วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

พลิกหน้าประวัติศาสตร์ไท: งานวิจัยใหม่ชี้รากพุทธศาสนาฝังลึกในวัฒนธรรม “ข้ามไห้–ปุด” ก่อนยุคสุโขทัยกว่าพันปี


งานศึกษาทางมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ศาสนาชิ้นสำคัญของ David Holm กำลังสั่นคลอนกรอบคิดกระแสหลักเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับกลุ่มชาติพันธุ์ไทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเสนอว่า ร่องรอยพุทธศาสนาได้หยั่งรากในกลุ่มผู้พูดภาษาตระกูลไท-กะไดมาตั้งแต่เกือบสองพันปีก่อน ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นในยุคสุโขทัยหรือล้านนาอย่างที่เคยเข้าใจกัน



หัวใจของข้อค้นพบนี้อยู่ที่การวิเคราะห์คำว่า “ปุด” (Put/Pât) และพิธีกรรม “ข้ามไห้” (Khảm Hải) ซึ่งปรากฏในวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์จ้วง ไต่ และนุง บริเวณเขตภูเขาหินปูนทางตอนใต้ของจีนและตอนเหนือของเวียดนาม


“ปุด” จากพุทธ: ร่องรอยเสียงโบราณที่ย้อนไปถึงยุคฮั่น

หนึ่งในหลักฐานที่ทรงพลังที่สุดคือคำว่า “ปุด” ซึ่งใช้เรียกนักบวชหรือผู้ประกอบพิธีกรรมในชุมชนไทตอนเหนือ งานนิรุกติศาสตร์พบว่า คำนี้สัมพันธ์กับอักษรจีน 佛 (พระพุทธเจ้า) ซึ่งในภาษาจีนยุคฮั่นตอนปลายออกเสียงใกล้เคียง /but/

เมื่อเสียงดังกล่าวถูกยืมเข้าสู่ระบบภาษาไท-กะได จึงกลายรูปเป็น “ปุด” หรือ “ป้าต” และยังคงรักษาร่องรอยเสียงโบราณไว้ได้อย่างน่าทึ่ง นักวิชาการชี้ว่า นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ากลุ่มไทบางส่วนรับแนวคิด “พุทธ” ตั้งแต่ก่อนการแพร่ขยายของเถรวาทแบบลังกาวงศ์หลายศตวรรษ

น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ การใช้อักษรจีนรูปแผลง 仸 เขียนคำเรียกตำแหน่ง “ปุด” และ “แถน” (เทพฟ้าสูงสุดของไท) สะท้อนการหลอมรวมระหว่างคติพุทธกับศาสนาผีพื้นบ้าน จนเกิดปรากฏการณ์ที่นักมานุษยวิทยาเรียกว่า “คนทรงเจ้าผู้รู้หนังสือ” (Literate Shamanism) — หมอผีที่ใช้คัมภีร์และตัวบทอักษรควบคู่กับพิธีกรรมเข้าทรง


“ข้ามไห้” กับจักรวาลเขาพระสุเมรุ

อีกหนึ่งปริศนาที่งานวิจัยนี้คลี่คลายคือพิธีกรรม “ข้ามไห้” หรือ “การข้ามทะเล” ซึ่งปรากฏในบทสวดของหมอผีบนพื้นที่ภูเขาห่างทะเลหลายร้อยกิโลเมตร

คำอธิบายไม่ได้อยู่ที่ภูมิศาสตร์กายภาพ หากแต่อยู่ในจักรวาลวิทยาแบบอินเดีย โดยเฉพาะคติ Mount Meru (เขาพระสุเมรุ) ที่ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรหลายชั้น การเดินทาง “ข้ามทะเล” จึงเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางทางจิตวิญญาณของหมอผี เพื่อเข้าเฝ้าเทพแถนหรือข้ามภพภูมิ

องค์ประกอบในพิธี เช่น กระพรวนโลหะ โซ่เสียงกังวาน และเครื่องตั้งบูชารูปแบบมณฑล ยังมีความสอดคล้องกับพิธีกรรมแบบวัชรยาน โดยเฉพาะชุด “วัชระและกระดิ่ง” ที่ใช้ในพุทธศาสนาทิเบต สะท้อนการรับแม่พิมพ์พิธีกรรมจากอินเดียแล้วผสานกับชั้นหินฐานความเชื่อดั้งเดิมของไทอย่างแนบเนียน


ยาวจี๋: ประตูทะเลแห่งอารยธรรม

บริบททางประวัติศาสตร์ชี้ว่า พื้นที่ที่ชาวจีนโบราณเรียกว่า Jiaozhi (เจียวจื่อ/ยาวจี๋) บริเวณอ่าวตังเกี๋ย คือศูนย์กลางการค้าทางทะเลสำคัญในยุคราชวงศ์ฮั่น ก่อนเมืองกว่างโจวจะรุ่งเรือง

เส้นทางสายไหมทางทะเลไม่เพียงลำเลียงสินค้า แต่ยังนำพาพราหมณ์ พระภิกษุ และคัมภีร์จากอินเดียเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ พุทธศาสนาแบบมหายานและลี้ลับจึงหยั่งรากในภูมิภาคนี้ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษแรก ก่อนที่เถรวาทแบบลังกาวงศ์จะแผ่ขยายลงสู่รัฐไทในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

หลักฐานจารึกในถ้ำภูเขาหินปูนที่กว่างซี เช่น บันทึกเกี่ยวกับการบูชาพระอรหันต์ในศตวรรษที่ 10–11 ตอกย้ำว่าพื้นที่ภูเขาเหล่านี้เคยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาแบบมหายาน-วัชรยาน และต่อมาถูกหลอมรวมเข้ากับลัทธิคนทรงพื้นเมือง


เขียนประวัติศาสตร์ไทใหม่

รายงานวิจัยสรุปว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไทไม่ได้เป็นเพียง “ผู้รับ” อารยธรรมจากภายนอกเมื่ออพยพลงใต้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าและการแลกเปลี่ยนทางปัญญาระดับภูมิภาคตั้งแต่ยุคฮั่น

“ข้ามไห้” และ “ปุด” จึงเปรียบเสมือนฟอสซิลทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต บ่งชี้ถึงกระบวนการหลอมรวม (Syncretism) อันซับซ้อน ระหว่างพุทธศาสนาแบบมหายาน-วัชรยาน ลัทธิเต๋า และลัทธิผีบรรพชน

ภาพประวัติศาสตร์ใหม่ที่ปรากฏ คือความเป็นไทซึ่งก่อรูปขึ้นจากการต่อรองทางอำนาจ ความรู้ และศาสนาตลอดกว่าสองพันปี มิใช่เพียงผลผลิตของการรับเถรวาทในยุครัฐจารีต หากแต่เป็นรากเหง้าลึกที่เชื่อมโยงภูเขาหินปูนแห่งกว่างซี อ่าวตังเกี๋ย และจักรวาลเขาพระสุเมรุเข้าด้วยกันในโครงสร้างความเชื่อเดียว

นักวิชาการชี้ว่า การทำความเข้าใจรากฐานนี้ ไม่เพียงช่วยเติมเต็มช่องว่างทางประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์ แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ต่ออัตลักษณ์ไทในฐานะผู้ร่วมสร้างอารยธรรม ไม่ใช่เพียงผู้สืบทอดจากภายนอก.

พุทธศาสนากับกลุ่มชาติพันธุ์ไทในมิติประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม: ร่องรอยจาก "ข้ามไห้" และ "ปุด"

1. บทนำ: ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ไทกับพุทธศาสนาในมิติใหม่

การศึกษาประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กระแสหลัก มักสร้างกรอบความเข้าใจที่ผูกโยงกลุ่มผู้พูดภาษาตระกูลไท-กะได (Tai-Kadai) เข้ากับพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์ โดยถือเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ถึง 19 ควบคู่ไปกับการก่อตั้งรัฐจารีต เช่น อาณาจักรสุโขทัย ล้านนา และล้านช้าง กรอบคิดประวัติศาสตร์นิพนธ์ดังกล่าวได้สร้างวาทกรรมที่แบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่าง "พุทธศาสนา" (Buddhism) ในฐานะศาสนาที่เป็นทางการซึ่งรัฐไทรับผ่านอารยธรรมมอญ (ทวารวดี) และอาณาจักรขอม กับ "ลัทธิถือผี" (Animism) ในฐานะความเชื่อดั้งเดิมของชนเผ่าที่ถูกมองว่าล้าหลังกว่า ภายใต้ทัศนะนี้ วัฒนธรรมไทจึงมักถูกอธิบายว่าเป็นผลผลิตของการผสมผสานระหว่างประเพณีไทดั้งเดิมกับอิทธิพลของอินเดีย มอญ และขอม โดยมีพุทธศาสนาเถรวาทเป็นแกนกลางของรัฐศาสตร์และสถาปัตยกรรม ทว่าข้อสมมติฐานนี้กำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากการค้นพบทางมานุษยวิทยาเชิงลึกในกลุ่มชาติพันธุ์ไทที่อาศัยอยู่บริเวณพรมแดนตอนใต้ของจีนและตอนเหนือของเวียดนาม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้นับถือพุทธศาสนาเถรวาทในปัจจุบัน แต่กลับเก็บรักษาร่องรอยของพุทธศาสนายุคโบราณไว้ในโครงสร้างความเชื่อพื้นถิ่นอย่างน่าอัศจรรย์

งานวิจัยชิ้นสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระบวนทัศน์เดิมคืองานศึกษาของ David Holm ที่ได้ทำการสำรวจภาคสนามและวิเคราะห์ตัวบทพิธีกรรมทางศาสนาของกลุ่มชาติพันธุ์จ้วง (Zhuang) ไต่ (Tày) และนุง (Nùng) ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของจีนและพื้นที่ตอนเหนือของเวียดนาม การศึกษาของ Holm ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ซ่อนเร้นทว่าหยั่งรากลึกระหว่าง "แม่พิมพ์พิธีกรรมแบบอินเดีย" (Indic Ritual Templates) กับ "ชั้นหินฐานทางความเชื่อแบบคนทรงเจ้าในเอเชียตะวันออก" (Shamanic Substratum in Eastern Asia) สิ่งที่เหนือความคาดหมายที่สุดคือการค้นพบร่องรอยของอิทธิพลจากพุทธศาสนาในยุคเริ่มแรกและอารยธรรมอินเดียที่แฝงตัวอยู่ผ่านคำศัพท์ โครงสร้างพิธีกรรม และคัมภีร์พื้นบ้านที่สืบทอดกันมานับพันปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่าการรับพุทธศาสนาเถรวาทของรัฐไทในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาถึงกว่าหนึ่งสหัสวรรษ

รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อรื้อถอนและประกอบสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ไทกับอารยธรรมอินเดีย โดยใช้กรณีศึกษาหลักสองประการ ได้แก่ ร่องรอยทางภาษาและคติความเชื่อในคำว่า "ปุด" (Put/Pât) ซึ่งกลายรูปมาจากคำว่าพุทธ และการวิเคราะห์พิธีกรรม "ข้ามไห้" (Khăm Hải) หรือการข้ามทะเล อันเป็นพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่เต็มไปด้วยรหัสยะทางจักรวาลวิทยาแบบเขาพระสุเมรุ (Mount Meru Cosmology) หลักฐานเหล่านี้ไม่เพียงแต่บ่งชี้ถึงการรับเอาแนวคิดทางศาสนาจากภายนอกมาปรับใช้แบบผิวเผิน (Assimilation) แต่ยังสะท้อนถึงกลไกการหลอมรวมทางวัฒนธรรม (Syncretism) ที่มีความสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ซึ่งผสานเอาความรู้ทางตัวอักษรของนักบวชพุทธมหายาน วัชรยาน และแนวทางของลัทธิเต๋า เข้ากับระบบความเชื่อดั้งเดิมของหมอผีพื้นบ้าน จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ทางมานุษยวิทยาที่เรียกว่า "คนทรงเจ้าผู้รู้หนังสือ" (Literate Shamanism)

เพื่อที่จะทำความเข้าใจปรากฏการณ์มิติใหม่นี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการความรู้จากหลากหลายสาขาวิชา ทั้งนิรุกติศาสตร์ประวัติศาสตร์ (Historical Linguistics) นิเวศวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Ecology) และประวัติศาสตร์เส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) ในยุคโบราณ การศึกษานี้จะแสดงให้เห็นว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไทไม่ได้เป็นเพียงผู้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่อยู่ปลายทางอย่างเฉื่อยชา ทว่าในความเป็นจริง บรรพชนของกลุ่มผู้พูดภาษาไท-กะไดเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการแลกเปลี่ยนทางปัญญา การค้า และศาสนาระดับโลกมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฮั่น ร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ในกลุ่มไท-จ้วง บริเวณเทือกเขาหินปูน (Karst uplands) จึงเปรียบเสมือน "ฟอสซิลทางวัฒนธรรม" ที่มีชีวิต ซึ่งช่วยเติมเต็มช่องว่างทางประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์ก่อนยุคการจัดระเบียบของนิกายเถรวาทได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังนำเสนอภาพสะท้อนของการต่อรองทางอำนาจระหว่างความเชื่อท้องถิ่นและศาสนาสากลที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่าสองพันปี

2. ร่องรอยทางภาษาและคติความเชื่อ: จาก "พุทธ" สู่ "ปุด" และ "กวนอิม" สู่ "กวงอิน"

การศึกษาความเปลี่ยนแปลงทางสัทศาสตร์ (Phonology) อักขรวิทยา (Orthography) และอรรถศาสตร์ (Semantics) ของคำยืมทางศาสนา เป็นเครื่องมือทางวิชาการที่สำคัญยิ่งในการสืบค้นประวัติศาสตร์การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมที่ไม่มีการบันทึกไว้ในพงศาวดารกระแสหลัก ในบริบทของกลุ่มชาติพันธุ์ไทตอนเหนือ การปรากฏของคำว่า "ปุด" (Put หรือ Pât) ในฐานะชื่อเรียกตำแหน่งผู้ประกอบพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ทรงพลังที่สุดที่เชื่อมโยงลัทธิผีพื้นบ้านเข้ากับพุทธศาสนาโบราณ

วิวัฒนาการทางสัทศาสตร์และอักขรวิทยาของคำว่า "ปุด"

ในระบบความเชื่อและโครงสร้างทางสังคมของชาวไต่และนุงในแถบตอนเหนือของเวียดนาม และชาวจ้วงในมณฑลกว่างซี มีกลุ่มผู้ประกอบพิธีกรรมหลักสองกลุ่มที่รับผิดชอบต่อสุขภาวะทางจิตวิญญาณของชุมชน ซึ่งเรียกขานกันว่า "แถน" (Then) และ "ปุด" (Pât) นักบวชหรือหมอผีเหล่านี้มีความโดดเด่นอย่างมากในทางมานุษยวิทยา เนื่องจากพวกเขาเป็นผู้ที่มีความสามารถในการอ่านเขียนและใช้คัมภีร์ในการประกอบพิธี ซึ่งขัดแย้งกับภาพจำและทฤษฎีทั่วไปที่มองว่าลัทธิคนทรงเจ้า (Shamanism) ต้องอาศัยเพียงการถ่ายทอดทางมุขปาฐะ (Oral tradition) และการเข้าทรงโดยปราศจากตัวบทอักษรเท่านั้น ผู้ประกอบพิธีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ท่องจำบทสวด แต่ยังอ่านจากตำราที่สืบทอดกันมา เมื่อนักวิชาการทำการตรวจสอบคัมภีร์พิธีกรรมที่เขียนด้วยอักษรประดิษฐ์พื้นบ้าน (เช่น อักษรจ้วงโบราณ หรืออักษรจื๋อโนมของกลุ่มชาติพันธุ์ในเวียดนาม) พบว่าชื่อเรียกตำแหน่ง ปุด และ แถน มักถูกเขียนด้วยตัวอักษร 仸 อย่างเป็นระบบ

ตัวอักษร 仸 นี้มีนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง แท้จริงแล้วมันคือรูปแผลงระดับพื้นบ้าน (Vernacular variant) ของตัวอักษรจีนมาตรฐาน 佛 (Fó) ซึ่งแปลว่า "พระพุทธเจ้า" (Buddha) ในระบบภาษาและศาสนาของจีน การทำความเข้าใจว่าเหตุใดอักษรที่หมายถึงพุทธองค์จึงถูกนำมาใช้ออกเสียงว่า "ปุด" หรือ "ป้าต" ต้องย้อนกลับไปพิจารณาระบบสัทวิทยาของภาษาจีนยุคฮั่นตอนปลาย (Late Han) และภาษาจีนยุคกลาง (Middle Chinese) ในยุคอดีตกาลดังกล่าว ตัวอักษร 佛 ไม่ได้ออกเสียงด้วยพยัญชนะต้นริมฝีปาก-ฟัน (Labiodental fricative) อย่างในภาษาจีนแมนดารินปัจจุบัน แต่ออกเสียงเป็นพยัญชนะกัก ริมฝีปากคู่ (Bilabial stop) โดยมีฐานเสียงโบราณที่นักนิรุกติศาสตร์จำลองขึ้นคือ */but/

เมื่อคำว่า */but/ ถูกส่งผ่านเข้าสู่ระบบสัทวิทยาของกลุ่มผู้พูดภาษาตระกูลไท ซึ่งเป็นกลุ่มภาษาที่มีกฎทางสัทศาสตร์อันเข้มงวดเกี่ยวกับการแปรเสียงพยัญชนะท้าย การใช้เสียงวรรณยุกต์ และการกลืนเสียง คำยืมนี้จึงได้รับการปรับสัทลักษณ์ให้เข้ากับธรรมชาติของลิ้นชาวไท กลายเป็นคำว่า Pât ในสำเนียงภาษาไต่ หรือ "ปุด" ในกลุ่มภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้ นัยสำคัญทางประวัติศาสตร์ของปรากฏการณ์นี้คือ กลุ่มชาติพันธุ์ไทได้รับเอาแนวคิดเรื่อง "พุทธ" เข้ามาในสังคมของตนตั้งแต่ยุคที่ภาษาจีนยังคงออกเสียงคำนี้ว่า */but/ ซึ่งบ่งชี้ถึงกรอบเวลาการยืมคำที่เก่าแก่ระดับเกือบสองพันปี ก่อนที่การออกเสียงแบบจีนจะเปลี่ยนไปเป็นเสียง 'f' และก่อนที่กลุ่มไทจะอพยพลงใต้มาสร้างอาณาจักรที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาบาลี-สันสกฤตโดยตรงจากชาวมอญและเขมรในยุคหลัง

นอกจากมิติทางสัทศาสตร์แล้ว การใช้อักษร 仸 ยังแสดงให้เห็นถึงความสลับซับซ้อนของการสร้างตัวอักษรประดิษฐ์ (Logographic adaptation) ในหมู่หมอผีแถน ตัวอักษร 仸 ประกอบด้วยหมวดนำหน้า (Radical) "คน" (亻) ซึ่งแสดงความหมายทางอรรถศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์หรือบุคคล และส่วนประกอบอักษร "ฟ้า/สวรรค์" (天 - Tiān) อยู่ด้านขวา หมอผีชาวไต่และจ้วงได้ทำการตีความอักษรนี้ใหม่เพื่อใช้เขียนคำว่า "แถน" โดยให้ส่วนประกอบ 天 (Tiān) ทำหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้เสียง (Phonetic indicator) ในอักษรพื้นบ้าน ในขณะเดียวกัน คำว่า "แถน" ก็เป็นคำดั้งเดิมระดับรากศัพท์ในภาษาตระกูลไท-กะไดที่หมายถึง "เทพยดาแห่งท้องฟ้า" ผู้เป็นองค์ปฐมกษัตริย์ ผู้สร้างสรรพสิ่ง ผู้ควบคุมความอุดมสมบูรณ์และผู้กุมอำนาจทางการเมืองสูงสุด การซ้อนทับกันของความหมายระหว่างคำว่า "พุทธ" (ผ่านรูปอักษร 仸 ที่ดัดแปลงมาจาก 佛) และ "แถน" (เทพสูงสุดของวิถีชนไท) เป็นบทพิสูจน์ถึงการผนวกรวมทางคติความเชื่อ (Syncretism) ที่พุทธศาสนาจากต่างแดนและศาสนาผีพื้นบ้านถูกนำมาผสมผสานจนเป็นเนื้อเดียวกันทางญาณวิทยา การปรับเปลี่ยนนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับการปรับโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาบาลี-สันสกฤตเมื่อเข้าสู่วัฒนธรรมไทย ที่ต้องมีการแปลงประโยคและปรับตำแหน่งคำให้เข้ากับภาษาคำโดด เช่น การล้มประโยค การจัดเรียงตำแหน่งวิเศษณะและประธานใหม่ สะท้อนกระบวนการทำให้สิ่งแปลกปลอมจากภายนอกกลายเป็นของพื้นถิ่น (Indigenization) ที่ดำเนินมาทุกยุคสมัย

มิติการวิเคราะห์บริบทดั้งเดิม (พุทธศาสนาในจีนตอนใต้)บริบทท้องถิ่น (ลัทธิผีของกลุ่มชาติพันธุ์ไท/จ้วง)นัยทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์และการกลืนกลาย
สัทวิทยา (Phonology)ภาษาจีนยุคฮั่นตอนปลาย/ยุคกลาง: */but/ภาษาไต่/ไทพื้นถิ่น: Pât / Put (ปุด)การรักษาร่องรอยการออกเสียงโบราณ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการติดต่อที่เก่าแก่กว่ายุคสุโขทัยนับพันปี
อักขรวิทยา (Orthography)ตัวอักษร 佛 (Fó - หมายถึง พระพุทธเจ้า)ตัวอักษรประดิษฐ์ 仸 (ใช้เรียกนักบวช ปุด และ เทพ แถน)การปรับใช้อักษรจีนเพื่อรองรับคติความเชื่อแบบคนทรงเจ้าผู้รู้หนังสือ สะท้อนการผูกขาดความรู้ทางอักษรของชนชั้นนำ
อรรถศาสตร์ (Semantics)ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน (ศาสดาหรือนักบวชผู้แสวงหาความหลุดพ้น)ผู้เชี่ยวชาญทางพิธีกรรม หมอผี คนทรงเจ้า ผู้ควบคุมวิญญาณการเปลี่ยนผ่านบทบาทหน้าที่จากนักบวชผู้ละทิ้งโลก สู่ผู้ประกอบพิธีแก้ปัญหาสนองตอบความต้องการทางโลกของชาวบ้าน

ระบบการถ่ายทอดแบบ "คนทรงเจ้าผู้รู้หนังสือ" (Literate Shamanism)

กลไกสำคัญที่ทำให้คำศัพท์และตัวบททางพุทธศาสนายังคงดำรงอยู่ในฐานะคัมภีร์ของหมอผี คือระบบการถ่ายทอดความรู้ที่ผสมผสานระหว่างตัวบทอักษรและมุขปาฐะ (Textual and Oral transmission) ประเพณี "แถน" เป็นระบบที่มีความเชื่อมโยงกับความรู้ทางหนังสืออย่างแนบแน่น ในภูมิภาคที่สตรีไม่ได้รับการศึกษาในระบบโรงเรียนและไม่สามารถอ่านเขียนได้ การสืบทอดวิชาของหมอผีหญิง (Female apprentices) จึงกระทำผ่านระบบ "พ่อครู" (Father Teacher) พ่อครูซึ่งเป็นผู้ชายที่รู้หนังสือจะทำหน้าที่อ่านบทร้องและสูตรคาถาจากคัมภีร์พิธีกรรมอย่างครบถ้วน และผู้ฝึกหัดหญิงจะต้องท่องจำรายละเอียดทั้งหมดเข้าสู่ความทรงจำ ด้วยเหตุนี้ แม้การแสดงออกของหมอผีหญิงจะดูเหมือนมุขปาฐะ แต่แท้จริงแล้วมันคือความทรงจำที่มีพื้นฐานมาจากตัวอักษร (Text-based memorization) ซึ่งนักวิชาการเรียกว่าเป็นมุขปาฐะแบบ "ลึกเพียงเจเนอเรชันเดียว" (Only one generation deep) กระบวนการนี้รับประกันความแม่นยำของเนื้อหาทางศาสนาและคติพุทธโบราณที่แทรกซ่อนอยู่ ไม่ให้ผิดเพี้ยนไปตามกาลเวลามากนัก ในขณะที่กลุ่มผู้ประกอบพิธีชายทั้งปุดและแถน มักจะประกอบพิธีโดยใช้คัมภีร์อ้างอิงและอ่านตัวบทโดยตรง ระบบการสืบทอดที่มีโครงสร้างเป็นทางการนี้ มีกลิ่นอายที่เชื่อมโยงกับพิธีการริเริ่มและรับรองศิษย์ (Initiation rituals) หรือ "อภิเษก" (Abhiṣeka) ในพุทธศาสนาแบบวัชรยาน

ร่องรอยของ "ปุด" และพุทธศาสนาแบบผสมผสานในวัฒนธรรมไทวงกว้าง

ความเชื่อมโยงของรากศัพท์คำว่า "ปุด" ไม่ได้ถูกจำกัดขอบเขตอยู่เพียงในเขตพรมแดนภูเขาของจีน-เวียดนาม แต่ยังทอดเงาและสะท้อนอิทธิพลมาถึงกลุ่มชาติพันธุ์ไทกลุ่มอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ด้วย ในวัฒนธรรมของชาวไทใหญ่ (Shan) แห่งรัฐฉาน และชาวล้านนาทางภาคเหนือของประเทศไทย ปรากฏการใช้คำที่สืบเนื่องจากรากศัพท์นี้เช่นกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือประเพณี "เป็งปุด" หรือการตักบาตรเที่ยงคืนของชาวเหนือและไทใหญ่ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อบูชาพระอุปคุต ผู้เชื่อกันว่ามีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์และพำนักอยู่ใต้สะดือทะเล แม้ในโลกทัศน์ปัจจุบัน ความหมายของคำนี้จะถูกอธิบายเชื่อมโยงกับปฏิทินแบบจันทรคติคือ "วันพุธ" (เพ็ญพุธ) แต่ในมิติเชิงลึกทางรากศัพท์ นิรุกติศาสตร์ประวัติศาสตร์ และลักษณะการปฏิบัติพิธี สะท้อนถึงร่องรอยของการบูชาอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่สัมพันธ์กับคำว่าพุทธ และการเชื่อมโยงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เข้ากับมหาโอฆะ (ท้องทะเล) ในวรรณกรรมและบทร้อยกรองคลาสสิกของชาวไทใหญ่ คำว่า "ปุด" ยังปรากฏในปริบทของการระบุถึงอดีตชาติ การประกอบกรรมทางศาสนา และกฎแห่งกรรม เช่น ท่อนร้อยกรอง "ปุดสุดหายทางอันกล้วย" ซึ่งเป็นการพรรณนาเชิงเปรียบเปรยถึงการถวายดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาในอดีตชาติอันส่งผลกรรมมาถึงปัจจุบัน การใช้อักขรวิธีแบบพม่ามาประยุกต์ใช้ในการเขียนภาษาบาลีและไทใหญ่ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการเป็นสื่อกลางทางปัญญา ที่กลุ่มชาติพันธุ์ไทรับเอาโครงสร้างต่างฐานมาปรับใช้กับตน

นอกจากนี้ การกลายรูปของเทพเจ้าในพุทธศาสนามหายานเมื่อเข้าสู่ระบบความเชื่อพื้นบ้านของไท ยังปรากฏเป็นประจักษ์พยานผ่านคติ "กวงอิน" พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือ "กวนอิม" ในพุทธศาสนามหายานแบบจีน ได้รับการผนวกรวมเข้าสู่คติความเชื่อของหมอผีแถนและปุดในนามของ "กวงอิน" (Guangyin) องค์เทพโพธิสัตว์เหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่นำพาสรรพสัตว์สู่พระนิพพานตามปรัชญาพุทธศาสนาดั้งเดิม แต่มักถูกอัญเชิญมาในบริบทของการปัดเป่ารังควาน ต่อสู้กับวิญญาณร้าย และปกปักรักษาความอุดมสมบูรณ์ของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการทำหน้าที่เทียบเคียงกับลักษณะของผีเจ้าที่ ผีเมือง หรือผีบรรพบุรุษ

หลักฐานการผสมผสานนี้ยังพบได้ไกลถึงรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ในชุมชนชาวคำยัง (Khamyang) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไท แม้ปัจจุบันพวกเขาจะนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาท แต่บันทึกและพฤติกรรมทางศาสนาของพวกเขายังคงสะท้อนร่องรอยของพุทธศาสนายุคแรกที่คล้ายคลึงกับนิกายมหายาน คัมภีร์ที่เขียนด้วยอักษรไทโบราณถูกเก็บรักษาไว้ในวัดของชาวคำยัง และพระสงฆ์ยังคงสวดมนต์ในรูปแบบเฉพาะที่บันทึกไว้ในคัมภีร์เหล่านั้น ระบบความเชื่อดั้งเดิมของพวกเขาก่อนหน้าการเข้ามาของศาสนาพุทธเถรวาท มีความสอดคล้องกับวิถีทางของลัทธิเต๋า (Taoism) หรือลัทธิวิญญาณนิยมผสมผสาน การแต่งงานแบบโบราณที่เรียกว่า Gandharva marriage (การพากันหนีโดยที่ครอบครัวยอมรับในภายหลัง) และการบริโภคเนื้อสัตว์ในงานแต่งงานและเทศกาลทางศาสนา ซึ่งขัดกับหลักเถรวาทที่เคร่งครัด เป็นสิ่งยืนยันว่าพุทธศาสนาที่ชาวไทได้รับในยุคแรกเริ่มนั้น ไม่ใช่รูปแบบบริสุทธิ์ของเถรวาทดังที่เข้าใจกัน แต่เป็นระบบความเชื่อที่เปิดกว้างต่อคติแบบมหายาน วัชรยาน ลัทธิเต๋า และการนับถือผีสางเทวดา ก่อนที่จะถูกปรับให้เข้ากับเถรวาทแบบพม่าหลังจากการรุกรานของอาณาจักรฉานและพม่าในยุคหลัง

3. พิธีกรรม "ข้ามไห้" และจักรวาลทัศน์เขาพระสุเมรุ (สุมิ): หลักฐานการรับอิทธิพลทางทะเลในเขตภูเขา

หากนิรุกติศาสตร์คือโครงกระดูกของประวัติศาสตร์วัฒนธรรม พิธีกรรมก็เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อและลมหายใจที่ทำให้เรามองเห็นวิถีปฏิบัติในอดีต หนึ่งในปริศนาทางมานุษยวิทยาศาสนาที่ท้าทายกรอบความคิดของนักวิชาการมากที่สุดในการศึกษาวัฒนธรรมไทตอนเหนือคือ การดำรงอยู่ของพิธีกรรมที่เรียกว่า "ข้ามไห้" (Khảm hải) ซึ่งแปลตรงตัวว่า "การข้ามทะเล" หรือ "Crossing the Seas" พิธีกรรมชุดนี้เป็นองค์ประกอบอันขาดไม่ได้ในกระบวนการประกอบพิธีของหมอผีแถนและปุด ทั้งผู้ประกอบพิธีที่เป็นชายและหญิง ในการทำพิธีแก้บน เรียกขวัญ หรือส่งวิญญาณ

ความขัดแย้งเชิงภูมิศาสตร์ที่สร้างความประหลาดใจแก่คณะวิจัยคือ การค้นพบร่องรอยของการพรรณนาถึงเรือใบ การต่อสู้กับคลื่นลม การเดินเรือข้ามมหาสมุทร และภูมิประเทศแบบชายฝั่งทะเล อยู่ในบทสวดและวัฒนธรรมของชนเผ่าที่อาศัยอยู่บนยอดเขาสูง ภูมิประเทศแบบเขาหินปูน (Karst uplands) อันสลับซับซ้อนและห่างไกลจากชายฝั่งทะเลของมณฑลกว่างซีและทางตอนเหนือของเวียดนามอย่างน้อยหลายร้อยกิโลเมตร ปริศนานี้เป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขไปสู่ความเข้าใจเรื่อง "แม่พิมพ์พิธีกรรมแบบอินเดีย" (Indic Ritual Templates) ที่ถูกเคลื่อนย้าย นำเข้า และบรรจุลงในโครงสร้างลัทธิผีพื้นเมือง

โครงสร้างและนัยแห่งการเดินทางข้ามภพภูมิของหมอผี

พิธีกรรม "ข้ามไห้" ในเชิงภววิทยา ไม่ใช่การเดินทางข้ามทะเลทางภูมิศาสตร์กายภาพของทะเลจีนใต้หรืออ่าวตังเกี๋ย แต่แท้จริงแล้วคือการจำลองการเดินทางของดวงวิญญาณ (Shamanic spirit journey) เพื่อขึ้นสู่สรวงสวรรค์ไปเข้าเฝ้าเทพแถน หรือเดินทางดำดิ่งลงสู่โลกบาดาล วัตถุประสงค์หลักของพิธีกรรมนี้มีไว้เพื่อประโยชน์ของคนเป็น เช่น การเรียกร้องขวัญวิญญาณที่หลงทางหลุดลอยไป การรักษาอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากอำนาจเร้นลับ หรือการนำส่งเครื่องบรรณาการและคำร้องทุกข์ไปเสนอต่อเทพเจ้าเบื้องบน โครงสร้างของพิธีกรรมมีความซับซ้อนอย่างยิ่งและต้องอาศัยการอ่านหรือท่องจำคัมภีร์ที่ประกอบด้วยบทร่ายยาวหลายพันบรรทัด

จากการวิเคราะห์ตัวบท (Textual analysis) ของคัมภีร์พิธีกรรมที่หมอผีใช้ เราพบว่าเส้นทางการเดินทางเชิงสัญลักษณ์ถูกแบ่งออกเป็นสถานีหรือด่านที่ชัดเจน หมอผีจะเริ่มการเดินทางจากพื้นที่แคบๆ ในครัวเรือนหรือแท่นบูชา ผ่านศาลเจ้าที่ประจำหมู่บ้าน (Tudigong) เดินทางลัดเลาะข้ามทุ่งนาทางโลก จนกระทั่งเข้าสู่ปริมณฑลศักดิ์สิทธิ์ ตารางด้านล่างแสดงให้เห็นถึงลำดับขั้นตอนของเนื้อหาบทสวดในการเตรียมพร้อมและเผชิญหน้ากับด่านต่างๆ ของกองทัพวิญญาณ:

ลำดับในพิธีกรรมชื่อขั้นตอน (อ้างอิงจากคัมภีร์ดั้งเดิม)ความยาวตัวบท (บรรทัด)นัยทางวัฒนธรรมและศาสนา
1Invitations to the Master-Pụt (การอัญเชิญครูปุด)1–61 (61 บรรทัด)การเริ่มต้นด้วยการแสดงความเคารพต่อสายผู้สืบทอดวิชา (Lineage) สะท้อนโครงสร้างแบบอภิเษกของวัชรยาน
2Invitations to the Ancestors (การอัญเชิญบรรพบุรุษ)81–259 (179 บรรทัด)การยืนยันชั้นหินฐานทางความเชื่อ (Shamanic Substratum) ที่ผูกพันกับผีปู่ย่าตายายของชาวไท
3Presenting Offerings to the God of the Locality (ถวายเครื่องเซ่นแด่เทพารักษ์)260–469 (199 บรรทัด)การขออนุญาตและรับรองอำนาจของเทพท้องถิ่น (อิทธิพลของลัทธิเต๋าและผีพื้นเมือง)
4Passing through the Gate of the Mandarin-Genie (การผ่านประตูเทพขุนนาง)470–492 (23 บรรทัด)สัญลักษณ์ของระบบราชการทางจิตวิญญาณ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากโลกทัศน์การปกครองแบบจีนโบราณ
5The Field of Ghosts of Undeserved Death (ทุ่งแห่งผีตายโหง)493–537 (45 บรรทัด)การข้ามผ่านดินแดนแห่งความทุกข์และภยันตราย ซึ่งต้องอาศัยอำนาจคาถาและเวทมนตร์ในการปราบปรามวิญญาณร้าย

(ข้อมูลอ้างอิงโครงสร้างคัมภีร์: )

ในระหว่างการเดินทางฝ่าอุปสรรคตามสถานีต่างๆ นี้ หมอผีจะใช้เครื่องดนตรีเป็นทั้งพาหนะและเครื่องป้องกันตัว เครื่องดนตรีหลักที่โดดเด่นคือ พิณ "ติ๋น" (Tính) ซึ่งเป็นเครื่องสาย (1, 2 หรือ 3 สาย) และที่ขาดไม่ได้คือ กระพรวนโลหะแบบสวมมือ (Hand-bells) หรือโซ่เหล็กที่ถูกสั่นเพื่อให้เกิดเสียงกระทบกัน เสียงดนตรีและจังหวะที่เร่งเร้าเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของ "กองทัพวิญญาณ" (Then Spirit Army) ที่กำลังควบม้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าหรือวิ่งตะบึงข้ามแผ่นดิน การเดินทางฝ่าอุปสรรคและการใช้ม้าวิญญาณเช่นนี้ เป็นองค์ประกอบดั้งเดิมของลัทธิคนทรงในแถบไซบีเรีย (Siberian Shamanism) และเอเชียตอนเหนือ ทว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการสอดแทรกเรื่อง "ทะเล" ในช่วงเวลาที่กองทัพวิญญาณต้องเปลี่ยนพาหนะเป็นเรือเพื่อฝ่าด่านสุดท้าย

จักรวาลวิทยาเขาพระสุเมรุ (Mount Meru) และร่องรอยวัชรยาน

เหตุใดคนบนดอยจึงต้อง "ข้ามทะเล" เพื่อไปพบเทพเจ้า? คำตอบที่เชื่อมโยงจิ๊กซอว์ทั้งหมดเข้าด้วยกันอยู่ที่ จักรวาลทัศน์แบบอินเดีย (Indic cosmology) ที่มีศูนย์กลางคือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า "เขาพระสุเมรุ" (Mount Meru หรือ Sumi ในเอกสารท้องถิ่น) ตามคติพุทธศาสนาและฮินดูโบราณ เขาพระสุเมรุอันเป็นที่สถิตของพระอินทร์และทวยเทพนั้น ถูกล้อมรอบด้วยมหานทีสีทันดร หรือทะเลสีทันดรทั้งเจ็ดชั้น สลับกับแนวเขาเกาะแก่ง การที่ดวงวิญญาณหรือกองทัพวิญญาณของหมอผีจะเดินทางขึ้นไปเฝ้าเทพเจ้าเบื้องบนได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องต่อเรือและแล่นข้ามมหาสมุทรเชิงอภิปรัชญาเหล่านั้นให้จงได้ ดังนั้น "ทะเล" ในพิธีกรรมข้ามไห้ จึงเป็นแม่พิมพ์ทางความคิดจากวรรณกรรมทางศาสนาของอินเดีย ที่ถูกส่งผ่านเข้ามาและประทับทับลงบนพิธีกรรมเรียกร้องวิญญาณของหมอผีท้องถิ่น

ความเชื่อมโยงกับพุทธศาสนาแบบลี้ลับ (Esoteric Buddhism) หรือมนตรยาน/วัชรยาน ยิ่งปรากฏความชัดเจนและลึกซึ้งขึ้นเมื่อนักวิชาการทำการเปรียบเทียบเครื่องมือและอุปกรณ์ทางพิธีกรรมที่หมอผีแถนและปุดใช้ กระพรวนและโซ่โลหะที่ส่งเสียงกังวานในพิธีของชาวไต่ มีลักษณะร่วมทางสายวิวัฒนาการกับชุดเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ "วัชระและกระดิ่ง" (Vajra and Bell Set) ของนักบวชในทิเบตและวัชรยาน ในคติวัชรยาน วัชระ (Vajra) หมายถึงอัสนีบาตหรือเพชรที่ไม่มีวันแตกสลาย ใช้ฟาดฟันทำลายความไม่รู้ (อวิชชา) ถือเป็นสัญลักษณ์ของพลังงานฝ่ายชาย (กรุณาและวิธีการ) ในขณะที่กระดิ่งโลหะผสมเป็นสัญลักษณ์ของพลังงานฝ่ายหญิง (ปัญญาและสุญญตา) การรวมกันของทั้งสองสิ่งนี้คือความสมดุลที่นำไปสู่ความหลุดพ้น

รูปแบบการแสดงออกของหมอผีชาวไต่ก็สอดรับกับอิทธิพลนี้ ในพิธีกรรมของหมอผีจะมีการประทับทรง การร่ายรำที่ใช้เครื่องแต่งกายหลากสีสันสดใส และการแสดงออกที่ดุดัน โดยเฉพาะในบทร้องและการฟ้อนรำที่เรียกว่า "Hand-to-hand Combat with Lady Da Dun" (การต่อสู้ระยะประชิดกับนางดาดุน) ซึ่งเป็นการต่อสู้ขับไล่วิญญาณชั่วร้าย ท่วงท่าวิถีปฏิบัติเช่นนี้คล้ายคลึงอย่างมากกับ "ระบำหมวกดำ" (Black Hat Dancers) หรือการสำแดงปางดุร้ายของพระมหากาล (Mahakala - The Face of Wrathful Compassion) หนึ่งในแปดเทพผู้พิทักษ์ธรรมในพุทธศาสนา ที่จำแลงกายเป็นผู้พิทักษ์หน้าตาดุดันเพื่อข่มขวัญภูตผีปีศาจและปกป้องพื้นที่มณฑลพิธี (Mandala) ให้บริสุทธิ์

นอกจากนี้ จักรวาลทัศน์แบบมณฑล (Mandala) และเขาพระสุเมรุยังถูกพบในลักษณะการจัดเตรียมเครื่องตั้งเซ่นไหว้บนแท่นบูชาของหมอผี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาโดยตรง การใช้ชามบูชาเจ็ดใบ (Offering Bowls) ที่สืบเนื่องมาจากการบูชาประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์เพื่ออุทิศแด่เทพเจ้า รวมถึงการใช้ตะเกียงเนย (Butter Lamps) ที่ให้แสงสว่างแห่งปัญญา และที่สำคัญที่สุดคือ การถวายข้าวสารในภาชนะที่มีรูปทรงจำลองภูเขาหรือมณฑล 3 มิติ (Mandala Offering Set) เพื่อเป็นเครื่องบรรณาการอันเป็นตัวแทนของความสมดุลระหว่างโลกภายนอกและจิตใจภายใน องค์ประกอบทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นแม่พิมพ์ทางพิธีกรรมจากอินเดียที่ถูกนำมาบรรจุทับลงบนพิธีกรรมเลี้ยงผีปู่ย่าตายายของกลุ่มไทอย่างแนบเนียน ไร้รอยต่อ จนกลายเป็นอัตลักษณ์ใหม่ที่ไม่อาจแยกขาดจากกันได้

4. บริบททางประวัติศาสตร์: ดินแดน "ยาวจี๋" (Jiaozhi) และเส้นทางสายไหมทางทะเลในยุคเริ่มแรก

การผสานกลืนระหว่างอารยธรรมอินเดีย พุทธศาสนา ปรัชญาเต๋า และลัทธิคนทรงของกลุ่มชาติพันธุ์ไท ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในสภาวะสุญญากาศทางประวัติศาสตร์ หรือการส่งผ่านทางโทรจิต หลักฐานทางภาษา สถาปัตยกรรมทางพิธีกรรม และจักรวาลวิทยาที่กล่าวมาข้างต้น นำไปสู่ความจำเป็นในการตั้งคำถามถึงกระบวนการและเส้นทางที่แม่พิมพ์พิธีกรรมเหล่านี้เดินทางเข้าสู่พื้นที่ภูเขาห่างไกล บริบททางประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ที่ล้อมรอบดินแดนทางตอนใต้ของจีนและตอนเหนือของเวียดนาม หรือที่ชาวจีนโบราณในยุคราชวงศ์ฮั่นเรียกว่า "เจียวจื่อ" (Jiaozhi) หรือ "ยาวจี๋" ในสำเนียงเวียดนามและท้องถิ่น ถือเป็นศูนย์กลางของคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดนี้

ยาวจี๋: ชุมทางหลักของเส้นทางสายไหมทางทะเลก่อนยุคกวางโจว

ในยุคราชวงศ์ฮั่นของจีน (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 1 ถึง 3) ดินแดนเจียวจื่อ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อ่าวตังเกี๋ย ภาคเหนือของเวียดนาม และบางส่วนของมณฑลกว่างซีในปัจจุบัน มีฐานะเป็นเขตการปกครอง (Commandery) ของจักรวรรดิจีนตอนใต้ สิ่งสำคัญที่มักถูกละเลยหรือมองข้ามในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ เจียวจื่อเป็นเมืองท่าศูนย์กลางการค้าทางทะเล (Maritime Trade Hub) ที่สำคัญและเจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของจักรวรรดิจีนในยุคโบราณ ก่อนที่เมืองกว่างโจว (Canton) จะผงาดขึ้นมาเป็นศูนย์กลางในยุคราชวงศ์ถังและซ่ง เจียวจื่อคือประตูบานแรกที่เปิดรับลมมรสุมและต้อนรับกองเรือสินค้าจากอินเดีย ศรีลังกา ตะวันออกกลาง และหมู่เกาะต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากสินค้าทางกายภาพ เช่น เครื่องเทศ ผ้าไหม และอัญมณีแล้ว เส้นทางสายไหมทางทะเลในยุคเริ่มแรกยังทำหน้าที่เป็นสายพานลำเลียงอุดมการณ์ทางศาสนา โดยนำพานักบวช พราหมณ์ และพระภิกษุในพุทธศาสนาเดินทางเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ พุทธศาสนาได้เดินทางผ่านเส้นทางสายนี้เข้าสู่ดินแดนเวียดนามตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล และได้ลงหลักปักฐานฝังรากลึกในวัฒนธรรมท้องถิ่น พระภิกษุชาวตะวันตก สากล และชาวอินเดียจำนวนมากได้เลือกพำนักอยู่ที่เมืองท่าเจียวจื่อเพื่อทำการศึกษาและแปลพระสูตรภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีน ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังราชสำนักที่ฉางอานหรือลั่วหยาง สิ่งนี้สอดคล้องกับข้อสังเกตเชิงประวัติศาสตร์ในงานของ David Holm ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พื้นที่ทางตอนเหนือของเวียดนามและตอนใต้ของจีน เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนามาตั้งแต่ยุคอดีตกาล

อิทธิพลของอินเดียไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตามเมืองท่าชายฝั่งเท่านั้น แต่ได้ขยายตัวแทรกซึมเข้าสู่ดินแดนแผ่นดินชั้นในผ่านเครือข่ายเส้นทางการค้าทางแม่น้ำและหุบเขา ชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งเป็นบรรพบุรุษของกลุ่มผู้พูดภาษาตระกูลไท-กะได และออสโตรเอเชียติก ได้รับการว่าจ้างหรือมีส่วนร่วมในฐานะคนกลางทางการค้า เป็นนายกองผู้นำทาง พ่อค้าของป่า และในท้ายที่สุดก็กลายเป็นผู้รับสืบทอดวัฒนธรรมจากพ่อค้าและนักบวชต่างถิ่นเหล่านั้น การรับเอา "แม่พิมพ์ทางพิธีกรรม" (Ritual templates) จากอินเดีย จึงเป็นผลพวงโดยตรงจากการที่ผู้นำชนเผ่าและหมอผีพื้นบ้านของชนเผ่าเหล่านี้ต้องการยกระดับสถานะ อำนาจศักดิ์สิทธิ์ และความสลับซับซ้อนของพิธีกรรมตนเอง โดยการหยิบยืมเครื่องมือและสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่มองว่ามีความขลังและเหนือกว่า—เช่น คัมภีร์ ตัวอักษร คติจักรวาลวิทยาเขาพระสุเมรุ—มาบูรณาการและประยุกต์ใช้กับระบบความเชื่อเดิมของชนเผ่าอย่างชาญฉลาด

มหายาน วัชรยาน เต๋า และอรหันต์ในถ้ำหินปูน

เป็นที่น่าสังเกตว่าก่อนที่รัฐทางตอนล่างของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา (เช่น อาณาจักรทวารวดี โคตรบูรณ์ และขอมโบราณ) จะก้าวขึ้นมามีอำนาจและอิทธิพลในภูมิภาค และก่อนที่พุทธศาสนาเถรวาทจากสำนักลังกาวงศ์จะแผ่ขยายอิทธิพลกลายเป็นศาสนามาตรฐานของรัฐไทในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 พุทธศาสนาที่เผยแผ่ในดินแดนเจียวจื่อและโดยรอบนั้นมีลักษณะที่ลื่นไหลและผสมผสานอย่างยิ่ง ศาสนาเหล่านี้ประกอบไปด้วยนิกายมหายาน พุทธศาสนาแบบลี้ลับ (Esoteric/Tantric Buddhism) การบูชาพระโพธิสัตว์ และได้รับการเจือปนด้วยลัทธิเต๋าสำนักต่างๆ เช่น "สำนักหัวใจสวรรค์อันเป็นออร์โธดอกซ์" (Orthodox Method of the Heavenly Heart tradition in Taoism) ซึ่งมีบทบาทในการออกแบบระบบเวทมนตร์และยันต์

หลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันการมีอยู่ของพุทธศาสนาแบบมหายาน-วัชรยานในพื้นที่ภูเขาของชาวไท-จ้วง คือจารึกที่บอกเล่าถึงคติความเชื่อเรื่อง "พระอรหันต์ในถ้ำ" (Arhat Cave Belief) ในมณฑลกว่างซี จารึกทางประวัติศาสตร์บนแผ่นหินในถ้ำที่ภูเขาตู้เจียว (Duqiao Mountain) ในเมืองหรงเซี่ยน (Rong County) มณฑลกว่างซี ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 946 (ตรงกับยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร) ได้บันทึกถึงกระบวนการที่ประชาชนและนักบวชประกอบพิธีบูชาพระอรหันต์ภายในถ้ำและวิหารที่สร้างอุทิศให้ ศิลาจารึก "New Records of Mountain Kaiyan" (ค.ศ. 959) และ "Five Hundred Arhats Cave Records" (ค.ศ. 1102) อธิบายถึงตำนานและพิธีการเซ่นไหว้อรหันต์ในถ้ำ ตำนานและบันทึกเหล่านี้ชี้ให้เห็นประเด็นทางมานุษยวิทยาว่า ชาวบ้านในเขตภูเขาหินปูนได้นำเอาสภาพภูมิสถาปัตยกรรมทางธรรมชาติ (เช่น ถ้ำ หินงอก หินย้อย) มาแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา

ในโลกทัศน์ของลัทธิคนทรง ถ้ำเหล่านั้นถูกมองว่าเป็นประตูลับที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์ โลกเบื้องบน และเส้นทางลงสู่โลกบาดาล ซึ่งสอดรับอย่างลงตัวกับจักรวาลทัศน์ของหมอผีพื้นบ้านที่มักใช้ถ้ำเป็นเส้นทางในการเรียกวิญญาณ การบูชาพระอรหันต์ด้วยสิ่งของทางโลก เช่น อาหาร น้ำชา และการบรรยายธรรม จึงถูกปรับเปลี่ยนและกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเซ่นไหว้เทพารักษ์หรือผีบรรพบุรุษ ซึ่งท้ายที่สุด สะท้อนภาพออกมาผ่านการเตรียมของเซ่นไหว้ในพิธี "ข้ามไห้"

ในส่วนของดินแดนเวียดนาม พุทธศาสนาก็ได้รับการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตพื้นเมืองและโครงสร้างรัฐอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จนกระทั่งเข้าสู่ยุครุ่งเรืองในราชวงศ์เจิ่น (Trần Dynasty) ช่วงศตวรรษที่ 13 จักรพรรดิเจิ่นนันตง (Trần Nhân Tông) พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีวิสัยทัศน์ ทรงสละราชสมบัติและก่อตั้งพุทธศาสนานิกายเซน "ตรุกหลำ" (Trúc Lâm) ขึ้นที่ภูเขาเยนตู ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นการถือกำเนิดพุทธศาสนานิกายเวียดนามอย่างเป็นทางการที่หลุดพ้นจากอิทธิพลและการชี้นำของพระต่างชาติ ปรัชญาของนิกายเซนตรุกหลำมุ่งเน้นที่การบูรณาการชีวิตทางโลกของคฤหัสถ์ และการปฏิบัติทางจิตวิญญาณของผู้มุ่งหวังมรรคผลเข้าด้วยกันอย่างไม่แบ่งแยก สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดและปรัชญาพื้นฐานของชนชาติในภูมิภาคนี้ ที่ไม่นิยมการออกบวชเพื่อแยกตัวตัดขาดจากโลกและครอบครัวอย่างสิ้นเชิง แต่เน้นการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือเพื่อส่งเสริมความสมดุลของสังคมและการเมือง ซึ่งเป็นทัศนคติแบบเดียวกับที่หมอผีแถนและปุดใช้ประกอบพิธีกรรมเพื่อดูแลชุมชน รักษาโรคภัย และแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของชาวบ้านธรรมดา

เมื่อชนกลุ่มไทกลุ่มต่างๆ เริ่มเคลื่อนย้ายถิ่นฐานลงสู่ทางใต้ตามการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์และการเมือง เช่น กลุ่มชาวไทดำ (Tai Dam) ที่อพยพโยกย้ายจากชายแดนเวียดนามผ่านแขวงหัวพันในลาว ลงมาสู่ภาคกลางและภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น (ตั้งแต่ ค.ศ. 1779 ถึง 1886) หรือบรรพชนชาวไทที่อพยพลงมายังดินแดนของวัฒนธรรมทวารวดีและขอมโบราณในยุคก่อนหน้านั้น พวกเขาได้นำเอาชั้นหินฐานทางความเชื่อ (Shamanic substratum) ที่ผสานเอาเศษซากของพุทธศาสนายุคแรกและพิธีกรรมแบบอินเดียนี้ติดตัวมาด้วย ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศูนย์กลางอำนาจใหม่อย่างอาณาจักรขอมที่มีกลไกทางรัฐศาสตร์แบบฮินดู-พุทธที่เข้มแข็ง หรือรับเอาพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์ ร่องรอยความเชื่อเดิมเหล่านี้จึงถูกทับถมหรือแปรสภาพไป กระนั้น ในพื้นที่ลึกเข้าไปในป่าเขาของกว่างซีและทางตอนเหนือของเวียดนาม ซึ่งรัฐสมัยใหม่ส่วนกลางแผ่อำนาจไปไม่ถึงในยุคโบราณ หมอผีชาวไต่ นุง และจ้วง กลับทำหน้าที่เสมือน "หอจดหมายเหตุที่มีชีวิต" ที่รักษารูปแบบดั้งเดิมแห่งความสัมพันธ์นี้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์

5. สรุป: การหลอมรวมระหว่างลัทธิผีพื้นบ้านกับพุทธศาสนาในฐานะรากเหง้าของความเป็นไท

ภาพแทนของกลุ่มชาติพันธุ์ไทในหน้าประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักถูกนักประวัติศาสตร์วาดให้เป็นกลุ่มชนผู้มาทีหลัง ที่รับเอาอารยธรรมและความเจริญทางศาสนาเมื่อพวกเขาอพยพลงมาปะทะกับอารยธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรืออารยธรรมขอมในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ทว่าจากการวิเคราะห์เนื้อหาการศึกษาเรื่อง "ข้ามไห้" (Khăm Hải) และ "ปุด" (Put/Pât) ผ่านกรอบแนวคิดทฤษฎีแม่พิมพ์พิธีกรรมแบบอินเดีย (Indic Ritual Templates) และชั้นหินฐานทางความเชื่อ (Shamanic Substratum) ของ David Holm ทำให้ข้อสมมติฐานและกระบวนทัศน์ดั้งเดิมนี้จำเป็นต้องถูกรื้อถอนและเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด

รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นถึงข้อค้นพบและวิจารณญาณเชิงลึกทางมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ในสามมิติหลัก ได้แก่:

ประการแรก การปฏิวัติความเข้าใจด้านเวลาและพื้นที่ของการปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรม: ความสัมพันธ์ระหว่างบรรพชนกลุ่มผู้พูดภาษาตระกูลไทและอารยธรรมอินเดีย-พุทธศาสนา ไม่ได้พึ่งเริ่มต้นขึ้นอย่างกะทันหันในพุทธศตวรรษที่ 18-19 ณ ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาหรืออาณาจักรสุโขทัย หากแต่หยั่งรากลึกย้อนไปถึงช่วงสหัสวรรษที่ 1 บริเวณดินแดนเจียวจื่อ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเส้นทางสายไหมทางทะเลยุคเริ่มแรก บรรพชนชาวไท-กะไดไม่ใช่เพียงผู้เฝ้ามอง แต่เป็นผู้มีส่วนร่วมโดยตรงในเครือข่ายทางศาสนาและการค้าระดับโลกนี้ พิธีกรรม "ข้ามไห้" ซึ่งใช้การเดินทางฝ่ามหาสมุทรเชิงสัญลักษณ์ด้วยดนตรีและการร่ายรำเพื่อไปสู่จักรวาลวิทยาเขาพระสุเมรุ เป็นพยานหลักฐานอันทรงคุณค่าถึงการบูรณาการมโนทัศน์แห่งท้องทะเลและจักรวาลวิทยาฮินดู-พุทธ เข้ากับพิธีกรรมเรียกร้องวิญญาณในเขตภูเขาหินปูนอันห่างไกลได้อย่างน่าทึ่ง

ประการที่สอง ปรากฏการณ์ "คนทรงเจ้าผู้รู้หนังสือ" (Literate Shamanism) และการรื้อถอนทวิลักษณ์ระหว่างพุทธกับผี: หลักฐานทางนิรุกติศาสตร์และจารีตประเพณี โดยเฉพาะการแปลงรูปตัวอักษรจีนมาตรฐาน 佛 (พุทธ) ให้กลายเป็นอักษรพื้นบ้าน 仸 (ปุด/แถน) สะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์ของชาวไทโบราณว่า พุทธศาสนาไม่ได้เข้ามาในฐานะองค์กรศาสนาที่สูงส่งและแยกขาดจากการนับถือผีสางเทวดา หากแต่เข้ามาในฐานะ "เทคโนโลยีทางจิตวิญญาณ" (Spiritual technology) แขนงหนึ่ง หมอผีพื้นบ้านได้หยิบยืมเครื่องมืออันทรงพลังและมีศักดิ์ศรีของพุทธศาสนา อันได้แก่ คัมภีร์ ตัวอักษร คาถา กระดิ่ง วัชระ และการจัดแท่นบูชาแบบมณฑล มาประยุกต์ใช้เป็นอาวุธและพาหนะในการติดต่อกับเทพเจ้าท้องถิ่น ความขัดแย้งเชิงคู่ตรงข้ามระหว่าง "พุทธ" ในฐานะอารยธรรมที่สูงส่ง กับ "ผี" ในฐานะความเชื่อพื้นบ้านที่ต่ำต้อย เป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นในยุคหลังการสร้างรัฐชาติที่ต้องการผูกขาดความชอบธรรมทางศาสนา สำหรับหมอผี "ปุด" การเป็นผู้สืบทอดสายวิชาทางพุทธวัชรยาน (ผ่านการอ้างอิงถึงครูปุด) และการรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยการทรงเจ้า ล้วนเป็นภววิทยาที่ผสานเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ

ประการที่สาม อิทธิพลต่อการประกอบสร้างอัตลักษณ์และความเป็นไท: การหลอมรวมระหว่างลัทธิผีพื้นบ้านกับพุทธศาสนาในยุคแรกเริ่มนี้ (ซึ่งเจือปนด้วยแนวคิดพุทธมหายาน วัชรยาน และปรัชญาเต๋า) คือรากเหง้าที่แท้จริงของระบบคิด โครงสร้างทางสังคม และจักรวาลทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไททั้งหมด แม้ชาวไทกลุ่มต่างๆ ที่อพยพลงสู่ตอนใต้จะยอมรับเอาพุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นศาสนาประจำรัฐ และมีการจัดระเบียบสถาบันสงฆ์ตามมาตรฐานบาลี-สันสกฤต แต่ความเชื่อลึกๆ ของชาวบ้านในการปัดเป่ารังควาน การเรียกขวัญวิญญาณ และการอิงอาศัยอำนาจของเทพเจ้าแห่งสวรรค์ (แถน) ตลอดจนการปรับคติธรรมให้เข้ากับภาษาและความเชื่อดั้งเดิม ยังคงดำรงอยู่เป็นกระดูกสันหลังทางวัฒนธรรมของสังคมไท ไม่ว่าจะเป็นชาวล้านนา ไทใหญ่ ไทดำ ชาวคำยังในอัสสัม หรือคนไทยในลุ่มแม่น้ำภาคกลาง ตัวอย่างเช่น งานและการปฏิรูปของพระศาสตราจารย์ ดร.คำหมาย ธัมมสามิ พระสงฆ์ชาวไทใหญ่ ที่มุ่งเน้นการบูรณาการพุทธศาสนาเข้ากับโลกสมัยใหม่และจิตวิญญาณท้องถิ่น ก็เป็นประจักษ์พยานถึงสายธารการปรับตัวของพุทธศาสนาในสังคมไทที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

โดยสรุป การศึกษาความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์อย่างเจาะลึกผ่านคำศัพท์ "ปุด" และพิธีกรรม "ข้ามไห้" เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นยอดถึงความอัจฉริยะในการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ไท บรรพชนไทไม่ได้เป็นเพียงภาชนะเปล่าที่รอคอยรองรับอิทธิพลจากอาณาจักรจีนหรืออินเดียอย่างเชื่องช้า แต่พวกเขาเป็นสถาปนิกทางวัฒนธรรมผู้มีชั้นเชิง ที่รู้จักการหยิบยืม คัดสรร และกลืนกลายความรู้ระดับโลกในยุคโบราณ มาถักทอร้อยเรียงเข้ากับระบบนิเวศ ความเชื่อ และโครงสร้างทางสังคมพื้นถิ่นของตน จนตกผลึกกลายเป็นอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และสามารถสืบเนื่องยาวนานข้ามผ่านการล่มสลายของจักรวรรดิต่างๆ และยืนหยัดข้ามยุคสมัยมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ การเข้าใจรากเหง้าที่ซับซ้อนนี้ จึงเป็นการเปิดประตูสู่การทำความเข้าใจจิตวิญญาณแห่ง "ความเป็นไท" ที่แท้จริง ซึ่งไม่อาจนิยามได้ด้วยกรอบของเถรวาทแบบบริสุทธิ์นิยมเพียงมิติเดียว ทว่าเป็นผืนผ้าใบที่แต่งแต้มด้วยสีสันของผี พุทธ และอินเดีย ที่ผสมผสานกันมากว่าสองสหัสวรรษ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดพิมพ์เขียว “เขียนข่าวออนไลน์ยุค AI” ยกระดับภาพลักษณ์องค์กร ผสานเทคโนโลยีกับจริยธรรมสื่อ

ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมทางความคิดจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายงานการศึกษาล่าสุดได้เสนอกรอบยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับการเขียนข่าวออน...