วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

บูเช็กเทียน: กลยุทธ์ชลประทานข้ามยุคสู่หาดใหญ่

 


วิเคราะห์ถอดบทเรียนฮ่องเต้หญิงบูเช็กเทียน: กลยุทธ์จัดการวิกฤติน้ำสู่การวางแผนรับมือ "น้ำท่วมหาดใหญ่ ปี 2568"

วิกฤติน้ำท่วมเป็นภัยพิบัติที่อยู่คู่กับอารยธรรมจีนมายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณแม่น้ำฮวงโห (แม่น้ำเหลือง) การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้ำของผู้นำในอดีตจึงเป็นบทเรียนอันล้ำค่า ในบริบทของประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับอุทกภัยซ้ำซาก เช่น กรณี "น้ำท่วมหาดใหญ่ ปี 2568" (สมมติฐาน) แนวคิดและกลยุทธ์ของ ฮ่องเต้หญิงบูเช็กเทียน (Wu Zetian: ค.ศ. 624-705) แห่งราชวงศ์ถัง จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน การจัดการวิกฤตอย่างครบวงจร (Holistic Crisis Management) และ การใช้ทรัพยากรบุคคลตามความสามารถ (Meritocracy)


👑 บริบทปัญหาและกรอบคิดของบูเช็กเทียนในการแก้วิกฤต

บูเช็กเทียนขึ้นครองอำนาจในช่วงที่ราชวงศ์ถังต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่จากแม่น้ำเหลืองและแม่น้ำแยงซี ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน ทั้งจากปริมาณน้ำฝนที่สูง และการสะสมของตะกอนดินทำให้ท้องน้ำยกตัวสูงกว่าพื้นดิน (Suspended River) ซึ่งเสี่ยงต่อการพังทลายของคันกั้นน้ำอย่างยิ่ง

บูเช็กเทียนไม่ได้มองการจัดการน้ำเป็นเพียงการ "แก้ปัญหาเฉพาะหน้า" แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม ดังนั้น กลยุทธ์ของพระนางจึงครอบคลุม 4 มิติหลักพร้อมกัน ได้แก่: 1) การแก้ปัญหาหน้างาน (Immediate Response), 2) การแก้ที่ต้นเหตุระยะยาว (Root Cause Solution), 3) การจัดการทรัพยากรบุคคล (Talent Management), และ 4) การฟื้นฟูและเยียวยา (Recovery and Prevention)


🌊 4 แกนหลัก: ถอดบทเรียนจากกลยุทธ์จัดการน้ำของบูเช็กเทียน

กลยุทธ์ที่สำคัญของบูเช็กเทียนซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับวิกฤติในปัจจุบันได้ มีดังนี้:

1. การลงทุนในโครงสร้างป้องกันที่มีนวัตกรรม (Advanced Engineering)

บูเช็กเทียนให้ความสำคัญกับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมอย่างจริงจัง ซึ่งแตกต่างจากยุคก่อนหน้าที่มักซ่อมแซมเมื่อเกิดเหตุแล้ว:

  • การสร้างคันกั้นน้ำ 2 ชั้น (Double-Layer Embankment): พระนางสั่งให้สร้างหรือซ่อมแซมคันดินริมแม่น้ำ โดยมีคันดินชั้นในและชั้นนอกเพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ (Buffer Zone) ในกรณีที่น้ำล้นชั้นแรก ซึ่งช่วยลดแรงปะทะของน้ำและลดความเสี่ยงการพังทลายอย่างสิ้นเชิง

  • การเสริมความแข็งแรงของรากฐาน: มีการใช้เทคนิคการอัดชั้นดินหลายประเภท (ดินเหนียวผสมทราย) และการใช้ท่อนไม้/ท่อนซุงวางเป็นแนวรากฐาน เพื่อป้องกันการทรุดตัวและการกัดเซาะของกระแสน้ำที่มีตะกอนสูง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการคำนึงถึงอายุการใช้งานและความทนทานของโครงสร้าง

2. การจัดการต้นเหตุด้วยวิศวกรรมชลประทาน (Proactive River Management)

การแก้ปัญหาหลักของแม่น้ำเหลืองคือการสะสมตะกอน บูเช็กเทียนจึงมุ่งเน้นที่การฟื้นฟูความสามารถในการระบายน้ำของแม่น้ำเอง:

  • การขุดลอกแม่น้ำ (Dredging) และการขยายทางน้ำ: ดำเนินการขุดลอกตะกอนที่ทำให้ท้องน้ำตื้นเขินและขยายความกว้างของแม่น้ำในบางจุดที่คับคั่ง เพื่อเพิ่มความลึกและปริมาตรการรองรับน้ำ การไหลของน้ำที่ดีขึ้นยังช่วยลดการตกค้างของตะกอนในระยะยาว

  • การสร้าง/เปิดคลองเบี่ยงน้ำและทางน้ำสำรอง (Retention Paths & Diversion Canals): นี่คือหัวใจสำคัญในการลดแรงกดดันต่อเขื่อนหลัก โดยการสร้างระบบคลองที่สามารถนำน้ำส่วนเกินจากแม่น้ำใหญ่เข้าสู่พื้นที่รับน้ำชั่วคราว (ทุ่งรับน้ำ) หรือเชื่อมต่อกับระบบคลองระบายน้ำขนาดใหญ่ (เช่น คลองใหญ่ Grand Canal) เพื่อกระจายน้ำออกไปอย่างสมดุล

3. การจัดการทรัพยากรบุคคลและการตอบสนองอย่างรวดเร็ว (People Management & Rapid Response)

บูเช็กเทียนใช้หลักการ "ใช้คนให้ถูกที่โดยเจาะที่ความสามารถมากกว่าตำแหน่ง" ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือวิกฤต:

  • การมอบอำนาจให้ผู้เชี่ยวชาญ: พระนางเลือกใช้ขุนนางมือดีที่มีความรู้ด้านชลประทานโดยเฉพาะ เช่น ตี๋เหรินเจี๋ย (狄仁杰) ให้รับผิดชอบโครงการน้ำและการบริหารจัดการภัยพิบัติ แทนที่จะใช้ขุนนางตามสายตระกูลที่ขาดความเชี่ยวชาญ การตัดสินใจที่รวดเร็วนี้ทำได้เพราะพระนางมีอำนาจสูงสุดและไม่ยึดติดกับชนชั้นวรรณะ (ดังเห็นได้จากการเปิดสอบจอหงวนอย่างเสรี)

  • การระดมกำลังพลทันที: เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินน้ำท่วม พระนางสามารถสั่งระดมชาวบ้านและกำลังทหารในพื้นที่เพื่อซ่อมแซมจุดที่คันดินพังทลายได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้วัสดุท้องถิ่น เช่น ก้อนหิน ท่อนไม้ และกระสอบดินผสมฟาง ทำให้สามารถอุดรอยรั่วและป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมได้อย่างทันท่วงที

4. การฟื้นฟูและสร้างความเชื่อมั่นทางสังคม (Social Recovery and Stability)

มาตรการหลังน้ำท่วมเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นคงให้กับอำนาจของพระนาง และสะท้อนความใส่ใจต่อชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร:

  • มาตรการทางเศรษฐกิจ: ยกเว้นภาษีที่ดินและพืชผลในพื้นที่ประสบภัย, เปิดคลังหลวงแจกข้าวสารและเสบียงบรรเทาทุกข์

  • การฟื้นฟูระยะยาว: รัฐออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการซ่อมแซมพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหาย และปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือไม่มีดอกเบี้ยให้เกษตรกรเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ ****


💡 บทเรียนเพื่อ "หาดใหญ่ ปี 2568"

การนำบทเรียนของบูเช็กเทียนมาวิเคราะห์เพื่อรับมือ "น้ำท่วมหาดใหญ่ ปี 2568" สามารถสรุปได้ดังนี้:

มิติการจัดการของบูเช็กเทียนการประยุกต์ใช้กับวิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่
การสร้างคันดิน 2 ชั้น/คลองเบี่ยงน้ำการวางแผนป้องกันระยะยาว: ทบทวนแผนผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน สร้างแก้มลิง/พื้นที่รับน้ำสำรองอย่างถาวรในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็น "ทางน้ำหลาก" เพื่อเบี่ยงน้ำก่อนเข้าเขตเศรษฐกิจ
ขุดลอกและบำรุงรักษาต่อเนื่องการจัดการต้นทาง: ขุดลอกคลองและแม่น้ำสาขาในเขตหาดใหญ่และสงขลาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณที่มีการสะสมของตะกอนหรือสิ่งกีดขวาง เพื่อเพิ่มอัตราการระบายน้ำ
ใช้คนเก่ง/ระดมกำลังทันทีการจัดการคน: แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านชลประทาน/วิศวกรรมการระบายน้ำให้มีอำนาจตัดสินใจในภาวะวิกฤต (แทนการพิจารณาตามตำแหน่ง) พร้อมจัดตั้งทีมฉุกเฉินที่สามารถระดมพลและเครื่องมือหนักได้ทันทีที่ได้รับสัญญาณเตือน
ยกเว้นภาษี/เยียวยาหลังน้ำท่วมการฟื้นฟูสังคม: ออกมาตรการลดหย่อนภาษี/เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้ทันทีหลังน้ำลด

หัวใจสำคัญที่บูเช็กเทียนแสดงให้เห็นคือ ความต่อเนื่องในการป้องกัน และ การจัดการคนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำยุคปัจจุบันต้องถอดบทเรียน: การแก้ปัญหาไม่ได้จบแค่การ "อุดรอยรั่ว" แต่ต้องมุ่งไปที่การวางแผนป้องกันและเตรียมพร้อมอย่างถาวรในทันที โดยอาศัยความสามารถของบุคลากรเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ถอดรหัสนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 2569 พรรคการเมืองไทยเดินเกม “ดิจิทัล–เอไอ” สอดรับยุค AI Plus จีน ท่ามกลางโจทย์อธิปไตยเทคโนโลยี

รายงานวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทย เผยให้เห็นว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแ...