บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์แนวคิดการจัดตั้ง “ธนาคารพระพุทธศาสนา” ซึ่งนายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอขึ้น เพื่อตอบโจทย์การจัดระบบการเงินของวัดและสงฆ์ให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยพิจารณาบริบทวิกฤตศรัทธาในวงการพระพุทธศาสนาไทยในปัจจุบัน ปัญหาเชิงโครงสร้างของทรัพย์สินวัด และหลักธรรมาภิบาลทางการคลัง บทความเสนอว่าการจัดตั้งธนาคารดังกล่าวต้องออกแบบด้วยหลัก “รัฐศาสตร์ทางศาสนา” และ “นิติธรรมในระบบสงฆ์” ควบคู่กัน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความศักดิ์สิทธิ์และความโปร่งใส
1. บทนำ: วิกฤตศรัทธาในระบบการเงินสงฆ์
สถานการณ์ล่าสุดของวงการสงฆ์ไทยอยู่ในช่วงของ “วิกฤตศรัทธา” อันมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของพระผู้ใหญ่บางรูป การใช้ทรัพย์สินของวัดโดยไม่มีระบบ และการขาดกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดข้อสงสัยในหมู่พุทธศาสนิกชนและสั่นคลอนรากฐานความเชื่อทางศาสนาในระดับสังคม
แนวคิดการตั้ง “ธนาคารพระพุทธศาสนา” จึงถือเป็นหนึ่งในนโยบายเชิงรุก เพื่อจัดระเบียบระบบการคลังของวัดให้อยู่ในกรอบกฎหมายและคุณธรรม โดยอ้างอิงจากถ้อยแถลงของนายสุชาติ ตันเจริญ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล
2. แนวคิด “ธนาคารพระพุทธศาสนา”: เครื่องมือทางรัฐศาสตร์เพื่อศาสนา
การตั้งธนาคารพระพุทธศาสนาเป็นการเสนอรูปแบบองค์กรกลางที่มีภารกิจหลักในการบริหารทรัพย์สินของวัด เช่น
การจำแนกประเภททรัพย์สินระหว่างของวัด กับของส่วนตัวของพระภิกษุ
การเก็บรักษาและลงทุนเงินบริจาคภายใต้หลักธรรมาภิบาล
การตรวจสอบรายรับรายจ่ายด้วยระบบบัญชีเดียว
การรายงานต่อสาธารณะและสื่อสารเชิงโปร่งใสต่อประชาชน
ธนาคารนี้จะทำหน้าที่คล้าย “ธนาคารเฉพาะกิจแห่งศาสนา” ซึ่งมีสถานะกึ่งรัฐ-กึ่งศาสนา ต้องอาศัยการออกกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และระบบตรวจสอบที่เป็นอิสระจากระบบสงฆ์ภายใน
3. ปัญหาเชิงโครงสร้าง: วัดกับ “ทรัพย์สินไม่ระบุเจ้าของ”
หนึ่งในปัญหาหลักของระบบการเงินสงฆ์คือ การขาดการจำแนกทรัพย์สินอย่างชัดเจน เช่น
เงินบริจาคที่ให้ “พระ” กับ “วัด” มักถูกรวมเป็นกองเดียว
ขาดระบบบัญชีคู่ (double-entry accounting)
ไม่มีหน่วยตรวจสอบที่เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและอิสระ
ปัญหานี้ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย (legal vacuum) และการใช้ดุลยพินิจส่วนตัวอย่างไม่มีขอบเขต ซึ่งธนาคารพระพุทธศาสนาสามารถช่วย “ทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีระบบ” (sacred systematization) ได้
4. วิเคราะห์แนวทางบริหารจัดการ: ความท้าทาย 3 ประการ
การตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา แม้เป็นแนวทางที่ตอบโจทย์เชิงนโยบาย แต่ต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน:
4.1 ความยอมรับจากคณะสงฆ์
ต้องมีการหารือร่วมกับ มหาเถรสมาคม เพื่อสร้างความเข้าใจในหลักการ “บริหารจัดการโดยไม่แทรกแซงธรรมะ” เพื่อให้เกิดความร่วมมือ มิใช่การควบคุม
4.2 การออกกฎหมายเฉพาะ
การตั้งธนาคารต้องมี พระราชบัญญัติรองรับ ที่กำหนดโครงสร้างกรรมการ กองทุนการเงิน ระบบบัญชี และอำนาจการตรวจสอบ โดยอิงหลัก ธรรมาภิบาล + ศีลธรรม
4.3 ความสมดุลระหว่างศาสนากับรัฐ
ต้องระวังการทำให้วัดกลายเป็น “องค์กรราชการ” จนสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องออกแบบให้เป็น “หน่วยงานกลาง” ที่ไม่แทรกแซงกิจของสงฆ์ แต่คุ้มครองผลประโยชน์ทางศาสนาให้โปร่งใส
5. บทเรียนจากต่างประเทศ
หลายประเทศมีระบบบริหารทรัพย์สินศาสนา เช่น
ญี่ปุ่น: มีระบบภาษีและบัญชีสำหรับวัด
อินเดีย: มี Temple Board ดูแลทรัพย์สินวัดฮินดู
ศรีลังกา: ใช้ระบบ Buddhist Temporalities Act ควบคุมเงินวัดทุกระดับ
ประเทศไทยสามารถนำบทเรียนเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบธนาคารพระพุทธศาสนาให้เหมาะกับบริบทไทยและหลักพุทธธรรม
6. บทสรุป
แนวคิดการจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา เป็นการตอบสนองต่อความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูศรัทธาในวงการพระพุทธศาสนา ด้วยการจัดการระบบการเงินวัดให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีธรรมาภิบาล บทความนี้เสนอให้การออกแบบธนาคารดังกล่าวยึดหลัก “อิทธิบาท 4 + ธรรมาภิบาล 5” เป็นพื้นฐาน เพื่อสร้างสถาบันที่ยืนหยัดอยู่ได้ในทั้งแง่กฎหมายและศีลธรรม และเป็นต้นแบบการจัดการทรัพย์สินทางศาสนาอย่างสมดุลในศตวรรษที่ 21

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น