วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

การบริหารจัดการแม่น้ำของจีนสู่ภูมิปัญญาไทย

 


วิเคราะห์บริหารจัดการแม่น้ำของจีนสู่ภูมิปัญญาไทย

(A Comparative Analysis of China’s River Governance and its Implications for Thai Water Wisdom)

บทคัดย่อ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขยายตัวของเมือง และความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกลายเป็นความท้าทายสำคัญของศตวรรษที่ 21 จีนในฐานะประเทศที่มีแม่น้ำสายใหญ่และมีประสบการณ์โครงการน้ำขนาดมหาศาล ได้พัฒนาองค์ความรู้ด้านธรรมาภิบาลน้ำและพร้อมแบ่งปันทักษะสู่ทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยมีภูมิปัญญาการจัดการแม่น้ำที่สั่งสมมายาวนานตามวิถีชุมชน การเปรียบเทียบกรณีศึกษาจีนกับภูมิปัญญาไทย ช่วยเปิดพื้นที่ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อผสานแนวคิดวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กับการจัดการน้ำโดยประชาชนเป็นศูนย์กลาง


1. บทนำ

รายงาน “การบริหารจัดการแม่น้ำเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชาติ ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน : การศึกษายุทธศาสตร์แม่น้ำในยุคใหม่” จากคลังสมองระดับสูงของจีนชี้ว่า ความมั่นคงทางน้ำกำลังถูกท้าทายจากภาวะโลกร้อนและการเพิ่มขึ้นของประชากรเมือง โดยคาดว่าผู้ที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำจะเพิ่มขึ้นจาก 930 ล้านคน (ปี 2016) เป็น 1,700–2,400 ล้านคนในปี 2050 การบริหารจัดการแม่น้ำจึงไม่ใช่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เป็น ปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน


2. ประสบการณ์การบริหารจัดการแม่น้ำของจีน

2.1 ยุทธศาสตร์แม่น้ำในยุคใหม่ของจีน

จีนพัฒนาแนวคิด “มนุษยชาติกับน้ำต้องอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน (Harmony between Humanity and Water)” โดยมุ่งให้การจัดการน้ำเป็นฐานของการพัฒนา “ชาติสมัยใหม่” ทั้งด้านเศรษฐกิจ นิเวศ และความปลอดภัยของประชาชน

2.2 โครงการขนาดใหญ่และการเรียนรู้เชิงระบบ

จีนสร้างองค์ความรู้จากโครงการน้ำขนาดใหญ่ เช่น

  • ระบบชลประทานและป้องกันน้ำท่วมแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำเหลือง

  • โครงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ

  • การฟื้นฟูแม่น้ำในเขตเมือง

สิ่งเหล่านี้ทำให้จีนพัฒนานวัตกรรมด้านการควบคุมน้ำท่วม การจัดสรรน้ำ และการฟื้นฟูระบบนิเวศที่เชื่อมกับการบริหารจัดการแบบดิจิทัล

2.3 การแบ่งปันองค์ความรู้และความร่วมมือระหว่างประเทศ

จีนจัดการฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมากกว่า 4,000 คนจาก 112 ประเทศ และตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีในหลายทวีป เช่น

  • ปากีสถาน

  • เอธิโอเปีย

  • อินโดนีเซีย

  • เซอร์เบีย

  • เซเนกัล

รวมถึงความร่วมมือกับสหประชาชาติในการบรรลุเป้าหมาย SDG 6 (Clean Water and Sanitation) ภายในปี 2030


3. ภูมิปัญญาการบริหารจัดการน้ำของไทย

แม้ไทยจะไม่มีโครงการขนาดใหญ่เท่าจีน แต่มี “ภูมิปัญญาน้ำ” ที่สะท้อนการปรับตัวกับภูมิประเทศและสภาพอากาศเขตร้อนมาช้านาน เช่น

3.1 ระบบชลประทานโบราณ

  • การขุดคลองและทำนบในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น

  • ระบบ “เหมืองฝาย” ของภาคเหนือ ที่เน้นการจัดการน้ำแบบร่วมกันของชุมชน

3.2 แนวคิดอยู่กับน้ำ (Living with Water)

สังคมไทยเชื่อมโยงแม่น้ำกับการดำรงชีวิต เช่น

  • พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาที่รับมือกับน้ำหลากตามฤดูกาล

  • เรือนแพ คลองสัญจร และระบบนิเวศเกษตรน้ำท่วมตามฤดูกาล (flood-based agriculture)

3.3 ความท้าทายใหม่ของไทย

อย่างไรก็ตาม ไทยกำลังเผชิญปัญหาใหม่ที่ต้องการเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการที่ซับซ้อนขึ้น ได้แก่

  • น้ำท่วมเมือง

  • น้ำแล้งเรื้อรังในบางภาค

  • คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม

  • การบริหารลุ่มน้ำที่ข้ามจังหวัดและพรมแดน


4. วิเคราะห์เปรียบเทียบ: บทเรียนจากจีนสู่ภูมิปัญญาไทย

4.1 การจัดการเชิงบูรณาการ (Integrated River Basin Management: IRBM)

จีนใช้ระบบบูรณาการทั้งข้อมูลน้ำ ภูมิอากาศ เมือง และเศรษฐกิจ ในขณะที่ไทยยังมีหน่วยงานซ้ำซ้อนหลายส่วน การนำแบบจำลองของจีนมาปรับใช้ อาจช่วยให้ไทย

  • รวมข้อมูลลุ่มน้ำให้เป็นระบบเดียว

  • ใช้เทคโนโลยีคาดการณ์น้ำท่วม–น้ำแล้งแบบเรียลไทม์

  • ลดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานท้องถิ่น

4.2 เทคโนโลยีและนวัตกรรม

จีนมีความก้าวหน้าใน

  • ระบบตรวจวัดน้ำอัจฉริยะ

  • การฟื้นฟูแม่น้ำเมือง

  • การบริหารเขื่อนด้วย AI

ไทยสามารถนำแนวคิดนี้มาเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น

  • เหมืองฝายอัจฉริยะ

  • คลองเมืองที่เชื่อมข้อมูลน้ำกับระบบเตือนภัย

  • ผสาน “ภูมิน้ำชุมชน” กับข้อมูลดิจิทัล

4.3 ธรรมาภิบาลน้ำและประชาชนเป็นศูนย์กลาง

จีนเน้นทั้งโครงสร้างใหญ่และการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการศึกษา การอบรม และการสร้างศูนย์ความรู้
ไทยสามารถต่อยอดด้วยการ

  • ทำให้ชุมชนเป็นเจ้าของข้อมูลน้ำ

  • เสริมบทบาท อบต./เทศบาล ในการบริหารน้ำระดับลุ่มน้ำย่อย

  • ฟื้นระบบจัดการน้ำแบบดั้งเดิมควบคู่ความรู้ใหม่


5. ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย

  1. จัดตั้งศูนย์ความรู้ด้านน้ำแบบจีนในระดับภูมิภาค เพื่อฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น นักเรียน และเกษตรกร

  2. ยกระดับระบบข้อมูลน้ำแบบรวมศูนย์-กระจายอำนาจ ให้ทุกจังหวัดเข้าถึงข้อมูลเรียลไทม์

  3. ฟื้นฟูคลองเมืองตามโมเดลฟื้นฟูแม่น้ำของจีน เพื่อเพิ่มคุณภาพน้ำ ลดน้ำท่วม และสร้างพื้นที่สีเขียว

  4. ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย เช่น เหมืองฝาย คันกั้นน้ำธรรมชาติ การทำนาแบบน้ำนอง เข้ากับเทคโนโลยีวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (GIS/AI)

  5. สร้างความร่วมมือเทคนิคไทย–จีน เพื่อแลกเปลี่ยนนวัตกรรมด้านเขื่อน การฟื้นฟูแม่น้ำ และการคาดการณ์ภาวะน้ำ


6. บทสรุป

จีนได้พัฒนายุทธศาสตร์แม่น้ำที่ผสานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ นวัตกรรมวิทยาศาสตร์ และธรรมาภิบาลน้ำที่มองประชาชนเป็นศูนย์กลาง ส่วนไทยมีภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกับน้ำที่ฝังรากในชุมชน การผสานทั้งสองแนวทางเข้าด้วยกันสามารถสร้างโมเดลการบริหารลุ่มน้ำที่เหมาะสมกับบริบทไทยในศตวรรษที่ 21 และช่วยให้ประเทศไทยรับมือกับความท้าทายน้ำในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ถอดรหัสนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 2569 พรรคการเมืองไทยเดินเกม “ดิจิทัล–เอไอ” สอดรับยุค AI Plus จีน ท่ามกลางโจทย์อธิปไตยเทคโนโลยี

รายงานวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทย เผยให้เห็นว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแ...