วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568

"มจร" เปิดโครงการพัฒนาทักษะดิจิทัล เสริมสมรรถนะผู้บริหารวิชาการใช้ AI เพื่อการสอนและการจัดการ



เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) จัดพิธีเปิด “โครงการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการสอนและการจัดการด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)” สำหรับผู้บริหารวิชาการ ประจำปี 2568 โดยมีพระเทพวัชรสารบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา ปฏิบัติหน้าที่แทนอธิการบดี มจร เมตตาเป็นประธานในพิธี ณ วัดมหาจุหาลงกรณราชูทิศ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 2 – 3 กันยายน

โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับ แผนพัฒนามหาวิทยาลัยระยะที่ 13 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรให้มี สติปัญญาควบคู่คุณธรรม ผ่านการบูรณาการพุทธนวัตกรรมเข้ากับการเรียนรู้ รวมถึงการยกระดับระบบบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านดิจิทัลของบุคลากรทั้งมหาวิทยาลัย

หลักสูตรอบรมครั้งนี้ออกแบบมาเพื่อ เสริมทักษะการใช้ AI อย่างรับผิดชอบและมีจริยธรรม โดยเน้นทั้งการประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน การวิจัย และการจัดการทางวิชาการ เพื่อบ่มเพาะ “คณาจารย์ที่ชาญฉลาด” ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลตามนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (AI for Education, AI for Workforce)

ทั้งนี้ มีผู้บริหารวิชาการจำนวน 70 รูป/คน เข้าร่วมการอบรม เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลด้าน AI และนำไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการบริหารจัดการของ มจร ต่อไป

ทั้งนี้การอบรมจัดอบรมดังกล่าวสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วนของสังคมโลก ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา และศาสนา ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการประกาศ ยุทธศาสตร์ AI+ ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มุ่งบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ากับทุกภาคส่วน ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจและสังคมจีนผูกพันกับ AI อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2035 การเคลื่อนไหวนี้มิใช่เพียงนโยบายเชิงเทคโนโลยี แต่เป็นยุทธศาสตร์ชาติที่สะท้อนความพยายามสร้าง “สังคมใหม่” ภายใต้โครงสร้างดิจิทัล

ในอีกฟากหนึ่งของภูมิภาค ประเทศไทย ก็ได้ปรับยุทธศาสตร์เชิงศาสนา ผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวิทยากรของกรมการศาสนา ซึ่งเป็นการพัฒนา “ทุนมนุษย์ทางศาสนา” ให้สามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาในรูปแบบใหม่ที่สอดรับกับโลกดิจิทัล กิจกรรมอบรมที่จัดขึ้น ณ วัดบรมสถล กรุงเทพมหานคร มีการเน้นการใช้ นวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์ การทำคอนเทนต์ออนไลน์ และการรู้เท่าทันดิจิทัลฟุตพรินต์ ซึ่งสะท้อนทิศทางยุทธศาสตร์คณะสงฆ์ไทยที่กำลังเข้าสู่มิติ “ธรรมะดิจิทัล”


AI+ : บทเรียนจากจีน

ยุทธศาสตร์ AI+ ของจีนมีสาระสำคัญคือการบูรณาการ AI กับทุกภาคส่วน ได้แก่

  1. เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม – ใช้ AI เป็นกลไกเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม

  2. สังคมและการบริหารรัฐกิจ – ใช้ AI ในระบบบริการสาธารณะและการจัดการข้อมูล

  3. การศึกษาและวัฒนธรรม – พัฒนาเครื่องมือการเรียนรู้และเนื้อหาสารสนเทศให้เข้าถึงง่าย

การกำหนดระยะเวลาอย่างชัดเจน (ปี 2027, 2030 และ 2035) ทำให้การเปลี่ยนผ่านมีเป้าหมายที่วัดผลได้ อีกทั้งยังมีมาตรการกำกับดูแลผลกระทบ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและผลกระทบต่อแรงงาน


ยุทธศาสตร์คณะสงฆ์ไทย : จากธรรมะสู่ธรรมะดิจิทัล

หากเปรียบเทียบกับจีน แม้ไทยจะไม่ได้มียุทธศาสตร์ระดับชาติที่มุ่งหมาย AI โดยตรง แต่กรมการศาสนากำลังดำเนินการในแนวทางที่สอดคล้องกับ “Digital Transformation” ผ่านการเสริมศักยภาพพระธรรมวิทยากร ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือ

  • การพัฒนาทักษะดิจิทัลของพระสงฆ์ เช่น การสร้างคอนเทนต์ธรรมะออนไลน์ การถ่ายภาพ และการใช้เทคนิคสื่อสร้างสรรค์

  • การประยุกต์หลักพุทธจิตวิทยา เพื่อตอบโจทย์สังคมร่วมสมัย เช่น การรับมือกับภาวะซึมเศร้า และการใช้ธรรมะในการเสริมสร้างสุขภาวะจิต

  • การเป็นเครือข่ายขับเคลื่อนคุณธรรมในสังคม โดยเจาะกลุ่มเด็ก เยาวชน และประชาชน ผ่านโครงการหลากหลาย เช่น ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ และเครือข่าย “ธรรมะอารมณ์ดี”

กล่าวได้ว่า ยุทธศาสตร์คณะสงฆ์ไทยกำลังเคลื่อนจาก “การสอนธรรมะในวัด” สู่ “การเผยแผ่ธรรมะในโลกดิจิทัล”


การบูรณาการ AI กับยุทธศาสตร์คณะสงฆ์ไทย

เมื่อพิจารณาจากกรอบ AI+ ของจีน สามารถเสนอแนวคิดต่อการพัฒนายุทธศาสตร์คณะสงฆ์ไทยได้ดังนี้:

  1. AI+ การศึกษา – พัฒนาแพลตฟอร์ม AI เพื่อช่วยพระธรรมวิทยากรออกแบบบทเรียนธรรมะที่ปรับตามผู้เรียน (personalized learning)

  2. AI+ สังคม – ใช้ AI วิเคราะห์ปัญหาสังคม เช่น พฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชน ภาวะซึมเศร้า หรือการใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อออกแบบกิจกรรมธรรมะเชิงป้องกัน

  3. AI+ สื่อธรรมะ – นำ Generative AI มาช่วยสร้างสื่อธรรมะหลายภาษา ภาพ เสียง และวิดีโอ เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ทั้งในและต่างประเทศ

  4. AI+ ธรรมาภิบาลคณะสงฆ์ – ใช้ระบบ AI บริหารจัดการข้อมูลวัด พระสงฆ์ และกิจกรรมทางศาสนาอย่างเป็นระบบ เพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ


บทสรุป

แม้การพัฒนายุทธศาสตร์คณะสงฆ์ไทยจะต่างจาก AI+ ของจีน ในเชิงขนาดและเป้าหมาย แต่สิ่งที่มีร่วมกันคือการ ปรับตัวต่อโลกดิจิทัล เพื่อคงบทบาทในสังคมยุคใหม่ หากคณะสงฆ์ไทยสามารถบูรณาการ AI เข้ากับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างเหมาะสม จะไม่เพียงช่วยให้ธรรมะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ แต่ยังสามารถยกระดับพุทธศาสนาไทยสู่การเป็น “Soft Power ทางจิตวิญญาณ” ที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อโลกาสี่ขาร่วมธุดงค์ ปลุกชาวมะกันตื่นสันติภาพ สะท้อนพุทธศาสนาเพื่อสังคม

ช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 ปรากฏภาพที่ไม่คุ้นตาบนทางหลวงสายหลักของสหรัฐฯ เมื่อคณะพระสงฆ์ในจีวรสีกรักจำนวนเกือบ 20 รูป เดินเท้าข้...