วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

วัฒนธรรมสร้างสรรค์กับวัฒนธรรมสงคราม: กรณีศึกษา Soft Power ไทยและความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา




บทนำ

ในยุคโลกาภิวัตน์ การส่งเสริมศักยภาพชาติไม่ได้พึ่งเพียงกำลังทางเศรษฐกิจหรืออำนาจทางทหาร หากแต่ต้องอาศัย “อำนาจละมุน” (Soft Power) เพื่อสร้างอิทธิพล ความชื่นชม และความร่วมมือผ่านวัฒนธรรม ภาษา ความคิดสร้างสรรค์ และเอกลักษณ์ประจำชาติ งาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้วัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Creative Culture) เป็นกลยุทธ์พัฒนาเศรษฐกิจและเสริมภาพลักษณ์บนเวทีโลก
ในขณะเดียวกัน ประวัติศาสตร์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังสะท้อนความขัดแย้งชายแดนที่ยืดเยื้อ เช่น กรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร ระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งสะท้อนการใช้ “วัฒนธรรมสงคราม” (Culture of War) โดยเน้นอำนาจทางการเมือง ความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ และการปกป้องอัตลักษณ์ด้วยวิธีการเผชิญหน้า
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมสร้างสรรค์กับวัฒนธรรมสงคราม โดยเทียบเคียงกรณีงานมหกรรม Soft Power ของไทยกับความขัดแย้งชายแดน เพื่อชี้ให้เห็นทางเลือกและข้อจำกัดในการใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ


แนวคิดทฤษฎี: วัฒนธรรมสร้างสรรค์ vs. วัฒนธรรมสงคราม

1. วัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Creative Culture)

เป็นแนวคิดที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นทรัพยากรเศรษฐกิจ สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อประชาคมโลก ลดความขัดแย้งผ่านความเข้าใจร่วมกัน ตัวอย่างเช่น

  • อุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ 14 สาขาที่ SPLASH Forum นำเสนอ ได้แก่ อาหาร ดนตรี ภาพยนตร์ แฟชั่น และการท่องเที่ยว

  • หลักสูตร Workshop & Masterclass โครงการ “One Family One Soft Power (OFOS)” ที่สร้างโอกาสการเรียนรู้ร่วมกันข้ามรุ่นและข้ามพรมแดน

  • Glo-Cal Networking ที่เชื่อมโยงนักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้กำหนดนโยบายในเวทีนานาชาติ

เป้าหมายสำคัญคือ การใช้วัฒนธรรมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับอัตลักษณ์ประเทศ และสร้างพันธมิตรโดยไม่ต้องพึ่งอำนาจบังคับ

2. วัฒนธรรมสงคราม (Culture of War)

เป็นแนวคิดที่วัฒนธรรมถูกนิยามให้มีบทบาทเสริมความ正当 (Legitimacy) ในการเผชิญหน้า เช่น

  • ความเชื่อในสิทธิทางประวัติศาสตร์เหนือพื้นที่ หรือโบราณสถาน

  • การระดมความรู้สึกชาตินิยมเพื่อปกป้องอัตลักษณ์

  • การใช้สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมประกอบข้อเรียกร้อง領土 (Territorial Claims)

กรณีพิพาทปราสาทพระวิหารสะท้อนตัวอย่างเด่น เมื่อพื้นที่โบราณสถานถูกใช้เป็น “สนามต่อสู้ทางวาทกรรม” เพื่อยืนยันอำนาจอธิปไตย ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ความขัดแย้งบานปลายถึงขั้นปะทะทางทหารและสร้างความบาดหมางระยะยาว


การเปรียบเทียบ: SPLASH Soft Power Forum กับกรณีพิพาทชายแดน

ประเด็นวัฒนธรรมสร้างสรรค์: SPLASH Soft Power Forumวัฒนธรรมสงคราม: พิพาทปราสาทพระวิหาร
เป้าหมายหลักการยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสร้างความร่วมมือการปกป้องดินแดนและอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์
เครื่องมือเครือข่ายธุรกิจ เสวนา สื่อสร้างสรรค์ เทคโนโลยีวาทกรรมสิทธิทางประวัติศาสตร์ ความเชื่อชาตินิยม
ผลต่อภาพลักษณ์ประเทศเสริมภาพลักษณ์เชิงบวก สร้างความน่าเชื่อถือระดับโลกสร้างความขัดแย้ง สะท้อนความตึงเครียดในภูมิภาค
กระบวนการการแลกเปลี่ยนความรู้ การร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนการเจรจาต่อรอง การใช้กำลัง การระดมมวลชน
ผลกระทบระยะยาวเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเครือข่ายความสัมพันธ์ความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจข้ามพรมแดน

ข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์

  1. Soft Power ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเศรษฐกิจ
    หากนำมาใช้อย่างเป็นระบบ Soft Power สามารถลดความตึงเครียดทางการเมืองและสร้าง “วัฒนธรรมสันติภาพ” โดยการให้ความสำคัญกับคุณค่าร่วมกันแทนที่จะเน้นความแตกต่าง

  2. ข้อจำกัดของวัฒนธรรมสร้างสรรค์
    ในบริบทความขัดแย้งชายแดน การใช้วัฒนธรรมสร้างสรรค์มักถูกบดบังด้วยวัฒนธรรมสงครามที่หยั่งรากลึกในจิตสำนึกสาธารณะ และความหวาดระแวงระหว่างประเทศ

  3. ความจำเป็นของสมดุลระหว่างอัตลักษณ์กับความร่วมมือ
    กรณี SPLASH Forum ชี้ให้เห็นว่า วัฒนธรรมสร้างสรรค์สามารถพัฒนาเศรษฐกิจพร้อมกับเสริมอัตลักษณ์ได้โดยไม่ต้องใช้วาทกรรมเผชิญหน้า


บทสรุป

บทเรียนจากงาน SPLASH Soft Power Forum 2025 และความขัดแย้งปราสาทพระวิหาร สะท้อนให้เห็น 2 ทางเลือกหลักในการใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ คือ

  • การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจผ่านความร่วมมือ ความคิดสร้างสรรค์ และ Soft Power

  • การใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสร้างความ正当ในการเผชิญหน้าและปกป้องอัตลักษณ์

สำหรับอนาคต ความท้าทายของไทยอยู่ที่การถักทอวัฒนธรรมสร้างสรรค์เข้ากับนโยบายต่างประเทศและยุทธศาสตร์ความมั่นคง เพื่อสร้างภูมิภาคที่ “อัตลักษณ์เข้มแข็ง แต่ไม่เผชิญหน้า” และส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ถอดรหัสวิสัยทัศน์ "ณัฐพงษ์" ชู "12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน" ยุคเอไอ เดิมพันพรรคประชาชนกับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่รัฐนวัตกรรม

11 มกราคม 2569 นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย เมื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (People’s Party) เปิดตัววิสัยทั...