วิเคราะห์ยะลาโมเดลป้องกันภัยน้ำท่วมสำเร็จ
บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ “ยะลาโมเดล” ในการบริหารจัดการภัยพิบัติอุทกภัยปี 2568 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่จังหวัดยะลา ทั้งในด้านการเตรียมความพร้อมเชิงระบบ การดำเนินการอพยพ การจัดตั้งศูนย์พักพิง การช่วยเหลือประชาชน รวมถึงการฟื้นฟูหลังน้ำลดโดยรวดเร็ว งานศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยะลาโมเดลประสบความสำเร็จคือ ความร่วมมือหลายภาคส่วน การจัดการเชิงรุก และโครงสร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถถอดบทเรียนเพื่อใช้เป็นต้นแบบสำหรับจังหวัดอื่น ๆ ได้
@siampongsnews ยะลาโมเดล: ต้นแบบการจัดการภัยพิบัติอุทกภัย สื่อถึงบทความนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับ “ยะลาโมเดล” ซึ่งเป็นกลยุทธ์การบริหารจัดการอุทกภัยประจำปี 2568 ที่จังหวัดยะลาประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โมเดลดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จอันเกิดจาก การเตรียมความพร้อมเชิงระบบล่วงหน้า และการประสานงานอันมีประสิทธิภาพระหว่างหลายภาคส่วน ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับจังหวัด องค์ประกอบสำคัญของโมเดลนี้ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลประชาชน การจัดตั้งศูนย์พักพิงถึง 14 แห่ง การฝึกกำลังพลเฉพาะทาง และการตอบสนองเชิงรุกผ่าน ระบบอพยพอย่างเป็นระเบียบ และการแจกจ่ายถุงยังชีพอย่างรวดเร็ว ความสำเร็จของกลยุทธ์ดังกล่าวได้รับการรับรองจากประธานรัฐสภาและรองผู้ว่าราชการจังหวัด และถือเป็นกรณีศึกษาที่สามารถใช้เป็นแบบอย่างได้ ซึ่งท้ายที่สุด นักวิเคราะห์ได้เสนอแนะให้ยกระดับยะลาโมเดลเป็น ต้นแบบระดับชาติ พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืนต่อไป
♬ เสียงต้นฉบับ - siampongsnews
1. บทนำ
อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ของไทยเป็นภัยพิบัติที่เกิดซ้ำและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตเป็นวงกว้าง จังหวัดยะลานับเป็นพื้นที่หนึ่งที่ประสบปัญหาน้ำท่วมต่อเนื่อง แต่ในปี 2568 “ยะลาโมเดล” ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางว่าเป็นกรณีศึกษาความสำเร็จในการบริหารจัดการภาวะวิกฤติ การลงพื้นที่ของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และคณะผู้แทน ได้สะท้อนถึงความพร้อมและประสิทธิผลของกระบวนการจัดการน้ำท่วมครั้งนี้
2. แนวคิดและองค์ประกอบของยะลาโมเดล
2.1 การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า (Preparedness)
ประธานรัฐสภาระบุชัดเจนว่า การเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด หากขาดการเตรียมความพร้อม ความเสียหายน่าจะรุนแรงกว่านี้มาก นโยบายสำคัญประกอบด้วย
-
การสำรวจข้อมูลประชาชน ความต้องการ และจุดเสี่ยง
-
การจัดทำแผนรองรับการอพยพ
-
การจัดตั้งและเตรียมความพร้อมของศูนย์อพยพจำนวน 14 ศูนย์ ทั้งในและนอกพื้นที่
-
การเตรียมข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเวชภัณฑ์เพียงพอสำหรับรองรับ 3 วันแรกของเหตุการณ์
โมเดลนี้ถูกออกแบบให้ตอบสนองทันทีเมื่อเกิดน้ำท่วม ทั้งด้านการเคลื่อนย้ายประชาชนและการดำรงชีพขั้นพื้นฐาน
2.2 การจัดกำลังคนและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ
เทศบาลตำบลท่าสาปมีการฝึกกำลังคนด้านต่าง ๆ เช่น
-
การขับเรือในพื้นที่น้ำหลาก
-
การปฐมพยาบาลและกู้ชีพขั้นต้น
-
การสื่อสารผ่านวิทยุ
-
การแบ่งหน้าที่รับผิดชอบเป็นสัดส่วนชัดเจน
อุปกรณ์สำคัญมีความพร้อม เช่น เรือหลากหลายประเภท รถขนย้าย เสื้อชูชีพ และน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้สามารถอพยพประชาชนได้ทั้งทางเรือและทางรถอย่างเป็นระบบ
2.3 ระบบอพยพและการช่วยเหลือประชาชน
เมื่อเกิดเหตุ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถนำประชาชนเข้าสู่ศูนย์อพยพได้จำนวนมากถึง 740 คน ใน 13 ศูนย์ทั่วพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการแจกจ่ายถุงยังชีพแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบกว่า 3,600 ครัวเรือน ถือเป็นการช่วยเหลือในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม
2.4 การฟื้นฟูหลังน้ำลด (Recovery)
หลังจากน้ำลดภายใน 3 วัน เทศบาลได้เร่งดำเนินการฟื้นฟูทันที ได้แก่
-
การเก็บขยะ เศษวัสดุ
-
การล้างทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ
-
การช่วยเหลือประชาชนในการทำความสะอาดบ้านเรือน
การฟื้นฟูอย่างรวดเร็วช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและฟื้นสภาพสังคมได้อย่างมีประสิทธิผล
3. การสนับสนุนจากระดับจังหวัดและสภาผู้แทนราษฎร
รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายก้องสกุล จันทราช ระบุว่า การถอดบทเรียนจากเวทีสภาผู้แทนราษฎรเป็นปัจจัยที่ช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว การแบ่งพื้นที่และการจัดตั้งศูนย์อพยพมีความชัดเจนและพร้อมใช้งานทันที
ขณะเดียวกัน ส.ส.สุไลมาน บือแนปีแน ได้ชื่นชมการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนที่ทำให้ “ยะลาโมเดล” เห็นผลสำเร็จ พร้อมเสนอว่ารัฐบาลควรวางแผนจัดการน้ำในอนาคต เช่น การผันน้ำออกจากเขตเมือง เพื่อป้องกันปัญหาอย่างยั่งยืน
4. ปัจจัยความสำเร็จของยะลาโมเดล
จากข้อมูลและการวิเคราะห์ พบว่าความสำเร็จของยะลาโมเดลเกิดจากปัจจัยหลักดังต่อไปนี้
-
ความพร้อมเชิงระบบ
-
มีข้อมูลประชาชนและความต้องการอย่างเป็นปัจจุบัน
-
ระบบภาพรวมรองรับถูกจัดไว้ล่วงหน้า
-
-
ความร่วมมือข้ามหน่วยงาน
-
ท้องถิ่น หน่วยงานจังหวัด ส.ส. และหน่วยงานกลางร่วมกันทำงาน
-
-
การสื่อสารมีประสิทธิภาพ
-
การใช้วิทยุสื่อสารและการแบ่งงานหน้าที่ที่ชัดเจน
-
-
การดำเนินการเชิงรุกและรวดเร็ว
-
มีการอพยพทันเหตุการณ์
-
การฟื้นฟูเกิดขึ้นทันทีหลังน้ำลด
-
-
การสนับสนุนเชิงนโยบายจากผู้นำระดับสูง
-
การลงพื้นที่ของประธานรัฐสภาช่วยเพิ่มแรงจูงใจและทิศทางการทำงานที่ชัดเจน
-
5. ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาในอนาคต
-
ยกระดับยะลาโมเดลสู่โมเดลระดับชาติ
ควรมีการประมวลผลบทเรียนและกำหนดเป็นต้นแบบสำหรับจังหวัดเสี่ยงภัยอื่น ๆ -
พัฒนาระบบผันน้ำและโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วม
เพื่อลดโอกาสการเกิดน้ำท่วมในเขตเมืองอย่างถาวร -
เสริมระบบการสื่อสารข้อมูลภัยพิบัติแบบเรียลไทม์
เช่น ระบบเตือนภัยล่วงหน้า การใช้เทคโนโลยี IoT และศูนย์ข้อมูลกลาง -
พัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครภัยพิบัติในชุมชน
เพื่อเสริมกำลังในการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน
6. สรุปผลการวิเคราะห์
ยะลาโมเดลเป็นกรณีศึกษาเชิงบูรณาการของการจัดการอุทกภัยที่ประสบความสำเร็จ เพราะมีการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ การจัดการเชิงรุก การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และการประสานงานหลายภาคส่วนแบบไร้รอยต่อ การดำเนินการทุกขั้นตอนตั้งแต่การอพยพ การช่วยเหลือ การดูแลผู้คนในศูนย์พักพิง ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังน้ำลด ล้วนเป็นภาพสะท้อนของระบบบริหารจัดการภัยพิบัติที่เข้มแข็งและตอบสนองได้ทันท่วงที
ยะลาโมเดลจึงสามารถเป็นต้นแบบสำคัญสำหรับการจัดการภัยพิบัติในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เผชิญอุทกภัยซ้ำซาก ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบผันน้ำในอนาคตจะเป็นกุญแจสำคัญสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น