งานศึกษาทางมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ศาสนาชิ้นสำคัญของ David Holm กำลังสั่นคลอนกรอบคิดกระแสหลักเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับกลุ่มชาติพันธุ์ไทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเสนอว่า ร่องรอยพุทธศาสนาได้หยั่งรากในกลุ่มผู้พูดภาษาตระกูลไท-กะไดมาตั้งแต่เกือบสองพันปีก่อน ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นในยุคสุโขทัยหรือล้านนาอย่างที่เคยเข้าใจกัน
หัวใจของข้อค้นพบนี้อยู่ที่การวิเคราะห์คำว่า “ปุด” (Put/Pât) และพิธีกรรม “ข้ามไห้” (Khảm Hải) ซึ่งปรากฏในวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์จ้วง ไต่ และนุง บริเวณเขตภูเขาหินปูนทางตอนใต้ของจีนและตอนเหนือของเวียดนาม
“ปุด” จากพุทธ: ร่องรอยเสียงโบราณที่ย้อนไปถึงยุคฮั่น
หนึ่งในหลักฐานที่ทรงพลังที่สุดคือคำว่า “ปุด” ซึ่งใช้เรียกนักบวชหรือผู้ประกอบพิธีกรรมในชุมชนไทตอนเหนือ งานนิรุกติศาสตร์พบว่า คำนี้สัมพันธ์กับอักษรจีน 佛 (พระพุทธเจ้า) ซึ่งในภาษาจีนยุคฮั่นตอนปลายออกเสียงใกล้เคียง /but/
เมื่อเสียงดังกล่าวถูกยืมเข้าสู่ระบบภาษาไท-กะได จึงกลายรูปเป็น “ปุด” หรือ “ป้าต” และยังคงรักษาร่องรอยเสียงโบราณไว้ได้อย่างน่าทึ่ง นักวิชาการชี้ว่า นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ากลุ่มไทบางส่วนรับแนวคิด “พุทธ” ตั้งแต่ก่อนการแพร่ขยายของเถรวาทแบบลังกาวงศ์หลายศตวรรษ
น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ การใช้อักษรจีนรูปแผลง 仸 เขียนคำเรียกตำแหน่ง “ปุด” และ “แถน” (เทพฟ้าสูงสุดของไท) สะท้อนการหลอมรวมระหว่างคติพุทธกับศาสนาผีพื้นบ้าน จนเกิดปรากฏการณ์ที่นักมานุษยวิทยาเรียกว่า “คนทรงเจ้าผู้รู้หนังสือ” (Literate Shamanism) — หมอผีที่ใช้คัมภีร์และตัวบทอักษรควบคู่กับพิธีกรรมเข้าทรง
“ข้ามไห้” กับจักรวาลเขาพระสุเมรุ
อีกหนึ่งปริศนาที่งานวิจัยนี้คลี่คลายคือพิธีกรรม “ข้ามไห้” หรือ “การข้ามทะเล” ซึ่งปรากฏในบทสวดของหมอผีบนพื้นที่ภูเขาห่างทะเลหลายร้อยกิโลเมตร
คำอธิบายไม่ได้อยู่ที่ภูมิศาสตร์กายภาพ หากแต่อยู่ในจักรวาลวิทยาแบบอินเดีย โดยเฉพาะคติ Mount Meru (เขาพระสุเมรุ) ที่ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรหลายชั้น การเดินทาง “ข้ามทะเล” จึงเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางทางจิตวิญญาณของหมอผี เพื่อเข้าเฝ้าเทพแถนหรือข้ามภพภูมิ
องค์ประกอบในพิธี เช่น กระพรวนโลหะ โซ่เสียงกังวาน และเครื่องตั้งบูชารูปแบบมณฑล ยังมีความสอดคล้องกับพิธีกรรมแบบวัชรยาน โดยเฉพาะชุด “วัชระและกระดิ่ง” ที่ใช้ในพุทธศาสนาทิเบต สะท้อนการรับแม่พิมพ์พิธีกรรมจากอินเดียแล้วผสานกับชั้นหินฐานความเชื่อดั้งเดิมของไทอย่างแนบเนียน
ยาวจี๋: ประตูทะเลแห่งอารยธรรม
บริบททางประวัติศาสตร์ชี้ว่า พื้นที่ที่ชาวจีนโบราณเรียกว่า Jiaozhi (เจียวจื่อ/ยาวจี๋) บริเวณอ่าวตังเกี๋ย คือศูนย์กลางการค้าทางทะเลสำคัญในยุคราชวงศ์ฮั่น ก่อนเมืองกว่างโจวจะรุ่งเรือง
เส้นทางสายไหมทางทะเลไม่เพียงลำเลียงสินค้า แต่ยังนำพาพราหมณ์ พระภิกษุ และคัมภีร์จากอินเดียเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ พุทธศาสนาแบบมหายานและลี้ลับจึงหยั่งรากในภูมิภาคนี้ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษแรก ก่อนที่เถรวาทแบบลังกาวงศ์จะแผ่ขยายลงสู่รัฐไทในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
หลักฐานจารึกในถ้ำภูเขาหินปูนที่กว่างซี เช่น บันทึกเกี่ยวกับการบูชาพระอรหันต์ในศตวรรษที่ 10–11 ตอกย้ำว่าพื้นที่ภูเขาเหล่านี้เคยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาแบบมหายาน-วัชรยาน และต่อมาถูกหลอมรวมเข้ากับลัทธิคนทรงพื้นเมือง
เขียนประวัติศาสตร์ไทใหม่
รายงานวิจัยสรุปว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไทไม่ได้เป็นเพียง “ผู้รับ” อารยธรรมจากภายนอกเมื่ออพยพลงใต้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าและการแลกเปลี่ยนทางปัญญาระดับภูมิภาคตั้งแต่ยุคฮั่น
“ข้ามไห้” และ “ปุด” จึงเปรียบเสมือนฟอสซิลทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต บ่งชี้ถึงกระบวนการหลอมรวม (Syncretism) อันซับซ้อน ระหว่างพุทธศาสนาแบบมหายาน-วัชรยาน ลัทธิเต๋า และลัทธิผีบรรพชน
ภาพประวัติศาสตร์ใหม่ที่ปรากฏ คือความเป็นไทซึ่งก่อรูปขึ้นจากการต่อรองทางอำนาจ ความรู้ และศาสนาตลอดกว่าสองพันปี มิใช่เพียงผลผลิตของการรับเถรวาทในยุครัฐจารีต หากแต่เป็นรากเหง้าลึกที่เชื่อมโยงภูเขาหินปูนแห่งกว่างซี อ่าวตังเกี๋ย และจักรวาลเขาพระสุเมรุเข้าด้วยกันในโครงสร้างความเชื่อเดียว
นักวิชาการชี้ว่า การทำความเข้าใจรากฐานนี้ ไม่เพียงช่วยเติมเต็มช่องว่างทางประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์ แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ต่ออัตลักษณ์ไทในฐานะผู้ร่วมสร้างอารยธรรม ไม่ใช่เพียงผู้สืบทอดจากภายนอก.
พุทธศาสนากับกลุ่มชาติพันธุ์ไทในมิติประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม: ร่องรอยจาก "ข้ามไห้" และ "ปุด"
1. บทนำ: ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ไทกับพุทธศาสนาในมิติใหม่
การศึกษาประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กระแสหลัก มักสร้างกรอบความเข้าใจที่ผูกโยงกลุ่มผู้พูดภาษาตระกูลไท-กะได (Tai-Kadai) เข้ากับพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์ โดยถือเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ถึง 19 ควบคู่ไปกับการก่อตั้งรัฐจารีต เช่น อาณาจักรสุโขทัย ล้านนา และล้านช้าง
งานวิจัยชิ้นสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระบวนทัศน์เดิมคืองานศึกษาของ David Holm ที่ได้ทำการสำรวจภาคสนามและวิเคราะห์ตัวบทพิธีกรรมทางศาสนาของกลุ่มชาติพันธุ์จ้วง (Zhuang) ไต่ (Tày) และนุง (Nùng) ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของจีนและพื้นที่ตอนเหนือของเวียดนาม
รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อรื้อถอนและประกอบสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ไทกับอารยธรรมอินเดีย โดยใช้กรณีศึกษาหลักสองประการ ได้แก่ ร่องรอยทางภาษาและคติความเชื่อในคำว่า "ปุด" (Put/Pât) ซึ่งกลายรูปมาจากคำว่าพุทธ และการวิเคราะห์พิธีกรรม "ข้ามไห้" (Khăm Hải) หรือการข้ามทะเล อันเป็นพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่เต็มไปด้วยรหัสยะทางจักรวาลวิทยาแบบเขาพระสุเมรุ (Mount Meru Cosmology)
เพื่อที่จะทำความเข้าใจปรากฏการณ์มิติใหม่นี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการความรู้จากหลากหลายสาขาวิชา ทั้งนิรุกติศาสตร์ประวัติศาสตร์ (Historical Linguistics) นิเวศวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Ecology) และประวัติศาสตร์เส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) ในยุคโบราณ การศึกษานี้จะแสดงให้เห็นว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไทไม่ได้เป็นเพียงผู้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่อยู่ปลายทางอย่างเฉื่อยชา ทว่าในความเป็นจริง บรรพชนของกลุ่มผู้พูดภาษาไท-กะไดเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการแลกเปลี่ยนทางปัญญา การค้า และศาสนาระดับโลกมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฮั่น ร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ในกลุ่มไท-จ้วง บริเวณเทือกเขาหินปูน (Karst uplands) จึงเปรียบเสมือน "ฟอสซิลทางวัฒนธรรม" ที่มีชีวิต ซึ่งช่วยเติมเต็มช่องว่างทางประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์ก่อนยุคการจัดระเบียบของนิกายเถรวาทได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังนำเสนอภาพสะท้อนของการต่อรองทางอำนาจระหว่างความเชื่อท้องถิ่นและศาสนาสากลที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่าสองพันปี
2. ร่องรอยทางภาษาและคติความเชื่อ: จาก "พุทธ" สู่ "ปุด" และ "กวนอิม" สู่ "กวงอิน"
การศึกษาความเปลี่ยนแปลงทางสัทศาสตร์ (Phonology) อักขรวิทยา (Orthography) และอรรถศาสตร์ (Semantics) ของคำยืมทางศาสนา เป็นเครื่องมือทางวิชาการที่สำคัญยิ่งในการสืบค้นประวัติศาสตร์การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมที่ไม่มีการบันทึกไว้ในพงศาวดารกระแสหลัก ในบริบทของกลุ่มชาติพันธุ์ไทตอนเหนือ การปรากฏของคำว่า "ปุด" (Put หรือ Pât) ในฐานะชื่อเรียกตำแหน่งผู้ประกอบพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ทรงพลังที่สุดที่เชื่อมโยงลัทธิผีพื้นบ้านเข้ากับพุทธศาสนาโบราณ
วิวัฒนาการทางสัทศาสตร์และอักขรวิทยาของคำว่า "ปุด"
ในระบบความเชื่อและโครงสร้างทางสังคมของชาวไต่และนุงในแถบตอนเหนือของเวียดนาม และชาวจ้วงในมณฑลกว่างซี มีกลุ่มผู้ประกอบพิธีกรรมหลักสองกลุ่มที่รับผิดชอบต่อสุขภาวะทางจิตวิญญาณของชุมชน ซึ่งเรียกขานกันว่า "แถน" (Then) และ "ปุด" (Pât)
ตัวอักษร 仸 นี้มีนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง แท้จริงแล้วมันคือรูปแผลงระดับพื้นบ้าน (Vernacular variant) ของตัวอักษรจีนมาตรฐาน 佛 (Fó) ซึ่งแปลว่า "พระพุทธเจ้า" (Buddha) ในระบบภาษาและศาสนาของจีน
เมื่อคำว่า */but/ ถูกส่งผ่านเข้าสู่ระบบสัทวิทยาของกลุ่มผู้พูดภาษาตระกูลไท ซึ่งเป็นกลุ่มภาษาที่มีกฎทางสัทศาสตร์อันเข้มงวดเกี่ยวกับการแปรเสียงพยัญชนะท้าย การใช้เสียงวรรณยุกต์ และการกลืนเสียง คำยืมนี้จึงได้รับการปรับสัทลักษณ์ให้เข้ากับธรรมชาติของลิ้นชาวไท กลายเป็นคำว่า Pât ในสำเนียงภาษาไต่ หรือ "ปุด" ในกลุ่มภาษาไทตะวันตกเฉียงใต้
นอกจากมิติทางสัทศาสตร์แล้ว การใช้อักษร 仸 ยังแสดงให้เห็นถึงความสลับซับซ้อนของการสร้างตัวอักษรประดิษฐ์ (Logographic adaptation) ในหมู่หมอผีแถน ตัวอักษร 仸 ประกอบด้วยหมวดนำหน้า (Radical) "คน" (亻) ซึ่งแสดงความหมายทางอรรถศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์หรือบุคคล และส่วนประกอบอักษร "ฟ้า/สวรรค์" (天 - Tiān) อยู่ด้านขวา
| มิติการวิเคราะห์ | บริบทดั้งเดิม (พุทธศาสนาในจีนตอนใต้) | บริบทท้องถิ่น (ลัทธิผีของกลุ่มชาติพันธุ์ไท/จ้วง) | นัยทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์และการกลืนกลาย |
| สัทวิทยา (Phonology) | ภาษาจีนยุคฮั่นตอนปลาย/ยุคกลาง: */but/ | ภาษาไต่/ไทพื้นถิ่น: Pât / Put (ปุด) | การรักษาร่องรอยการออกเสียงโบราณ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการติดต่อที่เก่าแก่กว่ายุคสุโขทัยนับพันปี |
| อักขรวิทยา (Orthography) | ตัวอักษร 佛 (Fó - หมายถึง พระพุทธเจ้า) | ตัวอักษรประดิษฐ์ 仸 (ใช้เรียกนักบวช ปุด และ เทพ แถน) | การปรับใช้อักษรจีนเพื่อรองรับคติความเชื่อแบบคนทรงเจ้าผู้รู้หนังสือ สะท้อนการผูกขาดความรู้ทางอักษรของชนชั้นนำ |
| อรรถศาสตร์ (Semantics) | ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน (ศาสดาหรือนักบวชผู้แสวงหาความหลุดพ้น) | ผู้เชี่ยวชาญทางพิธีกรรม หมอผี คนทรงเจ้า ผู้ควบคุมวิญญาณ | การเปลี่ยนผ่านบทบาทหน้าที่จากนักบวชผู้ละทิ้งโลก สู่ผู้ประกอบพิธีแก้ปัญหาสนองตอบความต้องการทางโลกของชาวบ้าน |
ระบบการถ่ายทอดแบบ "คนทรงเจ้าผู้รู้หนังสือ" (Literate Shamanism)
กลไกสำคัญที่ทำให้คำศัพท์และตัวบททางพุทธศาสนายังคงดำรงอยู่ในฐานะคัมภีร์ของหมอผี คือระบบการถ่ายทอดความรู้ที่ผสมผสานระหว่างตัวบทอักษรและมุขปาฐะ (Textual and Oral transmission) ประเพณี "แถน" เป็นระบบที่มีความเชื่อมโยงกับความรู้ทางหนังสืออย่างแนบแน่น ในภูมิภาคที่สตรีไม่ได้รับการศึกษาในระบบโรงเรียนและไม่สามารถอ่านเขียนได้ การสืบทอดวิชาของหมอผีหญิง (Female apprentices) จึงกระทำผ่านระบบ "พ่อครู" (Father Teacher)
ร่องรอยของ "ปุด" และพุทธศาสนาแบบผสมผสานในวัฒนธรรมไทวงกว้าง
ความเชื่อมโยงของรากศัพท์คำว่า "ปุด" ไม่ได้ถูกจำกัดขอบเขตอยู่เพียงในเขตพรมแดนภูเขาของจีน-เวียดนาม แต่ยังทอดเงาและสะท้อนอิทธิพลมาถึงกลุ่มชาติพันธุ์ไทกลุ่มอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ด้วย ในวัฒนธรรมของชาวไทใหญ่ (Shan) แห่งรัฐฉาน และชาวล้านนาทางภาคเหนือของประเทศไทย ปรากฏการใช้คำที่สืบเนื่องจากรากศัพท์นี้เช่นกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือประเพณี "เป็งปุด" หรือการตักบาตรเที่ยงคืนของชาวเหนือและไทใหญ่ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อบูชาพระอุปคุต ผู้เชื่อกันว่ามีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์และพำนักอยู่ใต้สะดือทะเล
นอกจากนี้ การกลายรูปของเทพเจ้าในพุทธศาสนามหายานเมื่อเข้าสู่ระบบความเชื่อพื้นบ้านของไท ยังปรากฏเป็นประจักษ์พยานผ่านคติ "กวงอิน" พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือ "กวนอิม" ในพุทธศาสนามหายานแบบจีน ได้รับการผนวกรวมเข้าสู่คติความเชื่อของหมอผีแถนและปุดในนามของ "กวงอิน" (Guangyin) องค์เทพโพธิสัตว์เหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่นำพาสรรพสัตว์สู่พระนิพพานตามปรัชญาพุทธศาสนาดั้งเดิม แต่มักถูกอัญเชิญมาในบริบทของการปัดเป่ารังควาน ต่อสู้กับวิญญาณร้าย และปกปักรักษาความอุดมสมบูรณ์ของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการทำหน้าที่เทียบเคียงกับลักษณะของผีเจ้าที่ ผีเมือง หรือผีบรรพบุรุษ
หลักฐานการผสมผสานนี้ยังพบได้ไกลถึงรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ในชุมชนชาวคำยัง (Khamyang) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไท แม้ปัจจุบันพวกเขาจะนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาท แต่บันทึกและพฤติกรรมทางศาสนาของพวกเขายังคงสะท้อนร่องรอยของพุทธศาสนายุคแรกที่คล้ายคลึงกับนิกายมหายาน คัมภีร์ที่เขียนด้วยอักษรไทโบราณถูกเก็บรักษาไว้ในวัดของชาวคำยัง และพระสงฆ์ยังคงสวดมนต์ในรูปแบบเฉพาะที่บันทึกไว้ในคัมภีร์เหล่านั้น
3. พิธีกรรม "ข้ามไห้" และจักรวาลทัศน์เขาพระสุเมรุ (สุมิ): หลักฐานการรับอิทธิพลทางทะเลในเขตภูเขา
หากนิรุกติศาสตร์คือโครงกระดูกของประวัติศาสตร์วัฒนธรรม พิธีกรรมก็เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อและลมหายใจที่ทำให้เรามองเห็นวิถีปฏิบัติในอดีต หนึ่งในปริศนาทางมานุษยวิทยาศาสนาที่ท้าทายกรอบความคิดของนักวิชาการมากที่สุดในการศึกษาวัฒนธรรมไทตอนเหนือคือ การดำรงอยู่ของพิธีกรรมที่เรียกว่า "ข้ามไห้" (Khảm hải) ซึ่งแปลตรงตัวว่า "การข้ามทะเล" หรือ "Crossing the Seas"
ความขัดแย้งเชิงภูมิศาสตร์ที่สร้างความประหลาดใจแก่คณะวิจัยคือ การค้นพบร่องรอยของการพรรณนาถึงเรือใบ การต่อสู้กับคลื่นลม การเดินเรือข้ามมหาสมุทร และภูมิประเทศแบบชายฝั่งทะเล อยู่ในบทสวดและวัฒนธรรมของชนเผ่าที่อาศัยอยู่บนยอดเขาสูง ภูมิประเทศแบบเขาหินปูน (Karst uplands) อันสลับซับซ้อนและห่างไกลจากชายฝั่งทะเลของมณฑลกว่างซีและทางตอนเหนือของเวียดนามอย่างน้อยหลายร้อยกิโลเมตร
โครงสร้างและนัยแห่งการเดินทางข้ามภพภูมิของหมอผี
พิธีกรรม "ข้ามไห้" ในเชิงภววิทยา ไม่ใช่การเดินทางข้ามทะเลทางภูมิศาสตร์กายภาพของทะเลจีนใต้หรืออ่าวตังเกี๋ย แต่แท้จริงแล้วคือการจำลองการเดินทางของดวงวิญญาณ (Shamanic spirit journey) เพื่อขึ้นสู่สรวงสวรรค์ไปเข้าเฝ้าเทพแถน หรือเดินทางดำดิ่งลงสู่โลกบาดาล
จากการวิเคราะห์ตัวบท (Textual analysis) ของคัมภีร์พิธีกรรมที่หมอผีใช้ เราพบว่าเส้นทางการเดินทางเชิงสัญลักษณ์ถูกแบ่งออกเป็นสถานีหรือด่านที่ชัดเจน หมอผีจะเริ่มการเดินทางจากพื้นที่แคบๆ ในครัวเรือนหรือแท่นบูชา ผ่านศาลเจ้าที่ประจำหมู่บ้าน (Tudigong) เดินทางลัดเลาะข้ามทุ่งนาทางโลก จนกระทั่งเข้าสู่ปริมณฑลศักดิ์สิทธิ์
| ลำดับในพิธีกรรม | ชื่อขั้นตอน (อ้างอิงจากคัมภีร์ดั้งเดิม) | ความยาวตัวบท (บรรทัด) | นัยทางวัฒนธรรมและศาสนา |
| 1 | Invitations to the Master-Pụt (การอัญเชิญครูปุด) | 1–61 (61 บรรทัด) | การเริ่มต้นด้วยการแสดงความเคารพต่อสายผู้สืบทอดวิชา (Lineage) สะท้อนโครงสร้างแบบอภิเษกของวัชรยาน |
| 2 | Invitations to the Ancestors (การอัญเชิญบรรพบุรุษ) | 81–259 (179 บรรทัด) | การยืนยันชั้นหินฐานทางความเชื่อ (Shamanic Substratum) ที่ผูกพันกับผีปู่ย่าตายายของชาวไท |
| 3 | Presenting Offerings to the God of the Locality (ถวายเครื่องเซ่นแด่เทพารักษ์) | 260–469 (199 บรรทัด) | การขออนุญาตและรับรองอำนาจของเทพท้องถิ่น (อิทธิพลของลัทธิเต๋าและผีพื้นเมือง) |
| 4 | Passing through the Gate of the Mandarin-Genie (การผ่านประตูเทพขุนนาง) | 470–492 (23 บรรทัด) | สัญลักษณ์ของระบบราชการทางจิตวิญญาณ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากโลกทัศน์การปกครองแบบจีนโบราณ |
| 5 | The Field of Ghosts of Undeserved Death (ทุ่งแห่งผีตายโหง) | 493–537 (45 บรรทัด) | การข้ามผ่านดินแดนแห่งความทุกข์และภยันตราย ซึ่งต้องอาศัยอำนาจคาถาและเวทมนตร์ในการปราบปรามวิญญาณร้าย |
(ข้อมูลอ้างอิงโครงสร้างคัมภีร์:
ในระหว่างการเดินทางฝ่าอุปสรรคตามสถานีต่างๆ นี้ หมอผีจะใช้เครื่องดนตรีเป็นทั้งพาหนะและเครื่องป้องกันตัว เครื่องดนตรีหลักที่โดดเด่นคือ พิณ "ติ๋น" (Tính) ซึ่งเป็นเครื่องสาย (1, 2 หรือ 3 สาย) และที่ขาดไม่ได้คือ กระพรวนโลหะแบบสวมมือ (Hand-bells) หรือโซ่เหล็กที่ถูกสั่นเพื่อให้เกิดเสียงกระทบกัน
จักรวาลวิทยาเขาพระสุเมรุ (Mount Meru) และร่องรอยวัชรยาน
เหตุใดคนบนดอยจึงต้อง "ข้ามทะเล" เพื่อไปพบเทพเจ้า? คำตอบที่เชื่อมโยงจิ๊กซอว์ทั้งหมดเข้าด้วยกันอยู่ที่ จักรวาลทัศน์แบบอินเดีย (Indic cosmology) ที่มีศูนย์กลางคือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า "เขาพระสุเมรุ" (Mount Meru หรือ Sumi ในเอกสารท้องถิ่น) ตามคติพุทธศาสนาและฮินดูโบราณ เขาพระสุเมรุอันเป็นที่สถิตของพระอินทร์และทวยเทพนั้น ถูกล้อมรอบด้วยมหานทีสีทันดร หรือทะเลสีทันดรทั้งเจ็ดชั้น สลับกับแนวเขาเกาะแก่ง การที่ดวงวิญญาณหรือกองทัพวิญญาณของหมอผีจะเดินทางขึ้นไปเฝ้าเทพเจ้าเบื้องบนได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องต่อเรือและแล่นข้ามมหาสมุทรเชิงอภิปรัชญาเหล่านั้นให้จงได้
ความเชื่อมโยงกับพุทธศาสนาแบบลี้ลับ (Esoteric Buddhism) หรือมนตรยาน/วัชรยาน ยิ่งปรากฏความชัดเจนและลึกซึ้งขึ้นเมื่อนักวิชาการทำการเปรียบเทียบเครื่องมือและอุปกรณ์ทางพิธีกรรมที่หมอผีแถนและปุดใช้ กระพรวนและโซ่โลหะที่ส่งเสียงกังวานในพิธีของชาวไต่ มีลักษณะร่วมทางสายวิวัฒนาการกับชุดเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ "วัชระและกระดิ่ง" (Vajra and Bell Set) ของนักบวชในทิเบตและวัชรยาน
รูปแบบการแสดงออกของหมอผีชาวไต่ก็สอดรับกับอิทธิพลนี้ ในพิธีกรรมของหมอผีจะมีการประทับทรง การร่ายรำที่ใช้เครื่องแต่งกายหลากสีสันสดใส และการแสดงออกที่ดุดัน โดยเฉพาะในบทร้องและการฟ้อนรำที่เรียกว่า "Hand-to-hand Combat with Lady Da Dun" (การต่อสู้ระยะประชิดกับนางดาดุน) ซึ่งเป็นการต่อสู้ขับไล่วิญญาณชั่วร้าย
นอกจากนี้ จักรวาลทัศน์แบบมณฑล (Mandala) และเขาพระสุเมรุยังถูกพบในลักษณะการจัดเตรียมเครื่องตั้งเซ่นไหว้บนแท่นบูชาของหมอผี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาโดยตรง การใช้ชามบูชาเจ็ดใบ (Offering Bowls) ที่สืบเนื่องมาจากการบูชาประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์เพื่ออุทิศแด่เทพเจ้า
4. บริบททางประวัติศาสตร์: ดินแดน "ยาวจี๋" (Jiaozhi) และเส้นทางสายไหมทางทะเลในยุคเริ่มแรก
การผสานกลืนระหว่างอารยธรรมอินเดีย พุทธศาสนา ปรัชญาเต๋า และลัทธิคนทรงของกลุ่มชาติพันธุ์ไท ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในสภาวะสุญญากาศทางประวัติศาสตร์ หรือการส่งผ่านทางโทรจิต หลักฐานทางภาษา สถาปัตยกรรมทางพิธีกรรม และจักรวาลวิทยาที่กล่าวมาข้างต้น นำไปสู่ความจำเป็นในการตั้งคำถามถึงกระบวนการและเส้นทางที่แม่พิมพ์พิธีกรรมเหล่านี้เดินทางเข้าสู่พื้นที่ภูเขาห่างไกล บริบททางประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ที่ล้อมรอบดินแดนทางตอนใต้ของจีนและตอนเหนือของเวียดนาม หรือที่ชาวจีนโบราณในยุคราชวงศ์ฮั่นเรียกว่า "เจียวจื่อ" (Jiaozhi) หรือ "ยาวจี๋" ในสำเนียงเวียดนามและท้องถิ่น ถือเป็นศูนย์กลางของคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดนี้
ยาวจี๋: ชุมทางหลักของเส้นทางสายไหมทางทะเลก่อนยุคกวางโจว
ในยุคราชวงศ์ฮั่นของจีน (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 1 ถึง 3) ดินแดนเจียวจื่อ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อ่าวตังเกี๋ย ภาคเหนือของเวียดนาม และบางส่วนของมณฑลกว่างซีในปัจจุบัน มีฐานะเป็นเขตการปกครอง (Commandery) ของจักรวรรดิจีนตอนใต้ สิ่งสำคัญที่มักถูกละเลยหรือมองข้ามในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ เจียวจื่อเป็นเมืองท่าศูนย์กลางการค้าทางทะเล (Maritime Trade Hub) ที่สำคัญและเจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของจักรวรรดิจีนในยุคโบราณ ก่อนที่เมืองกว่างโจว (Canton) จะผงาดขึ้นมาเป็นศูนย์กลางในยุคราชวงศ์ถังและซ่ง เจียวจื่อคือประตูบานแรกที่เปิดรับลมมรสุมและต้อนรับกองเรือสินค้าจากอินเดีย ศรีลังกา ตะวันออกกลาง และหมู่เกาะต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากสินค้าทางกายภาพ เช่น เครื่องเทศ ผ้าไหม และอัญมณีแล้ว เส้นทางสายไหมทางทะเลในยุคเริ่มแรกยังทำหน้าที่เป็นสายพานลำเลียงอุดมการณ์ทางศาสนา โดยนำพานักบวช พราหมณ์ และพระภิกษุในพุทธศาสนาเดินทางเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ พุทธศาสนาได้เดินทางผ่านเส้นทางสายนี้เข้าสู่ดินแดนเวียดนามตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล
อิทธิพลของอินเดียไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตามเมืองท่าชายฝั่งเท่านั้น แต่ได้ขยายตัวแทรกซึมเข้าสู่ดินแดนแผ่นดินชั้นในผ่านเครือข่ายเส้นทางการค้าทางแม่น้ำและหุบเขา ชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งเป็นบรรพบุรุษของกลุ่มผู้พูดภาษาตระกูลไท-กะได และออสโตรเอเชียติก ได้รับการว่าจ้างหรือมีส่วนร่วมในฐานะคนกลางทางการค้า เป็นนายกองผู้นำทาง พ่อค้าของป่า และในท้ายที่สุดก็กลายเป็นผู้รับสืบทอดวัฒนธรรมจากพ่อค้าและนักบวชต่างถิ่นเหล่านั้น การรับเอา "แม่พิมพ์ทางพิธีกรรม" (Ritual templates) จากอินเดีย จึงเป็นผลพวงโดยตรงจากการที่ผู้นำชนเผ่าและหมอผีพื้นบ้านของชนเผ่าเหล่านี้ต้องการยกระดับสถานะ อำนาจศักดิ์สิทธิ์ และความสลับซับซ้อนของพิธีกรรมตนเอง โดยการหยิบยืมเครื่องมือและสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่มองว่ามีความขลังและเหนือกว่า—เช่น คัมภีร์ ตัวอักษร คติจักรวาลวิทยาเขาพระสุเมรุ—มาบูรณาการและประยุกต์ใช้กับระบบความเชื่อเดิมของชนเผ่าอย่างชาญฉลาด
มหายาน วัชรยาน เต๋า และอรหันต์ในถ้ำหินปูน
เป็นที่น่าสังเกตว่าก่อนที่รัฐทางตอนล่างของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา (เช่น อาณาจักรทวารวดี โคตรบูรณ์ และขอมโบราณ) จะก้าวขึ้นมามีอำนาจและอิทธิพลในภูมิภาค
หลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันการมีอยู่ของพุทธศาสนาแบบมหายาน-วัชรยานในพื้นที่ภูเขาของชาวไท-จ้วง คือจารึกที่บอกเล่าถึงคติความเชื่อเรื่อง "พระอรหันต์ในถ้ำ" (Arhat Cave Belief) ในมณฑลกว่างซี จารึกทางประวัติศาสตร์บนแผ่นหินในถ้ำที่ภูเขาตู้เจียว (Duqiao Mountain) ในเมืองหรงเซี่ยน (Rong County) มณฑลกว่างซี ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 946 (ตรงกับยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร) ได้บันทึกถึงกระบวนการที่ประชาชนและนักบวชประกอบพิธีบูชาพระอรหันต์ภายในถ้ำและวิหารที่สร้างอุทิศให้
ในโลกทัศน์ของลัทธิคนทรง ถ้ำเหล่านั้นถูกมองว่าเป็นประตูลับที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์ โลกเบื้องบน และเส้นทางลงสู่โลกบาดาล ซึ่งสอดรับอย่างลงตัวกับจักรวาลทัศน์ของหมอผีพื้นบ้านที่มักใช้ถ้ำเป็นเส้นทางในการเรียกวิญญาณ การบูชาพระอรหันต์ด้วยสิ่งของทางโลก เช่น อาหาร น้ำชา และการบรรยายธรรม
ในส่วนของดินแดนเวียดนาม พุทธศาสนาก็ได้รับการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตพื้นเมืองและโครงสร้างรัฐอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จนกระทั่งเข้าสู่ยุครุ่งเรืองในราชวงศ์เจิ่น (Trần Dynasty) ช่วงศตวรรษที่ 13 จักรพรรดิเจิ่นนันตง (Trần Nhân Tông) พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีวิสัยทัศน์ ทรงสละราชสมบัติและก่อตั้งพุทธศาสนานิกายเซน "ตรุกหลำ" (Trúc Lâm) ขึ้นที่ภูเขาเยนตู ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นการถือกำเนิดพุทธศาสนานิกายเวียดนามอย่างเป็นทางการที่หลุดพ้นจากอิทธิพลและการชี้นำของพระต่างชาติ
เมื่อชนกลุ่มไทกลุ่มต่างๆ เริ่มเคลื่อนย้ายถิ่นฐานลงสู่ทางใต้ตามการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์และการเมือง เช่น กลุ่มชาวไทดำ (Tai Dam) ที่อพยพโยกย้ายจากชายแดนเวียดนามผ่านแขวงหัวพันในลาว ลงมาสู่ภาคกลางและภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น (ตั้งแต่ ค.ศ. 1779 ถึง 1886)
5. สรุป: การหลอมรวมระหว่างลัทธิผีพื้นบ้านกับพุทธศาสนาในฐานะรากเหง้าของความเป็นไท
ภาพแทนของกลุ่มชาติพันธุ์ไทในหน้าประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักถูกนักประวัติศาสตร์วาดให้เป็นกลุ่มชนผู้มาทีหลัง ที่รับเอาอารยธรรมและความเจริญทางศาสนาเมื่อพวกเขาอพยพลงมาปะทะกับอารยธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรืออารยธรรมขอมในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ทว่าจากการวิเคราะห์เนื้อหาการศึกษาเรื่อง "ข้ามไห้" (Khăm Hải) และ "ปุด" (Put/Pât) ผ่านกรอบแนวคิดทฤษฎีแม่พิมพ์พิธีกรรมแบบอินเดีย (Indic Ritual Templates) และชั้นหินฐานทางความเชื่อ (Shamanic Substratum) ของ David Holm ทำให้ข้อสมมติฐานและกระบวนทัศน์ดั้งเดิมนี้จำเป็นต้องถูกรื้อถอนและเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด
รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นถึงข้อค้นพบและวิจารณญาณเชิงลึกทางมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ในสามมิติหลัก ได้แก่:
ประการแรก การปฏิวัติความเข้าใจด้านเวลาและพื้นที่ของการปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรม: ความสัมพันธ์ระหว่างบรรพชนกลุ่มผู้พูดภาษาตระกูลไทและอารยธรรมอินเดีย-พุทธศาสนา ไม่ได้พึ่งเริ่มต้นขึ้นอย่างกะทันหันในพุทธศตวรรษที่ 18-19 ณ ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาหรืออาณาจักรสุโขทัย หากแต่หยั่งรากลึกย้อนไปถึงช่วงสหัสวรรษที่ 1 บริเวณดินแดนเจียวจื่อ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเส้นทางสายไหมทางทะเลยุคเริ่มแรก
ประการที่สอง ปรากฏการณ์ "คนทรงเจ้าผู้รู้หนังสือ" (Literate Shamanism) และการรื้อถอนทวิลักษณ์ระหว่างพุทธกับผี: หลักฐานทางนิรุกติศาสตร์และจารีตประเพณี โดยเฉพาะการแปลงรูปตัวอักษรจีนมาตรฐาน 佛 (พุทธ) ให้กลายเป็นอักษรพื้นบ้าน 仸 (ปุด/แถน)
ประการที่สาม อิทธิพลต่อการประกอบสร้างอัตลักษณ์และความเป็นไท: การหลอมรวมระหว่างลัทธิผีพื้นบ้านกับพุทธศาสนาในยุคแรกเริ่มนี้ (ซึ่งเจือปนด้วยแนวคิดพุทธมหายาน วัชรยาน และปรัชญาเต๋า)
โดยสรุป การศึกษาความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์อย่างเจาะลึกผ่านคำศัพท์ "ปุด" และพิธีกรรม "ข้ามไห้" เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นยอดถึงความอัจฉริยะในการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ไท บรรพชนไทไม่ได้เป็นเพียงภาชนะเปล่าที่รอคอยรองรับอิทธิพลจากอาณาจักรจีนหรืออินเดียอย่างเชื่องช้า แต่พวกเขาเป็นสถาปนิกทางวัฒนธรรมผู้มีชั้นเชิง ที่รู้จักการหยิบยืม คัดสรร และกลืนกลายความรู้ระดับโลกในยุคโบราณ มาถักทอร้อยเรียงเข้ากับระบบนิเวศ ความเชื่อ และโครงสร้างทางสังคมพื้นถิ่นของตน จนตกผลึกกลายเป็นอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และสามารถสืบเนื่องยาวนานข้ามผ่านการล่มสลายของจักรวรรดิต่างๆ และยืนหยัดข้ามยุคสมัยมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ การเข้าใจรากเหง้าที่ซับซ้อนนี้ จึงเป็นการเปิดประตูสู่การทำความเข้าใจจิตวิญญาณแห่ง "ความเป็นไท" ที่แท้จริง ซึ่งไม่อาจนิยามได้ด้วยกรอบของเถรวาทแบบบริสุทธิ์นิยมเพียงมิติเดียว ทว่าเป็นผืนผ้าใบที่แต่งแต้มด้วยสีสันของผี พุทธ และอินเดีย ที่ผสมผสานกันมากว่าสองสหัสวรรษ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น