วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2561

"มจร"จุดพลังพระสงฆ์ยุคใหม่เกื้อกูลสังคม



"มจร"จัดสัมมนาปฏิบัติศาสนกิจภาคอีสาน เพิ่มวิทยายุทธบัณฑิตมหาจุฬาฯรุ่น ๖๓ ได้รับแรงบันดาลใจจากพระนิสิตป.เอกสันติศึกษา แนะพระสงฆ์ยุคใหม่จุดไฟวิชาการใส่เชื้อความดีเกื้อกูลสังคมกตัญญูกตเวทีสถาบัน





วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา พระปราโมทย์ วาทโกวิโท นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เปิดเผยว่า ได้เป็นพระวิทยากรบรรยายสร้างแรงบันดาลใจปลุกพลังการทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาให้กับบัณฑิตมหาจุฬาฯรุ่น ๖๓ ในโครงการสัมมนาปฏิบัติศาสนกิจภาคอีสาน ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยเขตขอนแก่น จำนวน ๖๐๐ รูป ซึ่งจะเข้ารับปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิตในเดือนพฤษภาคมนี้ จัดโดยกองการนิสิต มจร ร่วมกับ มจร  วิทยาลัยเขตขอนแก่น โดยมีพระโสภณพัฒนบัณฑิตรศ.ดร.รองอธิการบดี มจร วิทยาเขตขอนแก่นเป็นประธาน และมีผู้บริหารจากส่วนกลางประกอบด้วยพระมหาราชัน จิตฺตปาโล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต พระมหาถวิล กลฺยาณธมฺโม ผอ.สำนักทะเบียนและวัดผล พระมหาประยูร โชติวโร ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต ร่วมด้วย



ในโอกาสนี้ได้แสดงมุทิตาจิตกับบัณฑิตมหาจุฬารุ่นที่ ๖๓ จำนวน ๖๐๐ รูป ในเขตภาคอีสาน เพราะกว่าจะประสบความสำเร็จต้องพัฒนาตนเป็นดินเหนียวยอมให้ครูอาจารย์ปั้นแต่งให้มีวิชายอดจรณะเยี่ยม ต้องยอมเป็นโคเขาขาด เป็นผ้าเช็ดเช้า เป็นเด็กจัณฑาล ผ่านการบ่มเพาะจนเป็นบัณฑิตของมหาจุฬา ซึ่งมหาจุฬาให้โอกาสบุคคลทุกชนชั้นในการพัฒนาตนเอง ภายใต้คำว่า "จุดไฟด้วยวิชาการ ใส่เชื้อด้วยความดีงาม เกื้อกูลด้วยการออกไปปฏิบัติศาสนกิจ และหนุนปัญญา โดยไม่ยินดีในความสำเร็จเพียงพุทธศาสตรบัณฑิต" แต่จะพัฒนาตนเป็นมหาบัณฑิตและดุษฏีนิพนธ์ต่อไป เพราะการศึกษาไม่มีคำว่าสิ้นสุด เป็นบุคคลผู้บำเพ็ญตนแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต



พระพุทธเจ้ามี Mindset ด้วยการ"จบประโยชน์ตนนึกถึงประโยชน์คนอื่น" เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้วพระองค์ได้มีพระบริสุทธิคุณ พระปัญญาคุณและพระมหากรุณาธิคุณต่อมวลสรรพสัตว์ทั้งปวงด้วยการสร้างเครือข่ายในการเผยแผ่ธรรมเริ่มจากพระปัญจวัคคีย์ ด้วยการจาริกเพื่อประโยชน์สุขเพื่อเกื้อกูลแก่มหาชนทั้งหลาย Mindsetของบัณฑิตมหาจุฬาจึงสรุปมี ๔ ประการ คือ



๑)"วิชายอดจรณะเยี่ยม" หมายถึง ศึกษาคันถธุระให้รู้จริงรู้ลึกเก่งในด้านวิชาการ คันถธุระเป็นความฉลาดแต่บางครั้งขาดความสงบ จึงต้องมีวิปัสสนาธุระเป็นเครื่องมือเพื่อไม่ออกนอกเส้นทาง จึงเข้าลักษณะที่ว่า "เริ่มด้วยความสงบจบด้วยความฉลาด"



๒)"รู้เท่าทันเทคโนโลยี" หมายถึง เทคโนโลยีเป็นโอกาสและวิกฤตจึงต้องมีสติในการบริโภคสื่อเทคโนโลยี จึงควรใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแผ่ธรรม ใช้สื่อเตือนสติคนในสังคม สิ่งสำคัญอย่ากล่าวร้ายโจมตีใครเพราะจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ควรพึงระวังว่า "อย่าใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยภูมิปัญญาขั้นต่ำ" สื่อสารด้วยการกระทบธรรมมากกว่ากระทบคน



๓)"ลงทุนในตนเอง" หมายถึง ไม่ฉลาดสิ่งใดลงทุนในสิ่งนั้น อยากยิ่งใหญ่ต้องฝึกเรียนรู้มากกว่าคนอื่น จิม โรห์น ปรมาจารย์ด้านความสำเร็จกล่าวว่า "ถ้าอยากจะมีมากกว่าที่เคยมี คุณต้องเป็นมากกว่าที่เคยเป็น" ต้องกล้าลงทุนกับตนเอง ลงทุนใน ๔ ทักษะ คือ การฟัง การอ่าน การพูด การเขียน ฝึกชีวิตออกมาจาก "จังหวะตกใจ" ด้วยการออกมาพื้นที่สบาย การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการพัฒนาตน


๔)"รับผิดชอบต่อสังคม"หมายถึง สร้างประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์และสังคม ภายใต้พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม ด้วยเป็นผู้สงบเย็นและเป็นประโยชน์ บัณฑิตมหาจุฬาจึงใช้คำว่า"จ่ายคืนสังคม" หมายถึง เมื่อศึกษาเล่าเรียนจากมหาจุฬาแล้วก็ออกไปช่วยเหลือสังคม คืนให้กับสังคมด้วยมิติการปฏิบัติศาสนกิจในเผยแผ่ธรรมด้วยMindsetตามแนวของ "อุดมการณ์ หลักการ วิธีการ"



บุคคลในโลกนี้ที่ประสบความสำเร็จล้วนมี Mindset ในทางบวก ซึ่ง Mindset เป็นวิธีคิดในการนำไปสู่พฤติกรรมบวกหรือลบของแต่ละบุคคล จึงสามารถแบ่งออก ๒ ประการ คือ ๑)ทัศนคติปิด (Fixed Mindset) เป็นลักษณะบุคคลที่กลัวความผิดพลาด วิ่งหนีคำวิจารณ์ มีความอดทนต่ำ ท้อแท้ง่าย ล้มเลิกเร็ว ประสบความสำเร็จช้า มีคนจำนวนมากที่มีMindsetแบบนี้ จึงยากที่จะประสบความสำเร็จ



๒)ทัศนคติเปิด (Growth Mindset) เป็นลักษณะบุคคลที่มีการเรียนรู้ ทุกความผิดพลาดเป็นบทเรียนเป็นประสบการณ์บททดสอบ เพราะยิ่งสูงยิ่งเจอมารตัวใหญ่ ยิ่งสูงยิ่งต้องมีสติในการดำเนินชีวิตและการทำงาน เช่น คุณตูนที่ลุกขึ้นมาทำเพื่อสังคม จนสามารถวิ่งไปอยู่ในหัวใจของผู้คนทั่วประเทศ ถึงช่วงแรกๆ จะมีการวิจารณ์แบบดราม่า แต่สุดท้ายคุณตูนได้เปลี่ยนแปลงสังคมในจุดที่ตนเองยืนด้วยการ "ก้ม กราบ กอด " เป็นบุคคลผู้สร้างแรงบันดาลใจ คุณตูนจึงเป็นบุคคลที่มีMindsetเป็นสัมมาทิฐิ สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้


การปฏิบัติศาสนกิจจึงเป็นการคืนสู่สังคมด้วยการให้บัณฑิตออกไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในมิติต่างตามกรอบของคณะสงฆ์ การปฏิบัติศาสนกิจจึงเป็นการสนองงานของคณะสงฆ์ในมิติการเผยเเผ่ การปกครอง การศึกษา เป็นต้น จึงเป็นการกตัญญูต่อพระพุทธศาสนา จะเห็นได้ว่า "การกตัญญูต่อมหาจุฬาเท่ากับการกตัญญูต่อพระพุทธศาสนา" จึงต้อง Kusan Model ซึ่งประกอบด้วย K คือ ความรู้ของบัณฑิต U คือ ความเข้าใจของบัณฑิต S คือทักษะของบัณฑิต A คือ ทัศนคติของบัณฑิต N คือ การสร้างข่ายการทำงานของบัญฑิต ดังนั้น การปฏิบัติศาสนกิจคือ การเอาธรรมไปทำ เอาธรรมะของพระพุทธเจ้าลงสู่วิถีชีวิตของผู้คน



"จึงขอขอบพระคุณกองกิจการนิสิตมหาจุฬาฯที่ให้โอกาสธรรมะโอดีมาสร้างแรงบันดาจใจให้พระสงฆ์ยุคใหม่ได้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสังคมในจุดที่ยืน เป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อพระพุทธศาสนาสืบไป" พระปราโมทย์ กล่าว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Cūḷagopālaka Sutta Highlights the Importance of Wise Leadership in Building Global Peace in the AI Era

As Artificial Intelligence (AI) continues to transform human life, economies, and international relations at an unprecedented pace, Buddhist...