บทนำ
ในยุคโลกาภิวัตน์ การส่งเสริมศักยภาพชาติไม่ได้พึ่งเพียงกำลังทางเศรษฐกิจหรืออำนาจทางทหาร หากแต่ต้องอาศัย “อำนาจละมุน” (Soft Power) เพื่อสร้างอิทธิพล ความชื่นชม และความร่วมมือผ่านวัฒนธรรม ภาษา ความคิดสร้างสรรค์ และเอกลักษณ์ประจำชาติ งาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้วัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Creative Culture) เป็นกลยุทธ์พัฒนาเศรษฐกิจและเสริมภาพลักษณ์บนเวทีโลก
ในขณะเดียวกัน ประวัติศาสตร์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังสะท้อนความขัดแย้งชายแดนที่ยืดเยื้อ เช่น กรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร ระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งสะท้อนการใช้ “วัฒนธรรมสงคราม” (Culture of War) โดยเน้นอำนาจทางการเมือง ความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ และการปกป้องอัตลักษณ์ด้วยวิธีการเผชิญหน้า
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมสร้างสรรค์กับวัฒนธรรมสงคราม โดยเทียบเคียงกรณีงานมหกรรม Soft Power ของไทยกับความขัดแย้งชายแดน เพื่อชี้ให้เห็นทางเลือกและข้อจำกัดในการใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ
แนวคิดทฤษฎี: วัฒนธรรมสร้างสรรค์ vs. วัฒนธรรมสงคราม
1. วัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Creative Culture)
เป็นแนวคิดที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นทรัพยากรเศรษฐกิจ สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อประชาคมโลก ลดความขัดแย้งผ่านความเข้าใจร่วมกัน ตัวอย่างเช่น
-
อุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ 14 สาขาที่ SPLASH Forum นำเสนอ ได้แก่ อาหาร ดนตรี ภาพยนตร์ แฟชั่น และการท่องเที่ยว
-
หลักสูตร Workshop & Masterclass โครงการ “One Family One Soft Power (OFOS)” ที่สร้างโอกาสการเรียนรู้ร่วมกันข้ามรุ่นและข้ามพรมแดน
-
Glo-Cal Networking ที่เชื่อมโยงนักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้กำหนดนโยบายในเวทีนานาชาติ
เป้าหมายสำคัญคือ การใช้วัฒนธรรมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับอัตลักษณ์ประเทศ และสร้างพันธมิตรโดยไม่ต้องพึ่งอำนาจบังคับ
2. วัฒนธรรมสงคราม (Culture of War)
เป็นแนวคิดที่วัฒนธรรมถูกนิยามให้มีบทบาทเสริมความ正当 (Legitimacy) ในการเผชิญหน้า เช่น
-
ความเชื่อในสิทธิทางประวัติศาสตร์เหนือพื้นที่ หรือโบราณสถาน
-
การระดมความรู้สึกชาตินิยมเพื่อปกป้องอัตลักษณ์
-
การใช้สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมประกอบข้อเรียกร้อง領土 (Territorial Claims)
กรณีพิพาทปราสาทพระวิหารสะท้อนตัวอย่างเด่น เมื่อพื้นที่โบราณสถานถูกใช้เป็น “สนามต่อสู้ทางวาทกรรม” เพื่อยืนยันอำนาจอธิปไตย ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ความขัดแย้งบานปลายถึงขั้นปะทะทางทหารและสร้างความบาดหมางระยะยาว
การเปรียบเทียบ: SPLASH Soft Power Forum กับกรณีพิพาทชายแดน
| ประเด็น | วัฒนธรรมสร้างสรรค์: SPLASH Soft Power Forum | วัฒนธรรมสงคราม: พิพาทปราสาทพระวิหาร |
|---|---|---|
| เป้าหมายหลัก | การยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสร้างความร่วมมือ | การปกป้องดินแดนและอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ |
| เครื่องมือ | เครือข่ายธุรกิจ เสวนา สื่อสร้างสรรค์ เทคโนโลยี | วาทกรรมสิทธิทางประวัติศาสตร์ ความเชื่อชาตินิยม |
| ผลต่อภาพลักษณ์ประเทศ | เสริมภาพลักษณ์เชิงบวก สร้างความน่าเชื่อถือระดับโลก | สร้างความขัดแย้ง สะท้อนความตึงเครียดในภูมิภาค |
| กระบวนการ | การแลกเปลี่ยนความรู้ การร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน | การเจรจาต่อรอง การใช้กำลัง การระดมมวลชน |
| ผลกระทบระยะยาว | เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเครือข่ายความสัมพันธ์ | ความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจข้ามพรมแดน |
ข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์
-
Soft Power ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเศรษฐกิจ
หากนำมาใช้อย่างเป็นระบบ Soft Power สามารถลดความตึงเครียดทางการเมืองและสร้าง “วัฒนธรรมสันติภาพ” โดยการให้ความสำคัญกับคุณค่าร่วมกันแทนที่จะเน้นความแตกต่าง -
ข้อจำกัดของวัฒนธรรมสร้างสรรค์
ในบริบทความขัดแย้งชายแดน การใช้วัฒนธรรมสร้างสรรค์มักถูกบดบังด้วยวัฒนธรรมสงครามที่หยั่งรากลึกในจิตสำนึกสาธารณะ และความหวาดระแวงระหว่างประเทศ -
ความจำเป็นของสมดุลระหว่างอัตลักษณ์กับความร่วมมือ
กรณี SPLASH Forum ชี้ให้เห็นว่า วัฒนธรรมสร้างสรรค์สามารถพัฒนาเศรษฐกิจพร้อมกับเสริมอัตลักษณ์ได้โดยไม่ต้องใช้วาทกรรมเผชิญหน้า
บทสรุป
บทเรียนจากงาน SPLASH Soft Power Forum 2025 และความขัดแย้งปราสาทพระวิหาร สะท้อนให้เห็น 2 ทางเลือกหลักในการใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ คือ
-
การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจผ่านความร่วมมือ ความคิดสร้างสรรค์ และ Soft Power
-
การใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสร้างความ正当ในการเผชิญหน้าและปกป้องอัตลักษณ์
สำหรับอนาคต ความท้าทายของไทยอยู่ที่การถักทอวัฒนธรรมสร้างสรรค์เข้ากับนโยบายต่างประเทศและยุทธศาสตร์ความมั่นคง เพื่อสร้างภูมิภาคที่ “อัตลักษณ์เข้มแข็ง แต่ไม่เผชิญหน้า” และส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น