วิเคราะห์ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ชงพิมพ์เขียว 4 ข้อปฏิวัติรับมือภัยพิบัตินำร่องสงขลา
บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายของ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเสนอ “พิมพ์เขียว 4 ข้อปฏิวัติรับมือภัยพิบัติ” โดยเฉพาะการจัดตั้ง Digital Disaster Command Center ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการบริหารจัดการอุทกภัยไทยที่ไม่สามารถตามทันสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทวิเคราะห์อธิบายเหตุผลเชิงระบบ ความจำเป็นของการปฏิรูประบบข้อมูล การสั่งการ และการทำงานข้ามองค์กร พร้อมเชื่อมโยงตัวอย่างกรณีศึกษาน้ำท่วมหาดใหญ่–สงขลา ปี 2568 ซึ่งถือเป็น “สัญญาณเตือน” สำคัญของสภาพอากาศสุดขั้วในยุคปัจจุบัน
1. บทนำ
อุทกภัยภาคใต้ปี 2568 ได้สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบบริหารจัดการภัยพิบัติไทยอย่างเด่นชัด ทั้งในด้านความล่าช้าในการสั่งการ ความไม่เชื่อมโยงข้อมูล และการขาดเครื่องมือในการคาดการณ์ล่วงหน้า ซึ่งขัดแย้งกับลักษณะของสภาพอากาศยุคใหม่ที่ผันผวนรุนแรงและรวดเร็วกว่าอดีตมาก
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ จึงนำเสนอแนวคิด “การปฏิวัติระบบภัยพิบัติ” โดยตั้งอยู่บนสมการหลัก:
Data + Real-Time Analytic + Effective Execution = โครงสร้างที่ช่วยชีวิตได้จริง
บทความนี้จะวิเคราะห์ตรรกะ แนวคิดเชิงระบบ และข้อเสนอทั้งสี่ด้าน พร้อมประเมินผลกระทบต่อรูปแบบการบริหารภัยพิบัติไทยในอนาคต
2. ภูมิหลังของปัญหา: สภาพอากาศที่เปลี่ยนเร็วกว่าโครงสร้างรัฐ
ข้อเท็จจริงสำคัญที่เป็นฐานของข้อเสนอ ได้แก่
-
ฝนตกหนักยาวนานและหลายระลอก
-
ปริมาณน้ำสูงขึ้นตามหลักอุณหภูมิโลก (1 องศาเพิ่มน้ำฝน ~7%)
-
พื้นที่น้ำท่วมขยายกว้างและเข้าถึงชุมชนลึกกว่าเดิม
-
ระบบตอบสนองของรัฐยังเป็นแบบ “แยกส่วน” (fragmented)
ดร.การดีชี้ว่า แม้ไทยมีข้อมูลมหาศาล—ตั้งแต่ดาวเทียม เครื่องวัด IoT แผนที่เสี่ยงภัย รายงานท้องถิ่น—แต่ข้อมูลเหล่านี้ “ไม่เคยมารวมกัน” ทำให้การสั่งการต้องวิ่งตามปัญหา แทนที่จะล่วงหน้าเหตุการณ์ได้เหมือนประเทศพัฒนาแล้ว
3. ความจำเป็นของ Digital Disaster Warroom
จากกรณีหาดใหญ่–สงขลา การเข้าถึงประชากรเปราะบาง การอพยพ การกระจายชุดยังชีพ ล้วนสะท้อนว่าการตัดสินใจที่แม่นยำตามข้อมูลเดียวกัน (single source of truth) สามารถช่วยชีวิตคนได้เป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน
ดังนั้น Digital Disaster Warroom จึงไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็น “สิ่งที่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวานนี้” ตามที่ ดร.การดีเน้นย้ำ
4. การวิเคราะห์ “พิมพ์เขียว 4 ข้อปฏิวัติรับมือภัยพิบัติ”
ข้อเสนอที่ 1: การจัดตั้ง Digital Disaster Command Center (DDCC)
-
ทำงาน 24/7
-
รวมข้อมูลจาก ปภ., ชลประทาน, อุตุฯ, อปท., เอกชน, ดาวเทียม, IoT
-
ใช้มาตรฐานข้อมูลเดียวกัน (Data Standardization)
-
เชื่อมต่อข้อมูลข้ามหน่วยงานแบบเรียลไทม์
ศูนย์นี้จะทำหน้าที่เป็น “สมองกลางประเทศ” ในช่วงวิกฤต เปรียบได้กับ National Emergency Management Agency ของสิงคโปร์หรือ FEMA Dashboard ของสหรัฐอเมริกา
ข้อเสนอที่ 2: ระบบดิจิทัลระดับจังหวัด
สำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด โดยเชื่อมโยงกับศูนย์กลางระดับชาติ
-
Dashboard กลาง
-
ภาพรวมระดับน้ำ การอพยพ ความต้องการอุปกรณ์
-
เส้นทางเข้า–ออกพื้นที่ประสบภัย
หาดใหญ่–สงขลาถูกเสนอให้เป็น Pilot เนื่องจากเป็นพื้นที่ท่วมซ้ำซากและมีข้อมูลการวิจัยรองรับจำนวนมาก
ข้อเสนอที่ 3: Community Data Volunteers
แนวคิดนี้มุ่งให้ชุมชนเป็น “ส่วนหนึ่งของระบบข้อมูล” ไม่ใช่เพียงผู้รับความช่วยเหลือ
อาสาสมัครท้องถิ่นจะรายงานเหตุ–ระดับน้ำ–ผู้ติดค้าง ทำให้ข้อมูลจากพื้นที่ “เร็วกว่าน้ำที่กำลังมา” ซึ่งเป็นจุดอ่อนของระบบรายงานแบบลำดับชั้นในปัจจุบัน
ข้อเสนอที่ 4: กฎหมาย Data Governance สำหรับภัยพิบัติ
กฎหมายควรมีเป้าหมาย “เปิดทาง” (enable) ให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชนแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว มีมาตรฐาน
ซึ่งต่างจากกฎหมายควบคุมข้อมูลที่เน้นระเบียบแต่ไม่เอื้อต่อการตัดสินใจในภาวะเร่งด่วน
5. การประเมินเชิงระบบ: จุดแข็ง–ข้อจำกัด–ความท้าทาย
จุดแข็ง
-
ยกระดับไทยสู่ระบบบริหารภัยพิบัติแบบข้อมูลนำ (data-driven)
-
ลดงานซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐ
-
เร่งการเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง
-
เพิ่มความโปร่งใสผ่าน Dashboard ส่วนกลาง
-
สอดคล้องกับแนวคิดสากล เช่น Sendai Framework
ข้อจำกัด
-
โครงสร้างราชการไทยมีลักษณะ silo สูง
-
ขาดงบประมาณประจำสำหรับระบบข้อมูล
-
บุคลากรภาครัฐยังไม่มีทักษะด้านวิทยาการข้อมูลมากพอ
-
ความต้านทานทางการเมืองจากหลายหน่วยงาน
ความท้าทาย
-
จำเป็นต้องปฏิรูปวัฒนธรรมการทำงานของรัฐ
-
ต้องมีการสร้างความเชื่อใจในการแลกเปลี่ยนข้อมูล
-
ระบบเทคโนโลยีต้องป้องกันข้อมูลผิดพลาดและภัยคุกคามไซเบอร์
6. หาดใหญ่–สงขลา: พื้นที่นำร่องที่เหมาะสม
หาดใหญ่เป็นพื้นที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก (recurrent flood hazard) มีปัจจัยภูมิประเทศ–ลุ่มน้ำ–ระบบเมืองที่ซับซ้อน และเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้
การเริ่มต้นที่สงขลาจะให้ผลลัพธ์เชิงนโยบายที่จับต้องได้รวดเร็ว รวมถึงสามารถทดสอบ
-
ระบบข้อมูล
-
ประสิทธิภาพของอาสาสมัครท้องถิ่น
-
การตอบสนองของระบบเตือนภัยเฉพาะพื้นที่
ก่อนขยายสู่จังหวัดอื่น
7. วงจรหลงลืม: ปัญหาเชิงวัฒนธรรมที่ต้องยุติ
ดร.การดีชี้ว่า
“วันที่น้ำท่วม ทุกคนต้องการระบบ แต่วันที่น้ำลด ระบบถูกลืม”
นี่คือวงจรสำคัญที่ทำให้ไทยไม่เคยมีระบบภัยพิบัติที่ยั่งยืน
บทความนี้เห็นว่าการแก้ไขวงจรนี้ต้องอาศัย
-
กฎหมาย
-
ระบบข้อมูลกลาง
-
การมีส่วนร่วมของชุมชน
-
ความต่อเนื่องเชิงนโยบายของรัฐบาลหลายสมัย
ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาที่ไม่ผูกกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า
8. สรุป
ข้อเสนอ “พิมพ์เขียว 4 ข้อปฏิวัติรับมือภัยพิบัติ” ของ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เป็นกรอบแนวคิดที่นำวิทยาการข้อมูล เทคโนโลยีใหม่ และโครงสร้างสั่งการสมัยใหม่มาปรับใช้กับโจทย์อุทกภัยไทยอย่างเป็นระบบ โดยเน้นความเป็นไปได้เชิงปฏิบัติ (practical feasibility) และการเริ่มต้นจากจังหวัดนำร่องอย่างสงขลา
ในบริบทที่สภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงอย่างต่อเนื่อง บทความนี้ยืนยันว่าข้อเสนอดังกล่าวมีความจำเป็นยิ่ง ไม่เพียงในระดับพื้นที่แต่ในระดับโครงสร้างของรัฐไทยในอนาคต


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น