วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

“เพื่อไทย” หวั่นฝุ่น PM 2.5 ฟุ้งตอกย้ำแก้เหลว ฉุดเศรษฐกิจไทยทรุดอีก



“เพื่อไทย” หวั่น ดอกเบี้ยขาขึ้น หนี้เสียพุ่ง บาทแข็ง ฉุดเศรษฐกิจไทยทรุด ชี้ รีดไถนักท่องเที่ยว ดัชนีทุจริต ฝุ่น PM 2.5 ตอกย้ำความล้มเหลว แนะแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566   นางสาวจุฑาพร เกตุราทร ว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. เขต สาทร บางรัก ปทุมวัน และ โฆษกคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ขยับขึ้นเป็น 4.50%-4.75% และยังมีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก เพื่อหยุดยั้งอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐที่ยังคงสูงอยู่ที่ 6.5% ในเดือนธันวาคม โดยจะพยายามทำให้เงินเฟ้อลดลงเหลือเพียง 2% ในขณะที่ในประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ก่อนหน้านี้เช่นกัน โดยขึ้นจาก 1.25% เป็น 1.50% และยังมีแนวโน้มที่จะต้องขึ้นอีกหลายครั้งในปีนี้

อัตราดอกเบี้ยของไทยจะที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งนี้เพราะหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงกว่า 10 ล้านล้านบาท เฉพาะดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 1% รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มถึงปีละ 1 แสนล้านบาทโดยอาจจะต้องตัดจากงบประมาณแผ่นดิน และเอกชนก็ต้องแบกภาระดอกเบี้ยเพิ่มจากหนี้ครัวเรือนประมาณ 15 ล้านล้านบาท และ หนี้ธุรกิจในธนาคาร รวมไปถึงหนี้เสียและหนี้สงสัยจะเสียจำนวนหลายล้านล้านบาทที่จะต้องแบกรักภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น นอกจากนี้ ดอกเบี้ยของไทยที่จะขึ้นอาจจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทก็แข็งค่าอยู่แล้วอยู่ที่ 32 บาทกว่า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกที่ทำท่าจะย่ำแย่ และ อาจจะติดลบในปีนี้ หลังจากที่การส่งออกติดลบติดกันใน 3 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้ว โดยการส่งออกเดือนธันวาคมติดลบถึง - 14.6% 

นอกจากปัญหาดอกเบี้ยแล้วปัญหาการรีดไถนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะข่าวที่ตำรวจไทยรีดไถดาราสาวชาวไต้หวันได้กระจายไปทั่วโลกทำความเสื่อมเสียให้ประเทศไทยอย่างมาก หลังจากตำรวจไทยไปให้บริการนักท่องเที่ยวจีนจากสนามบินและมีรถตำรวจนำหน้าพาเที่ยว แถมยังมีโฆษณาในเว็ปท่องเที่ยวของจีนเลย ซึ่งไทยกลายเป็นประเทศตัวตลกของโลกไปแล้ว โดยข่าวการรีดไถนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ามีขึ้นจำนวนมากและกลายเป็นการบ่อนทำลายการท่องเที่ยวของไทยไปแบบไม่รู้ตัว และอาจจะทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจไม่มาไทย เศรษฐกิจก็จะยิ่งย่ำแย่ เพราะการท่องเที่ยวน่าจะเป็นความหวังเดียวที่เหลืออยู่ หลังจากไม่สามารถจะพึ่งส่งออกได้แล้วในปีนี้ เพราะการส่งออกทำท่าจะติดลบแน่ในปีนี้ แถมรัฐบาลยังจะไปเก็บค่าเหยียบแผ่นดินเพิ่มภาระให้นักท่องเที่ยวอีก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคแทนที่จะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเข้ามามากๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอันดับการทุจริตของไทยในปีนี้จะดีขึ้นมาอยู่ที่ 101 จาก 180 ประเทศ แต่ในความรู้สึกของประชาชนกลับคิดว่าการทุจริตของไทยเพิ่มขึ้นมาก จากข่าวคราวที่ปรากฎมาตลอด อีกทั้งดัชนีทุจริตไทยยังอยู่อันดับที่แย่กว่าประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก นอกจากปัญหาการทุจริตแล้วปัญหาฝุ่น PM 2.5 ก็ยังเป็นปัญหาของรัฐบาลมาตลอด 8 ปี ที่ไม่ได้มีการแก้ไขเลย และ เลวร้ายขึ้นเรื่อยจน กทม. ติดอันดับ 4 ของโลก ที่ต้องงดให้ประชาชนจัดกิจกรรมกลางแจ้งกันแล้ว 

ปัญหาต่างๆเหล่านี้ ไม่ได้มีแนวทางแก้ไขสภาผู้แทนที่เป็นปากเสียงของประชาชนก็ล่มตลอด เพราะ สส. ย้ายพรรคเพื่อเตรียมพร้อมการเลือกตั้ง หากสภาพเป็นแบบนี้ น่าจะต้องยุบสภาและเลือกตั้งใหม่จะดีกว่า ประชาชนจะได้มีโอกาสเลือกรัฐบาลใหม่ที่จะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้มากกว่า

วธ. ประกาศคัดเลือก “คนดีศรีจังหวัด” ยกย่องเชิดชูเกียรติเยาวชนและบุคคลคุณธรรมอาทิพอเพียง


 

วธ. ประกาศคัดเลือก “คนดีศรีจังหวัด” ยกย่องเชิดชูเกียรติเยาวชนและบุคคลคุณธรรม สร้างแบบอย่างการทำความดี มุ่งเป้าสู่สังคมคุณธรรม หล่อหลอมคนไทยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 - 2570) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายให้คนไทยมีพฤติกรรมที่สะท้อนการมีคุณธรรม 5 ประการ คือ “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา กตัญญู” มุ่งสู่สังคมคุณธรรมที่คนไทยอยู่ร่วมกันด้วยความสมานฉันท์ ภายใต้หลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม และประเทศไทยปลอดทุจริตและประพฤติมิชอบ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ จึงได้ดำเนินงานโครงการ “คนดีศรีจังหวัด” เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการฯ ให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม เกิดผลเป็นที่ประจักษ์ในทุกพื้นที่ โดยส่งเสริมการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลและองค์กรที่มีคุณธรรมหรือทำความดี เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เกียรติประวัติและผลงานที่ได้รับการยกย่องให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวาง เป็นแบบอย่างและเป็นแรงจูงใจในการทำความดีแก่บุคคลอื่นในสังคม ซึ่งจะส่งผลสำคัญในการพัฒนาชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัด ให้ก้าวไปสู่ระดับคุณธรรมต้นแบบเพิ่มมากขึ้น 



รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า “คนดีศรีจังหวัด” หมายถึง บุคคลที่ดำรงตนยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และดำรงตนตามหลักคุณธรรม 5 ประการดังกล่าว ตลอดจนกระทำความดีและคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวม เป็นแบบอย่างและเป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน องค์กร และสังคม เหมาะสมแก่การยกย่องเชิดชูเกียรติ โดยรางวัลคนดีศรีจังหวัด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทเด็กและเยาวชน อายุ 13 - 25 ปี จังหวัดละ 1 รางวัล และประเภทประชาชน จังหวัดละ 1 รางวัล โดยกรมการศาสนา ได้แจ้งหลักเกณฑ์และแนวทางการคัดเลือกไปยังสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขอความร่วมมือประชาสัมพันธ์เชิญชวนเครือข่ายในจังหวัด ประกอบด้วย องค์กรภาครัฐและภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สมาคมหรือมูลนิธิ ศาสนสถาน และชุมชน เข้าร่วมเสนอชื่อเด็กและเยาวชนและบุคคลผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม ต่อคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมระดับจังหวัด ดำเนินการพิจารณาคัดเลือก และผู้ที่ได้รับการคัดเลือก “คนดีศรีจังหวัด” จะได้รับโล่รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติของนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ต่อไป

ทีมเศรษฐกิจพรรคชาติพัฒนากล้า ชูนโยบายเกษตรสร้างชาติให้โอกาสคนทุกวัย


ทีมเศรษฐกิจพรรคชาติพัฒนากล้า ชูนโยบายเกษตรสร้างชาติให้โอกาสคนทุกวัย เสนอตั้งกองทุนธุรกิจสร้างสรรค์ จ้างงานผู้สูงวัย ต่อยอดคุณค่าแห่งชีวิต และดูแลความปลอดภัยผู้สูงอายุและคนพิการในบ้านด้วยอารยสถาปัตย์ 

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวถึงนโยบายด้านการเกษตรของพรรคชาติพัฒนากล้าว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่ได้เอื้อให้ผู้ประกอบการรายย่อย และเกษตรกร ให้ลืมตาอ้าปากได้มากนัก พรรคชาติพัฒนากล้า ขอนำเสนอนโยบาย “เกษตรสร้างชาติ เพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยี – อุตสาหกรรม” โดยยก 4 ข้อหลักเพื่อไปสู่เป้าหมายได้คือ 1.พัฒนาสินค้าเกษตรเป็นเกษตรพรีเมี่ยม เพิ่มคุณภาพการผลิต จำหน่ายในราคาสูงได้ ปัญหาของเกษตรกรเวลานี้คือ เน้นปริมาณ ไม่ได้เน้นคุณภาพมากนัก ทำให้สินค้าผลิตออกมาและขายไม่ได้ หรือขายได้ในราคาถูกไม่คุ้มต้นการผลิตที่สูงขึ้น สินค้าภาคการเกษตรเกี่ยวเนื่องกับหลายกระทรวง ที่มีนโยบายไม่สอดคล้องกัน ทำให้สินค้าภาคการเกษตรไม่สามารถแก้ปัญหาได้มาอย่างยาวนาน 

2. ใช้เทคโนโลยีช่วยเกษตรแปรรูป โดยเสนอระบบ cloud factory ซึ่งเป็นระบบที่รัฐใช้เงินสนับสนุน มีโครงสร้างพื้นฐาน ให้ชาวบ้านมาใช้ มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ที่อุทยานหลวงปู่ทวด ต.บ้านใหม่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้นำท้องถิ่นได้รวบรวมสินค้าชุมชน นำมาแปรรูป และตั้ง อย.กลางเพื่อสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ผลิตตามออเดอร์ หมดปัญหาผลิตมาไม่รู้จะขายใคร  3. สอนเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่ผู้ผลิต ด้วยการค้าขายออนไลน์ ซึ่งมีตลาดแบบไร้พรมแดน หากทำได้ก็จะสร้างรายได้ให้กับประชาชนมหาศาล ลืมตาอ้าปากได้ 4. ปรับโครงสร้างสหกรณ์เกษตรไทย ให้เป็นสหกรณ์ที่ต่างประเทศเขาทำกัน คือการรวมกลุ่มบริษัทที่ผลิตสินค้าเกษตรกร และผลักดันเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ถ้าทำได้ เกษตรกรไทยไม่มีจน  

ด้านวรนัยน์ วาณิชกะ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้วยการศึกษา โอกาสทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วงวัย ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงมากในสังคม ดังนั้นพรรคชาติพัฒนากล้า ขอเสนอ 3 นโยบายคือ  1.“กองทุนธุรกิจสรางสรรค์” สูงสุดรายละ 1,000,000 บาทต่อธุรกิจ ต่ำสุด 100,000 บาท ไม่จำกัดวุฒิ วัย ใครมีไอเดียสามารถเข้าถึงได้ ขอให้เป็นธุรกิจมีนวัตกรรม เป็นการสร้างโอกาสให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมไม่จำกัดเพศ และวัย  2. นโยบาย “ สูงวัยไฟแรง งานใหม่ 500,000 ตำแหน่ง” วันนี้ประเทศไทยมีประชากร 68 ล้านคน มีการแบ่งเป็น คนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า หลายคนอาจจะมองว่าผู้สูงวัยเป็นภาระ ซึ่งจริง ๆ แล้วคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ ที่สามารถสร้างเงินให้กับระบบเศรษฐกิจได้ และเป็นการต่อยอดคุณภาพชีวิต ให้ผู้สูงวัยรู้สึกมีคุณค่าต่อสังคม ต่อครอบครัว และต่อตัวเอง  3. นโยบาย “อารยสถาปัตย์ ปรับปรุงบ้าน 50,000 บาท ให้ผู้สูงวัยและผู้พิการ ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 12.5 ล้านคน 1 ใน 3 ประสบอุบัติเหตุ หกล้มทุกปี และ 65% หกล้มในบ้านของตัวเอง นั่นแสดงให้เห็นว่า เราล้มเหลวด้านการสร้างความปลอดภัยให้กับผู้สูงอายุ นโยบายปรับปรุงบ้านจะเป็นทางออกที่ทางพรรคชาติพัฒนากล้าจะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

สมเด็จพระสังฆราชทรงประทานพระคติธรรมอบรม “พระบริบาลภิกษุไข้”



สมเด็จพระสังฆราชทรงประทานพระโอวาท-พระคติธรรมโครงการอบรม “พระบริบาลภิกษุไข้” หรือ “อสม.พระ”1 วัด 1 รูปทั่วไทย ของสถาบันพระบรมราชชนก ในวันจันทร์ที่ 6 ก.พ. นี้ ที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร

วันจันทร์ที่ 6 ก.พ.2566 เวลา 14.09 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกจะเสด็จมายังวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อทรงประทานพระโอวาทและพระคติธรรม เนื่องในโครงการอบรม “พระบริบาลภิกษุไข้” ประจำวัด 1 วัด 1 รูป ทั่วไทย ให้กับพระมหาเถร เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข สถาบันพระบรมราชชนก และคณาจารย์ในโครงการ

โครงการอบรม “พระบริบาลภิกษุไข้” ประจำวัด 1 วัด 1 รูป ทั่วไทย หรือ “อสม.พระ” เป็นโครงการในความรับผิดชอบของสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ฉลองพระชนมายุ 8 รอบ (26 มิ.ย. 2566) โดยสืบเนื่องจาก ข้อมูลการสำรวจสุขภาพพระภิกษุ-สามเณรทั่วประเทศ จำนวน 252,851 รูป จาก 41,142 วัด พบว่า มีพระภิกษุ-สามเณรที่สุขภาพดีร้อยละ 52 ในขณะที่พบภาวะเสี่ยงร้อยละ 19 และอาพาธถึงร้อยละ 28.5 ส่วนใหญ่เป็นพระภิกษุสูงอายุ ไม่มีผู้ดูแล เจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อไม่เรื้อรัง ปัจจัยที่ทำให้อาพาธ คือ ไขมันและน้ำตาลในเลือดสูง ดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐาน และการสูบบุหรี่ ส่วนโรคที่พบมากสุด 5 อันดับแรกเป็นโรคเรื้อรังทั้งหมด ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตวายเรื้อรัง โรคเรื้อรังเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและประสิทธิภาพในการประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา

ดังนั้นการพัฒนาสมรรถนะพระภิกษุในการดูแลสุขภาพพระภิกษุอาพาธจึงเป็นสิ่งจำเป็นโดยใช้การบูรณาการการเรียนการสอน การพัฒนานักศึกษา การวิจัย และการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม กับการบริการวิชาการ เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ที่เข้ารับการอบรมมีองค์ความรู้และทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และทักษะในการบริบาลพระภิกษุไข้ ซึ่งเป็นการอบรมความรู้พื้นฐานในลักษณะเดียวกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เป็นประชาชนทั่วไป โดยคาดว่าพระภิกษุที่ได้รับการอบรมจำนวน 9,360 รูป จะสามารถทำหน้าที่ “อสม.พระ” ดูแลพระภิกษุอาพาธ ให้การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ช่วยเหลือดูแลเบื้องต้น ปฐมพยาบาล และช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้นได้ ทั้งนี้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพระภิกษุในวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้อสม.พระเหล่านี้ยังจะสามารถถ่ายทอดความรู้พื้นฐานด้านสุขภาพแก่ญาติโยมและดำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดีด้านสุขภาพให้แก่ชุมชนอีกด้วย

สำหรับพระสงฆ์ที่เข้าร่วมฝึกอบรมจำนวน 9,360 รูป ประกอบด้วย เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดหรือผู้แทน จังหวัดละ 2 รูป รวม 155 รูป เลขานุการเจ้าคณะอำเภอหรือผู้แทน อำเภอละ 2 รูป รวม 1,756 รูป และเลขานุการเจ้าคณะตำบลหรือผู้แทน ตำบลละ 1-2 รูป รวม 7,450 รูป การเรียนการสอนจัดขึ้นที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหารและวัดในเขตพื้นที่รับผิดชอบของวิทยาลัยในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก และมีการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ด้วย โดยการอบรมจะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.นี้

เปลี่ยนชีวิตคนไร้บ้านให้มาทำงานกับกทม.​ ผู้ว่าฯ​ ชัชชาติ พร้อมช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาคนจนเมือง

 


" หลักการแก้ปัญหาของคนไร้บ้านคือการต้องแก้ปัญหาในระยะยาว เราพยายามจะหางานให้คนไร้บ้านโดยให้มาสมัครงานกับกทม. เพื่อให้เขาก้าวผ่านจากคนที่ไร้บ้าน​ ไร้อาชีพ​ ให้มีงาน​ทำ​ ซึ่งหน่วยงานอื่น​ ๆ​ ก็อาจจะร่วมกันช่วยได้เพื่อให้คนไร้บ้านมีงานทำ​เพื่อให้ชีวิตมีความมั่นคงขึ้น​ เพราะแต่ละคนก็อาจจะมีทักษะของบางอาชีพเหลืออยู่​ เช่น​ ทำสวน​ เป็นไกด์​ รักษาความปลอดภัย​ เป็นต้น​ ดังนั้นทุกฝ่ายควรช่วยกันแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ ด้วยการให้อาชีพ​ ให้โอกาส​ ให้งานทำ ไม่ใช่ให้เงินและอาหารเป็นรายวัน " ผู้ว่าฯ​ ชัชชาติกล่าว​ ระหว่างกิจกรรมผู้ว่าฯ​ สัญจร​ ณ​ เขตวัฒนา  

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สัญจรเขตวัฒนา​ ตามนโยบายผู้ว่าฯ สัญจร 50 เขต ซึ่่งเขตวัฒนาเป็นเขตที่ 21 ของการสัญจร โดยในวันนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รับประทานอาหารกลางวันร่วมกับลูกจ้างประจำของสำนักงานเขตวัฒนา จำนวน 6 คน ประกอบด้วย​ 1. นายธงชัย บุญยรัตพันธุ์  พนักงานทั่วไป (ระบายน้ำ) ฝ่ายโยธา​ 2. นางสาวภรณ์ทิพย์ บุนนาค  พนักงานทั่วไป (กวาด) ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ​ 3. นายพรชัย โพธิวรรณ์ พนักงานประจำรถ (รถเก็บไขมัน) ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ​ 4. นางสาววิไลรัตน์ สนธิภักดี พนักงานทั่วไป (กวาด) บ2 ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ​ ​ 5. นายรังสี ม๊ะโซ๊ะ พนักงานทั่วไป (เก็บขนมูลฝอย) ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ​ ​และ​ 6. นางโสภิอนงค์ ชมเชย  พนักงานสวนสาธารณะ บ2 ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ​ ​ 

 นอกจากนี้​ ยังมีนายปณิธาน​ โลหะประภากุล​ อายุ​ 46 ปี​ อดีตคนไร้บ้านที่ประสบสภาพปัญหา ตกงานขาดรายได้ อาศัยอยู่ในห้องเช่า ต้องมารอรับข้าวแจกที่จุดแจกอาหาร เนื่องจากไม่มีรายได้ เสี่ยงต่อการเป็นคนไร้บ้านถาวรสูงหากยังไม่มีอาชีพ​ ปัจจุบันชีวิตเปลี่ยนจากการได้เริ่มทำงานกับกทม.เมื่อวันที่​ 24 มกราคม 2566​ ซึ่งกทม.ดำเนินการช่วยเหลือ ให้สมัครงานเป็นพนักงานดูแลสวน ที่สวนเบญจกิติ​ เขตคลองเตย รายได้วันละ 350 บาท 

 ระหว่างมื้ออาหารกลางวัน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้พูดคุยกับพนักงาน มีการสอบถามเรื่องชีวิตส่วนตัว ประวัติการทำงาน​ เรื่องการเงิน รายได้ การทำงานและเรื่องทั่วไป อาทิ ที่พักอาศัย ชีวิตครอบครัวปัญหาจากการทำงาน นอกจากนี้ได้แนะนำถึงสวัสดิการของกทม.อย่างครบถ้วน​ อาทิ​ การเบิกค่ารักษาพยาบาลให้ตนเอง​​หรือสามีภรรยาและพ่อ​แม่​ ทุนการศึกษาให้บุตร​ เป็นต้น​ รวมทั้งพูดคุยถึงความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่และพื้นที่ที่ปฏิบัติงาน พร้อมให้กำลังใจในการทำงาน สำหรับเมนูอาหารกลางวัน​ ประกอบด้วย อาหารญี่ปุ่นชุดข้าวเบนโตะเซท​หน้าหมูและเนื้อ​ เกาเหลาเนื้อ ผลไม้ตามฤดูกาล​ และเฉาก๊วย  

ทั้งนี้ การรับประทานอาหารร่วมกับลูกจ้างเป็นหนึ่งในนโยบายของผู้ว่าฯ ชัชชาติ เพื่อพบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ รับฟังปัญหาและสอบถามถึงอุปสรรคในการทำงานเพื่อนำไปแก้ไข อีกทั้งเป็นการให้ความสำคัญกับคนงานของเขตที่เปรียบเสมือนโซ่ข้อสุดท้ายที่เชื่อมต่อกทม.กับประชาชน อยู่ใกล้ชิดพื้นที่และปัญหามากที่สุด โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2565 จากกิจกรรมผู้ว่าฯ กทม. สัญจร ณ สำนักงานเขตจตุจักร 


จุฬาฯจัดเสวนา “AI – ChatGPT โอกาสและความท้าทายในอุตสาหกรรมสื่อและการศึกษา”



ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญผู้ที่สนใจร่วมอัพเดท #แนวโน้มการสื่อสารปี2023 ในงาน เสวนา “AI – ChatGPT โอกาสและความท้าทายในอุตสาหกรรมสื่อและการศึกษา”   วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 9.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม 1001 ชั้น 10 อาคารอาคารมงกุฎสมมติวงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

8.45-9.00 น. ลงทะเบียน

9.00-10.00 น. ภาพรวมสถานการณ์ “AI – ChatGPT ทิศทางอุตสาหกรรมสื่อปี 2023” 

- คุณโชค วิศวโยธิน ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Media:  “แนวโน้มของอุตสาหกรรรมสื่อและเนื้อหาที่จะเกิดขึ้นจากการจับคู่กับ เทคโนโลยี AI ในปี 2023” 

- คุณชัชวาล สังคีตตระการ วิศวกรวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ NECTEC: “การพัฒนาในประเทศไทย AI – OpenAI ในประเทศไทย”

- คุณศรีสุดา วินิจสุวรรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Content & Storytelling: “Content Creator กับ Storytelling ยุค AI”

- ผศ.ดร.อลงกรณ์ ปริวุฒิพงศ์ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “สังคมและภาคการศึกษารู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยี AI และ ChatGPT” 

10.00-11.30 น. ล้อมวงเสวนาและอภิปรายแลกเปลี่ยน “AI – ChatGPT โอกาสและความท้าทายในอุตสาหกรรมสื่อและการศึกษา” โดยวิทยากรทั้ง 4 ท่าน

11.30-12.00 น. ช่วงถาม-ตอบ

ลงทะเบียนเข้าร่วมเสวนา ฟรี! (40 คนเท่านั้น) 


เปิดเหตุผลที่ ChatGPT สั่นสะเทือนโลก AI  โดย เบิร์น เอลเลียต รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ อิงค์


ไม่นานมานี้ OpenAI บริษัทวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เปิดตัว ChatGPT แพลตฟอร์มสนทนา AI รูปแบบใหม่อย่างเป็นทางการ จากข้อมูลของบริษัทฯ ระบุว่ารูปแบบการสนทนาที่จัดทำโดยแพลตฟอร์มนี้ทำให้ ChatGPT สามารถ "ตอบคำถามได้ครอบคลุม ยอมรับข้อผิดพลาด พร้อมนำเสนอข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และปฏิเสธคำร้องขอที่ไม่สมเหตุสมผล"

นับตั้งแต่ ChatGPT เปิดให้บริการ บนโลกโซเชียลมีเดียก็มีการถกเถียงกันถึงความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมนี้มาปรับใช้รวมถึงอันตรายที่อาจตามมา เนื่องจากความสามารถในการวิเคราะห์หาข้อผิดพลาดของโค้ด (Debug Code) ไปจนถึงศักยภาพในการเขียนเรียงความสำหรับนักศึกษา

เพราะอะไร ChatGPT ถึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก?

ChatGPT เป็นปรากฎการณ์ Perfect Storm ที่เป็นการรวมกันของปัญญาประดิษฐ์ (AI) สองเรื่องใหญ่ ๆ ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน นั่นคือแชทบอท และ GPT3 ที่นำเสนอวิธีการสื่อสารโต้ตอบพร้อมสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจ เสมือนการพูดคุยกับมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องสำคัญในช่วงห้าปีที่ผ่านมา

แชทบอทสร้างปฏิสัมพันธ์การสนทนาแบบ 'ชาญฉลาด' ขณะที่ GPT3 สร้างเอาต์พุทที่ดู 'เข้าใจ' คำถาม เนื้อหา และบริบทของการสนทนา ซึ่งเมื่อสองสิ่งนี้รวมกันได้สร้างผลกระทบใหญ่จนเกิดคำถามว่า 'เรากำลังสนทนากับมนุษย์หรือคอมพิวเตอร์กันแน่หรือว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่เหมือนกับมนุษย์' ซึ่งการโต้ตอบบางครั้งสร้างความขบขัน บ้างนำเสนอข้อมูลลึกซึ้งและบางทีก็เต็มไปด้วยสาระความรู้

แต่น่าเสียดายที่บางครั้ง ChatGPT ยังนำเสนอเนื้อหาได้ไม่ถูกต้องและไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเข้าใจหรือสติปัญญาของมนุษย์ ปัญหาอาจอยู่ที่คำว่า 'เข้าใจ' และ 'ความฉลาด' ซึ่งขึ้นอยู่กับการป้อนข้อมูลของมนุษย์ที่อาจมีความหมายคลุมเครือไม่ชัดเจน ดังนั้นเมื่อนำไปใช้กับอัลกอริธึม อาจส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง

ในมุมที่มีประโยชน์กว่าคือการได้เห็นว่าแชทบอทและโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เช่น GPT ได้กลายเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าสำหรับการทำงานเฉพาะอย่างให้สำเร็จลุล่วงได้ ที่ไม่ใช่เพื่อความบันเทิง โดยความสำเร็จจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในแอปพลิเคชันที่เหมาะสมและมอบประโยชน์ต่อองค์กรอย่างแท้จริง

รูปแบบการใช้ ChatGPT ในองค์กร

สำหรับการใช้งานเทคโนโลยีแชทบอทหรือผู้ช่วยการสนทนาในเชิงธุรกิจระดับสูงนั้น จะใช้เพื่อจัดเตรียมรูปแบบการโต้ตอบด้วยการเรียบเรียงเนื้อหาจากแหล่งข้อมูล โดยแชทบอทจะมีรูปแบบการใช้งานมากมายอยู่ในระบบของตัวเองอยู่แล้ว ตั้งแต่การให้บริการลูกค้าไปจนถึงการช่วยเหลือทีมงานเทคนิคระบุปัญหาต่าง ๆ

สำหรับการใช้งาน ChatGPT ระดับสูงขึ้นไปอีก จะใช้เป็นแชทบอทที่มีความเฉพาะสำหรับ (แชท) โต้ตอบหรือ 'สนทนา' กับแหล่งข้อมูลของ GPT ในกรณีนี้แหล่งข้อมูล GPT จะได้รับการทดสอบโดเมนเฉพาะโดย OpenAI ซึ่งข้อมูลการทดสอบที่ใช้ในแบบจำลองนี้จะกำหนดวิธีการตอบคำถาม


อย่างไรก็ตามความสามารถของ GPT สำหรับสร้างฐานข้อมูลยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าข้อมูลที่ได้นั้นเป็นเท็จ นั่นหมายความว่าข้อมูลสามารถใช้ได้กับบางสถานการณ์ที่ข้อผิดพลาดสามารถยอมรับหรือแก้ไขให้ถูกต้องได้


มีรูปแบบการใช้งานโมเดลพื้นฐานมากมาย เช่น GPT ในโดเมนต่าง ๆ ประกอบด้วย Computer Vision, Software Engineering และงานวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Research and Development) เช่น มีการใช้แบบจำลองพื้นฐานสร้างรูปภาพขึ้นจากข้อความ และตรวจสอบโค้ดจากภาษาธรรมชาติ (Natural Language) รวมถึงการทำ Smart Contracts หรือแม้แต่ในด้านการดูแลสุขภาพ (Healthcare) เช่น การสร้างยารักษาโรคใหม่ ๆ และการถอดรหัสลำดับจีโนมเพื่อจำแนกโรค


ข้อกังวลด้านจริยธรรม


โมเดลแบบจำลองพื้นฐาน AI เช่น GPT แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้าน AI จากประโยชน์เฉพาะตัวที่มอบให้ อาทิ การช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาสร้างโมเดลแบบจำลองเฉพาะโดเมน


อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงและข้อกังวลด้านจริยธรรม ซึ่งประกอบด้วย


Complexity: โมเดลจำลองขนาดใหญ่ต้องใช้พารามิเตอร์นับพันล้านหรืออาจมากถึงล้านล้าน โดยโมเดลจำลองเหล่านี้มีขนาดใหญ่เกินไปที่องค์กรจะนำมาทดสอบใช้งาน เนื่องจากต้องใช้ทรัพยากรการประมวลผลที่จำเป็นจำนวนมาก อาจทำให้มีราคาแพงและไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


Concentration of power: โมเดลจำลองเหล่านี้ส่วนใหญ่สร้างขึ้นโดยบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุด ด้วยการลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาจำนวนมหาศาล และมีความสามารถด้าน AI เป็นสำคัญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของอำนาจในหน่วยงานขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง อาจสร้างความไม่สมดุลในอนาคต


Potential misuse: โมเดลจำลองพื้นฐานช่วยลดต้นทุนในการสร้างเนื้อหา ซึ่งหมายความว่าการสร้าง Deepfake ที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับจะง่ายขึ้น รวมถึงทุก ๆ อย่าง ตั้งแต่การเลียนแบบเสียงและวิดีโอไปจนถึงผลงานศิลปะปลอม ตลอดจนการโจมตีแบบกำหนดเป้าหมาย ซึ่งข้อกังวลด้านจริยธรรมร้ายแรงที่เกี่ยวข้องอาจทำให้เสียชื่อเสียงหรือสร้างความขัดแย้งทางการเมืองได้


Black-box nature: โมเดลจำลองเหล่านี้ยังต้องการการทดสอบอย่างถี่ถ้วนและสามารถมอบผลลัพธ์ที่ไม่น่าพอใจ เนื่องจากการทดสอบในลักษณะกล่องดำ (Black-box nature) ที่ไม่คำนึงถึงคำสั่งภายในซอฟต์แวร์ และคลุมเครือว่าฐานข้อมูลที่ตอบสนองนั้นเท็จจริงเพียงใด อาจนำเสนอผลลัพธ์ที่เอนเอียงได้จากข้อมูลที่กำหนดไว้ โดยกระบวนการทำให้ข้อมูลตรงกันของแบบจำลองดังกล่าวสามารถนำไปสู่ความล้มเหลวได้ หากคลาดเคลื่อนเพียงจุดเดียว


Intellectual property: โมเดลแบบจำลองถูกทดสอบกับคลังข้อมูลของชิ้นงานที่สร้างขึ้น และยังไม่ชัดเจนว่าจะมีกฎหมายบังคับอย่างไรสำหรับการนำเนื้อหานี้กลับมาใช้ใหม่ และหากเนื้อหานั้นมาจากทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น


แนวทางการใช้โมเดลพื้นฐานเอไออย่างมีจริยธรรม


เริ่มต้นจากการใช้งานการประมวลผลภาษาตามธรรมชาติ (Natural Language Processing - NLP) เช่น การจัดหมวดหมู่ การสรุป และการสร้างข้อความในสถานการณ์ที่ไม่ได้เจอตัวลูกค้า และเลือกงานที่มีความเฉพาะ โดยโมเดลจำลองที่ได้รับการฝึกฝนมาแล้วจะสามารถลดต้นทุนการปรับแต่งและการทดสอบที่มีราคาแพง หรือใช้ในกรณีที่ต้องการตรวจสอบผลลัพธ์โดยมนุษย์


ใช้สร้างเอกสารเชิงกลยุทธ์ที่สรุปประโยชน์ ความเสี่ยง โอกาส และแผนงานการปรับใช้โมเดลจำลองพื้นฐาน AI เช่น GPT ซึ่งจะช่วยพิจารณาว่าได้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงหรือไม่ กรณีที่นำมาใช้งานเฉพาะ


ใช้ APIs บนคลาวด์สำหรับสร้างรูปแบบจำลองและเลือกแบบจำลองที่มีขนาดเล็กที่สุด เพื่อให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการเพื่อลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน ลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนรวมสำหรับการเป็นเจ้าของ


จัดลำดับความสำคัญของผู้จำหน่ายที่ส่งเสริมการปรับใช้โมเดลอย่างมีความรับผิดชอบโดยการเผยแพร่แนวทางการใช้งาน การบังคับใช้ รวมถึงบันทึกช่องโหว่และจุดอ่อนที่ทราบ พร้อมเปิดเผยพฤติกรรมที่เป็นอันตรายและสถานการณ์การใช้งานในทางที่ผิดแบบเชิงรุก


เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 


บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


ที่มา: พีซี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ คอนซัลติ้ง


ปลัด มท. หารือร่วม 10 หน่วยงานนำระบบ AI ต่อยอดเชื่อมโยงข้อมูล"ศูนย์ดำรงธรรม"



ปลัด มท. หารือร่วม 10 หน่วยงานบูรณาการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ประชาชน มุ่งต่อยอดเชื่อมโยงข้อมูล “ศูนย์ดำรงธรรม” เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศครอบคลุมทุกมิติการให้บริการอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566  เวลา 09:30 น. ที่ห้องประชุมราชบพิธ อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กับหน่วยงานภาครัฐ 10 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรุงเทพมหานคร เพื่อต่อยอดการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย โดยมี นายธนิต ภูมิถาวร ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ นายณรงค์วิทย์ พบพาน ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย นายปวเรศ รัฐขจร ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรม ผู้แทนส่วนราชการ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในด้านการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของทุกกระทรวงดำเนินการแก้ไขปัญหาให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามระเบียบกฎหมาย โดย พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย โดยศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำให้เกิดการบริหารจัดการข้อมูลด้านการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน และสอดคล้องตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ซึ่งกำหนดให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ดำเนินการเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของประชาชนได้รวดเร็วขึ้น 

“ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ในภาพรวมของประเทศ ซึ่งมีศูนย์ดำรงธรรมกระจายอยู่ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งทั่วประเทศ จึงได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงการบรูณาการความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ 7 หน่วยงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือและอำนวยความเป็นธรรมแก่ ประชาชน  รวมถึงได้มีการประชุมหารือหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ได้แก่ สำนักงานอัยการสูงสุด กรุงเทพมหานคร ในการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ ที่พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน ซึ่งล่าสุด คือ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยในปีที่ผ่านมาได้มีหน่วยงานนำร่องเชื่อมโยงข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการข้อมูลทางทะเบียนราษฎร ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมที่ดิน กรมการปกครอง ทะเบียนทรัพย์สิน  เรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ผ่านศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย โดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กระทรวงมหาดไทยได้รับการสนับสนุนจาก กสทช. และพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้ผลักดันให้ศูนย์ดำรงธรรมพัฒนาสู่ระบบ AI ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งถือว่าเป็นการดีที่ทุกหน่วยงานจะได้หารือกันในการทำข้อตกลงที่ชัดเจนที่จะนำข้อมูลจากทุกจังหวัด ใน 878 อำเภอ เชื่อมโยงข้อมูลและสามารถส่งต่อข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือ เรื่องการกรองข้อมูล การส่งต่อข้อมูลแบบอัตโนมัติ ที่ต้องคำนึงถึงข้อมูลส่วนบุคคล ในการคัดแยกส่งต่อให้หน่วยงาน ที่นอกเหนือจากการใช้ระบบ AI แล้ว จำเป็นต้องมีระบบ Manual โดยเจ้าหน้าที่ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมีความปลอดภัยและส่งต่อไปหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติงาน เช่น เรื่องยาเสพติดที่มีหน่วยงานเกี่ยวข้องในหลายมิติ อาจยังจำเป็นที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ตรวจคัดกรองอีกชั้นหนึ่ง เป็นต้น และอีกประการหนึ่ง คือ ความปลอดภัยในด้านการปกปิดข้อมูลความลับส่วนบุคคล ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมีความเชื่อมั่นว่า ทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือนั้น มีความพร้อมความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่ในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน ผ่านศูนย์ดำรงธรรมได้ และกระทรวงมหาดไทยก็มีความยินดีที่จะรับข้อมูลจากทุกหน่วยที่เป็นเรื่องในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยเพื่อเร่งให้การช่วยเหลือประชาชนต่อไป” ปลัด มท. กล่าวเน้นย้ำ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ทุกท่านบูรณาการร่วมมือกันเพื่อบริหารจัดการให้การเชื่อมโยงข้อมูลเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่เราลงนามร่วมกัน ให้เร็วที่สุดบนหลักการที่สำคัญ คือ “ความถูกต้องและมีประสิทธิภาพ และการรักษาความลับของประชาชนหรือบุคคลที่สามไม่ให้ได้รับผลกระทบหรือความเสียหาย” ดังนั้น ทุกหน่วยงานจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องข้อมูล ที่ต้องวิเคราะห์และรักษาความปลอดภัยระบบหลังบ้าน คอยคัดกรองข้อมูลด้วยความรอบคอบ ก่อนที่จะส่งข้อมูลเชื่อมโยงไปให้หน่วยงานอื่น และสำหรับหน่วยงานที่ไม่มีระบบเชื่อมโยงข้อมูล (API) เมื่อดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการแล้วขอให้ได้แจ้งกลับมาที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลในอนาคตต่อไป และขอยืนยันว่า กระทรวงมหาดไทยมีความยินดีอย่างยิ่งในการเป็นผู้นำการบูรณาการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและระบบบริการประชาชนในการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของประชาชนทุกระดับ ด้วยบุคลากรของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการร่วมกับทุกส่วนราชการและทุกหน่วยงานเพื่อสร้างความสุขให้กับประชาชน ดังปณิธาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” สร้างประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม ต่อพี่น้องประชาชน และประเทศชาติ อย่างยั่งยืน


Song: See the Aggregates, Then Let Go Inspired by the Radha Saṃyutta, Ayācana Vagga

[Verse 1] The body is born, then changes away, Feelings arise and pass through the day. Perception remembers, formations appear, Consciousne...