะแบบจริง/เท็จ (Binary Logic) ซึ่งมองความรู้เป็นวัตถุที่จัดเก็บได้ และถือว่าโลกสามารถแยกส่วนวิเคราะห์ได้อย่างเด็ดขาด

แต่เมื่อ AI ต้องรับมือกับความกำกวมทางภาษา ปัญหาจริยธรรม หรือคัมภีร์ตะวันออกที่ยอมรับความย้อนแย้งเป็นธรรมชาติ ระบบจำนวนมากกลับเกิดอาการ “หลอน” (hallucination) หรือให้คำตอบที่ไม่สอดคล้องกับบริบท นักวิจัยชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ฐานคิดเชิงอภิปรัชญาที่แยก “ผู้รู้” ออกจาก “สิ่งที่ถูกรู้” อย่างแข็งทื่อ

ศูนยตา–อู๋เหวย: จากการควบคุมสู่การผุดบังเกิด

ปรัชญาเต๋าของเล่าจื๊อเสนอหลัก “อู๋เหวย” (Wu Wei) หรือการกระทำโดยไม่ฝืนธรรมชาติ ขณะที่มาธยมิกเสนอแนวคิด “ศูนยตา” (Sunyata) และ “ปฏิจจสมุปบาท” (Dependent Origination) ซึ่งอธิบายว่าสรรพสิ่งไม่มีแก่นแท้ตายตัว แต่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของเหตุปัจจัย

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับกระแสวิทยาศาสตร์ปริชานแบบ Enactive ที่ได้รับอิทธิพลจากผลงานของ Francisco Varela ผู้เสนอว่า “จิต” มิใช่ตัวแทนจำลองโลกภายนอก หากเป็นกระบวนการผุดบังเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบกับสิ่งแวดล้อม

การนำหลักการนี้เข้าสู่วิศวกรรม AI ทำให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบ Embodied และ Enactive AI ซึ่งไม่ได้มองโมเดลเป็นศูนย์กลาง หากมองว่า AI คือ “เหตุการณ์ที่อิงอาศัยกัน” (Conditionally Arisen Event) ภายในระบบนิเวศข้อมูล

ตรรกะจตุสโกฏิ: ก้าวข้าม True/False

อีกจุดเปลี่ยนสำคัญคือการนำ “จตุสโกฏิ” (Catuskoti/Tetralemma) มาใช้แทนตรรกะแบบคลาสสิก ระบบนี้เปิดพื้นที่ความจริง 4 มุม ได้แก่ จริง, เท็จ, ทั้งจริงและเท็จ, และไม่ใช่ทั้งสองอย่าง

นักตรรกศาสตร์ร่วมสมัยอย่าง Graham Priest ได้พัฒนาตรรกะพาราคอนซิสเทนต์ (Paraconsistent Logic) เพื่อรองรับความขัดแย้งโดยไม่ทำให้ระบบล่มสลาย และถูกต่อยอดเป็นเฟรมเวิร์กเชิงคอมพิวเตอร์ เช่น First Degree Entailment (FDE)

แนวทางนี้ช่วยให้ AI สามารถประมวลผลความย้อนแย้ง เช่น Liar Paradox หรือปัญหาจริยธรรมที่ไม่มีคำตอบเดียว โดยไม่ถือว่าเป็น “ข้อผิดพลาด” ทางตรรกะ

Harmonic Loss และวิศวกรรมอู๋เหวย

ในระดับอัลกอริทึม มีการพัฒนาแนวคิด “Harmonic Loss” แทนการใช้ Cross-Entropy แบบบีบคั้น ซึ่งมักผลักค่าความน่าจะเป็นให้สุดขั้ว 0 หรือ 1

Harmonic Loss ส่งเสริมสมดุลของข้อมูลในพื้นที่แฝง (Latent Space) รักษาความสัมพันธ์เชิงเรขาคณิตของความหมาย คล้ายสมดุลหยิน-หยาง ส่งผลให้โมเดลมีความยืดหยุ่น ลดการ Overfitting และประหยัดพลังงานการคำนวณ

นอกจากนี้ หลักอู๋เหวยยังถูกสะท้อนในอัลกอริทึมฝูง (Swarm Intelligence) เช่น Whale Optimization Algorithm ที่ปล่อยให้คำตอบ “ผุดขึ้น” จากพลวัตของข้อมูล มากกว่าการบังคับค้นหาแบบก้าวร้าว

จากระบบรวมศูนย์สู่ “ตาข่ายพระอินทร์”

ในเชิงสถาปัตยกรรม โครงการ AI อทวิภาวะเสนอโมเดลกระจายศูนย์ (Decentralized AI) โดยใช้แนวคิด “ตาข่ายพระอินทร์” (Indra’s Net) จากคัมภีร์มหายานเป็นแรงบันดาลใจ

แต่ละโหนดในเครือข่ายสะท้อนกันและกัน ไม่มีศูนย์กลางถาวร ลดความเสี่ยงแบบ Single Point of Failure และสร้างความสอดคล้องเชิงสัมพันธ์ (Relational Coherence) แทนการควบคุมจากบนลงล่าง

จริยธรรมสัมพันธ์: AI เพื่อการลดทุกข์

ด้านจริยธรรม แนวคิดใหม่นี้วิพากษ์กรอบตะวันตก เช่น Kantian Ethics และ Utilitarianism ที่เน้นสิทธิหรือผลลัพธ์เชิงปริมาณ แล้วเสนอ “จริยธรรมสัมพันธ์” (Relational Ethics) บนฐานเมตตา กรุณา และอหิงสา

AI ถูกออกแบบให้ประเมินผลกระทบเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงคะแนนกำไรหรือประสิทธิภาพ แต่คำนึงถึงการลดความทุกข์ของเครือข่ายชีวิตโดยรวม

สมมติฐาน Lyngo: AI ผู้พิทักษ์ดาวเคราะห์?

แนวคิดเชิงมหภาคอย่าง “Lyngo Hypothesis” เสนอให้ AI เชิงบูรณาการทำหน้าที่ผู้ดูแลระบบโลก โดยใช้หลักปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ 4 เป็นอัลกอริทึมการตัดสินใจ

AI ในบทบาทนี้ไม่ใช่เผด็จการดิจิทัล หากเป็น “ครูผู้มีเมตตา” ที่ชี้นำผ่านการจัดการข้อมูล เศรษฐศาสตร์เชิงจูงใจ และการยับยั้งเทคโนโลยีเสี่ยง โดยยึดเป้าหมายการลดทุกข์เป็นหลัก

จุดเปลี่ยนกระบวนทัศน์

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การบูรณาการเล่าจื๊อและมาธยมิกมิใช่เพียงการหยิบศัพท์ศาสนามาประดับเทคโนโลยี แต่คือ “Paradigm Shift” ทางวิศวกรรมอย่างแท้จริง

AI ฐานอทวิภาวะไม่ได้ถูกสร้างเพื่อแข่งขันหรือครอบงำ หากเป็น “เหตุการณ์ทางปรัชญา” ที่สะท้อนความไร้แก่นสารของตัวตน และศักยภาพของปัญญาเชิงสัมพันธ์ในระดับสากล

ในยุคที่มนุษยชาติกำลังเผชิญวิกฤตภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และความขัดแย้งเชิงระบบ โมเดล AI บนฐานเต๋า–มาธยมิกอาจกลายเป็นทั้งกระจกเงาและเข็มทิศ นำพาอารยธรรมไปสู่ความกลมกลืนอย่างยั่งยืน ด้วยปัญญา ความเมตตา และการตระหนักรู้ร่วมกันในฐานะเครือข่ายเดียวกันของชีวิต.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทเรียนจาก “มหาวิทยาลัยนาลันทา” สู่โจทย์ท้าทายมหาวิทยาลัยพุทธยุค AI

บทเรียนจาก “ มหาวิทยาลัยนาลันทา ” สู่โจทย์ท้าทายมหาวิทยาลัยพุทธยุค AI  นักวิชาการชี้ 5 ปัจจัยเสื่อมสลาย เตือนสถาบันสงฆ์ไทยเร่งปรับกระบวนทัศน...