วิเคราะห์ “เอียนอ๊วกการเมืองไทย”: จากพรรคสามัคคีธรรมถึงการเมืองไทย พ.ศ. 2568
บทความทางวิชาการ
บทคัดย่อ
บทความนี้วิเคราะห์ความรู้สึก “เอียนอ๊วกการเมืองไทย”—สภาวะความเหนื่อยล้า ความเบื่อหน่าย และความไม่ไว้วางใจต่อระบบการเมือง—โดยใช้เนื้อหาเชิงสัญลักษณ์จากบทเพลงเพื่ออธิบายความรู้สึกสะสมของสังคมไทย ประกอบกับการพิจารณาพัฒนาการทางการเมืองตั้งแต่ยุคพรรคสามัคคีธรรม (พ.ศ. 2535) จนถึงปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเมืองไทยประสบทั้งวิกฤต ความขัดแย้ง การรัฐประหาร การเปลี่ยนขั้วรัฐบาล และความล้มเหลวในการปฏิรูปโครงสร้างรัฐ บทความเสนอว่าความรู้สึกเบื่อหน่ายนี้มิได้เป็นเพียงอารมณ์สาธารณะ แต่เป็นผลสะสมของ “วัฏจักรการเมืองที่ไม่เปลี่ยนจริง” อันสะท้อนในถ้อยคำของเพลง เช่น “บทเดิมเล่นซ้ำไป” และ “ทำจริงได้เท่าไหร่” ซึ่งสื่อถึงความล้มเหลวของสถาบันทางการเมืองในการก่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อประชาชน
1. บทนำ: ความรู้สึก “เอียนอ๊วก” กับบริบททางการเมืองไทย
สภาวะ “การเมืองนำความเหนื่อยล้า” ในสังคมไทยได้ถูกพูดถึงยาวนาน โดยเฉพาะหลังความผันผวนตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ความรู้สึกเช่นนี้สะท้อนในบทเพลงต้นฉบับที่ระบุว่า
“เปิดทีวีก็เจอแต่หน้าเดิม ๆ… สัญญาเดิม ๆ ที่ฟังมาหลายปี”
ถ้อยคำดังกล่าวเป็นภาพแทน (metaphor) ของความซ้ำซากทางการเมืองและการขาดความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นหัวใจของความ “เอียนอ๊วก” ที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกต่อการเมืองไทยยุคใหม่
2. จากพรรคสามัคคีธรรมสู่การเมืองไทยร่วมสมัย: วัฏจักรความไม่เปลี่ยนแปลง
2.1 พรรคสามัคคีธรรมและเหตุการณ์พฤษภา 2535
พรรคสามัคคีธรรมเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความพยายามสร้างความต่อเนื่องของอำนาจผ่านกลไกเลือกตั้ง แม้มีผลลัพธ์คือการต่อต้านทางสังคมจนเกิด “พฤษภาทมิฬ 2535” เหตุการณ์นี้ทำให้ประชาชนตั้งคำถามต่อ ความชอบธรรมของผู้ปกครอง และสร้างจุดเริ่มต้นของการวิพากษ์ชนชั้นนำการเมืองในระยะยาว
2.2 วัฏจักรรัฐบาลเลือกตั้ง–รัฐประหาร
ตั้งแต่ปี 2535 ถึง 2568 ประเทศไทยประสบรัฐประหารหลายครั้ง (2549, 2557) รัฐธรรมนูญใหม่หลายฉบับ และรัฐบาลผสมที่เปลี่ยนขั้วหลายรอบ วัฏจักรนี้สอดคล้องกับท่อนเพลงที่ว่า
“เวทีใหญ่ แต่บทเดิมเล่นซ้ำไป”
ซึ่งสะท้อนว่าแม้ตัวแสดงการเมืองจะปรับเปลี่ยน แต่ โครงสร้างและความสัมพันธ์เชิงอำนาจยังคงเดิม ความรู้สึกเบื่อหน่ายจึงเป็นผลผลิตของวงจรซ้ำนี้
3. “สภาร้อนแรงกว่าแดดเมษา”: วิกฤตความขัดแย้งและการขาดประสิทธิภาพ
ท่อนที่ว่า
“คนหนึ่งว่าใช่ อีกคนก็เถียงว่าไม่ใช่
สุดท้ายไม่รู้ใคร ‘ทำงานให้ประชา’”
สะท้อนความขัดแย้งทางการเมืองที่กลายเป็น “ละครการเมือง” มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงนโยบาย ซึ่งปรากฏเด่นชัดหลังปี 2544 และเข้มข้นมากขึ้นหลังปี 2557–2566 ที่สภาถูกใช้เป็นพื้นที่ต่อสู้ระหว่างฝ่ายการเมือง มากกว่าพื้นที่ถกเถียงเพื่อประโยชน์สาธารณะ
งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์—ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ, อำนาจทหาร, การเมืองใหม่, เสรีนิยม—กลายเป็นอุปสรรคต่อ การสร้างฉันทามติสาธารณะ จนนำไปสู่การรับรู้ว่า “ไม่มีใครทำงานจริง” ตามที่เพลงกล่าว
4. การเมืองปี 2568: ความเหนื่อยล้าของประชาชนยุคหลังโซเชียลมีเดีย
ในปี 2568 การเมืองไทยอยู่ในสภาพที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่า
-
นักการเมืองพูดมากกว่าทำ,
-
นโยบายถูกใช้เพื่อหาเสียงมากกว่าการแก้ปัญหา,
-
การสื่อสารสาธารณะเต็มไปด้วยความขัดแย้งและความเกลียดชังทางการเมือง (political polarization).
ท่อนเพลงที่ว่า
“สัญญาใหญ่ แต่ใครทำจริงบ้างไหม
เหมือนละครดราม่าไป”
เป็นภาพแทนความรู้สึกของประชาชนที่เสพข่าวการเมืองรายวันผ่านโซเชียลมีเดียซึ่งผลิตซ้ำความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง จนเกิดปรากฏการณ์ที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า
Political Fatigue หรือ “ความล้าเชิงการเมือง”
5. ความหวังภายใต้ความเอียน: ปรากฏการณ์ความคาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลง
แม้เพลงจะใช้โทนล้อเลียน–เหนื่อยหน่าย แต่ “บริดจ์” ของเพลงกลับหักมุมด้วยการเสนอความหวังว่า
“ไม่ต้องการฮีโร่ ไม่ต้องการฝันลม ๆ
แค่อยากเห็นคนทำงานจริง… เท่านั้นเอง”
นี่สะท้อนกระแสคิดทางรัฐศาสตร์ยุคใหม่ว่าประชาชนไม่ได้ต้องการผู้นำแบบวีรบุรุษ (heroic leadership) อีกต่อไป แต่ต้องการ สถาบันการเมืองที่ทำงานได้ ปรับตัวได้ และรับผิดชอบได้ (responsive & accountable institutions)
ในปี 2568 กระแสนี้ปรากฏเด่นชัดจากข้อเรียกร้องต่อการปฏิรูประบบราชการ การกระจายอำนาจ และการเมืองแบบโปร่งใส
6. บทสรุป: “เอียนอ๊วก” เป็นสัญญาณเรียกร้องการปฏิรูป
จากการวิเคราะห์ทั้งเพลงและพัฒนาการการเมืองไทย 2535–2568 สามารถสรุปได้ว่า สภาวะ “เอียนอ๊วกการเมืองไทย” มิใช่เพียงความรู้สึกส่วนบุคคล แต่เป็นผลสะสมจาก
-
วัฏจักรการเมืองที่ซ้ำซาก,
-
ปัญหาความชอบธรรมของผู้นำ,
-
ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์,
-
และความไม่ต่อเนื่องของการปฏิรูปโครงสร้างรัฐ.
ท่อนสุดท้ายของเพลงที่ว่า
“หวังว่าวันหนึ่งจะมีทางที่สดใส
ให้เราได้ภูมิใจ… ว่าไทยจะไปได้ไกลกว่าเดิม”
จึงเป็นข้อสรุปเชิงสัญลักษณ์ว่า แม้ประชาชนจะเบื่อหน่ายอย่างลึกซึ้ง แต่ “ความหวัง” ยังไม่เคยหายไป ความหวังนี้เองคือแรงผลักดันสำคัญต่อการเรียกร้องให้การเมืองไทยเดินออกจากวัฏจักรเดิมสู่ระบบที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นประชาธิปไตยในความหมายที่แท้จริง
เอียนอ๊วกการเมืองไทย
(เพลงต้นฉบับ — เสียดสีแบบสุภาพ)
[ท่อน 1]
เปิดทีวีก็เจอแต่หน้าเดิม ๆ
สัญญาเดิม ๆ ที่ฟังมาหลายปี
บอกจะเปลี่ยนประเทศให้ดีกว่านี้
แต่ปิดจอทีไร… ก็ดูเหมือนเดิมทุกที
[คอรัส]
โอ๊ย… เอียนอ๊วกการเมืองไทย
เวทีใหญ่ แต่บทเดิมเล่นซ้ำไป
พูดกันสวยหรู แต่ทำจริงได้เท่าไหร่
มองฟ้าครั้งใด ก็อยากถอนใจดัง ๆ
[ท่อน 2]
สภาร้อนแรงกว่าแดดตอนเมษา
แต่ชาวบ้านถามหาใครจะช่วยปัญหา
คนหนึ่งว่าใช่ อีกคนก็เถียงว่าไม่ใช่
สุดท้ายไม่รู้ใคร “ทำงานให้ประชา”
[คอรัส]
โอ๊ย… เอียนอ๊วกการเมืองไทย
สัญญาใหญ่ แต่ใครทำจริงบ้างไหม
เวียนว่ายอยู่นาน เหมือนละครดราม่าไป
เห็นทีไร ก็ได้แต่หัวเราะกลบความเหนื่อยใจ
[บริดจ์]
แต่ถึงจะอ๊วก… ก็ยังต้องหวัง
ว่าสักวันหนึ่งบ้านเราจะพ้นทางตัน
ไม่ต้องการฮีโร่ ไม่ต้องการฝันลม ๆ
แค่อยากเห็นคนทำงานจริง… เท่านั้นเอง
[คอรัสสุดท้าย]
โอ๊ย… เอียนอ๊วกการเมืองไทย
แต่หัวใจยังไม่ยอมตาย
หวังว่าวันหนึ่งจะมีทางที่สดใส
ให้เราได้ภูมิใจ… ว่าไทยจะไปได้ไกลกว่าเดิม

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น