วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

วิเคราะห์แนวคิค "สุชาติ" ดันตั้ง "ธนาคารพระพุทธศาสนา" บริหารจัดการระบบการเงินสงฆ์อย่างโปร่งใส



บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งวิเคราะห์แนวคิดการจัดตั้ง “ธนาคารพระพุทธศาสนา” ซึ่งนายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอขึ้น เพื่อตอบโจทย์การจัดระบบการเงินของวัดและสงฆ์ให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยพิจารณาบริบทวิกฤตศรัทธาในวงการพระพุทธศาสนาไทยในปัจจุบัน ปัญหาเชิงโครงสร้างของทรัพย์สินวัด และหลักธรรมาภิบาลทางการคลัง บทความเสนอว่าการจัดตั้งธนาคารดังกล่าวต้องออกแบบด้วยหลัก “รัฐศาสตร์ทางศาสนา” และ “นิติธรรมในระบบสงฆ์” ควบคู่กัน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความศักดิ์สิทธิ์และความโปร่งใส

1. บทนำ: วิกฤตศรัทธาในระบบการเงินสงฆ์

สถานการณ์ล่าสุดของวงการสงฆ์ไทยอยู่ในช่วงของ “วิกฤตศรัทธา” อันมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของพระผู้ใหญ่บางรูป การใช้ทรัพย์สินของวัดโดยไม่มีระบบ และการขาดกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดข้อสงสัยในหมู่พุทธศาสนิกชนและสั่นคลอนรากฐานความเชื่อทางศาสนาในระดับสังคม

แนวคิดการตั้ง “ธนาคารพระพุทธศาสนา” จึงถือเป็นหนึ่งในนโยบายเชิงรุก เพื่อจัดระเบียบระบบการคลังของวัดให้อยู่ในกรอบกฎหมายและคุณธรรม โดยอ้างอิงจากถ้อยแถลงของนายสุชาติ ตันเจริญ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล

2. แนวคิด “ธนาคารพระพุทธศาสนา”: เครื่องมือทางรัฐศาสตร์เพื่อศาสนา

การตั้งธนาคารพระพุทธศาสนาเป็นการเสนอรูปแบบองค์กรกลางที่มีภารกิจหลักในการบริหารทรัพย์สินของวัด เช่น

การจำแนกประเภททรัพย์สินระหว่างของวัด กับของส่วนตัวของพระภิกษุ

การเก็บรักษาและลงทุนเงินบริจาคภายใต้หลักธรรมาภิบาล

การตรวจสอบรายรับรายจ่ายด้วยระบบบัญชีเดียว

การรายงานต่อสาธารณะและสื่อสารเชิงโปร่งใสต่อประชาชน

ธนาคารนี้จะทำหน้าที่คล้าย “ธนาคารเฉพาะกิจแห่งศาสนา” ซึ่งมีสถานะกึ่งรัฐ-กึ่งศาสนา ต้องอาศัยการออกกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และระบบตรวจสอบที่เป็นอิสระจากระบบสงฆ์ภายใน

3. ปัญหาเชิงโครงสร้าง: วัดกับ “ทรัพย์สินไม่ระบุเจ้าของ”

หนึ่งในปัญหาหลักของระบบการเงินสงฆ์คือ การขาดการจำแนกทรัพย์สินอย่างชัดเจน เช่น

เงินบริจาคที่ให้ “พระ” กับ “วัด” มักถูกรวมเป็นกองเดียว

ขาดระบบบัญชีคู่ (double-entry accounting)

ไม่มีหน่วยตรวจสอบที่เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและอิสระ

ปัญหานี้ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย (legal vacuum) และการใช้ดุลยพินิจส่วนตัวอย่างไม่มีขอบเขต ซึ่งธนาคารพระพุทธศาสนาสามารถช่วย “ทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีระบบ” (sacred systematization) ได้

4. วิเคราะห์แนวทางบริหารจัดการ: ความท้าทาย 3 ประการ

การตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา แม้เป็นแนวทางที่ตอบโจทย์เชิงนโยบาย แต่ต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน:

4.1 ความยอมรับจากคณะสงฆ์

ต้องมีการหารือร่วมกับ มหาเถรสมาคม เพื่อสร้างความเข้าใจในหลักการ “บริหารจัดการโดยไม่แทรกแซงธรรมะ” เพื่อให้เกิดความร่วมมือ มิใช่การควบคุม

4.2 การออกกฎหมายเฉพาะ

การตั้งธนาคารต้องมี พระราชบัญญัติรองรับ ที่กำหนดโครงสร้างกรรมการ กองทุนการเงิน ระบบบัญชี และอำนาจการตรวจสอบ โดยอิงหลัก ธรรมาภิบาล + ศีลธรรม

4.3 ความสมดุลระหว่างศาสนากับรัฐ

ต้องระวังการทำให้วัดกลายเป็น “องค์กรราชการ” จนสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องออกแบบให้เป็น “หน่วยงานกลาง” ที่ไม่แทรกแซงกิจของสงฆ์ แต่คุ้มครองผลประโยชน์ทางศาสนาให้โปร่งใส

5. บทเรียนจากต่างประเทศ

หลายประเทศมีระบบบริหารทรัพย์สินศาสนา เช่น

ญี่ปุ่น: มีระบบภาษีและบัญชีสำหรับวัด

อินเดีย: มี Temple Board ดูแลทรัพย์สินวัดฮินดู

ศรีลังกา: ใช้ระบบ Buddhist Temporalities Act ควบคุมเงินวัดทุกระดับ

ประเทศไทยสามารถนำบทเรียนเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบธนาคารพระพุทธศาสนาให้เหมาะกับบริบทไทยและหลักพุทธธรรม

6. บทสรุป

แนวคิดการจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา เป็นการตอบสนองต่อความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูศรัทธาในวงการพระพุทธศาสนา ด้วยการจัดการระบบการเงินวัดให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีธรรมาภิบาล บทความนี้เสนอให้การออกแบบธนาคารดังกล่าวยึดหลัก “อิทธิบาท 4 + ธรรมาภิบาล 5” เป็นพื้นฐาน เพื่อสร้างสถาบันที่ยืนหยัดอยู่ได้ในทั้งแง่กฎหมายและศีลธรรม และเป็นต้นแบบการจัดการทรัพย์สินทางศาสนาอย่างสมดุลในศตวรรษที่ 21


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดวิสัยทัศน์ "Thailand Vision 2035" ถอดรหัสยุทธศาสตร์ "ยศชนัน" ชูสร้างรายได้สูงด้วยตำแหน่งสูงสุด

การเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังถูกจับตามองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ท่ามกลางบริบทวิกฤตซ้อนวิกฤต หรือที่นักวิชาการเรียก...