วิเคราะห์บทบาทมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร กับการช่วยเหลือน้ำท่วมใต้-หาดใหญ่ ปี 2568
บทนำ: ภัยพิบัติกับการตอบสนองของสถาบันพุทธศาสนาศึกษา
อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ได้สร้างความเสียหายและความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสต่อวัดวาอาราม ศาสนสถาน ส่วนราชการ และบ้านเรือนของประชาชน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ วิเคราะห์บทบาทเชิงรุกและพลวัต ของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาพระพุทธศาสนา ในการเข้าช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยในพื้นที่ประสบภัยพิบัติครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงการประยุกต์ใช้หลักธรรมสู่การปฏิบัติงานเพื่อสังคม (Engaged Buddhism) อย่างเป็นรูปธรรม
ภารกิจเร่งด่วน: การปฏิบัติการช่วยเหลือฉุกเฉินของ มจร
ภายหลังการเกิดอุทกภัย พระพรหมวัชรธีราจารย์ อธิการบดี มจร และคณะผู้บริหาร ได้ประสานงานอย่างรวดเร็วกับเครือข่าย มจร ในภาคใต้ ซึ่งประกอบด้วย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช, วิทยาลัยสงฆ์สุราษฎร์ธานี, วิทยาลัยปัตตานี และโดยมี พระครูวิรัตธรรมโชติ เจ้าคณะอำเภอเมืองสงขลา และผู้อำนวยการหน่วยวิทยบริการ มจร อำเภอหาดใหญ่ เป็นแกนหลักในการปฏิบัติงานในพื้นที่
1. การจัดตั้งศูนย์พักพิงและโรงครัว (Shelter and Kitchen Establishment)
การตอบสนองขั้นแรกที่สำคัญคือการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับผู้เดือดร้อน:
ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย: จัดตั้งขึ้นบริเวณ หน่วยวิทยบริการ มจร อำเภอหาดใหญ่ เพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวและปลอดภัยสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
โรงครัวสนาม: จัดตั้งขึ้นที่ วัดไทรงาม อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ทำหน้าที่ผลิตอาหารเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย วันละ 5,000-7,000 กล่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการจัดการโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ภายใต้สถานการณ์วิกฤต
2. การสนับสนุนทางการเงินและการประสานงาน (Financial Support and Coordination)
พระเทพวัชรสารบัณฑิต (เจ้าคุณประสาร) รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มจร ได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 คณะผู้บริหารและชาว มจร ทั่วประเทศ ได้ส่งมอบเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจำนวน 330,000 บาท ผ่านศูนย์ช่วยเหลือ มจร หน่วยวิทยบริการจังหวัดสงขลา เพื่อให้เป็นทุนหมุนเวียนในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เบื้องต้น นอกจากนี้ มจร ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานเพื่อรวมพลังจากทุกภาคส่วนในการให้ความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ
มิติทางสังคมและจิตวิญญาณ: การเยียวยาในระยะยาว
บทบาทของ มจร ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การช่วยเหลือทางกายภาพในระยะฉุกเฉินเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงมิติทางจิตใจและสังคมในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับหลักการช่วยเหลือแบบองค์รวม (Holistic Aid):
โครงการธรรมะสัญจรเพื่อเยียวยา: มจร มีแผนจะริเริ่มโครงการ "ธรรมะสัญจร" ภายหลังน้ำลด เพื่อเน้นการเยียวยารักษาใจของผู้คนในพื้นที่ โดยนำหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการบำบัดความเครียด ความสูญเสีย และสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของสถาบันสงฆ์ในการฟื้นฟูชุมชนอย่างยั่งยืน
บทสรุป: การเป็นเสาหลักแห่งการบำเพ็ญประโยชน์
การปฏิบัติการช่วยเหลืออุทกภัยภาคใต้-หาดใหญ่ ปี 2568 ของ มจร สะท้อนให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยสงฆ์มีบทบาทที่ เกินกว่าขอบเขตของการเป็นเพียงสถาบันการศึกษา แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ และ การจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management) ตามหลักพระพุทธศาสนา
การระดมทรัพยากร การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ และการวางแผนเยียวยาในระยะยาว แสดงให้เห็นถึง:
ความเป็นผู้นำ (Leadership): โดยการนำของอธิการบดีและคณะสงฆ์ในพื้นที่
เครือข่ายที่เข้มแข็ง (Strong Network): การบูรณาการกำลังจากวิทยาเขตทั่วประเทศ
การตอบสนองอย่างรวดเร็ว (Rapid Response): การจัดตั้งโรงครัวและศูนย์พักพิงทันที
บทบาทเหล่านี้ตอกย้ำถึงคุณค่าของมหาวิทยาลัยสงฆ์ในฐานะ "สถาบันการศึกษาเพื่อสังคม" ที่พร้อมจะนำองค์ความรู้และทรัพยากรทางพุทธศาสนามาใช้ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และบรรเทาทุกข์ให้กับสังคมอย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น