ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเดินทางมาถึงจุดแตกหักอีกครั้ง หลังการปะทะทางทหารเต็มรูปแบบระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ปะทุขึ้นปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของกระบวนการสันติภาพและสถาปัตยกรรมความมั่นคงในภูมิภาคที่สั่งสมความตึงเครียดมานานหลายทศวรรษ
เปิดฉาก “Operation Epic Fury” เขย่าดุลอำนาจ
รุ่งอรุณวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 กองกำลังสหรัฐฯ ร่วมกับกองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางอากาศครั้งใหญ่ภายใต้รหัส “Operation Epic Fury” โจมตีเป้าหมายยุทธศาสตร์หลายแห่งในอิหร่าน รวมถึงกรุงเตหะรานและเมืองสำคัญอื่น ๆ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเป็น “การรบเต็มรูปแบบ” เพื่อสกัดขีดความสามารถนิวเคลียร์ของเตหะราน
ด้านอิหร่านตอบโต้ทันทีด้วยการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในหลายประเทศอ่าวอาหรับ ทำให้ความขัดแย้งจาก “สงครามเงา” แปรสภาพเป็นการเผชิญหน้าตรงระหว่างรัฐ
ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: คำอธิบายของวงจรอุบาทว์
นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชี้ว่า วิกฤตครั้งนี้สะท้อน “สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านความมั่นคง” ตามกรอบสัจนิยม (Realism) ที่รัฐต่างเพิ่มกำลังเพื่อป้องกันตนเอง แต่กลับถูกตีความว่าเป็นภัยคุกคามโดยฝ่ายตรงข้าม
ขณะเดียวกัน แนวคิดเสรีนิยม (Liberalism) ที่เชื่อในพลังของการทูตและสถาบันระหว่างประเทศ ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หลังข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ล่มสลาย และการคว่ำบาตรถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันทางการเมืองโดยไม่อาจเปลี่ยนพฤติกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่านได้
มิติด้านอัตลักษณ์ตามกรอบคอนสตรัคติวิซึม (Constructivism) ก็มีบทบาทสำคัญ เนื่องจากระบอบการปกครองอิหร่านสร้างความชอบธรรมบนแนวคิด “การต่อต้าน” ระเบียบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ ทำให้การประนีประนอมถูกมองว่าเป็นการบ่อนทำลายตัวตนของรัฐ
การทูตล่มซ้ำซาก ก่อนถึงจุดแตกหัก
ตลอดปี 2025–ต้นปี 2026 มีความพยายามเจรจาทางอ้อมผ่านโอมานและยุโรป แต่ช่องว่างเงื่อนไขยังห่างไกล สหรัฐฯ ยืนกรานให้ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยสิ้นเชิง ขณะที่อิหร่านเสนอข้อตกลงชั่วคราวแลกกับการผ่อนปรนคว่ำบาตร
เมื่อการเจรจาไร้ผล กองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ถูกเสริมกำลังเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย ก่อนปฏิบัติการทางทหารจะเริ่มต้นในที่สุด นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การทูตช่วงท้ายอาจเป็นเพียง “หน้าฉาก” ท่ามกลางการเตรียมความพร้อมทางทหารเบื้องหลัง
พลวัตทางทหาร: ชัยชนะเชิงยุทธวิธี แต่คำถามเชิงยุทธศาสตร์
แม้ปฏิบัติการทางอากาศจะสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนถึง “ข้อจำกัดของอำนาจทางอากาศ” ว่าไม่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบโดยอัตโนมัติ ตรงกันข้าม ภัยคุกคามจากภายนอกอาจยิ่งกระตุ้นการรวมศูนย์อำนาจของกองกำลังความมั่นคงภายใน
อักษะแห่งความต้านทานสั่นคลอน
เครือข่ายพันธมิตรของอิหร่านในลิแวนต์อ่อนแรงลงจากความสูญเสียต่อเนื่อง ทั้งในซีเรีย เลบานอน และกาซา ทำให้ความสามารถในการป้องปรามเชิงตัวแทนลดลง อย่างไรก็ตาม การล่มสลายของเครือข่ายดังกล่าวไม่ได้ทำให้ภูมิภาคเข้าสู่เสถียรภาพ ตรงกันข้าม กลับเปิดพื้นที่ให้ความไม่แน่นอนรูปแบบใหม่
ตลาดโลกสะเทือน น้ำมัน-ทองคำพุ่ง
ผลสะเทือนทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทันที ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงจากความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่นักลงทุนหันถือสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ สะท้อนความวิตกต่อความยืดเยื้อของสงคราม
ประเทศพึ่งพาพลังงานนำเข้าในเอเชียเผชิญความเสี่ยงด้านเสถียรภาพพลังงานและเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน มาตรการคว่ำบาตรที่เพิ่มความเข้มข้นยังไม่สามารถปิดกั้นการส่งออกน้ำมันอิหร่านได้ทั้งหมด
มหาอำนาจโลกปรับเกม
จีน เลือกวางตัวระมัดระวัง เดินเกมการทูตระยะยาว ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจโดยไม่เข้าไปเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง ส่วน รัสเซีย มอบการสนับสนุนทางการเมืองในเวทีระหว่างประเทศ เสริมความมั่นใจให้อิหร่านท่ามกลางแรงกดดันตะวันตก
ปมปาเลสไตน์: รากเหง้าที่ไม่เคยถูกคลี่คลาย
นักวิเคราะห์จำนวนมากชี้ว่า ตราบใดที่ความขัดแย้งอิสราเอล–ปาเลสไตน์ยังไร้ทางออกอย่างเป็นรูปธรรม ความพยายามสร้างสันติภาพระดับภูมิภาคก็ยากจะยั่งยืน การเจรจาที่ตั้งอยู่บนความไม่สมดุลของอำนาจและขาดความเชื่อมั่น ทำให้ “สันติภาพ” กลายเป็นเพียงช่วงพักรบชั่วคราว
บทสรุป: ภาพลวงตาแห่งสันติภาพ
สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านในปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เป็นผลรวมของความล้มเหลวทางการทูต วงจรความหวาดระแวงด้านความมั่นคง และการแข่งขันของมหาอำนาจโลก
“มรรคาแห่งสันติ” ในตะวันออกกลางจึงยังคงเป็นเส้นทางที่ขรุขระและเปราะบาง เมื่อสันติภาพถูกสร้างบนการป้องปรามและดุลอำนาจ มากกว่าความไว้วางใจและการแก้ไขรากเหง้าความขัดแย้งอย่างแท้จริง.
มรรคาแห่งสันติไปไม่ถึงตะวันออกกลาง: บริบทสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านและพลวัตความมั่นคงภูมิภาค
บทนำ: ภูมิทัศน์แห่งความขัดแย้งและจุดจบของภาพลวงตาแห่งสันติภาพ
ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภูมิภาคตะวันออกกลางเปรียบเสมือนศูนย์กลางแห่งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้จะมีความพยายามอย่างต่อเนื่องจากประชาคมระหว่างประเทศในการผลักดันกระบวนการสันติภาพ การเจรจาทางการทูต และการจัดทำสนธิสัญญาระดับภูมิภาค ทว่า "มรรคาแห่งสันติ" กลับเป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง การปะทุขึ้นของสงครามเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ถือเป็นข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ถึงความล้มเหลวอย่างเป็นระบบของสถาปัตยกรรมทางความมั่นคงในภูมิภาคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการปะทะกันทางทหารแบบฉับพลัน หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการสะสมความตึงเครียด การแข่งขันทางยุทธศาสตร์ และความล้มเหลวของการทูตที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน
ในรุ่งอรุณของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางได้ก้าวเข้าสู่จุดพลิกผันที่สำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกาและกองกำลังป้องกันตนเองของอิสราเอล (IDF) ได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารร่วมซึ่งใช้ชื่อรหัสว่า "Operation Epic Fury" โดยทำการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงต่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในอย่างน้อยเก้าเมืองทั่วประเทศอิหร่าน รวมถึงกรุงเตหะราน อิสฟาฮาน คารัจ เคอร์มานชาห์ กอม และทาบริซ
การโจมตีดังกล่าวนำไปสู่การตอบโต้อย่างฉับพลันและรุนแรงจากกองทัพอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งได้ระดมยิงขีปนาวุธตอบโต้ไปยังโครงสร้างพื้นฐานและฐานทัพของสหรัฐฯ ตลอดจนผลประโยชน์ของอิสราเอลทั่วตะวันออกกลาง ครอบคลุมพื้นที่ในประเทศบาห์เรน คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน และซาอุดีอาระเบีย
รากฐานทางทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: กรอบวิเคราะห์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง
การจะทำความเข้าใจความสลับซับซ้อนและความล้มเหลวของสันติภาพในตะวันออกกลาง จำเป็นต้องอาศัยกรอบการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations Theory) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแว่นขยายให้เห็นถึงตรรกะเบื้องหลังพฤติกรรมของรัฐ ทั้งสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน
สัจนิยม (Realism) และวงจรอุบาทว์ของสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านความมั่นคง
ทฤษฎีสัจนิยม (Realism) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัจนิยมโครงสร้าง (Structural Realism หรือ Neorealism) ของ Kenneth Waltz อธิบายว่าระบบระหว่างประเทศดำรงอยู่ในสภาวะอนาธิปไตย (Anarchy) ที่ปราศจากอำนาจกลางในการบังคับใช้กฎหมาย รัฐต่างๆ จึงต้องพึ่งพาตนเอง (Self-help) และแสวงหาอำนาจเพื่อรับประกันความอยู่รอดของตน
ในบริบทของความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ทฤษฎีสัจนิยมให้คำอธิบายที่ทรงพลังที่สุดผ่านแนวคิด "สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านความมั่นคง" (Security Dilemma)
ความหวาดระแวงร่วมนี้ถึงจุดแตกหักในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2025 เมื่ออิสราเอลเปิดฉาก "สงคราม 12 วัน" (Twelve-Day War) ผ่านปฏิบัติการ "Operation Rising Lion" และสหรัฐฯ ผ่านปฏิบัติการ "Operation Midnight Hammer" เพื่อชิงโจมตี (Preemptive strikes) ทำลายโครงการนิวเคลียร์และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน
ความล้มเหลวของเสรีนิยม (Liberalism) และการทูตที่ตีบตัน
ทฤษฎีเสรีนิยมทางการเมือง (Political Liberalism) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทูต สถาบันระหว่างประเทศ และการพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจในการระงับข้อพิพาทและสร้างสันติภาพ
การใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ (Economic coercion) ของสหรัฐฯ แทนที่จะสร้างการพึ่งพาอาศัยกัน กลับถูกใช้เป็นอาวุธ (Weaponization of finance) การคว่ำบาตรอย่างรุนแรงทำให้เศรษฐกิจอิหร่านเข้าสู่ภาวะวิกฤต ค่าเงินเรียล (Rial) ตกต่ำอย่างหนัก แต่อิหร่านกลับตอบโต้ด้วยการสร้าง "เศรษฐกิจแบบต่อต้าน" (Resistance Economy) และเครือข่ายตลาดมืด ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าความพยายามใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อบีบบังคับทางการเมืองไม่สามารถเอาชนะเจตจำนงในการเอาตัวรอดของรัฐได้
คอนสตรัคติวิซึม (Constructivism) และอัตลักษณ์แห่งการต่อต้าน
ในมุมมองของทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึม (Constructivism) ความขัดแย้งไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ทางวัตถุหรือดุลอำนาจเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดยบรรทัดฐาน (Norms) อัตลักษณ์ (Identity) และโครงสร้างทางความคิด (Ideational structures)
การที่สหรัฐฯ ประเมินความขัดแย้งผ่านเลนส์ของสัจนิยม โดยเชื่อว่าแรงกดดันมหาศาลทางทหารและเศรษฐกิจจะทำให้อิหร่านมีพฤติกรรมที่มีเหตุผล (Rational actor) ยอมจำนนเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจนั้น ถือเป็นการละเลยมิติทางอัตลักษณ์นี้อย่างร้ายแรง สำหรับผู้นำอิหร่าน การยอมรับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการทำลายโครงการนิวเคลียร์และลดทอนเครือข่ายความมั่นคง หมายถึงการทำลายอัตลักษณ์และความชอบธรรมของระบอบการปกครองโดยสิ้นเชิง
ปฐมบทแห่งสงคราม: จากการล่มสลายของการเจรจาสู่สงครามเปิดเผย
วิกฤตการณ์ในปี ค.ศ. 2026 ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นผลพวงจากการพังทลายของกระบวนการเจรจาต่อรองที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่ามกลางบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจและการตั้งเงื่อนไขที่ไม่อาจยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย
พลวัตการเจรจาและการทูตที่ไร้ผล (เมษายน 2025 - กุมภาพันธ์ 2026)
ประวัติศาสตร์ของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงปี 2025-2026 เต็มไปด้วยความพยายามที่สูญเปล่า ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2025 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งจดหมายถึงผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมกำหนดเส้นตาย 60 วันเพื่อบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ ทว่าเมื่อเส้นตายล่วงเลยผ่านไปโดยไร้ข้อสรุป อิสราเอลและสหรัฐฯ จึงได้ตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทหารในสงคราม 12 วัน (มิถุนายน 2025)
หลังจากการโจมตีครั้งนั้น การเจรจาได้หยุดชะงักไปชั่วคราว ก่อนที่จะกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในช่วงต้นปี ค.ศ. 2026 ภายใต้การไกล่เกลี่ยของประเทศโอมาน นำโดยรัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน บัดร์ อัล-บูไซดี (Badr al-Busaidi)
เนื้อหาของการเจรจาเปิดเผยให้เห็นช่องว่างทางยุทธศาสตร์ที่กว้างเกินกว่าจะประสานได้ อิหร่านพยายามเสนอผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นข้อแลกเปลี่ยนเพื่อดึงดูดสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่าอิหร่านพร้อมเสนอสิทธิการลงทุนในแหล่งก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และแร่ธาตุสำคัญแก่บริษัทอเมริกัน โดยศึกษา "โมเดลเวเนซุเอลา" เป็นกรณีตัวอย่าง
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ และอิสราเอลมีจุดยืนที่แข็งกร้าวและต้องการมากกว่านั้น รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ (JD Vance) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ประเมินว่าข้อเสนอของอิหร่านเป็นเพียงกลยุทธ์ถ่วงเวลา เพื่อซื้อเวลาในการฟื้นฟูโครงการนิวเคลียร์และยุทโธปกรณ์ สหรัฐฯ ยืนกรานข้อเรียกร้องขั้นสูงสุด ซึ่งรวมถึงการที่อิหร่านต้องยุติการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมอย่างสิ้นเชิง (Zero enrichment) ส่งมอบยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะสูงทั้งหมดให้สหรัฐฯ ตลอดจนยุติโครงการขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBMs) และระงับการสนับสนุนกองกำลังตัวแทนในตะวันออกกลาง
| วันที่/ช่วงเวลา | สถานที่ | ผู้เข้าร่วมหลัก | สาระสำคัญ/ข้อเสนอ | ผลลัพธ์/เหตุการณ์สืบเนื่อง |
| เมษายน 2025 | โอมาน / โรม | Steve Witkoff (สหรัฐฯ), Abbas Araghchi (อิหร่าน) | สหรัฐฯ กำหนดเส้นตาย 60 วันให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ | เจรจาล้มเหลว นำไปสู่สงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายน 2025 |
| 6 กุมภาพันธ์ 2026 | มัสกัต, โอมาน | ตัวแทนระดับสูงสหรัฐฯ และอิหร่านผ่านสื่อกลาง | เจรจารอบใหม่ อิหร่านเสนอสิทธิสัมปทานน้ำมัน/แร่ธาตุแลกกับการผ่อนปรนคว่ำบาตร | ท่าทีผ่อนคลาย แต่สหรัฐฯ ยังคงระแวงว่าเป็นเพียงกลยุทธ์ซื้อเวลา |
| 17 กุมภาพันธ์ 2026 | เจนีวา, สวิตเซอร์แลนด์ | Steve Witkoff, Jared Kushner, Abbas Araghchi | หารือความเป็นไปได้ของ "ข้อตกลงชั่วคราว" (Interim deal) ด้านนิวเคลียร์ | ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า "ไม่มีความสุข" กับทิศทางการเจรจา ช่องว่างยังกว้างมาก |
| 24-27 กุมภาพันธ์ 2026 | โอมาน / วอชิงตัน ดี.ซี. | Ali Larijani (อิหร่าน), Badr al-Busaidi (โอมาน), JD Vance (สหรัฐฯ) | รมว.ต่างประเทศโอมานเดินทางด่วนเพื่อขอเวลาให้การทูต อิหร่านส่งคำตอบสุดท้ายผ่านโอมาน | สหรัฐฯ ปฏิเสธการประนีประนอม สั่งเตรียมความพร้อมกองเรือรบเต็มรูปแบบ |
จุดแตกหักและวาระซ่อนเร้น
เมื่อการเจรจาในเจนีวาสิ้นสุดลงโดยปราศจากข้อตกลง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผย และได้เริ่มการสั่งสมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางนับตั้งแต่การบุกอิรัก กองเรือรบและเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford ได้รับคำสั่งให้ขยายระยะเวลาประจำการและเคลื่อนกำลังเข้าสู่น่านน้ำภูมิภาค สมทบกับเรือ USS Abraham Lincoln ที่ประจำการอยู่ก่อนแล้ว
ยุทธการ Epic Fury และสงคราม 12 วัน: พลวัตทางทหารและข้อจำกัดของอำนาจทางอากาศ
ความพยายามในการใช้กำลังทหารแก้ปัญหาความมั่นคงในตะวันออกกลางเป็นยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจตะวันตกใช้มาโดยตลอด แต่ผลลัพธ์ที่ได้มักเต็มไปด้วยข้อจำกัดและผลกระทบต่อเนื่องที่ไม่อาจควบคุมได้ การวิเคราะห์เชิงยุทธวิธีทางทหารของเหตุการณ์ในช่วงปี 2025-2026 ช่วยเผยให้เห็นมิติของความขัดแย้งนี้ได้อย่างชัดเจน
วิวัฒนาการของการโจมตี: จาก Midnight Hammer สู่ Epic Fury
ในสงคราม 12 วัน (มิถุนายน 2025) อิสราเอลได้เปิดฉาก "Operation Rising Lion" ซึ่งประกอบด้วยการส่งเครื่องบินรบกว่า 200 ลำเข้าโจมตีศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ ค่ายทหาร และสังหารนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน ตามด้วยสหรัฐฯ ที่ใช้ปฏิบัติการ "Operation Midnight Hammer" ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 Stealth Bombers พร้อมระเบิดเจาะทำลายบังเกอร์ใต้ดิน Massive Ordnance Penetrator (MOP) ขนาด 30,000 ปอนด์ เข้าทำลายโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่ฟอร์โดว์ (Fordow)
เมื่อเข้าสู่ปฏิบัติการ Epic Fury ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 พลวัตของการรบได้พัฒนาไปสู่สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) และเทคโนโลยีสเตลธ์ขั้นสูง อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ใช้เครื่องบินขับไล่ F-35I (Adir) ที่ติดตั้งพ็อดสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาเองในประเทศ (เช่น ระบบ Scorpius) เพื่อต่อต้านเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน
ข้อจำกัดของอำนาจทางอากาศ (Limits of Airpower) และภาพลวงตาของการเปลี่ยนระบอบ
แม้ความสำเร็จทางยุทธวิธีและเทคโนโลยีจะน่าประทับใจ แต่หากประเมินในระดับยุทธศาสตร์ การใช้ "อำนาจทางอากาศ" กลับเผยให้เห็นข้อจำกัดอย่างร้ายแรง Kelly Grieco นักวิเคราะห์จาก Stimson Center ชี้ให้เห็นว่า การโจมตีทางอากาศถือเป็นตัวอย่างของ "ความอหังการของอเมริกัน" (American hubris)
ในทางตรงกันข้าม การคุกคามจากภายนอกมักทำให้สังคมรวมตัวกันเหนียวแน่นขึ้น นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังประเมินว่าหากผู้นำระดับสูงหรืออยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตจากการโจมตี โครงสร้างลูกผสมระหว่างระบอบนักบวชและทหารของอิหร่าน จะแปรสภาพไปสู่ "รัฐทหาร" (Military state) อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้การควบคุมเบ็ดเสร็จของกองกำลัง IRGC ซึ่งมีเครือข่ายเศรษฐกิจและการทหารที่ฝังรากลึก
นอกจากนี้ สงครามยังเผยให้เห็นความตึงเครียดของขีดความสามารถทางทหารของสหรัฐฯ เอง กองทัพอากาศสหรัฐฯ ต้องดึงเครื่องบิน F-15E ที่มีอายุการใช้งานมากถึงสองในสามของฝูงบินทั้งหมดมาใช้ปฏิบัติการ ขณะที่ฝูงบิน F-35 ต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนอะไหล่เนื่องจากการโอนย้ายทรัพยากรไปช่วยอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง การจัดวางระบบป้องกันขีปนาวุธในซาอุดีอาระเบียและจอร์แดนยังสะท้อนถึงขีดจำกัดด้านคลังแสงและขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสหรัฐฯ ที่ถูกทดสอบอย่างหนัก
การพังทลายของอักษะแห่งความต้านทานและสถาปัตยกรรมความมั่นคงภูมิภาค
หนึ่งในผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดจากความขัดแย้งในช่วงปี 2024-2026 คือการพังทลายของ "อักษะแห่งความต้านทาน" (Axis of Resistance) ซึ่งเป็นเครือข่ายพันธมิตรและกองกำลังตัวแทนที่อิหร่านใช้เวลาหลายทศวรรษ ภายใต้การนำของอดีตนายพลกัสเซ็ม โซไลมานี (Qassem Soleimani) ในการสร้างขึ้นเพื่อเป็นโล่กำบังเชิงยุทธศาสตร์และเครื่องมือฉายอำนาจข้ามภูมิภาค
จุดจบของแนวรบด้านตะวันตก
ช่วงเวลาสองปีก่อนปฏิบัติการ Epic Fury ถือเป็นหายนะสำหรับโครงการของอิหร่านในภูมิภาคลิแวนต์ (Levant) เริ่มต้นจากการสูญเสียพันธมิตรคนสำคัญอย่างระบอบของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย ที่ล่มสลายและหลบหนีออกจากประเทศในเดือนธันวาคม 2024 ซึ่งทำให้อิหร่านสูญเสียจุดยุทธศาสตร์หลักและเส้นทางลำเลียงอาวุธที่เชื่อมต่อไปยังเลบานอนและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
การล่มสลายของ "พระจันทร์เสี้ยวชีอะห์" (Shia Crescent) นี้ เผยให้เห็นข้อบกพร่องเชิงโครงสร้างอย่างร้ายแรงในยุทธศาสตร์ของอิหร่าน เครือข่ายตัวแทนเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความหวาดกลัวและก่อกวนศัตรู แต่อ่อนแอเกินกว่าที่จะเป็นกองกำลังป้องกันแบบยืดเยื้อ เมื่อศูนย์กลาง (เตหะราน) ถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงใน Epic Fury กองกำลังตัวแทนที่บาดเจ็บสาหัสเหล่านี้ไม่สามารถระดมกำลังเพื่อปกป้องหรือตอบโต้แทนศูนย์กลางได้
| องค์ประกอบอักษะความต้านทาน | สถานะก่อนวิกฤต (ก่อน ค.ศ. 2024) | สถานะหลังวิกฤต (ค.ศ. 2025-2026) | ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ต่ออิหร่าน |
| รัฐบาลซีเรีย (ระบอบอัสซาด) | พันธมิตรรัฐชาติที่สำคัญที่สุด, จุดศูนย์กลางการกระจายอาวุธและกำลังคน | ระบอบล่มสลาย อัสซาดลี้ภัยในปลายปี 2024 | ขาดสะพานเชื่อมเชิงยุทธศาสตร์ไปยังลิแวนต์และพรมแดนอิสราเอล |
| กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (เลบานอน) | กองกำลังติดอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดในเครือข่าย, ภัยคุกคามหลักต่ออิสราเอลทางตอนเหนือ | ถูกบดขยี้อย่างหนัก โครงสร้างผู้นำถูกเด็ดหัว | สูญเสียเครื่องมือในการป้องปรามขั้นสูงสุดต่ออิสราเอล |
| กลุ่มฮามาส (ฉนวนกาซา) | แนวหน้าปะทะอิสราเอล, เครื่องมือรักษาสถานะผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ | ถูกจำกัดขีดความสามารถทางทหารอย่างรุนแรงจากการบุกของอิสราเอล | ขาดอิทธิพลทางตรงในพื้นที่ความขัดแย้งหลักของอาหรับ-อิสราเอล |
| กลุ่มฮูตี (เยเมน) | เครือข่ายกดดันซาอุดีอาระเบียและควบคุมเส้นทางเดินเรือทะเลแดง | ยังคงปฏิบัติการได้บ้าง แต่มีขีดจำกัดในการตอบโต้ข้ามภูมิภาค | ไม่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระเมื่อเตหะรานถูกโจมตีทางอากาศได้ |
พลวัตทางการทูตภูมิภาค: การปรับตัวของกลุ่มประเทศอาหรับและข้อตกลงอับราฮัม
ความคาดหวังของมหาอำนาจตะวันตกและอิสราเอลที่ว่า เมื่อภัยคุกคามจากอิหร่านและกองกำลังตัวแทนถูกทำลายล้าง รัฐอาหรับจะยินดีเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับอิสราเอลอย่างเต็มตัวผ่านการขยายผล "ข้อตกลงอับราฮัม" (Abraham Accords) นั้น พิสูจน์แล้วว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง
ภาวะตื่นตระหนกและการทูตเชิงรับของรัฐกัลฟ์
ผู้นำประเทศอาหรับ เช่น กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน และซาอุดีอาระเบีย ต่างตระหนักดีว่าสงครามเปิดเผยกับอิหร่านจะไม่จำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะในพรมแดนอิหร่าน ภูมิศาสตร์ที่ไร้พรมแดนของสงครามสมัยใหม่หมายความว่า ขีปนาวุธตอบโต้ของอิหร่านจะตกลงบนฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศของตน ตลอดจนบ่อน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
การแตกหักของความพยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์ ซาอุดีอาระเบีย-อิสราเอล
ภายหลังสงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายน 2025 นักวิเคราะห์ของชาติตะวันตกจำนวนมากคาดการณ์ว่า ซาอุดีอาระเบียซึ่งหลุดพ้นจากภัยคุกคามอิหร่าน จะเร่งสถาปนาความสัมพันธ์ระดับปกติ (Normalization) กับอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้กลับไม่เกิดขึ้น
ที่สำคัญที่สุดคือ ท่าทีของริยาดต่อการสร้างความสัมพันธ์กับอิสราเอล มกุฎราชกุมาร MBS ทรงยืนกรานจุดยืนที่มั่นคงว่า ซาอุดีอาระเบียจะไม่สถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอลเด็ดขาด หากไม่มีการรับประกันและกระบวนการที่เป็นรูปธรรมในการสถาปนารัฐปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระ
สงครามเศรษฐกิจและผลกระทบระดับโลก: ยุทธวิธีที่ล้มเหลวของการคว่ำบาตร
นอกเหนือจากพลวัตทางความมั่นคงแล้ว เศรษฐกิจเป็นอีกสมรภูมิหลักที่ขับเคลื่อนและถูกทำลายโดยความขัดแย้งนี้ นโยบายการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงภายใต้ยุทธศาสตร์ "กดดันขั้นสูงสุด" (Maximum Pressure) ของสหรัฐฯ ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางยุทธศาสตร์ของรัฐเป้าหมายได้ แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก
วิกฤตการณ์ภายในอิหร่านและกองเรือเงา
การถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลกทำให้อิหร่านประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างร้ายแรง ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2025 ค่าเงินเรียล (Rial) ร่วงลงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.42 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
เพื่อเป็นท่อน้ำเลี้ยงหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ อิหร่านอาศัยยุทธวิธีการค้าผ่าน "กองเรือเงา" (Shadow Fleet) กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรเรือขนส่งและบริษัทบังหน้ามากกว่า 30 แห่งในช่วงต้นปี 2026 เช่น เรือ HOOT ที่จดทะเบียนในปานามา และเรือ OCEAN KOI ที่จดทะเบียนในบาร์เบโดส ตลอดจนบริษัทผลิตโดรน Qods Aviation Industries และเครือข่ายจัดหาสารโซเดียมเพอร์คลอเรตที่ใช้ทำเชื้อเพลิงแข็งสำหรับขีปนาวุธ
ผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกและห่วงโซ่อุปทาน
ทันทีที่ระเบิดลูกแรกของปฏิบัติการ Epic Fury ตกลงในเขตอิหร่าน ตลาดเงินและตลาดทุนโลกก็ตอบสนองด้วยความตื่นตระหนก ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) พุ่งทะยานทะลุระดับ 70.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งสูงกว่า 65 ดอลลาร์ ท่ามกลางความหวาดกลัวว่าจะเกิดการชะงักงันของอุปทานน้ำมันดิบจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่รองรับการค้าน้ำมันถึง 1 ใน 5 ของโลก
ผลกระทบทางเศรษฐกิจเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับคู่ขัดแย้งเท่านั้น แต่ได้บ่อนทำลายเศรษฐกิจของชาติพันธมิตรที่ต้องพึ่งพาพลังงานอย่างมหาศาล กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบถึงร้อยละ 70 และก๊าซธรรมชาติร้อยละ 30 จากตะวันออกกลาง (ซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฯลฯ) วิกฤตการณ์นี้ทำให้เกาหลีใต้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงรุนแรงด้านความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนความกังวลต่อความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้กว่า 17,823 คนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาค
| ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ | สถานะก่อนวิกฤตความขัดแย้ง | สถานะหลังปฏิบัติการ Epic Fury (ก.พ. 2026) | นัยยะทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ |
| ค่าเงินอิหร่าน (Rial) | ทรงตัวระดับอ่อนค่า | ร่วงทุบสถิติ 1.42 ล้านเรียล ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ | สะท้อนความล้มเหลวของเศรษฐกิจภายในประเทศ นำไปสู่การประท้วงใหญ่ |
| ราคาน้ำมันดิบ (Brent) | ปรับตัวตามกลไกตลาดปกติ | ทะยานทะลุ $70.50 / บาร์เรล (เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว) | สร้างความตื่นตระหนกต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะชาติที่พึ่งพาพลังงานนำเข้า |
| ราคาทองคำ / แร่เงิน | เติบโตตามปัจจัยเงินเฟ้อ | ทองคำ $5,296/ออนซ์, แร่เงิน $93.82/ออนซ์ (คาดการณ์ไปถึง $6,000 และ $200) | นักลงทุนแห่ซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven) บ่งชี้ความกังวลต่อการลุกลามของสงครามระยะยาว |
การแทรกแซงของมหาอำนาจระดับโลก: การปรับสมดุลของจีนและรัสเซีย
มรรคาแห่งสันติในตะวันออกกลางถูกบั่นทอนลงอีกชั้นหนึ่งจากพลวัตการแข่งขันเชิงอำนาจระดับโลก (Great Power Competition) ระหว่างสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจผู้จัดระเบียบเดิม กับสองมหาอำนาจกลุ่มท้าทาย (Revisionist powers) อย่างจีนและรัสเซีย ซึ่งมองวิกฤตตะวันออกกลางเป็นโอกาสในการลดทอนอิทธิพลของอเมริกา
ยุทธศาสตร์เกมระยะยาวของจีน
ในขณะที่สหรัฐฯ ดำเนินการทางทหารอย่างแข็งกร้าว จีนยังคงรักษายุทธศาสตร์ "การรอคอยอย่างใจเย็น" หรือการเล่นเกมระยะยาว (Long game) แม้จีนจะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมของอิหร่าน และเป็นผู้รับซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดที่ช่วยต่อลมหายใจให้เศรษฐกิจอิหร่าน แต่ในทางการเมือง ปักกิ่งหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปพัวพันทางทหารโดยตรง
รัสเซียและการเป็นหุ้นส่วนเพื่อล้มล้างระเบียบโลก
ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและอิหร่านได้พัฒนาลึกซึ้งยิ่งขึ้นนับจากปี ค.ศ. 2025 โดยปรับเปลี่ยนจากการมีความร่วมมือเป็นครั้งคราว ไปสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม ทั้งในด้านกลาโหม พลังงาน และการหลบหลีกมาตรการคว่ำบาตร
ปมปัญหาปาเลสไตน์: รากเหง้าความขัดแย้งที่ถูกเพิกเฉยในกระบวนการสันติภาพ
บทวิเคราะห์กระบวนการสันติภาพและวิกฤตในตะวันออกกลางจะไม่อาจสมบูรณ์แบบได้เลย หากละเลยปมปัญหาที่ลึกซึ้งและหยั่งรากลึกที่สุด ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความไม่สงบทั้งปวง นั่นคือ "ความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์" สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และการล่มสลายของอักษะแห่งความต้านทาน เป็นเพียงภาพสะท้อนของการปะทุที่ปลายเหตุ ในขณะที่กระบวนการสันติภาพที่เกี่ยวข้องกับรัฐปาเลสไตน์ (Middle East Peace Process - MEPP) กลับประสบความล้มเหลวอย่างเป็นระบบ
ความล้มเหลวของข้อตกลงหยุดยิงและแนวทางบนลงล่าง
ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2025 ประชาคมโลกมีความหวังชั่วครู่เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ได้เป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงหยุดยิงเพื่อยุติสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา ณ เมืองชาร์มเอลชีค (Sharm el-Sheikh agreement) ทรัมป์ได้ประกาศอย่างยิ่งใหญ่ว่า "เรามีสันติภาพในตะวันออกกลางแล้ว"
สาเหตุที่กระบวนการสันติภาพนี้—รวมไปถึงความพยายามในอดีตนับตั้งแต่ข้อตกลงออสโล (Oslo Accords) หรือแคมป์เดวิด (Camp David) ล้มเหลวซ้ำซาก ประกอบด้วยปัจจัยทางโครงสร้าง 3 ประการ:
ความไม่สมดุลทางอำนาจ (Power Asymmetry): กระบวนการที่นำโดยสหรัฐฯ มักอยู่บนสมมติฐานจอมปลอมที่ว่าทั้งสองฝ่ายมีสถานะการเจรจาที่เท่าเทียมกัน ในความเป็นจริง อิสราเอลมีแสนยานุภาพทางทหารที่เหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติดและได้รับการสนับสนุนทางการทูตจากสหรัฐฯ โดยไม่มีเงื่อนไข การเจรจาจึงกลายเป็นเพียงพื้นที่ที่ฝ่ายที่แข็งแกร่งบังคับให้ฝ่ายที่อ่อนแอยอมรับข้อเสนอที่บั่นทอนอำนาจอธิปไตยของตนเอง
การปฏิเสธรากเหง้าของปัญหาประวัติศาสตร์: ความพยายามสร้างสันติภาพมักเริ่มจากการพิจารณาเพียงประเด็นการครอบครองดินแดนหลังสงครามปี ค.ศ. 1967 โดยละเลยปมประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุด นั่นคือเหตุการณ์ปี ค.ศ. 1948 ที่ชาวปาเลสไตน์กว่า 250,000 คนถูกขับไล่ออกจากถิ่นฐาน ตราบใดที่สิทธิของชาวปาเลสไตน์ไม่ถูกรับรู้ การแก้ปัญหาก็จะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ
ความพยายามสร้างสถาบันแบบจอมปลอม: สหรัฐฯ และผู้บริจาคจากตะวันตกมักพยายามบีบบังคับให้เกิดการ "ปฏิรูป" องค์การบริหารปาเลสไตน์ (PA) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานเสรีนิยมของตะวันตก เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของอิสราเอล แต่การปฏิรูปเหล่านี้ไม่ได้มอบสิทธิการปกครองตนเองหรือความเป็นเอกราช (Statehood) อย่างแท้จริงให้แก่ชาวปาเลสไตน์ กลับกลายเป็นการสร้างกลไกการปกครองที่แปลกแยกจากประชาชนและทำหน้าที่เพียงบริหารจัดการการถูกกดขี่ภายใต้การยึดครอง
ความอยุติธรรมที่ฝังรากลึกนี้เองคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่สร้างความเกลียดชังต่อตะวันตกและอิสราเอล รัฐชาติและผู้มีบทบาทนอกรัฐ (Non-state actors) อย่างอิหร่าน ใช้ชะตากรรมของชาวปาเลสไตน์เป็นข้ออ้างอันชอบธรรมในการเผยแพร่อุดมการณ์ "การต่อต้าน" (Resistance) และแสวงหาอำนาจนำในภูมิภาค การพังทลายของแนวคิดรัฐสองรัฐ (Two-State Solution) จึงเท่ากับการปิดประตูล็อคตายต่อความเป็นไปได้ของสันติภาพอย่างถาวร
บทสรุป: ความตีบตันของมรรคาแห่งสันติ
เมื่อพิจารณาอย่างรอบด้านจากบริบทสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ตลอดจนพลวัตแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ และการทูต บทสรุปของคำถามที่ว่าเหตุใดมรรคาแห่งสันติจึงไปไม่ถึงตะวันออกกลาง สามารถถอดรหัสออกมาได้ผ่านความล้มเหลวเชิงโครงสร้างสามประการหลัก
ประการแรก การติดกับดักทฤษฎีสัจนิยมและการพึ่งพาอำนาจการทหารอย่างสุดโต่ง สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลยังคงเชื่อมั่นในภาพลวงตาทางยุทธศาสตร์ที่ว่า พลังทำลายล้างทางการทหารจะสามารถเปลี่ยนแปลงเจตจำนงของรัฐปรปักษ์ได้ ทว่าการทิ้งระเบิดใส่โครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์หรือการทำลายสถาปัตยกรรมอักษะความต้านทาน กลับยิ่งทำให้ "สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านความมั่นคง" ขยายตัวออกไปอย่างไม่สิ้นสุด สำหรับอิหร่าน การสะสมอาวุธและการเผชิญหน้าคือหนทางเดียวในการรักษาอัตลักษณ์และความอยู่รอดของระบอบ การใช้กำลังทางอากาศจึงไม่อาจสร้างประชาธิปไตยหรือระบอบเสรีนิยมได้ ในทางตรงข้าม มันกลับปลุกปั้นรัฐทหารที่แข็งกร้าวยิ่งกว่าเดิมขึ้นมาแทนที่
ประการที่สอง ความล้มเหลวของสหรัฐฯ ในฐานะตัวกลางที่ยุติธรรม (Honest Broker) การทูตในตะวันออกกลางพังทลายลงเพราะสถาปัตยกรรมแห่งการเจรจาถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือของ "การทูตเชิงบังคับ" (Coercive Diplomacy) หรือแย่ไปกว่านั้นคือเป็นเพียงข้ออ้างซื้อเวลาก่อนการใช้กำลังทหาร
ประการที่สาม การปฏิเสธความยุติธรรมทางประวัติศาสตร์และแนวทางจากบนลงล่าง กระบวนการเจรจาสันติภาพทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงอับราฮัมหรือการเจรจากับอิหร่าน ล้วนพยายามสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงจากเบื้องบนเพื่อผลประโยชน์ระดับชาติของมหาอำนาจ โดยจงใจหลบเลี่ยงรากเหง้าของความไม่เป็นธรรมขั้นพื้นฐานที่สุด นั่นคือการปฏิเสธสิทธิในการดำรงอยู่และการตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างมีเอกราช
ตราบใดที่แนวทางในการเข้าถึงภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงถูกครอบงำด้วยตรรกะแบบผู้ชนะกินรวบ (Zero-sum mentality) การใช้กำลังทหารบีบบังคับ และการเพิกเฉยต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในภูมิภาค มรรคาแห่งสันติภาพก็จะยังคงเป็นเพียงวาทกรรมที่เลื่อนลอย ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปี 2026 จึงเป็นเพียงฉากหนึ่งของโศกนาฏกรรมทางประวัติศาสตร์ที่จะถูกผลิตซ้ำต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าจะเกิดการทลายโครงสร้างความอธรรมและการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางยุทธศาสตร์ไปสู่ความร่วมมือที่ให้เกียรติและยอมรับในอัตลักษณ์ของกันและกันอย่างแท้จริง


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น