วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

บทบาทสื่อและอินฟลูเอนเซอร์สู่สังคมออนไลน์วิถีสันติประชาธรรมป้องกันสแกมเมอร์ด้วยพุทธสันติวิธี

          


วิเคราะห์บทบาทสื่อและอินฟลูเอนเซอร์สู่สังคมออนไลน์วิถีสันติประชาธรรม: การป้องกันสแกมเมอร์ด้วยพุทธสันติวิธี

โดย ดร.สำราญ สมพงษ์ และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)


บทนำ

ในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็น “พื้นที่สาธารณะใหม่” (New Public Sphere) การส่งผ่านข้อมูล ข่าวสาร และข้อวิเคราะห์ต่าง ๆ เกิดขึ้นรวดเร็ว ทรงอิทธิพล และมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนอย่างสูง สื่อและอินฟลูเอนเซอร์มิได้มีบทบาทเพียงเผยแพร่ข้อมูลเท่านั้น แต่ยังสร้าง “วาทกรรม” (Discourse) ที่กำหนดทิศทางการรับรู้ของสังคม

ตัวอย่างสำคัญคือ การวิเคราะห์ความสมเหตุสมผลของเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ในรอบ 300 ปี ซึ่งสะท้อนบทบาทของสื่อและผู้เชี่ยวชาญในการสร้างความตระหนักรู้บนฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์ หากสื่อวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง สังคมจะได้รับองค์ความรู้ที่ชัดเจน แต่หากข้อมูลถูกสร้างหรือบิดเบือน ความตระหนกและความแตกแยกอาจเกิดขึ้นได้

พร้อมกันนั้น สังคมออนไลน์ยังเผชิญความท้าทายจาก “สแกมเมอร์” ซึ่งเป็นการคุกคามรูปแบบใหม่ในโลกดิจิทัล และมีลักษณะเป็น “ความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางไซเบอร์” (Digital Structural Violence)

บทความนี้วิเคราะห์บทบาทสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ผ่านสองกรอบทฤษฎีหลัก ได้แก่

  1. พุทธสันติวิธี (Buddhist Peace Approach)

  2. วิถีวัฒนประชาธรรม (Civic–Cultural Democracy)

พร้อมนำไปสู่ข้อเสนอแนวทาง “สันติประชาธรรมดิจิทัล” เพื่อป้องกันสแกมเมอร์และเสริมสร้างความปลอดภัยทางข้อมูลในสังคมสื่อยุคใหม่


1. บทบาทสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ในสังคมออนไลน์ยุคดิจิทัล

1.1 สื่อในฐานะสถาบันสร้างความหมาย (Meaning-Making Institution)

สื่อเป็นผู้คัดเลือก ประกอบสร้าง และตีความข้อมูล เช่น

  • การนำเสนอข่าวภัยพิบัติ

  • งานวิเคราะห์ข้อมูลน้ำท่วมรอบ 300 ปี

  • การจัดวางประเด็นให้ผู้ชมรู้สึก “สำคัญ – น่าเชื่อ – น่ากลัว – น่าติดตาม”

ดังนั้น สื่อจึงมีอำนาจกำหนด “กรอบความเข้าใจของสาธารณชน” (Public Framing)
หากข้อมูลถูกต้อง สังคมได้ประโยชน์
หากข้อมูลคาดเคลื่อน สังคมอาจแตกแยกหรือตื่นตระหนก

1.2 อินฟลูเอนเซอร์ในฐานะผู้นำทางความคิดรุ่นใหม่ (New Opinion Leaders)

ในยุคปัจจุบันผู้คนเชื่อเสียงของ

  • ผู้เชี่ยวชาญออนไลน์

  • ดารา

  • Youtuber

  • เพจข่าวทางเลือก
    มากกว่าหน่วยงานรัฐ

อินฟลูเอนเซอร์จึงมี “พลังสองด้าน”

  • สร้างความรับรู้ที่มีเหตุผล เช่น คลิปอธิบายปรากฏการณ์น้ำท่วมด้วยข้อมูลจริง

  • หรือปลุกเร้าความหวาดกลัว ด้วยข้อมูลที่ไม่มีการพิสูจน์

บทบาทนี้เปลี่ยนโครงสร้างการผลิตความรู้ของสังคมไปโดยสิ้นเชิง


2. พุทธสันติวิธี: กรอบวิเคราะห์บทบาทสื่อและอินฟลูเอนเซอร์

พุทธสันติวิธีเน้น 3 มิติหลัก เพื่อสร้างการสื่อสารที่สันติและมีคุณธรรม:

2.1 มิติของปัญญา (Wisdom)

สื่อและอินฟลูเอนเซอร์ควร

  • ตรวจสอบที่มา

  • วิเคราะห์ตามหลักกาลามสูตร

  • ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Content)

ผู้เสพสื่อควรมี “โพธิปัญญาดิจิทัล” (Digital Critical Wisdom)
คือความสามารถวิเคราะห์ ตรวจสอบ และแยกแยะข้อมูล

2.2 มิติของกรุณา (Compassion)

การสื่อสารต้องปราศจาก

  • Hate speech

  • การเหยียดหยาม

  • การแบ่งขั้ว
    และต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเมตตา เช่น
    การรายงานภัยพิบัติที่คำนึงถึงผู้ประสบภัย ไม่สร้างความตื่นตระหนกเกินจริง

2.3 มิติการสื่อสารที่ไม่เบียดเบียน (Non-Harm Communication)

ทุกเนื้อหาคือ “กรรมทางวาจา”
จึงต้องไม่เป็นเหตุให้เกิด
• ความแตกแยก
• ความเกลียดชัง
• ความเข้าใจผิด
• หรือการหลอกลวงทางข้อมูล


3. วิถีวัฒนประชาธรรมในสังคมออนไลน์

3.1 ความโปร่งใสและความรับผิดรับชอบ (Transparency & Accountability)

สื่อควรเปิดเผย

  • แหล่งข้อมูล

  • กระบวนการตรวจสอบ

  • ความขัดแย้งทางผลประโยชน์

อินฟลูเอนเซอร์ควรแจ้งโฆษณาโดยตรงตามหลัก PDPA และจริยธรรมสื่อ

3.2 การมีส่วนร่วมของพลเมือง (Civic Participation)

สังคมออนไลน์สามารถเป็นเวทีของ

  • การเสวนาสาธารณะ

  • การวิเคราะห์เหตุการณ์ภัยพิบัติร่วมกัน

  • การรวมพลังต้านสแกมผ่านเครือข่ายพลเมือง

3.3 ความปลอดภัยทางดิจิทัล (Digital Civic Safety)

ประชาธรรมในโลกออนไลน์คือ
ให้ประชาชนมีพื้นที่ที่

  • เข้าถึงข้อมูลได้

  • ปลอดภัยจากสแกมเมอร์

  • ปลอดภัยจากคอนเทนต์สร้างความเกลียดชัง


4. พุทธสันติวิธี + วิถีวัฒนประชาธรรม = กลไกป้องกันสแกมเมอร์ยุคใหม่

4.1 สแกมเมอร์ในฐานะความรุนแรงเชิงโครงสร้างดิจิทัล

สแกมเป็นภัยที่ทำลาย

  • ความเชื่อใจของสังคม

  • ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

  • และศักดิ์ศรีของประชาชน
    จึงถือเป็น “ความรุนแรงที่มองไม่เห็น”

4.2 บทบาทสื่อในป้องกันสแกมเมอร์

  • รายงานรูปแบบสแกมใหม่

  • ผลิตคอนเทนต์เตือนภัย เช่น “5 สัญญาณสแกมเมอร์”

  • อธิบายกลไกหลอกลวงด้วยภาษาง่าย

4.3 บทบาทอินฟลูเอนเซอร์

  • ทำคลิปเตือนภัยให้เข้าใจง่าย

  • แชร์ประสบการณ์ผู้ถูกหลอกแบบไม่ซ้ำเติม

  • ประสานงานกับภาครัฐ เช่น ศูนย์ปราบสแกม

4.4 พุทธสันติวิธีกับการป้องกันสแกม

ประชาชนควรใช้

  • สติ: หยุดคิดก่อนคลิก

  • ปัญญา: ตรวจสอบแหล่งที่มา

  • ความไม่ประมาท (Appamāda): ไม่เชื่อสิ่งที่ดูดีเกินจริง

4.5 วิถีวัฒนประชาธรรมกับการป้องกันสแกม

  • สร้างชุมชนเฝ้าระวังออนไลน์

  • ส่งเสริมวัฒนธรรมช่วยเหลือกัน

  • หนุนระบบแจ้งเตือนและฐานข้อมูลเลขบัญชีต้องสงสัย


5. ข้อเสนอเชิงนโยบายและเชิงสังคม

5.1 ภาครัฐ

  • ตั้ง “ศูนย์สันติสื่อดิจิทัล” ตรวจสอบข่าวปลอม

  • พัฒนา Media Literacy ในโรงเรียน

  • ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมสแกมโดยคำนึงสิทธิประชาชน

5.2 สื่อ

  • ใช้มาตรฐานจริยธรรม

  • หลีกเลี่ยง Hate Speech

  • เพิ่มพื้นที่สื่อด้านสันติวัฒนธรรมและข้อมูลวิทยาศาสตร์

5.3 อินฟลูเอนเซอร์

  • ยึด 3 หลักพุทธสันติวิธี: ไม่หลอก–ไม่บิดเบือน–ไม่煽อารมณ์

  • เปิดเผยผลประโยชน์ทางการโฆษณา

  • สร้างคอนเทนต์ต้านสแกมในระดับมวลชน

5.4 ประชาชน

  • ใช้สติทุกครั้งก่อนเชื่อหรือแชร์

  • ตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง

  • รายงานสแกมทันทีเมื่อพบ


สรุป

บทบาทของสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ในสังคมออนไลน์ปัจจุบันมีพลังสร้างทั้งสันติสุขและความขัดแย้ง การประยุกต์ พุทธสันติวิธี (ปัญญา–กรุณา–ไม่เบียดเบียน) ร่วมกับ วิถีวัฒนประชาธรรม (โปร่งใส–มีส่วนร่วม–ปลอดภัยดิจิทัล) สามารถสร้างระบบนิเวศออนไลน์ที่เข้มแข็งและปลอดภัยมากขึ้น

การป้องกันสแกมเมอร์จึงมิใช่เพียงภาระของรัฐ แต่เป็นวัฒนธรรมร่วมของ
สื่อ–อินฟลูเอนเซอร์–นักวิชาการ–พลเมือง
ที่ตั้งอยู่บนฐานสติ–ปัญญา–จริยธรรม

โลกออนไลน์จึงจะก้าวสู่ “สังคมสันติประชาธรรมดิจิทัล” ที่มั่นคงและยั่งยืนตามแนวพุทธได้อย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ถอดรหัสนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 2569 พรรคการเมืองไทยเดินเกม “ดิจิทัล–เอไอ” สอดรับยุค AI Plus จีน ท่ามกลางโจทย์อธิปไตยเทคโนโลยี

รายงานวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทย เผยให้เห็นว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแ...