วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

มรรคาแห่งสันติไปไม่ถึงตะวันออกกลาง: สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านปะทุ เขย่าสถาปัตยกรรมความมั่นคงโลก


ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเดินทางมาถึงจุดแตกหักอีกครั้ง หลังการปะทะทางทหารเต็มรูปแบบระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ปะทุขึ้นปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของกระบวนการสันติภาพและสถาปัตยกรรมความมั่นคงในภูมิภาคที่สั่งสมความตึงเครียดมานานหลายทศวรรษ



เปิดฉาก “Operation Epic Fury” เขย่าดุลอำนาจ

รุ่งอรุณวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 กองกำลังสหรัฐฯ ร่วมกับกองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางอากาศครั้งใหญ่ภายใต้รหัส “Operation Epic Fury” โจมตีเป้าหมายยุทธศาสตร์หลายแห่งในอิหร่าน รวมถึงกรุงเตหะรานและเมืองสำคัญอื่น ๆ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเป็น “การรบเต็มรูปแบบ” เพื่อสกัดขีดความสามารถนิวเคลียร์ของเตหะราน

ด้านอิหร่านตอบโต้ทันทีด้วยการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในหลายประเทศอ่าวอาหรับ ทำให้ความขัดแย้งจาก “สงครามเงา” แปรสภาพเป็นการเผชิญหน้าตรงระหว่างรัฐ

ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: คำอธิบายของวงจรอุบาทว์

นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชี้ว่า วิกฤตครั้งนี้สะท้อน “สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านความมั่นคง” ตามกรอบสัจนิยม (Realism) ที่รัฐต่างเพิ่มกำลังเพื่อป้องกันตนเอง แต่กลับถูกตีความว่าเป็นภัยคุกคามโดยฝ่ายตรงข้าม

ขณะเดียวกัน แนวคิดเสรีนิยม (Liberalism) ที่เชื่อในพลังของการทูตและสถาบันระหว่างประเทศ ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หลังข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ล่มสลาย และการคว่ำบาตรถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันทางการเมืองโดยไม่อาจเปลี่ยนพฤติกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่านได้

มิติด้านอัตลักษณ์ตามกรอบคอนสตรัคติวิซึม (Constructivism) ก็มีบทบาทสำคัญ เนื่องจากระบอบการปกครองอิหร่านสร้างความชอบธรรมบนแนวคิด “การต่อต้าน” ระเบียบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ ทำให้การประนีประนอมถูกมองว่าเป็นการบ่อนทำลายตัวตนของรัฐ

การทูตล่มซ้ำซาก ก่อนถึงจุดแตกหัก

ตลอดปี 2025–ต้นปี 2026 มีความพยายามเจรจาทางอ้อมผ่านโอมานและยุโรป แต่ช่องว่างเงื่อนไขยังห่างไกล สหรัฐฯ ยืนกรานให้ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยสิ้นเชิง ขณะที่อิหร่านเสนอข้อตกลงชั่วคราวแลกกับการผ่อนปรนคว่ำบาตร

เมื่อการเจรจาไร้ผล กองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ถูกเสริมกำลังเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย ก่อนปฏิบัติการทางทหารจะเริ่มต้นในที่สุด นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การทูตช่วงท้ายอาจเป็นเพียง “หน้าฉาก” ท่ามกลางการเตรียมความพร้อมทางทหารเบื้องหลัง

พลวัตทางทหาร: ชัยชนะเชิงยุทธวิธี แต่คำถามเชิงยุทธศาสตร์

แม้ปฏิบัติการทางอากาศจะสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนถึง “ข้อจำกัดของอำนาจทางอากาศ” ว่าไม่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบโดยอัตโนมัติ ตรงกันข้าม ภัยคุกคามจากภายนอกอาจยิ่งกระตุ้นการรวมศูนย์อำนาจของกองกำลังความมั่นคงภายใน

อักษะแห่งความต้านทานสั่นคลอน

เครือข่ายพันธมิตรของอิหร่านในลิแวนต์อ่อนแรงลงจากความสูญเสียต่อเนื่อง ทั้งในซีเรีย เลบานอน และกาซา ทำให้ความสามารถในการป้องปรามเชิงตัวแทนลดลง อย่างไรก็ตาม การล่มสลายของเครือข่ายดังกล่าวไม่ได้ทำให้ภูมิภาคเข้าสู่เสถียรภาพ ตรงกันข้าม กลับเปิดพื้นที่ให้ความไม่แน่นอนรูปแบบใหม่

ตลาดโลกสะเทือน น้ำมัน-ทองคำพุ่ง

ผลสะเทือนทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทันที ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงจากความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่นักลงทุนหันถือสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ สะท้อนความวิตกต่อความยืดเยื้อของสงคราม

ประเทศพึ่งพาพลังงานนำเข้าในเอเชียเผชิญความเสี่ยงด้านเสถียรภาพพลังงานและเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน มาตรการคว่ำบาตรที่เพิ่มความเข้มข้นยังไม่สามารถปิดกั้นการส่งออกน้ำมันอิหร่านได้ทั้งหมด

มหาอำนาจโลกปรับเกม

จีน เลือกวางตัวระมัดระวัง เดินเกมการทูตระยะยาว ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจโดยไม่เข้าไปเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง ส่วน รัสเซีย มอบการสนับสนุนทางการเมืองในเวทีระหว่างประเทศ เสริมความมั่นใจให้อิหร่านท่ามกลางแรงกดดันตะวันตก

ปมปาเลสไตน์: รากเหง้าที่ไม่เคยถูกคลี่คลาย

นักวิเคราะห์จำนวนมากชี้ว่า ตราบใดที่ความขัดแย้งอิสราเอล–ปาเลสไตน์ยังไร้ทางออกอย่างเป็นรูปธรรม ความพยายามสร้างสันติภาพระดับภูมิภาคก็ยากจะยั่งยืน การเจรจาที่ตั้งอยู่บนความไม่สมดุลของอำนาจและขาดความเชื่อมั่น ทำให้ “สันติภาพ” กลายเป็นเพียงช่วงพักรบชั่วคราว


บทสรุป: ภาพลวงตาแห่งสันติภาพ

สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านในปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เป็นผลรวมของความล้มเหลวทางการทูต วงจรความหวาดระแวงด้านความมั่นคง และการแข่งขันของมหาอำนาจโลก

“มรรคาแห่งสันติ” ในตะวันออกกลางจึงยังคงเป็นเส้นทางที่ขรุขระและเปราะบาง เมื่อสันติภาพถูกสร้างบนการป้องปรามและดุลอำนาจ มากกว่าความไว้วางใจและการแก้ไขรากเหง้าความขัดแย้งอย่างแท้จริง.

มรรคาแห่งสันติไปไม่ถึงตะวันออกกลาง: บริบทสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านและพลวัตความมั่นคงภูมิภาค

บทนำ: ภูมิทัศน์แห่งความขัดแย้งและจุดจบของภาพลวงตาแห่งสันติภาพ

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภูมิภาคตะวันออกกลางเปรียบเสมือนศูนย์กลางแห่งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้จะมีความพยายามอย่างต่อเนื่องจากประชาคมระหว่างประเทศในการผลักดันกระบวนการสันติภาพ การเจรจาทางการทูต และการจัดทำสนธิสัญญาระดับภูมิภาค ทว่า "มรรคาแห่งสันติ" กลับเป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง การปะทุขึ้นของสงครามเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ถือเป็นข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ถึงความล้มเหลวอย่างเป็นระบบของสถาปัตยกรรมทางความมั่นคงในภูมิภาคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการปะทะกันทางทหารแบบฉับพลัน หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการสะสมความตึงเครียด การแข่งขันทางยุทธศาสตร์ และความล้มเหลวของการทูตที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

ในรุ่งอรุณของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางได้ก้าวเข้าสู่จุดพลิกผันที่สำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกาและกองกำลังป้องกันตนเองของอิสราเอล (IDF) ได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารร่วมซึ่งใช้ชื่อรหัสว่า "Operation Epic Fury" โดยทำการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงต่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในอย่างน้อยเก้าเมืองทั่วประเทศอิหร่าน รวมถึงกรุงเตหะราน อิสฟาฮาน คารัจ เคอร์มานชาห์ กอม และทาบริซ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของตนว่า ปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของ "การรบเต็มรูปแบบ" (Major combat operations) โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ของอิหร่านและปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกันชนจากภัยคุกคามที่จวนตัว ในเวลาเดียวกัน อิสราเอลได้มุ่งเป้าไปที่การสังหารผู้นำระดับสูงของอิหร่าน โดยมีรายงานการเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

การโจมตีดังกล่าวนำไปสู่การตอบโต้อย่างฉับพลันและรุนแรงจากกองทัพอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งได้ระดมยิงขีปนาวุธตอบโต้ไปยังโครงสร้างพื้นฐานและฐานทัพของสหรัฐฯ ตลอดจนผลประโยชน์ของอิสราเอลทั่วตะวันออกกลาง ครอบคลุมพื้นที่ในประเทศบาห์เรน คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน และซาอุดีอาระเบีย การขยายวงของความขัดแย้งจาก "สงครามเงา" (Shadow War) ไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงนี้ ได้ทำลายกรอบความมั่นคงเดิมอย่างย่อยยับ บทวิเคราะห์ฉบับนี้มุ่งเจาะลึกถึงรากฐานทางทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พลวัตทางการทหารและเศรษฐกิจ ตลอดจนความล้มเหลวทางการทูต เพื่ออธิบายอย่างเป็นระบบว่าเหตุใดมรรคาแห่งสันติภาพจึงไม่อาจหยั่งรากลึกในตะวันออกกลางได้

รากฐานทางทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: กรอบวิเคราะห์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง

การจะทำความเข้าใจความสลับซับซ้อนและความล้มเหลวของสันติภาพในตะวันออกกลาง จำเป็นต้องอาศัยกรอบการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations Theory) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแว่นขยายให้เห็นถึงตรรกะเบื้องหลังพฤติกรรมของรัฐ ทั้งสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน

สัจนิยม (Realism) และวงจรอุบาทว์ของสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านความมั่นคง

ทฤษฎีสัจนิยม (Realism) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัจนิยมโครงสร้าง (Structural Realism หรือ Neorealism) ของ Kenneth Waltz อธิบายว่าระบบระหว่างประเทศดำรงอยู่ในสภาวะอนาธิปไตย (Anarchy) ที่ปราศจากอำนาจกลางในการบังคับใช้กฎหมาย รัฐต่างๆ จึงต้องพึ่งพาตนเอง (Self-help) และแสวงหาอำนาจเพื่อรับประกันความอยู่รอดของตน แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในคำกล่าวของ Thucydides ที่ว่า "ผู้แข็งแกร่งย่อมทำในสิ่งที่ตนสามารถทำได้ และผู้อ่อนแอย่อมต้องทนรับในสิ่งที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง"

ในบริบทของความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ทฤษฎีสัจนิยมให้คำอธิบายที่ทรงพลังที่สุดผ่านแนวคิด "สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านความมั่นคง" (Security Dilemma) ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ อิหร่านรู้สึกถูกปิดล้อมโดยกองกำลังทหารสหรัฐฯ กว่า 40,000 นายที่ประจำการอยู่ทั่วภูมิภาค ตลอดจนการเป็นพันธมิตรทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามนี้ อิหร่านจึงได้พัฒนากลยุทธ์ป้องปราม (Deterrence strategy) แบบอสมมาตร ผ่านการสนับสนุนกองกำลังตัวแทน (Proxies) อย่างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ฮามาส และฮูตี ตลอดจนการพัฒนาขีปนาวุธและโครงการนิวเคลียร์ ทว่าในสายตาของสัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism) ที่ยึดถือโดยอิสราเอลและสหรัฐฯ การเสริมสร้างความมั่นคงของอิหร่านกลับถูกตีความว่าเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของอิสราเอลและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

ความหวาดระแวงร่วมนี้ถึงจุดแตกหักในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2025 เมื่ออิสราเอลเปิดฉาก "สงคราม 12 วัน" (Twelve-Day War) ผ่านปฏิบัติการ "Operation Rising Lion" และสหรัฐฯ ผ่านปฏิบัติการ "Operation Midnight Hammer" เพื่อชิงโจมตี (Preemptive strikes) ทำลายโครงการนิวเคลียร์และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน การกระทำดังกล่าวตั้งอยู่บนตรรกะสัจนิยมที่ต้องการทำลายขีดความสามารถของข้าศึกก่อนที่ข้าศึกจะแข็งแกร่งจนไม่อาจต่อกรได้ ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นการเร่งให้อิหร่านต้องเสริมสร้างแนวป้องกันที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นำไปสู่การโจมตีที่รุนแรงกว่าเดิมในปฏิบัติการ Epic Fury ปี ค.ศ. 2026

ความล้มเหลวของเสรีนิยม (Liberalism) และการทูตที่ตีบตัน

ทฤษฎีเสรีนิยมทางการเมือง (Political Liberalism) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทูต สถาบันระหว่างประเทศ และการพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจในการระงับข้อพิพาทและสร้างสันติภาพ อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในภูมิภาคตะวันออกกลางและในกรณีของอิหร่าน ข้อตกลงนิวเคลียร์ ค.ศ. 2015 (JCPOA) ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นชัยชนะของการทูตแบบเสรีนิยม ได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวในปี ค.ศ. 2018 และหันมาใช้นโยบาย "กดดันขั้นสูงสุด" (Maximum Pressure)

การใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ (Economic coercion) ของสหรัฐฯ แทนที่จะสร้างการพึ่งพาอาศัยกัน กลับถูกใช้เป็นอาวุธ (Weaponization of finance) การคว่ำบาตรอย่างรุนแรงทำให้เศรษฐกิจอิหร่านเข้าสู่ภาวะวิกฤต ค่าเงินเรียล (Rial) ตกต่ำอย่างหนัก แต่อิหร่านกลับตอบโต้ด้วยการสร้าง "เศรษฐกิจแบบต่อต้าน" (Resistance Economy) และเครือข่ายตลาดมืด ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าความพยายามใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อบีบบังคับทางการเมืองไม่สามารถเอาชนะเจตจำนงในการเอาตัวรอดของรัฐได้ นอกจากนี้ โครงสร้างภายในของรัฐตะวันออกกลางส่วนใหญ่ที่เป็นระบอบอำนาจนิยมและพึ่งพารายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ (Rentier states) ทำให้สมมติฐานของ "ทฤษฎีสันติภาพประชาธิปไตย" (Democratic Peace Theory) ไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้ในภูมิภาคนี้

คอนสตรัคติวิซึม (Constructivism) และอัตลักษณ์แห่งการต่อต้าน

ในมุมมองของทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึม (Constructivism) ความขัดแย้งไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ทางวัตถุหรือดุลอำนาจเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดยบรรทัดฐาน (Norms) อัตลักษณ์ (Identity) และโครงสร้างทางความคิด (Ideational structures) สำหรับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน อัตลักษณ์แห่งรัฐนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลาม ค.ศ. 1979 ถูกหล่อหลอมด้วยอุดมการณ์ต่อต้านการแทรกแซงจากจักรวรรดินิยมตะวันตก โลกทัศน์หลักของอิหร่านจึงผูกติดอยู่กับคำว่า "การต่อต้าน" (Resistance) ซึ่งมิใช่เพียงวาทกรรมทางศาสนา แต่เป็นยุทธศาสตร์หลักในการเผชิญหน้ากับระเบียบโลกเสรีนิยม (Liberal International Order) ที่นำโดยสหรัฐฯ

การที่สหรัฐฯ ประเมินความขัดแย้งผ่านเลนส์ของสัจนิยม โดยเชื่อว่าแรงกดดันมหาศาลทางทหารและเศรษฐกิจจะทำให้อิหร่านมีพฤติกรรมที่มีเหตุผล (Rational actor) ยอมจำนนเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจนั้น ถือเป็นการละเลยมิติทางอัตลักษณ์นี้อย่างร้ายแรง สำหรับผู้นำอิหร่าน การยอมรับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการทำลายโครงการนิวเคลียร์และลดทอนเครือข่ายความมั่นคง หมายถึงการทำลายอัตลักษณ์และความชอบธรรมของระบอบการปกครองโดยสิ้นเชิง การปะทะกันระหว่าง "ระเบียบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ" และ "อักษะแห่งความต้านทานที่นำโดยอิหร่าน" จึงเป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่ไม่อาจประนีประนอมได้ผ่านกลไกทางการทูตแบบดั้งเดิม

ปฐมบทแห่งสงคราม: จากการล่มสลายของการเจรจาสู่สงครามเปิดเผย

วิกฤตการณ์ในปี ค.ศ. 2026 ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นผลพวงจากการพังทลายของกระบวนการเจรจาต่อรองที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่ามกลางบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจและการตั้งเงื่อนไขที่ไม่อาจยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย

พลวัตการเจรจาและการทูตที่ไร้ผล (เมษายน 2025 - กุมภาพันธ์ 2026)

ประวัติศาสตร์ของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงปี 2025-2026 เต็มไปด้วยความพยายามที่สูญเปล่า ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2025 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งจดหมายถึงผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมกำหนดเส้นตาย 60 วันเพื่อบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ ทว่าเมื่อเส้นตายล่วงเลยผ่านไปโดยไร้ข้อสรุป อิสราเอลและสหรัฐฯ จึงได้ตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทหารในสงคราม 12 วัน (มิถุนายน 2025)

หลังจากการโจมตีครั้งนั้น การเจรจาได้หยุดชะงักไปชั่วคราว ก่อนที่จะกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในช่วงต้นปี ค.ศ. 2026 ภายใต้การไกล่เกลี่ยของประเทศโอมาน นำโดยรัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน บัดร์ อัล-บูไซดี (Badr al-Busaidi) กระบวนการเจรจาทางอ้อมซึ่งจัดขึ้นที่กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน และกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีตัวแทนระดับสูงของสหรัฐฯ นำโดยทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) และจาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) ในขณะที่ฝ่ายอิหร่านนำโดยรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อารักจี (Abbas Araghchi) และนายอาลี ลาริจานี (Ali Larijani) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด

เนื้อหาของการเจรจาเปิดเผยให้เห็นช่องว่างทางยุทธศาสตร์ที่กว้างเกินกว่าจะประสานได้ อิหร่านพยายามเสนอผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นข้อแลกเปลี่ยนเพื่อดึงดูดสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่าอิหร่านพร้อมเสนอสิทธิการลงทุนในแหล่งก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และแร่ธาตุสำคัญแก่บริษัทอเมริกัน โดยศึกษา "โมเดลเวเนซุเอลา" เป็นกรณีตัวอย่าง นอกจากนี้ อิหร่านยังเปิดรับความเป็นไปได้ในการบรรลุ "ข้อตกลงชั่วคราว" (Interim deal) ที่จำกัดขอบเขตเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ และอิสราเอลมีจุดยืนที่แข็งกร้าวและต้องการมากกว่านั้น รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ (JD Vance) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ประเมินว่าข้อเสนอของอิหร่านเป็นเพียงกลยุทธ์ถ่วงเวลา เพื่อซื้อเวลาในการฟื้นฟูโครงการนิวเคลียร์และยุทโธปกรณ์ สหรัฐฯ ยืนกรานข้อเรียกร้องขั้นสูงสุด ซึ่งรวมถึงการที่อิหร่านต้องยุติการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมอย่างสิ้นเชิง (Zero enrichment) ส่งมอบยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะสูงทั้งหมดให้สหรัฐฯ ตลอดจนยุติโครงการขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBMs) และระงับการสนับสนุนกองกำลังตัวแทนในตะวันออกกลาง รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โค รูบิโอ (Marco Rubio) ได้ย้ำถึงภัยคุกคามจากการพยายามพัฒนา ICBM ของอิหร่าน ซึ่งทำให้ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น การยื่นข้อเรียกร้องในลักษณะ "ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข" เช่นนี้ ทำให้อิหร่านไม่อาจยอมรับได้ ส่งผลให้การเจรจามาถึงทางตัน

วันที่/ช่วงเวลาสถานที่ผู้เข้าร่วมหลักสาระสำคัญ/ข้อเสนอผลลัพธ์/เหตุการณ์สืบเนื่อง
เมษายน 2025โอมาน / โรมSteve Witkoff (สหรัฐฯ), Abbas Araghchi (อิหร่าน)

สหรัฐฯ กำหนดเส้นตาย 60 วันให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์

เจรจาล้มเหลว นำไปสู่สงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายน 2025

6 กุมภาพันธ์ 2026มัสกัต, โอมานตัวแทนระดับสูงสหรัฐฯ และอิหร่านผ่านสื่อกลาง

เจรจารอบใหม่ อิหร่านเสนอสิทธิสัมปทานน้ำมัน/แร่ธาตุแลกกับการผ่อนปรนคว่ำบาตร

ท่าทีผ่อนคลาย แต่สหรัฐฯ ยังคงระแวงว่าเป็นเพียงกลยุทธ์ซื้อเวลา

17 กุมภาพันธ์ 2026เจนีวา, สวิตเซอร์แลนด์Steve Witkoff, Jared Kushner, Abbas Araghchi

หารือความเป็นไปได้ของ "ข้อตกลงชั่วคราว" (Interim deal) ด้านนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า "ไม่มีความสุข" กับทิศทางการเจรจา ช่องว่างยังกว้างมาก

24-27 กุมภาพันธ์ 2026โอมาน / วอชิงตัน ดี.ซี.Ali Larijani (อิหร่าน), Badr al-Busaidi (โอมาน), JD Vance (สหรัฐฯ)

รมว.ต่างประเทศโอมานเดินทางด่วนเพื่อขอเวลาให้การทูต อิหร่านส่งคำตอบสุดท้ายผ่านโอมาน

สหรัฐฯ ปฏิเสธการประนีประนอม สั่งเตรียมความพร้อมกองเรือรบเต็มรูปแบบ

จุดแตกหักและวาระซ่อนเร้น

เมื่อการเจรจาในเจนีวาสิ้นสุดลงโดยปราศจากข้อตกลง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผย และได้เริ่มการสั่งสมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางนับตั้งแต่การบุกอิรัก กองเรือรบและเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford ได้รับคำสั่งให้ขยายระยะเวลาประจำการและเคลื่อนกำลังเข้าสู่น่านน้ำภูมิภาค สมทบกับเรือ USS Abraham Lincoln ที่ประจำการอยู่ก่อนแล้ว นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัย Cato Institute และ Stimson Center ได้ประเมินว่า การเจรจาทางการทูตของสหรัฐฯ ในช่วงเวลานี้ อาจเป็นเพียง "การจัดฉากเพื่อประชาสัมพันธ์" (PR stunts) โดยมีวาระซ่อนเร้นที่มุ่งเป้าไปที่การทำสงครามตั้งแต่ต้น การกระทำดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างหนักจากพันธมิตรอย่างอิสราเอล นำโดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งมองว่าการขจัดภัยคุกคามจากอิหร่านอย่างถาวรเป็นวาระแห่งชาติ เมื่อบัดร์ อัล-บูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ตื่นขึ้นมาพบกับข่าวการโจมตีในเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เขาได้แสดงความผิดหวังอย่างลึกซึ้งว่า การเจรจาอย่างจริงจังถูกบ่อนทำลายลงอีกครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามรรคาแห่งสันติถูกตัดขาดลงด้วยการตัดสินใจทางทหาร

ยุทธการ Epic Fury และสงคราม 12 วัน: พลวัตทางทหารและข้อจำกัดของอำนาจทางอากาศ

ความพยายามในการใช้กำลังทหารแก้ปัญหาความมั่นคงในตะวันออกกลางเป็นยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจตะวันตกใช้มาโดยตลอด แต่ผลลัพธ์ที่ได้มักเต็มไปด้วยข้อจำกัดและผลกระทบต่อเนื่องที่ไม่อาจควบคุมได้ การวิเคราะห์เชิงยุทธวิธีทางทหารของเหตุการณ์ในช่วงปี 2025-2026 ช่วยเผยให้เห็นมิติของความขัดแย้งนี้ได้อย่างชัดเจน

วิวัฒนาการของการโจมตี: จาก Midnight Hammer สู่ Epic Fury

ในสงคราม 12 วัน (มิถุนายน 2025) อิสราเอลได้เปิดฉาก "Operation Rising Lion" ซึ่งประกอบด้วยการส่งเครื่องบินรบกว่า 200 ลำเข้าโจมตีศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ ค่ายทหาร และสังหารนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน ตามด้วยสหรัฐฯ ที่ใช้ปฏิบัติการ "Operation Midnight Hammer" ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 Stealth Bombers พร้อมระเบิดเจาะทำลายบังเกอร์ใต้ดิน Massive Ordnance Penetrator (MOP) ขนาด 30,000 ปอนด์ เข้าทำลายโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่ฟอร์โดว์ (Fordow) แม้การโจมตีครั้งนั้นจะทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ไปอย่างมหาศาล และประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวอ้างว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน "ถูกลบหายไปอย่างสมบูรณ์" (Completely and totally obliterated) แต่ในความเป็นจริง หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ประเมินว่าการโจมตีนั้นเพียงแค่ "ซื้อเวลา" และอิหร่านยังคงมีองค์ความรู้เพียงพอที่จะเร่งฟื้นฟูโครงการของตนได้ภายใต้สถานการณ์คว่ำบาตร

เมื่อเข้าสู่ปฏิบัติการ Epic Fury ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 พลวัตของการรบได้พัฒนาไปสู่สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) และเทคโนโลยีสเตลธ์ขั้นสูง อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ใช้เครื่องบินขับไล่ F-35I (Adir) ที่ติดตั้งพ็อดสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาเองในประเทศ (เช่น ระบบ Scorpius) เพื่อต่อต้านเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน ยุทธวิธีหลักคือการสร้างสัญญาณรบกวน (Jamming) เพื่อปิดตาเรดาร์ของระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ (SAM) S-300PMU2 ของรัสเซีย โดยเฉพาะเรดาร์ 30N6E2 "Tomb Stone" และ 64N6E2 "Big Bird" ตลอดจนการทำลายระบบ Bavar-373 ที่อิหร่านพัฒนาขึ้นเอง ซึ่งล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการตรวจจับอากาศยานที่มีพื้นที่หน้าตัดเรดาร์ต่ำ (Low RCS) ความสำเร็จทางยุทธวิธีนี้ทำให้สหรัฐฯ และอิสราเอลสามารถทะลวงเข้าสู่น่านฟ้าของอิหร่านและโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ

ข้อจำกัดของอำนาจทางอากาศ (Limits of Airpower) และภาพลวงตาของการเปลี่ยนระบอบ

แม้ความสำเร็จทางยุทธวิธีและเทคโนโลยีจะน่าประทับใจ แต่หากประเมินในระดับยุทธศาสตร์ การใช้ "อำนาจทางอากาศ" กลับเผยให้เห็นข้อจำกัดอย่างร้ายแรง Kelly Grieco นักวิเคราะห์จาก Stimson Center ชี้ให้เห็นว่า การโจมตีทางอากาศถือเป็นตัวอย่างของ "ความอหังการของอเมริกัน" (American hubris) ประธานาธิบดีทรัมป์คาดหวังว่าการโจมตีอย่างหนักหน่วงจะกระตุ้นให้ประชาชนชาวอิหร่านลุกฮือขึ้นและนำไปสู่การเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime change) แต่ประวัติศาสตร์ของการทำสงครามทางอากาศพิสูจน์แล้วว่า การทิ้งระเบิดไม่สามารถบีบให้ประเทศหนึ่งยอมจำนนหรือก่อให้เกิดการปฏิวัติประชาธิปไตยได้ด้วยตัวมันเอง

ในทางตรงกันข้าม การคุกคามจากภายนอกมักทำให้สังคมรวมตัวกันเหนียวแน่นขึ้น นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังประเมินว่าหากผู้นำระดับสูงหรืออยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตจากการโจมตี โครงสร้างลูกผสมระหว่างระบอบนักบวชและทหารของอิหร่าน จะแปรสภาพไปสู่ "รัฐทหาร" (Military state) อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้การควบคุมเบ็ดเสร็จของกองกำลัง IRGC ซึ่งมีเครือข่ายเศรษฐกิจและการทหารที่ฝังรากลึก การทำลายระบอบนักบวชจึงไม่ใช่การปูทางสู่ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมอย่างที่วอชิงตันวาดฝัน แต่คือการสร้างเผด็จการทหารที่ก้าวร้าวและอันตรายยิ่งกว่าเดิม

นอกจากนี้ สงครามยังเผยให้เห็นความตึงเครียดของขีดความสามารถทางทหารของสหรัฐฯ เอง กองทัพอากาศสหรัฐฯ ต้องดึงเครื่องบิน F-15E ที่มีอายุการใช้งานมากถึงสองในสามของฝูงบินทั้งหมดมาใช้ปฏิบัติการ ขณะที่ฝูงบิน F-35 ต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนอะไหล่เนื่องจากการโอนย้ายทรัพยากรไปช่วยอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง การจัดวางระบบป้องกันขีปนาวุธในซาอุดีอาระเบียและจอร์แดนยังสะท้อนถึงขีดจำกัดด้านคลังแสงและขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสหรัฐฯ ที่ถูกทดสอบอย่างหนัก

การพังทลายของอักษะแห่งความต้านทานและสถาปัตยกรรมความมั่นคงภูมิภาค

หนึ่งในผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดจากความขัดแย้งในช่วงปี 2024-2026 คือการพังทลายของ "อักษะแห่งความต้านทาน" (Axis of Resistance) ซึ่งเป็นเครือข่ายพันธมิตรและกองกำลังตัวแทนที่อิหร่านใช้เวลาหลายทศวรรษ ภายใต้การนำของอดีตนายพลกัสเซ็ม โซไลมานี (Qassem Soleimani) ในการสร้างขึ้นเพื่อเป็นโล่กำบังเชิงยุทธศาสตร์และเครื่องมือฉายอำนาจข้ามภูมิภาค

จุดจบของแนวรบด้านตะวันตก

ช่วงเวลาสองปีก่อนปฏิบัติการ Epic Fury ถือเป็นหายนะสำหรับโครงการของอิหร่านในภูมิภาคลิแวนต์ (Levant) เริ่มต้นจากการสูญเสียพันธมิตรคนสำคัญอย่างระบอบของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย ที่ล่มสลายและหลบหนีออกจากประเทศในเดือนธันวาคม 2024 ซึ่งทำให้อิหร่านสูญเสียจุดยุทธศาสตร์หลักและเส้นทางลำเลียงอาวุธที่เชื่อมต่อไปยังเลบานอนและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในขณะเดียวกัน กองกำลังที่ทรงพลังที่สุดในเครือข่ายอย่างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ต่างถูกทำลายล้างอย่างหนักจากการสู้รบกับอิสราเอล ขีดความสามารถในการสั่งการ โครงสร้างพื้นฐาน และกำลังรบของทั้งสองกลุ่มถูกลิดรอนจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม

การล่มสลายของ "พระจันทร์เสี้ยวชีอะห์" (Shia Crescent) นี้ เผยให้เห็นข้อบกพร่องเชิงโครงสร้างอย่างร้ายแรงในยุทธศาสตร์ของอิหร่าน เครือข่ายตัวแทนเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความหวาดกลัวและก่อกวนศัตรู แต่อ่อนแอเกินกว่าที่จะเป็นกองกำลังป้องกันแบบยืดเยื้อ เมื่อศูนย์กลาง (เตหะราน) ถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงใน Epic Fury กองกำลังตัวแทนที่บาดเจ็บสาหัสเหล่านี้ไม่สามารถระดมกำลังเพื่อปกป้องหรือตอบโต้แทนศูนย์กลางได้ สถาปัตยกรรมความมั่นคงเชิงรับของอิหร่านจึงล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง

องค์ประกอบอักษะความต้านทานสถานะก่อนวิกฤต (ก่อน ค.ศ. 2024)สถานะหลังวิกฤต (ค.ศ. 2025-2026)ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ต่ออิหร่าน
รัฐบาลซีเรีย (ระบอบอัสซาด)พันธมิตรรัฐชาติที่สำคัญที่สุด, จุดศูนย์กลางการกระจายอาวุธและกำลังคน

ระบอบล่มสลาย อัสซาดลี้ภัยในปลายปี 2024

ขาดสะพานเชื่อมเชิงยุทธศาสตร์ไปยังลิแวนต์และพรมแดนอิสราเอล
กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (เลบานอน)กองกำลังติดอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดในเครือข่าย, ภัยคุกคามหลักต่ออิสราเอลทางตอนเหนือ

ถูกบดขยี้อย่างหนัก โครงสร้างผู้นำถูกเด็ดหัว

สูญเสียเครื่องมือในการป้องปรามขั้นสูงสุดต่ออิสราเอล
กลุ่มฮามาส (ฉนวนกาซา)แนวหน้าปะทะอิสราเอล, เครื่องมือรักษาสถานะผู้สนับสนุนปาเลสไตน์

ถูกจำกัดขีดความสามารถทางทหารอย่างรุนแรงจากการบุกของอิสราเอล

ขาดอิทธิพลทางตรงในพื้นที่ความขัดแย้งหลักของอาหรับ-อิสราเอล
กลุ่มฮูตี (เยเมน)เครือข่ายกดดันซาอุดีอาระเบียและควบคุมเส้นทางเดินเรือทะเลแดง

ยังคงปฏิบัติการได้บ้าง แต่มีขีดจำกัดในการตอบโต้ข้ามภูมิภาค

ไม่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระเมื่อเตหะรานถูกโจมตีทางอากาศได้

พลวัตทางการทูตภูมิภาค: การปรับตัวของกลุ่มประเทศอาหรับและข้อตกลงอับราฮัม

ความคาดหวังของมหาอำนาจตะวันตกและอิสราเอลที่ว่า เมื่อภัยคุกคามจากอิหร่านและกองกำลังตัวแทนถูกทำลายล้าง รัฐอาหรับจะยินดีเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับอิสราเอลอย่างเต็มตัวผ่านการขยายผล "ข้อตกลงอับราฮัม" (Abraham Accords) นั้น พิสูจน์แล้วว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง

ภาวะตื่นตระหนกและการทูตเชิงรับของรัฐกัลฟ์

ผู้นำประเทศอาหรับ เช่น กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน และซาอุดีอาระเบีย ต่างตระหนักดีว่าสงครามเปิดเผยกับอิหร่านจะไม่จำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะในพรมแดนอิหร่าน ภูมิศาสตร์ที่ไร้พรมแดนของสงครามสมัยใหม่หมายความว่า ขีปนาวุธตอบโต้ของอิหร่านจะตกลงบนฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศของตน ตลอดจนบ่อน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ด้วยเหตุนี้ การรับรู้ภัยคุกคาม (Threat perceptions) ของรัฐอาหรับจึงเปลี่ยนไป แม้ในอดีต รัฐเหล่านี้จะเคยมองการขยายอิทธิพลของอิหร่านว่าเป็นภัยคุกคามสูงสุด และเคยไม่พอใจที่รัฐบาลโอบามาประนีประนอมกับเตหะรานในอดีต แต่ปัจจุบัน รัฐอาหรับกลับหวาดกลัวสงครามที่จะทำลายล้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคมากกว่า ประเทศเหล่านี้จึงใช้ความพยายามอย่างหนักในการทูตทางหลังฉากเพื่อวิ่งเต้นและเกลี้ยกล่อม (Lobby) ให้สหรัฐฯ งดเว้นการโจมตีอิหร่าน

การแตกหักของความพยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์ ซาอุดีอาระเบีย-อิสราเอล

ภายหลังสงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายน 2025 นักวิเคราะห์ของชาติตะวันตกจำนวนมากคาดการณ์ว่า ซาอุดีอาระเบียซึ่งหลุดพ้นจากภัยคุกคามอิหร่าน จะเร่งสถาปนาความสัมพันธ์ระดับปกติ (Normalization) กับอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้กลับไม่เกิดขึ้น ซาอุดีอาระเบียเลือกที่จะวางตัวเป็นกลางอย่างระมัดระวังตลอดความขัดแย้ง และปฏิเสธที่จะสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ หรืออิสราเอลอย่างเปิดเผย การผ่อนคลายความตึงเครียด (Détente) ระหว่างริยาดและเตหะรานที่ได้รับการดูแลโดยจีนยังคงมีความเปราะบางสูง แม้จะมีการพบปะกันระหว่างมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (MBS) และประธานาธิบดีอิหร่าน เอบราฮิม ไรซี ในที่ประชุมองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ณ กรุงริยาดเมื่อปลายปี 2025 เพื่อหารือเรื่องการลงทุนทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังเต็มไปด้วยเงื่อนไขและความไม่ไว้วางใจ เช่น การยกเลิกแผนการส่งผู้แสวงบุญชาวอิหร่าน 30,000 คนไปยังนครเมกกะในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 อย่างกะทันหัน

ที่สำคัญที่สุดคือ ท่าทีของริยาดต่อการสร้างความสัมพันธ์กับอิสราเอล มกุฎราชกุมาร MBS ทรงยืนกรานจุดยืนที่มั่นคงว่า ซาอุดีอาระเบียจะไม่สถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอลเด็ดขาด หากไม่มีการรับประกันและกระบวนการที่เป็นรูปธรรมในการสถาปนารัฐปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระ เงื่อนไขนี้ขัดแย้งกับอุดมการณ์ของรัฐบาลขวาจัดของอิสราเอลอย่างสิ้นเชิง การที่ซาอุดีอาระเบียปฏิเสธการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรต่อต้านอิหร่านที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อธำรงบทบาทในฐานะผู้พิทักษ์โลกมุสลิม แสดงให้เห็นถึงขีดจำกัดของอำนาจอิทธิพลของสหรัฐฯ และอิสราเอลในการกำหนดระเบียบของภูมิภาค

สงครามเศรษฐกิจและผลกระทบระดับโลก: ยุทธวิธีที่ล้มเหลวของการคว่ำบาตร

นอกเหนือจากพลวัตทางความมั่นคงแล้ว เศรษฐกิจเป็นอีกสมรภูมิหลักที่ขับเคลื่อนและถูกทำลายโดยความขัดแย้งนี้ นโยบายการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงภายใต้ยุทธศาสตร์ "กดดันขั้นสูงสุด" (Maximum Pressure) ของสหรัฐฯ ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางยุทธศาสตร์ของรัฐเป้าหมายได้ แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก

วิกฤตการณ์ภายในอิหร่านและกองเรือเงา

การถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลกทำให้อิหร่านประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างร้ายแรง ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2025 ค่าเงินเรียล (Rial) ร่วงลงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.42 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ความเดือดร้อนนำไปสู่การประท้วงของประชาชนทั่วทั้ง 31 จังหวัด ซึ่งรัฐบาลอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการตัดอินเทอร์เน็ตและการปราบปรามด้วยกำลังอย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิตและผู้ถูกจับกุมจำนวนมากในช่วงต้นปี 2026 แม้ว่าการลุกฮือครั้งนี้จะเป็นความหวังของชาติตะวันตกที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนระบอบ แต่โครงสร้างเผด็จการทหารลูกผสมของอิหร่านถูกออกแบบมาเพื่อความอยู่รอดภายใต้สภาวะปิดล้อม กองกำลังความมั่นคงจึงสามารถรักษาอำนาจรัฐไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

เพื่อเป็นท่อน้ำเลี้ยงหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ อิหร่านอาศัยยุทธวิธีการค้าผ่าน "กองเรือเงา" (Shadow Fleet) กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรเรือขนส่งและบริษัทบังหน้ามากกว่า 30 แห่งในช่วงต้นปี 2026 เช่น เรือ HOOT ที่จดทะเบียนในปานามา และเรือ OCEAN KOI ที่จดทะเบียนในบาร์เบโดส ตลอดจนบริษัทผลิตโดรน Qods Aviation Industries และเครือข่ายจัดหาสารโซเดียมเพอร์คลอเรตที่ใช้ทำเชื้อเพลิงแข็งสำหรับขีปนาวุธ แต่ท้ายที่สุด อิหร่านก็ยังสามารถเล็ดลอดมาตรการเหล่านี้และส่งออกน้ำมันไปยังตลาดเอเชีย (โดยเฉพาะจีน) ได้อย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกและห่วงโซ่อุปทาน

ทันทีที่ระเบิดลูกแรกของปฏิบัติการ Epic Fury ตกลงในเขตอิหร่าน ตลาดเงินและตลาดทุนโลกก็ตอบสนองด้วยความตื่นตระหนก ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) พุ่งทะยานทะลุระดับ 70.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งสูงกว่า 65 ดอลลาร์ ท่ามกลางความหวาดกลัวว่าจะเกิดการชะงักงันของอุปทานน้ำมันดิบจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่รองรับการค้าน้ำมันถึง 1 ใน 5 ของโลก นักลงทุนแห่เข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven assets) ดันให้ราคาทองคำพุ่งแตะ 5,296 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีแนวโน้มทะยานสู่ 6,000 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาแร่เงินปรับตัวขึ้นเกือบ 8% สู่ระดับ 93.82 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีโอกาสไปถึง 200 ดอลลาร์ในระยะสั้น

ผลกระทบทางเศรษฐกิจเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับคู่ขัดแย้งเท่านั้น แต่ได้บ่อนทำลายเศรษฐกิจของชาติพันธมิตรที่ต้องพึ่งพาพลังงานอย่างมหาศาล กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบถึงร้อยละ 70 และก๊าซธรรมชาติร้อยละ 30 จากตะวันออกกลาง (ซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฯลฯ) วิกฤตการณ์นี้ทำให้เกาหลีใต้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงรุนแรงด้านความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนความกังวลต่อความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้กว่า 17,823 คนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาค

ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจสถานะก่อนวิกฤตความขัดแย้งสถานะหลังปฏิบัติการ Epic Fury (ก.พ. 2026)นัยยะทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ
ค่าเงินอิหร่าน (Rial)ทรงตัวระดับอ่อนค่า

ร่วงทุบสถิติ 1.42 ล้านเรียล ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

สะท้อนความล้มเหลวของเศรษฐกิจภายในประเทศ นำไปสู่การประท้วงใหญ่
ราคาน้ำมันดิบ (Brent)ปรับตัวตามกลไกตลาดปกติ

ทะยานทะลุ $70.50 / บาร์เรล (เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว)

สร้างความตื่นตระหนกต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะชาติที่พึ่งพาพลังงานนำเข้า
ราคาทองคำ / แร่เงินเติบโตตามปัจจัยเงินเฟ้อ

ทองคำ $5,296/ออนซ์, แร่เงิน $93.82/ออนซ์ (คาดการณ์ไปถึง $6,000 และ $200)

นักลงทุนแห่ซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven) บ่งชี้ความกังวลต่อการลุกลามของสงครามระยะยาว

การแทรกแซงของมหาอำนาจระดับโลก: การปรับสมดุลของจีนและรัสเซีย

มรรคาแห่งสันติในตะวันออกกลางถูกบั่นทอนลงอีกชั้นหนึ่งจากพลวัตการแข่งขันเชิงอำนาจระดับโลก (Great Power Competition) ระหว่างสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจผู้จัดระเบียบเดิม กับสองมหาอำนาจกลุ่มท้าทาย (Revisionist powers) อย่างจีนและรัสเซีย ซึ่งมองวิกฤตตะวันออกกลางเป็นโอกาสในการลดทอนอิทธิพลของอเมริกา

ยุทธศาสตร์เกมระยะยาวของจีน

ในขณะที่สหรัฐฯ ดำเนินการทางทหารอย่างแข็งกร้าว จีนยังคงรักษายุทธศาสตร์ "การรอคอยอย่างใจเย็น" หรือการเล่นเกมระยะยาว (Long game) แม้จีนจะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมของอิหร่าน และเป็นผู้รับซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดที่ช่วยต่อลมหายใจให้เศรษฐกิจอิหร่าน แต่ในทางการเมือง ปักกิ่งหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปพัวพันทางทหารโดยตรง จีนวิพากษ์วิจารณ์การโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ ในเวทีสากล แต่ก็เคยสนับสนุนมติคว่ำบาตรอิหร่านในอดีตเช่นกัน ปักกิ่งตระหนักดีว่ายิ่งสหรัฐฯ ใช้นโยบายกดดันขั้นสูงสุดต่อเตหะรานมากเท่าไร อิหร่านก็ยิ่งไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพาจีนมากขึ้นเท่านั้น ทำให้จีนสามารถขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทูตในภูมิภาคนี้ได้อย่างเงียบงัน การที่จีนเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่านในอดีต สะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะสถาปนาตนเป็นนายหน้าสันติภาพ (Peace Broker) เชิงบวก ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ที่ถูกมองว่าเป็นผู้ก่อสงคราม

รัสเซียและการเป็นหุ้นส่วนเพื่อล้มล้างระเบียบโลก

ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและอิหร่านได้พัฒนาลึกซึ้งยิ่งขึ้นนับจากปี ค.ศ. 2025 โดยปรับเปลี่ยนจากการมีความร่วมมือเป็นครั้งคราว ไปสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม ทั้งในด้านกลาโหม พลังงาน และการหลบหลีกมาตรการคว่ำบาตร รัสเซียพึ่งพาเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drones) จากอิหร่านเป็นอย่างมาก แม้รัสเซียจะไม่มีสนธิสัญญาป้องกันร่วมกัน (Mutual defense clause) ที่จะนำกองทัพรัสเซียเข้าช่วยรบเมื่ออิหร่านถูกโจมตี แต่รัฐบาลมอสโกก็มอบ "ร่มเงาทางการเมือง" (Political cover) ที่สำคัญยิ่งให้กับเตหะราน ในเวทีคณะกรรมการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) รัสเซียร่วมกับจีนใช้สิทธิยับยั้งและปฏิเสธมติตำหนิอิหร่านของมหาอำนาจตะวันตก โดยให้เหตุผลว่าหน่วยงานของ UN เหล่านี้กลายเป็นเพียงเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ไปเสียแล้ว การปกป้องทางการเมืองนี้สร้างเสริมความมั่นใจให้อิหร่านกล้าเดินหน้าท้าทายระเบียบโลกเสรีนิยมอย่างเต็มที่

ปมปัญหาปาเลสไตน์: รากเหง้าความขัดแย้งที่ถูกเพิกเฉยในกระบวนการสันติภาพ

บทวิเคราะห์กระบวนการสันติภาพและวิกฤตในตะวันออกกลางจะไม่อาจสมบูรณ์แบบได้เลย หากละเลยปมปัญหาที่ลึกซึ้งและหยั่งรากลึกที่สุด ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความไม่สงบทั้งปวง นั่นคือ "ความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์" สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และการล่มสลายของอักษะแห่งความต้านทาน เป็นเพียงภาพสะท้อนของการปะทุที่ปลายเหตุ ในขณะที่กระบวนการสันติภาพที่เกี่ยวข้องกับรัฐปาเลสไตน์ (Middle East Peace Process - MEPP) กลับประสบความล้มเหลวอย่างเป็นระบบ

ความล้มเหลวของข้อตกลงหยุดยิงและแนวทางบนลงล่าง

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2025 ประชาคมโลกมีความหวังชั่วครู่เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ได้เป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงหยุดยิงเพื่อยุติสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา ณ เมืองชาร์มเอลชีค (Sharm el-Sheikh agreement) ทรัมป์ได้ประกาศอย่างยิ่งใหญ่ว่า "เรามีสันติภาพในตะวันออกกลางแล้ว" อย่างไรก็ตาม เมื่อการดำเนินการเข้าสู่ระยะที่สอง (Phase Two) ในช่วงต้นปี 2026 ข้อตกลงนี้ก็พังทลายลง อิสราเอลปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามพันธกรณี ไม่ว่าจะเป็นการยุติความเป็นปรปักษ์ การถอนทหาร หรือการอนุญาตให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างอิสระ

สาเหตุที่กระบวนการสันติภาพนี้—รวมไปถึงความพยายามในอดีตนับตั้งแต่ข้อตกลงออสโล (Oslo Accords) หรือแคมป์เดวิด (Camp David) ล้มเหลวซ้ำซาก ประกอบด้วยปัจจัยทางโครงสร้าง 3 ประการ:

  1. ความไม่สมดุลทางอำนาจ (Power Asymmetry): กระบวนการที่นำโดยสหรัฐฯ มักอยู่บนสมมติฐานจอมปลอมที่ว่าทั้งสองฝ่ายมีสถานะการเจรจาที่เท่าเทียมกัน ในความเป็นจริง อิสราเอลมีแสนยานุภาพทางทหารที่เหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติดและได้รับการสนับสนุนทางการทูตจากสหรัฐฯ โดยไม่มีเงื่อนไข การเจรจาจึงกลายเป็นเพียงพื้นที่ที่ฝ่ายที่แข็งแกร่งบังคับให้ฝ่ายที่อ่อนแอยอมรับข้อเสนอที่บั่นทอนอำนาจอธิปไตยของตนเอง

  2. การปฏิเสธรากเหง้าของปัญหาประวัติศาสตร์: ความพยายามสร้างสันติภาพมักเริ่มจากการพิจารณาเพียงประเด็นการครอบครองดินแดนหลังสงครามปี ค.ศ. 1967 โดยละเลยปมประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุด นั่นคือเหตุการณ์ปี ค.ศ. 1948 ที่ชาวปาเลสไตน์กว่า 250,000 คนถูกขับไล่ออกจากถิ่นฐาน ตราบใดที่สิทธิของชาวปาเลสไตน์ไม่ถูกรับรู้ การแก้ปัญหาก็จะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ

  3. ความพยายามสร้างสถาบันแบบจอมปลอม: สหรัฐฯ และผู้บริจาคจากตะวันตกมักพยายามบีบบังคับให้เกิดการ "ปฏิรูป" องค์การบริหารปาเลสไตน์ (PA) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานเสรีนิยมของตะวันตก เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของอิสราเอล แต่การปฏิรูปเหล่านี้ไม่ได้มอบสิทธิการปกครองตนเองหรือความเป็นเอกราช (Statehood) อย่างแท้จริงให้แก่ชาวปาเลสไตน์ กลับกลายเป็นการสร้างกลไกการปกครองที่แปลกแยกจากประชาชนและทำหน้าที่เพียงบริหารจัดการการถูกกดขี่ภายใต้การยึดครอง

ความอยุติธรรมที่ฝังรากลึกนี้เองคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่สร้างความเกลียดชังต่อตะวันตกและอิสราเอล รัฐชาติและผู้มีบทบาทนอกรัฐ (Non-state actors) อย่างอิหร่าน ใช้ชะตากรรมของชาวปาเลสไตน์เป็นข้ออ้างอันชอบธรรมในการเผยแพร่อุดมการณ์ "การต่อต้าน" (Resistance) และแสวงหาอำนาจนำในภูมิภาค การพังทลายของแนวคิดรัฐสองรัฐ (Two-State Solution) จึงเท่ากับการปิดประตูล็อคตายต่อความเป็นไปได้ของสันติภาพอย่างถาวร

บทสรุป: ความตีบตันของมรรคาแห่งสันติ

เมื่อพิจารณาอย่างรอบด้านจากบริบทสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ตลอดจนพลวัตแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ และการทูต บทสรุปของคำถามที่ว่าเหตุใดมรรคาแห่งสันติจึงไปไม่ถึงตะวันออกกลาง สามารถถอดรหัสออกมาได้ผ่านความล้มเหลวเชิงโครงสร้างสามประการหลัก

ประการแรก การติดกับดักทฤษฎีสัจนิยมและการพึ่งพาอำนาจการทหารอย่างสุดโต่ง สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลยังคงเชื่อมั่นในภาพลวงตาทางยุทธศาสตร์ที่ว่า พลังทำลายล้างทางการทหารจะสามารถเปลี่ยนแปลงเจตจำนงของรัฐปรปักษ์ได้ ทว่าการทิ้งระเบิดใส่โครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์หรือการทำลายสถาปัตยกรรมอักษะความต้านทาน กลับยิ่งทำให้ "สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านความมั่นคง" ขยายตัวออกไปอย่างไม่สิ้นสุด สำหรับอิหร่าน การสะสมอาวุธและการเผชิญหน้าคือหนทางเดียวในการรักษาอัตลักษณ์และความอยู่รอดของระบอบ การใช้กำลังทางอากาศจึงไม่อาจสร้างประชาธิปไตยหรือระบอบเสรีนิยมได้ ในทางตรงข้าม มันกลับปลุกปั้นรัฐทหารที่แข็งกร้าวยิ่งกว่าเดิมขึ้นมาแทนที่

ประการที่สอง ความล้มเหลวของสหรัฐฯ ในฐานะตัวกลางที่ยุติธรรม (Honest Broker) การทูตในตะวันออกกลางพังทลายลงเพราะสถาปัตยกรรมแห่งการเจรจาถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือของ "การทูตเชิงบังคับ" (Coercive Diplomacy) หรือแย่ไปกว่านั้นคือเป็นเพียงข้ออ้างซื้อเวลาก่อนการใช้กำลังทหาร นโยบายเช่นการคว่ำบาตรอย่างกดดันขั้นสูงสุด ไม่ได้สร้างความร่วมมือ แต่ได้บีบให้รัฐคู่ขัดแย้งต้องสร้างกลไกการเอาตัวรอดผ่านเครือข่ายเศรษฐกิจมืดและการจับมือกับมหาอำนาจขั้วตรงข้ามอย่างจีนและรัสเซีย ความน่าเชื่อถือของระเบียบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ จึงตกต่ำลงอย่างประเมินค่าไม่ได้ในสายตาของรัฐในภูมิภาค

ประการที่สาม การปฏิเสธความยุติธรรมทางประวัติศาสตร์และแนวทางจากบนลงล่าง กระบวนการเจรจาสันติภาพทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงอับราฮัมหรือการเจรจากับอิหร่าน ล้วนพยายามสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงจากเบื้องบนเพื่อผลประโยชน์ระดับชาติของมหาอำนาจ โดยจงใจหลบเลี่ยงรากเหง้าของความไม่เป็นธรรมขั้นพื้นฐานที่สุด นั่นคือการปฏิเสธสิทธิในการดำรงอยู่และการตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างมีเอกราช ความล้มเหลวในการผูกมิตรอย่างสมบูรณ์กับรัฐอาหรับหลังการโจมตีอิหร่าน เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารัฐในภูมิภาคก็ตระหนักดีว่าสันติภาพแบบผิวเผินที่ปราศจากความยุติธรรมนั้น ย่อมไม่อาจต้านทานแรงกดดันจากสังคมโลกมุสลิมและความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้

ตราบใดที่แนวทางในการเข้าถึงภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงถูกครอบงำด้วยตรรกะแบบผู้ชนะกินรวบ (Zero-sum mentality) การใช้กำลังทหารบีบบังคับ และการเพิกเฉยต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในภูมิภาค มรรคาแห่งสันติภาพก็จะยังคงเป็นเพียงวาทกรรมที่เลื่อนลอย ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปี 2026 จึงเป็นเพียงฉากหนึ่งของโศกนาฏกรรมทางประวัติศาสตร์ที่จะถูกผลิตซ้ำต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าจะเกิดการทลายโครงสร้างความอธรรมและการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางยุทธศาสตร์ไปสู่ความร่วมมือที่ให้เกียรติและยอมรับในอัตลักษณ์ของกันและกันอย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พุทธสันติวิธีเอไอยุติสงคราม(ครั้งที่ 3)แบบไร้ตัวตน ศึกษากรณีสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านปะทุ

โลกศตวรรษที่ 21 กำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิรูปแบบใหม่ที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า “สงครามไร้ตัวตน” (Formless War) หรือสงครามที่ไม่ประกาศ ไม่เห็นแนวรบ...