ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนจากวิกฤตโควิด-19 ที่เร่งให้สังคมไทยก้าวสู่โลกดิจิทัลอย่างฉับพลัน งานวิจัยเชิงวิเคราะห์ได้เสนอกรอบคิด “4ป.ปลาพาฉลาด” เป็นเครื่องมือปฏิรูปการศึกษาและการสื่อสารเพื่อสันติภาพ โดยชี้ว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี หากแต่อยู่ที่ “โครงสร้างทางปัญญา” และวุฒิภาวะของผู้ใช้สื่อ
รายงานวิจัยดังกล่าวพัฒนาโดย ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการด้านสันติศึกษา ซึ่งนำเสนอผ่านเวทีเสวนาของหลักสูตรสันติศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) โดยชี้ให้เห็นว่า การระบาดของ COVID-19 ตั้งแต่ปี 2563 ไม่เพียงสร้างผลกระทบด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจ แต่ยังเปิดโปงความเปราะบางของระบบการศึกษาไทย และเร่งให้ประชาชนพึ่งพาสื่อดิจิทัลอย่างไม่เคยมีมาก่อน
วิกฤต “สุ.จิ.ปุ.ลิ.” แบบท่องจำ สู่การพลิกญาณวิทยาใหม่
งานวิจัยวิเคราะห์ว่า ระบบการเรียนรู้ไทยที่รับอิทธิพล “หัวใจนักปราชญ์” (สุ–จิ–ปุ–ลิ) ถูกตีความแบบอำนาจนิยม จนกลายเป็นวัฒนธรรม “ฟัง–จด–ท่องจำ” มากกว่าการตั้งคำถาม ส่งผลให้ผู้เรียนขาดทักษะคิดเชิงวิพากษ์ และเมื่อเติบโตเป็นพลเมืองดิจิทัล จึงเปราะบางต่อข่าวปลอมและวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง
โมเดล “4ป.ปลาพาฉลาด” จึงเสนอให้ “ปุจฉา” หรือการตั้งคำถาม กลับมาเป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนรู้ โดยใช้อุปมา “ปลา” แทนข้อมูลข่าวสารมหาศาลในโลกไซเบอร์ และวางกระบวนการ 4 ขั้น ได้แก่
-
จับปลา – จับประเด็นและตั้งคำถามอย่างแม่นยำ
-
แบ่งปลา – คัดกรอง แยกข้อเท็จจริงออกจากความเห็น
-
ปรุงปลา – สังเคราะห์สร้างองค์ความรู้ใหม่
-
ปันปลา – เผยแพร่อย่างมีกลยุทธ์และรับผิดชอบ
แนวคิดนี้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับ “อริยสัจ 4” ระเบียบวิธีวิจัย และทฤษฎีการสื่อสารสมัยใหม่ เช่น SMCR และ 5W1H
บูรณาการสันติวิธีตะวันตก–พุทธ สู่โมเดล “14 ส.”
งานวิจัยยังหลอมรวมทฤษฎี Peace Journalism ของ Johan Galtung และ Nonviolent Communication (NVC) ของ Marshall Rosenberg เข้ากับหลัก “วาจาสุภาษิต” ในพระไตรปิฎก จนเกิดเป็นโมเดล “14 ส. สื่อเพื่อสันติภาพเชิงพุทธ” ที่ย้ำการสื่อสารอย่างจริงแท้ เหมาะกาล มีเมตตา และมุ่งประโยชน์สาธารณะ
กรณีศึกษาสำคัญคือการสื่อสารออนไลน์ของ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อดีตอธิการบดี มจร ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นต้นแบบพระสงฆ์สื่อสารสันติภาพผ่านสื่อดิจิทัล และการทำงานข่าวเชิงรุกของ ดร.สำราญ ในช่วงโควิด-19 ที่ใช้ 4ป. เป็นแผนปฏิบัติการรายวัน ตั้งแต่มอนิเตอร์ข้อมูล คัดกรองข้อเท็จจริง จัดวางพาดหัว ไปจนถึงการเลือกช่วงเวลาเผยแพร่ในเครือข่ายออนไลน์
ข้อเสนอเชิงนโยบาย: ปลูก “ภูมิคุ้มกันทางปัญญา”
รายงานสรุปว่า “4ป.ปลาพาฉลาด” ไม่ใช่เพียงเทคนิคการสอนหรือคู่มือข่าว แต่คือ “ญาณวิทยาแบบบูรณาการ” ที่รักษาสมดุลระหว่างภูมิปัญญาตะวันออกกับวิธีคิดตะวันตก พร้อมข้อเสนอให้สถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานรัฐ และองค์กรสื่อ บรรจุหลักการนี้เป็นแกนกลางในการพัฒนาบุคลากร
ท่ามกลางยุค AI ที่ข้อมูลไหลบ่า งานวิจัยย้ำว่าเทคโนโลยีอาจประมวลผลได้รวดเร็ว แต่ “เมตตากรุณา” และความรับผิดชอบต่อสาธารณะยังเป็นบทบาทของมนุษย์ หากสังคมไทยสามารถสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางความรู้” ผ่านการตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ และสื่อสารอย่างสันติ ก็จะมีโอกาสก้าวข้ามความขัดแย้ง และสถาปนาสันติภาพอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง.
วิจัยเชิงวิเคราะห์: ญาณวิทยา แนวคิด และการประยุกต์ใช้ "4ป.ปลาพาฉลาด" เพื่อการปฏิรูปการศึกษาและการสื่อสารเพื่อสันติภาพในยุคดิจิทัล
บริบทความพลิกผันของสังคมไทย: วิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุข การศึกษา และนิเวศข่าวสาร
การอุบัติขึ้นและการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ตั้งแต่ช่วงต้นปี พ.ศ. 2563 ได้สร้างสภาวะความพลิกผัน (Disruption) อย่างใหญ่หลวงต่อโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และสาธารณสุขในระดับโลก สำหรับประเทศไทยซึ่งเผชิญกับวิกฤตการณ์ดังกล่าวจนมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมในระดับสูง (อ้างอิงข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2564 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 29 ของโลก) ได้ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปสู่สภาวะปกติใหม่ (New Normal) อย่างฉับพลัน
ในมิติของการจัดการศึกษา ข้อจำกัดจากการล็อกดาวน์และการเว้นระยะห่างทางสังคมได้เปิดเผยให้เห็นถึงความเปราะบางและความเหลื่อมล้ำของระบบการศึกษาไทย นำไปสู่ความพยายามของภาครัฐในการเร่งผลักดันนโยบายการปฏิรูปการศึกษาอย่างเร่งด่วน โดยเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงทิศทางการจัดการศึกษาในภาวะวิกฤต ซึ่งมุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในสองมิติหลัก มิติแรกคือการปฏิรูปครู โดยมีนโยบายปรับลดภาระงานด้านเอกสารและการประเมินโครงการให้เหลือเพียงร้อยละ 1 เพื่อคืนเวลาให้ครูได้ทุ่มเทกับการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนอย่างแท้จริง รวมถึงการลดระยะเวลาการทำวิทยฐานะเหลือ 4 ปี และมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู มิติที่สองคือการปฏิรูปผู้เรียน โดยให้ความสำคัญกับการลดภาระการบ้าน เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Active Learning) การบรรจุหลักสูตรวิทยาการคำนวณ (Coding) ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 และการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานหลายรูปแบบ ทั้ง On-site, On-air, Online, On-demand และ On-hand
ทว่า ท่ามกลางการปรับตัวเชิงนโยบายดังกล่าว ปัญหาที่ฝังรากลึกในระดับญาณวิทยา (Epistemology) ของการเรียนรู้ในสังคมไทยยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ นอกจากนี้ สภาวะที่ประชากรต้องย้ายฐานการสื่อสารมาอยู่บนพื้นที่ไซเบอร์ (Cyberspace) ได้ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านนิเวศข่าวสาร (Information Ecology) ประชาชนจำนวนมากขาดทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (Digital Media Literacy) ขาดวุฒิภาวะในการประเมินสาร นำไปสู่การแพร่กระจายของข่าวปลอม (Fake News) วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) และการสื่อสารด้วยอารมณ์ที่ปราศจากความรับผิดชอบ
เพื่อตอบสนองต่อสภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤตนี้ ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการด้านสันติศึกษาและบรรณาธิการข่าวการเมือง ซึ่งนำเสนอผลงานผ่านเวทีเสวนาของหลักสูตรสันติศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้พัฒนาและนำเสนอแนวความคิด "4ป.ปลาพาฉลาด" เพื่อใช้เป็นกรอบความคิด (Conceptual Framework) และระเบียบวิธีปฏิบัติ (Methodology) ในการรื้อถอนกระบวนทัศน์การเรียนรู้แบบเดิม และสร้างสถาปัตยกรรมการสื่อสารเพื่อสันติภาพในยุคดิจิทัล
ญาณวิทยาแห่งการเรียนรู้: วิกฤต "สุ. จิ. ปุ. ลิ." และการกำเนิด "4ป.ปลาพาฉลาด"
การทำความเข้าใจรากฐานของแนวความคิด "4ป.ปลาพาฉลาด" จำเป็นต้องวิเคราะห์ผ่านมุมมองทางสังคมวิทยาการศึกษา ประวัติศาสตร์การศึกษาของไทยได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะหลัก "หัวใจนักปราชญ์" ซึ่งประกอบด้วย สุ (สุตตะ - การฟัง) จิ (จินตนะ - การคิด) ปุ (ปุจฉา - การถาม) และ ลิ (ลิขิต - การเขียน) หลักการนี้ในเนื้อแท้คือกระบวนการทางปัญญาที่สมบูรณ์แบบ ทว่าเมื่อถูกนำมาประกอบสร้างทางสังคม (Social Construction) ภายใต้วัฒนธรรมอำนาจนิยมในห้องเรียนไทย ลำดับความสำคัญของหัวใจนักปราชญ์ได้ถูกบิดเบือนไปสู่การผลิตซ้ำความเชื่องฟัง
การตีความแบบจารีตนิยมได้ลดทอนความหมายของ "สุตตะ" ให้เหลือเพียงการรับฟังข้อมูลทางเดียว (Passive Reception) และกดทับ "ปุจฉา" หรือการตั้งคำถามเอาไว้ ทำให้เกิดวาทกรรมเชิงลบในชั้นเรียนที่ว่า "ฟังนะ อย่าคิดมาก อย่าเถียง จดๆ ท่องๆ ไป"
เพื่อแก้ไขโครงสร้างทางปัญญานี้ แนวความคิด "4ป.ปลาพาฉลาด" จึงถูกเสนอขึ้นมาเพื่อ "พลิกกลับ" (Invert) ลำดับความสำคัญของญาณวิทยาการเรียนรู้ โดยย้าย "การถาม" (ปุจฉา) ขึ้นมาเป็นจุดศูนย์กลางของการขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ (Inquiry-Based Learning) และใช้การฟัง การคิด และการจดบันทึกเป็นกองกำลังสนับสนุน
โครงสร้างและกลไกเชิงวิเคราะห์ของแนวความคิด "4ป.ปลาพาฉลาด"
กรอบความคิด 4ป.ปลาพาฉลาด ประกอบด้วยกระบวนการ 4 ขั้นตอนที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นพลวัต (Dynamic) กระบวนการนี้ครอบคลุมตั้งแต่การรับรู้ข้อมูล การประมวลผล การสร้างสรรค์ความรู้ ไปจนถึงการกระจายองค์ความรู้สู่สังคม โดยมีรายละเอียดเชิงลึกดังต่อไปนี้
ประการที่ 1: การจับปลา (Information Acquisition and Problem Formulation)
การจับปลาเปรียบเสมือนด่านแรกของกระบวนการเรียนรู้และการสื่อสาร ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับทักษะการรู้สารสนเทศ (Information Literacy) ผู้เรียนหรือนักสื่อสารมวลชนจะต้องมีความรู้พื้นฐานว่าแหล่งข้อมูลที่ต้องการนั้นอยู่ที่ใด (ปลาชุมที่ไหน) เข้าใจธรรมชาติของแหล่งข้อมูลนั้นๆ และตระหนักถึงคุณค่าหรือประโยชน์ของข้อมูลแต่ละประเภท (ปลาชนิดใดมีประโยชน์อย่างไร) นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยทักษะการใช้เครื่องมือประมวลผลดิจิทัล เช่น ระบบการสืบค้น (Search Engine) การใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) หรือการใช้เครื่องมือทางสังคมมิติเปรียบเสมือน "ตาข่าย" ในการดักจับข้อมูล
หัวใจสำคัญในเชิงกลยุทธ์ของการจับปลาคือ หลักการที่ว่า "ต้องจับที่หัวปลาถึงจะนิ่ง"
ประการที่ 2: การแบ่งปลา (Critical Analysis and Information Filtering)
เมื่อได้รับข้อมูลมาเป็นจำนวนมาก ขั้นตอนถัดมาคือการนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง หรือการแบ่งปลา ซึ่งเทียบเคียงได้กับทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และการคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) ขั้นตอนนี้ต้องการความรู้และทักษะเฉพาะทางในการชำแหละข้อมูลอย่างถูกต้องและเป็นระบบ ผู้ปฏิบัติงานต้องสามารถแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง (Fact) กับความเห็น (Opinion) และแยกแยะทฤษฎีออกจากกรณีศึกษา
การแบ่งปลาอย่างมีประสิทธิภาพคือกระบวนการประเมินคุณค่าของสาร (Content Evaluation) โดยเลือกเก็บ "ส่วนที่ดี" (ข้อมูลที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ มีความน่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์) เอาไว้ใช้งาน และทำการคัด "ส่วนที่เสีย" (ข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง) ทิ้งไป นัยยะสำคัญเชิงลึกของแนวคิดนี้คือ การนำส่วนที่เสียไป "ทำปุ๋ย"
ประการที่ 3: การปรุงปลา (Synthesis and Knowledge Creation)
การปรุงปลาคือขั้นตอนของการประกอบสร้างองค์ความรู้ (Knowledge Construction) หรือการสังเคราะห์ (Synthesis) ข้อมูลที่ผ่านการชำแหละและคัดกรองมาอย่างดีแล้ว จะถูกนำมาจัดระบบและเรียบเรียงขึ้นใหม่เพื่อให้เกิดเป็นนวัตกรรม โมเดล หรือชิ้นงานที่สมบูรณ์ การปรุงปลาต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ โดยมีหลักการสำคัญคือ "ต้องดำเนินการตามเมนูหรือสูตรที่ได้รับคำสั่ง" ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติตามระเบียบวิธีวิจัย แบบฟอร์ม หรือแพลตฟอร์มที่กำหนด
ยิ่งไปกว่านั้น หัวใจหลักของการปรุงปลาคือ "การคำนึงถึงประโยชน์ของผู้สั่งหรือผู้รับประทานเป็นหลัก"
ประการที่ 4: การปันปลา (Strategic Dissemination and Sharing)
ขั้นตอนสุดท้ายในวงจรนี้คือ การปันปลา หรือการเสิร์ฟปลา ซึ่งเป็นกระบวนการส่งต่อและกระจายองค์ความรู้หรือข้อมูลข่าวสารไปยังสังคม (Dissemination) ในยุคที่อินเทอร์เน็ตทำลายพรมแดนทางกายภาพ ศิลปะแห่งการปันปลาจึงมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง ผู้ปันปลาต้องมีวุฒิภาวะเชิงกลยุทธ์ในการตัดสินใจว่า ควรเสิร์ฟเนื้อหานี้ "ที่ไหน" (แพลตฟอร์มใด เช่น Facebook, Twitter, TikTok, หรือเว็บไซต์องค์กร) "เวลาใด" (Prime time หรือเวลาที่กลุ่มเป้าหมายเปิดรับสื่อ) "ให้ใคร" (การเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย) และ "อย่างไร" (เทคนิคการแชร์ การตั้งพาดหัว การสร้าง Hashtag)
การเปรียบเปรยการปันปลากับความสำคัญของ "พนักงานส่งของ" (Delivery Rider) ในช่วงการระบาดของโควิด-19 เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าอาหาร (สาร) จะถูกปรุงมาเลิศรสเพียงใด หากระบบลอจิสติกส์ (ช่องทางการสื่อสาร) ล้มเหลว หรือพนักงานส่งมอบอย่างไร้ศิลปะ (ขาดความเข้าใจในอัลกอริทึมของสื่อสังคมออนไลน์) อาหารนั้นย่อมไปไม่ถึงมือผู้รับ หรืออาจเกิดความเสียหายระหว่างทาง การปันปลาจึงเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จสุดท้ายของกระบวนการสื่อสาร
การบูรณาการข้ามศาสตร์: 4ป.ปลาพาฉลาด อริยสัจโมเดล และระเบียบวิธีวิจัย
ความโดดเด่นของแนวความคิด 4ป.ปลาพาฉลาด คือความสามารถในการปรับเทียบ (Mapping) เข้ากับหลักธรรมทางพุทธศาสนาและระเบียบวิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการบูรณาการเข้ากับ "อริยสัจโมเดล" (Ariyasacca Model) ซึ่งเป็นแกนกลางของการจัดการศึกษาเชิงพุทธสันติวิธี
การจัดทำตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงปรัชญา พุทธวิธี และระเบียบวิธีการวิจัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบเนียน:
| กระบวนการ 4ป. | หัวใจนักปราชญ์ (ใหม่) | อริยสัจ 4 (พุทธสันติวิธี) | ระเบียบวิธีวิจัย (บทที่ 1-5) | มิติการทำงานทางปัญญา (Cognitive Dimension) |
| 1. การจับปลา | ปุจฉา (ถาม) มีสุตตะ (ฟัง) ช่วยสนับสนุน | ทุกข์ และ สมุทัย (ความไม่สมดุลและการหาสาเหตุ) | บทที่ 1 (บทนำและการตั้งคำถามวิจัย) | การกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ การนิยามปัญหา และการรับรู้ข้อมูลเบื้องต้น |
| 2. การแบ่งปลา | จินตนะ (คิด) | มรรค (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์/กระบวนการแก้ปัญหา) | บทที่ 2 และ 3 (ทบทวนแนวคิดทฤษฎี และกรณีศึกษา) | การใช้จินตามยปัญญา การแยกแยะองค์ประกอบข้อมูล และการคิดเชิงวิพากษ์ |
| 3. การปรุงปลา | ลิขิต (เขียน/บันทึก) | นิโรธ (สภาวะที่ปัญหาได้รับการแก้ไข/ผลลัพธ์) | บทที่ 4 (การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และนำเสนอผลการวิจัย) | การประกอบสร้างองค์ความรู้ใหม่ การได้มาซึ่งสัมมาทิฏฐิ และการออกแบบนวัตกรรม |
| 4. การปันปลา | วิสัชนา (ตอบ/เผยแพร่) | การเผยแผ่ธรรม (การแบ่งปันทางพ้นทุกข์ให้แก่สรรพสัตว์) | บทที่ 5 (สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ) | การสื่อสารสาธารณะ การสร้างเครือข่ายทางวิชาการ และการใช้ความรู้เพื่อรับใช้สังคม |
โมเดลเชิงบูรณาการนี้ชี้ให้เห็นว่า การจะจัดการกับความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่เป็นการปะทะกันระหว่าง "ความคิดเก่า" กับ "ความคิดใหม่" ดังที่นักวิชาการสันติศึกษาได้วิเคราะห์ไว้นั้น (เช่น คนรุ่นเก่ามีเรื่องราวแต่ไม่มีอนาคต คนรุ่นใหม่มีอนาคตแต่ขาดเรื่องราว)
ทฤษฎีการสื่อสารตะวันตกและการยกระดับสู่กระบวนทัศน์ "พุทธสันติวิธี"
นอกเหนือจากการจัดการศึกษา แนวคิด 4ป.ปลาพาฉลาดยังถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างลึกซึ้งในศาสตร์แห่งการสื่อสารมวลชนและการสร้างภาพลักษณ์องค์กร โดยดร.สำราญ สมพงษ์ ได้หลอมรวมทฤษฎีการสื่อสารกระแสหลักของตะวันตกเข้ากับปรัชญาการสื่อสารเพื่อสันติภาพ และยกระดับด้วยพุทธสันติวิธี เกิดเป็นระเบียบวิธีการสื่อสารแบบใหม่ที่เหมาะสำหรับนิเวศสื่อดิจิทัล
การบูรณาการเชิงโครงสร้าง: SMCR, 5W1H และ 4ป.
ทฤษฎีการสื่อสาร SMCR ของ David K. Berlo ถือเป็นรากฐานคลาสสิกที่อธิบายองค์ประกอบของการสื่อสารอันประกอบด้วย ผู้ส่งสาร (Source), สาร (Message), ช่องทาง (Channel), และผู้รับสาร (Receiver) ในขณะที่ Harold Lasswell ได้เสนอโมเดล 5W1H (Who says What in Which channel to Whom with What effect)
ผู้ส่งสาร (Source) ผสานกับการจับปลา: องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของผู้ส่งสารคือ "ทัศนคติ" (Attitude) และ "ทักษะ" (Skill) นักสื่อสารมวลชนต้องมีทัศนคติเชิงบวกต่อสันติภาพ มีความรู้รอบด้าน และมีทักษะในการจับประเด็นข่าว (The Issues) ด้วยความแม่นยำ ปราศจากอคติ (Bias) และใช้โยนิโสมนสิการในการมองเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง (อิทัปปัจจยตา)
สาร (Message) ผสานกับการแบ่งปลาและปรุงปลา: ผู้ส่งสารต้องใช้ทักษะในการเข้ารหัส (Encoding) ข้อมูล โดยคำนึงถึงระดับความรู้และพื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรมของผู้รับสารเป็นสำคัญ การปรุงเนื้อหาข่าวต้องมีความชัดเจน โครงสร้างของสารมักใช้รูปแบบปิรามิดหัวกลับเพื่อดึงดูดความสนใจตั้งแต่พาดหัวข่าว (Headline) และวรรคนำ (Lead) โดยหลีกเลี่ยงภาษาที่สร้างความขัดแย้ง
ช่องทาง (Channel) และ ผู้รับสาร (Receiver) ผสานกับการปันปลา: การเลือกแพลตฟอร์มในการส่งสารต้องพิจารณาความสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้รับสารในกระบวนการถอดรหัส (Decoding) การประเมินสถานการณ์ (Timeline) ในการแชร์ข่าวสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์มีผลโดยตรงต่อการบรรลุเป้าหมายของการสื่อสาร
สถาปัตยกรรมการสื่อสารเพื่อสันติภาพ: จาก 4N สู่ NVC และ วาจาสุภาษิต
แม้ว่าทฤษฎี SMCR และ 5W1H จะอธิบายกระบวนการเชิงโครงสร้างได้ดี แต่ในโลกยุคหลังความจริง (Post-truth Era) กลไกเหล่านี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างวาทกรรมแห่งความเกลียดชังได้ แนวคิด 4ป.ปลาพาฉลาดจึงได้นำทฤษฎีเชิงคุณค่าเข้ามาประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบ
ประการแรกคือ ทฤษฎีการสื่อสารเพื่อสันติภาพ (Peace Journalism) ของ Johan Galtung บิดาแห่งสันติศึกษา Galtung ได้เสนอให้ก้าวข้ามการรายงานข่าวเชิงความขัดแย้งแบบเดิมที่ยึดติดกับกฎ "3N" (New - สดใหม่, Near - ใกล้ชิด, Neutral - เป็นกลางอย่างผิวเผิน) โดยเสนอให้เพิ่ม "N" ที่สี่ คือ "North" (การชี้หาทางออกของความขัดแย้ง) สื่อเพื่อสันติภาพต้องรายงานความจริง ให้พื้นที่กับเสียงของประชาชนและเหยื่อ และเน้นที่การแก้ปัญหา (Solution-oriented) มากกว่าการรายงานความรุนแรง
ประการที่สองคือ ทฤษฎีการสื่อสารเพื่อสันติ (Nonviolent Communication - NVC) ของ Marshall Rosenberg นักจิตวิทยาคลินิกผู้พัฒนาทักษะการสื่อสารที่มุ่งเน้นความสัมพันธ์ก่อนการแก้ปัญหา NVC ประกอบด้วยกระบวนการ 4 ขั้นตอน: (1) การสังเกต (Observation) ปราศจากการตัดสินหรือตีความ (2) ความรู้สึก (Feelings) ตรวจสอบอารมณ์ที่แท้จริง (3) ความต้องการ (Needs) ค้นหารากเหง้าของความรู้สึกที่เกิดจากความต้องการพื้นฐาน และ (4) การร้องขอ (Request) สื่อสารความต้องการออกไปอย่างชัดเจนในเชิงการขอร้อง มิใช่การบังคับบัญชา
ประการที่สาม ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของการบูรณาการคือ พุทธสันติวิธีผ่านหลัก "วาจาสุภาษิต" ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก (วาจาสูตร) พระพุทธองค์ทรงวางหลักเกณฑ์ของการสื่อสารที่สมบูรณ์แบบไว้ 5 ประการ ได้แก่ 1) พูดถูกกาล 2) พูดคำจริง 3) พูดคำอ่อนหวาน (ไพเราะ) 4) พูดคำประกอบด้วยประโยชน์ และ 5) พูดด้วยเมตตาจิต ภายใต้เงื่อนไขทั้ง 6 กรณี พระพุทธองค์จะทรงเลือกตรัสเฉพาะกรณีที่มีองค์ประกอบ "จริงแท้ และ เป็นประโยชน์" ใน "เวลาที่เหมาะสม" เท่านั้น แม้ว่าผู้ฟังอาจจะพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม
| ทฤษฎีตะวันตก | มิติพุทธสันติวิธี (วาจาสุภาษิต / 14 ส.) | การประยุกต์ใช้ในกลไก 4ป.ปลาพาฉลาด |
| Johan Galtung (4N): มุ่งเน้นการรายงานความจริงและหาทางออก | จริงแท้ / สื่อสารสาระ: เสนอความจริงที่มีคุณค่าต่อสังคม | แบ่งปลา: คัดกรองเฟคนิวส์ นำเสนอประเด็นเชิงสร้างสรรค์ ไม่โจมตีบุคคล |
| Marshall Rosenberg (NVC): สังเกต, รู้สึก, ต้องการ, ขอร้อง | ประกอบด้วยเมตตา / สืบสานสัมพันธ์: เคารพความเป็นมนุษย์และหลีกเลี่ยงความรุนแรง | ปรุงปลา: ออกแบบสารที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับด้วยภาษาสุภาพ |
| Harold Lasswell (5W1H): ครอบคลุมบริบทของเหตุการณ์เชิงประจักษ์ | เหมาะกาล / สมัยสมพงษ์: การนำเสนอในจังหวะและเวลาที่สอดคล้องกับสภาวะ | จับปลา / ปันปลา: อัพเดทข้อมูลรวดเร็ว และเผยแพร่ในช่วงเวลาที่กลุ่มเป้าหมายเปิดรับสื่อ |
| David K. Berlo (SMCR): วงจรผู้ส่ง, สาร, ช่องทาง, ผู้รับ | ประสานประโยชน์ / สังคมสุขสำราญ: การกระทำที่มุ่งเน้นผลลัพธ์แห่งสันติสุขสาธารณะ | ปันปลา: ประเมินผลกระทบ (Feedback) เพื่อตรวจสอบวงจรการทำงานทางจิตใจของผู้ส่งสาร |
หลักการทั้งหมดนี้ถูกนำมาสังเคราะห์เป็น โมเดล "14 ส. สื่อเพื่อสันติภาพเชิงพุทธ" จากงานวิจัยของ ดร.สำราญ สมพงษ์ ซึ่งประกอบด้วยแก่นหลัก 5 ประการ (ที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร ส.) คือ สื่อสารสาระ, สืบสานสัมพันธ์, สมัยสมพงษ์, สังคมสุขสำราญ, และสร้างสรรค์สันติภาพ โมเดลนี้ช่วยให้สื่อมวลชนสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารที่ทำหน้าที่คล้ายกระจกสะท้อนความจริงอย่างยุติธรรม พร้อมทั้งเป็นผู้ช่วยหาทางออก (North) ให้แก่สังคม
วาทกรรมและการปฏิบัติการสื่อสารเพื่อสันติภาพ: บทวิเคราะห์เชิงประจักษ์
เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมีชีวิตของแนวความคิด "4ป.ปลาพาฉลาด" ในโลกแห่งความเป็นจริง การศึกษาบริบทการทำงานของ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อดีตอธิการบดี มจร และ ดร.สำราญ สมพงษ์ ถือเป็นกรณีศึกษาเชิงประจักษ์ที่สำคัญยิ่ง
พระพรหมบัณฑิต: ต้นแบบกระบวนทัศน์การสื่อสารวิถีพุทธยุคดิจิทัล
พระพรหมบัณฑิตได้รับการยกย่องให้เป็น "พระต้นแบบการสื่อสารออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กเพื่อส่งเสริมสันติภาพของพระสงฆ์ไทย"
ในขั้นตอน จับปลา พระพรหมบัณฑิตมีความสามารถเป็นเลิศในการ "จับประเด็น" สถานการณ์ปัจจุบัน (เช่น ปรากฏการณ์ออเจ้า ละครบุพเพสันนิวาส ข่าวอาชญากรรม หรือประเด็นทางสังคมอื่นๆ) มาเชื่อมโยงอธิบายด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ทำให้สารที่ส่งออกไปมีความทันสมัยและตอบโจทย์ความสนใจของมวลชน ในขั้นตอน แบ่งปลาและปรุงปลา ท่านประยุกต์ใช้ทฤษฎี SMCR ร่วมกับหลักปฏิสัมภิทา 4 (แตกฉานในเนื้อหา, ธรรม, ภาษา, และปฏิภาณ) ในการเตรียมปัจจัยนำเข้า (Input) โดยมีการบันทึกเสียง จัดทำสื่อประกอบ (PowerPoint) และวิเคราะห์ผู้ฟังอย่างแยบคาย
ที่สำคัญที่สุดคือขั้นตอน ปันปลา ท่านตระหนักถึงพลังของเครือข่ายและเทคโนโลยีล้ำสมัย ท่านเป็นผู้บุกเบิกการสร้างห้องสมุดดิจิทัล (Digital Library) ณ วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC) มจร เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) สนับสนุนการนำเนื้อหาพระไตรปิฎกสากลขึ้นสู่เว็บไซต์ รวมถึงการเตรียมบูรณาการ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), AR, VR, และ MR เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยในการจัดทำสารสันติภาพ เพื่อให้เนื้อหาสามารถเข้าถึงประชากรยุคเจเนอเรชัน Z ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทัศนคติที่เปิดรับเทคโนโลยีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าสมณสารูปไม่เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารในยุคแห่งความพลิกผัน หากมีสติและปัญญาเป็นฐาน
ดร.สำราญ สมพงษ์: ปฏิบัติการของนักประชาสัมพันธ์เชิงรุก
ในมิติของการทำงานวารสารศาสตร์ภาคสนาม ดร.สำราญ สมพงษ์ ได้แสดงให้เห็นถึงการนำ 4ป.ปลาพาฉลาด มาใช้เป็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan) รายวันในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19
ตัวอย่างเช่น การสร้างภาพลักษณ์ระดับประเทศในข่าวสถานการณ์โควิด-19 กระบวนการ จับปลา เริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยการมอนิเตอร์ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลโควิด-19 และการตรวจสอบถังข่าวในเครือข่าย เพื่อหา "ประเด็นที่สดใหม่และน่าสนใจ" กระบวนการ แบ่งปลา คือการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Fact-checking) และคัดแยกองค์ประกอบ ทั้งข้อความ กราฟิก และคลิปวิดีโอ กระบวนการ ปรุงปลา คือการนำข้อมูลมาประกอบสร้างลงในระบบจัดการเนื้อหา (CMS) ของเว็บไซต์หนังสือพิมพ์บ้านเมืองออนไลน์ โดยอาศัยทักษะการพาดหัวข่าวที่กระชับ ตรงประเด็น และหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์ทางกฎหมายที่ซับซ้อน ท้ายที่สุดกระบวนการ ปันปลา คือการวางกลยุทธ์นำข่าวไปแชร์ในเครือข่ายออนไลน์ต่างๆ เช่น กลุ่มไลน์การเมือง กลุ่มโคกหนองนา หรือกลุ่มสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม (Timeline)
ในระดับของการประชาสัมพันธ์องค์กร (เช่น ข่าวของ มจร) กลไกของ 4ป. อาศัยสายสัมพันธ์เชิงลึก (Personal Networking) ในการจับปลาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ จากนั้นจึงทำการปรุงปลาโดยใช้ศิลปะการเขียนข่าวที่เน้นการใช้ซับเฮด (Sub-head) และการจัดภาพประกอบเพื่อลดความเบื่อหน่ายของผู้อ่าน ผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานอย่างมีระบบและมีจรรยาบรรณ นำไปสู่ความสำเร็จเชิงประจักษ์ เช่น การทำให้ข่าวของหลักสูตรสันติศึกษา มจร ก้าวขึ้นสู่อันดับยอดนิยม (Top Trending) ของเว็บไซต์ข่าวระดับชาติได้สำเร็จ โดยไม่ต้องอาศัยเนื้อหาที่ยั่วยุหรือสร้างความขัดแย้ง
บทวิเคราะห์เชิงวิพากษ์และนัยยะต่อการพัฒนาสังคม
จากการสังเคราะห์เอกสารและกรณีศึกษาทั้งหมด สามารถประเมินแนวความคิด "4ป.ปลาพาฉลาด" ในมิติเชิงวิพากษ์ (Critical Analysis) ได้ว่า แนวคิดนี้มิใช่เพียงแค่คู่มือปฏิบัติการสำหรับสื่อมวลชน (Journalistic Manual) หรือเทคนิคการสอนหนังสือ (Pedagogical Technique) ทั่วไป ทว่ามันเป็นความพยายามในการนำเสนอ "ญาณวิทยาแบบบูรณาการ" (Integrative Epistemology) ที่มุ่งรักษาสมดุลระหว่างภูมิปัญญาตะวันออก (อริยสัจ 4, วาจาสุภาษิต) กับระเบียบวิธีคิดแบบตะวันตก (กระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์, ทฤษฎีการสื่อสารสมัยใหม่)
นัยยะที่สำคัญประการแรกคือ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมสารสนเทศ ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในโลกไซเบอร์ปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของสภาวะจิตใจและวุฒิภาวะทางอารมณ์ของผู้ใช้เทคโนโลยี การเสนอให้นักสื่อสารและเยาวชนเริ่มต้นกระบวนการด้วย "ปุจฉา" (จับปลา) และกำกับด้วย "สติ" ในทุกขั้นตอน เป็นการเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกันทางความรู้ (Cognitive Immunization) หากพลเมืองสามารถ "แบ่งปลา" ด้วยจินตามยปัญญา ปรากฏการณ์ของมวลชนที่ไหลตามกระแสวาทกรรม (Mob Mentality) หรือข่าวปลอมก็จะลดลง
ประการที่สองคือ การบรรเทาความขัดแย้งระหว่างเจเนอเรชัน ดังที่ระบุถึงความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่เป็นการปะทะกันระหว่าง "รุ่นเก่า" ที่มุ่งรักษาโครงสร้างอำนาจ กับ "รุ่นใหม่" ที่ต้องการเปลี่ยนผ่าน
ประการที่สามคือ การยืนยันถึงความสำคัญของมิติทางจริยธรรมในยุค AI แม้ปัญญาประดิษฐ์จะมีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลระดับโลก แต่สิ่งที่เทคโนโลยีขาดหายไปคือ "ความเมตตากรุณา" การดึงกระบวนการเขียนข่าวและการสอนกลับมาตั้งอยู่บนฐานของศีลธรรมและการประสานประโยชน์สาธารณะผ่าน "โมเดล 14 ส." เป็นการสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่า มนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะ "ผู้รักษาดุลยภาพของสันติภาพ" ที่เครื่องจักรไม่อาจทดแทนได้
บทสรุปแห่งการสังเคราะห์ข้อค้นพบ
รายงานการวิจัยฉบับนี้ได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและความลุ่มลึกของแนวความคิด "4ป.ปลาพาฉลาด" (จับปลา แบ่งปลา ปรุงปลา ปันปลา) ซึ่งมีจุดกำเนิดจากความพยายามในการปฏิรูปญาณวิทยาการศึกษาไทยที่บิดเบี้ยวจากวาทกรรม "สุ. จิ. ปุ. ลิ." แบบท่องจำ ให้หวนกลับคืนสู่กระบวนการสืบสอบ (Inquiry-Based) อย่างแท้จริง โดยเชื่อมโยงอย่างเป็นพลวัตกับระเบียบวิธีวิจัยและอริยสัจโมเดล
นอกเหนือจากมิติทางการศึกษา แนวคิดดังกล่าวยังได้รับการพิสูจน์ศักยภาพในเชิงประจักษ์ ผ่านการบูรณาการข้ามศาสตร์เข้ากับทฤษฎีการสื่อสารตะวันตก ทั้ง SMCR, 5W1H, การสื่อสารเพื่อสันติภาพ (4N), และการสื่อสารอย่างสันติ (NVC) โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่พุทธสันติวิธี หรือ "วาจาสุภาษิต" ก่อให้เกิดโครงสร้างการสื่อสารเชิงพุทธ (โมเดล 14 ส.) ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กร และต่อต้านภัยคุกคามทางสารสนเทศในโลกไซเบอร์ ดังปรากฏความสำเร็จผ่านกรณีศึกษาของพระพรหมบัณฑิต และ ดร.สำราญ สมพงษ์
ข้อค้นพบเหล่านี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ สถาบันอุดมศึกษา สถาบันการสื่อสารมวลชน และหน่วยงานภาครัฐ ควรให้ความสำคัญกับการบรรจุหลักการ "4ป.ปลาพาฉลาด" และ "พุทธสันติวิธี" เข้าไปเป็นแกนกลางของการจัดทำหลักสูตรพัฒนาบุคลากร ทั้งนี้ เพื่อสร้างภูมิทัศน์ใหม่ของการเรียนรู้และการสื่อสาร ที่ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นความเป็นเลิศทางเทคโนโลยี ทว่ายังเต็มเปี่ยมไปด้วยสติ ปัญญา และความเมตตากรุณา อันเป็นปัจจัยเชิงบวกเพียงหนึ่งเดียวที่จะสามารถนำพาสังคมไทยและสังคมโลกให้ก้าวข้ามสภาวะแห่งความขัดแย้ง และสถาปนาสันติภาพอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น