วิเคราะห์บทบาทสื่อและอินฟลูเอนเซอร์สู่สังคมออนไลน์วิถีสันติประชาธรรม: การป้องกันสแกมเมอร์ด้วยพุทธสันติวิธี
โดย ดร.สำราญ สมพงษ์ และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)
บทนำ
ในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็น “พื้นที่สาธารณะใหม่” (New Public Sphere) การส่งผ่านข้อมูล ข่าวสาร และข้อวิเคราะห์ต่าง ๆ เกิดขึ้นรวดเร็ว ทรงอิทธิพล และมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนอย่างสูง สื่อและอินฟลูเอนเซอร์มิได้มีบทบาทเพียงเผยแพร่ข้อมูลเท่านั้น แต่ยังสร้าง “วาทกรรม” (Discourse) ที่กำหนดทิศทางการรับรู้ของสังคม
ตัวอย่างสำคัญคือ การวิเคราะห์ความสมเหตุสมผลของเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ในรอบ 300 ปี ซึ่งสะท้อนบทบาทของสื่อและผู้เชี่ยวชาญในการสร้างความตระหนักรู้บนฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์ หากสื่อวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง สังคมจะได้รับองค์ความรู้ที่ชัดเจน แต่หากข้อมูลถูกสร้างหรือบิดเบือน ความตระหนกและความแตกแยกอาจเกิดขึ้นได้
พร้อมกันนั้น สังคมออนไลน์ยังเผชิญความท้าทายจาก “สแกมเมอร์” ซึ่งเป็นการคุกคามรูปแบบใหม่ในโลกดิจิทัล และมีลักษณะเป็น “ความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางไซเบอร์” (Digital Structural Violence)
บทความนี้วิเคราะห์บทบาทสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ผ่านสองกรอบทฤษฎีหลัก ได้แก่
-
พุทธสันติวิธี (Buddhist Peace Approach)
-
วิถีวัฒนประชาธรรม (Civic–Cultural Democracy)
พร้อมนำไปสู่ข้อเสนอแนวทาง “สันติประชาธรรมดิจิทัล” เพื่อป้องกันสแกมเมอร์และเสริมสร้างความปลอดภัยทางข้อมูลในสังคมสื่อยุคใหม่
1. บทบาทสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ในสังคมออนไลน์ยุคดิจิทัล
1.1 สื่อในฐานะสถาบันสร้างความหมาย (Meaning-Making Institution)
สื่อเป็นผู้คัดเลือก ประกอบสร้าง และตีความข้อมูล เช่น
-
การนำเสนอข่าวภัยพิบัติ
-
งานวิเคราะห์ข้อมูลน้ำท่วมรอบ 300 ปี
-
การจัดวางประเด็นให้ผู้ชมรู้สึก “สำคัญ – น่าเชื่อ – น่ากลัว – น่าติดตาม”
ดังนั้น สื่อจึงมีอำนาจกำหนด “กรอบความเข้าใจของสาธารณชน” (Public Framing)
หากข้อมูลถูกต้อง สังคมได้ประโยชน์
หากข้อมูลคาดเคลื่อน สังคมอาจแตกแยกหรือตื่นตระหนก
1.2 อินฟลูเอนเซอร์ในฐานะผู้นำทางความคิดรุ่นใหม่ (New Opinion Leaders)
ในยุคปัจจุบันผู้คนเชื่อเสียงของ
-
ผู้เชี่ยวชาญออนไลน์
-
ดารา
-
Youtuber
-
เพจข่าวทางเลือก
มากกว่าหน่วยงานรัฐ
อินฟลูเอนเซอร์จึงมี “พลังสองด้าน”
-
สร้างความรับรู้ที่มีเหตุผล เช่น คลิปอธิบายปรากฏการณ์น้ำท่วมด้วยข้อมูลจริง
-
หรือปลุกเร้าความหวาดกลัว ด้วยข้อมูลที่ไม่มีการพิสูจน์
บทบาทนี้เปลี่ยนโครงสร้างการผลิตความรู้ของสังคมไปโดยสิ้นเชิง
2. พุทธสันติวิธี: กรอบวิเคราะห์บทบาทสื่อและอินฟลูเอนเซอร์
พุทธสันติวิธีเน้น 3 มิติหลัก เพื่อสร้างการสื่อสารที่สันติและมีคุณธรรม:
2.1 มิติของปัญญา (Wisdom)
สื่อและอินฟลูเอนเซอร์ควร
-
ตรวจสอบที่มา
-
วิเคราะห์ตามหลักกาลามสูตร
-
ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Content)
ผู้เสพสื่อควรมี “โพธิปัญญาดิจิทัล” (Digital Critical Wisdom)
คือความสามารถวิเคราะห์ ตรวจสอบ และแยกแยะข้อมูล
2.2 มิติของกรุณา (Compassion)
การสื่อสารต้องปราศจาก
-
Hate speech
-
การเหยียดหยาม
-
การแบ่งขั้ว
และต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเมตตา เช่น
การรายงานภัยพิบัติที่คำนึงถึงผู้ประสบภัย ไม่สร้างความตื่นตระหนกเกินจริง
2.3 มิติการสื่อสารที่ไม่เบียดเบียน (Non-Harm Communication)
ทุกเนื้อหาคือ “กรรมทางวาจา”
จึงต้องไม่เป็นเหตุให้เกิด
• ความแตกแยก
• ความเกลียดชัง
• ความเข้าใจผิด
• หรือการหลอกลวงทางข้อมูล
3. วิถีวัฒนประชาธรรมในสังคมออนไลน์
3.1 ความโปร่งใสและความรับผิดรับชอบ (Transparency & Accountability)
สื่อควรเปิดเผย
-
แหล่งข้อมูล
-
กระบวนการตรวจสอบ
-
ความขัดแย้งทางผลประโยชน์
อินฟลูเอนเซอร์ควรแจ้งโฆษณาโดยตรงตามหลัก PDPA และจริยธรรมสื่อ
3.2 การมีส่วนร่วมของพลเมือง (Civic Participation)
สังคมออนไลน์สามารถเป็นเวทีของ
-
การเสวนาสาธารณะ
-
การวิเคราะห์เหตุการณ์ภัยพิบัติร่วมกัน
-
การรวมพลังต้านสแกมผ่านเครือข่ายพลเมือง
3.3 ความปลอดภัยทางดิจิทัล (Digital Civic Safety)
ประชาธรรมในโลกออนไลน์คือ
ให้ประชาชนมีพื้นที่ที่
-
เข้าถึงข้อมูลได้
-
ปลอดภัยจากสแกมเมอร์
-
ปลอดภัยจากคอนเทนต์สร้างความเกลียดชัง
4. พุทธสันติวิธี + วิถีวัฒนประชาธรรม = กลไกป้องกันสแกมเมอร์ยุคใหม่
4.1 สแกมเมอร์ในฐานะความรุนแรงเชิงโครงสร้างดิจิทัล
สแกมเป็นภัยที่ทำลาย
-
ความเชื่อใจของสังคม
-
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
-
และศักดิ์ศรีของประชาชน
จึงถือเป็น “ความรุนแรงที่มองไม่เห็น”
4.2 บทบาทสื่อในป้องกันสแกมเมอร์
-
รายงานรูปแบบสแกมใหม่
-
ผลิตคอนเทนต์เตือนภัย เช่น “5 สัญญาณสแกมเมอร์”
-
อธิบายกลไกหลอกลวงด้วยภาษาง่าย
4.3 บทบาทอินฟลูเอนเซอร์
-
ทำคลิปเตือนภัยให้เข้าใจง่าย
-
แชร์ประสบการณ์ผู้ถูกหลอกแบบไม่ซ้ำเติม
-
ประสานงานกับภาครัฐ เช่น ศูนย์ปราบสแกม
4.4 พุทธสันติวิธีกับการป้องกันสแกม
ประชาชนควรใช้
-
สติ: หยุดคิดก่อนคลิก
-
ปัญญา: ตรวจสอบแหล่งที่มา
-
ความไม่ประมาท (Appamāda): ไม่เชื่อสิ่งที่ดูดีเกินจริง
4.5 วิถีวัฒนประชาธรรมกับการป้องกันสแกม
-
สร้างชุมชนเฝ้าระวังออนไลน์
-
ส่งเสริมวัฒนธรรมช่วยเหลือกัน
-
หนุนระบบแจ้งเตือนและฐานข้อมูลเลขบัญชีต้องสงสัย
5. ข้อเสนอเชิงนโยบายและเชิงสังคม
5.1 ภาครัฐ
-
ตั้ง “ศูนย์สันติสื่อดิจิทัล” ตรวจสอบข่าวปลอม
-
พัฒนา Media Literacy ในโรงเรียน
-
ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมสแกมโดยคำนึงสิทธิประชาชน
5.2 สื่อ
-
ใช้มาตรฐานจริยธรรม
-
หลีกเลี่ยง Hate Speech
-
เพิ่มพื้นที่สื่อด้านสันติวัฒนธรรมและข้อมูลวิทยาศาสตร์
5.3 อินฟลูเอนเซอร์
-
ยึด 3 หลักพุทธสันติวิธี: ไม่หลอก–ไม่บิดเบือน–ไม่煽อารมณ์
-
เปิดเผยผลประโยชน์ทางการโฆษณา
-
สร้างคอนเทนต์ต้านสแกมในระดับมวลชน
5.4 ประชาชน
-
ใช้สติทุกครั้งก่อนเชื่อหรือแชร์
-
ตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง
-
รายงานสแกมทันทีเมื่อพบ
สรุป
บทบาทของสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ในสังคมออนไลน์ปัจจุบันมีพลังสร้างทั้งสันติสุขและความขัดแย้ง การประยุกต์ พุทธสันติวิธี (ปัญญา–กรุณา–ไม่เบียดเบียน) ร่วมกับ วิถีวัฒนประชาธรรม (โปร่งใส–มีส่วนร่วม–ปลอดภัยดิจิทัล) สามารถสร้างระบบนิเวศออนไลน์ที่เข้มแข็งและปลอดภัยมากขึ้น
การป้องกันสแกมเมอร์จึงมิใช่เพียงภาระของรัฐ แต่เป็นวัฒนธรรมร่วมของ
สื่อ–อินฟลูเอนเซอร์–นักวิชาการ–พลเมือง
ที่ตั้งอยู่บนฐานสติ–ปัญญา–จริยธรรม
โลกออนไลน์จึงจะก้าวสู่ “สังคมสันติประชาธรรมดิจิทัล” ที่มั่นคงและยั่งยืนตามแนวพุทธได้อย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น