วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

นโยบายจัดการน้ำ "พปชร." ผลงาน 9 ปีพล.อ.ประวิตร


วิเคราะห์นโยบายการบริหารจัดการน้ำของพรรคพลังประชารัฐป้องกันภัยพิบัติน้ำท่วม จากผลงานการแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ


บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ผลงานและบทบาทของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะผู้ดูแลการบริหารจัดการน้ำระดับประเทศในช่วงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ตลอดระยะเวลา 9 ปีของรัฐบาล โดยอาศัยข้อมูลเชิงนโยบายและการสื่อสารสาธารณะของพรรคพลังประชารัฐเป็นกรณีศึกษา การวิเคราะห์ครอบคลุมมิติเชิง โครงสร้างการจัดการน้ำ นโยบายเชิงปฏิบัติการ และ ผลสัมฤทธิ์ ด้านการป้องกันปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งแบบยั่งยืน ตลอดจนประเมินความท้าทายของการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศในอนาคต


1. บทนำ

ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งเป็นประเด็นสำคัญทางนโยบายสาธารณะของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เนื่องจากมีผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประชาชน การจัดการน้ำจึงต้องดำเนินอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งปัจจัยธรรมชาติ การใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาเมือง และสภาพภูมิอากาศโลก

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและประธานกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและจัดการน้ำระดับประเทศ พรรคพลังประชารัฐได้นำเสนอผลงานดังกล่าวเป็นจุดเด่นหนึ่งของพรรค โดยระบุถึงความสำเร็จในการลดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและภัยแล้งในช่วง 9 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล


2. กรอบแนวคิดการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ

การวิเคราะห์ผลงานของผู้นำทางการเมืองด้านการจัดการน้ำจำเป็นต้องอาศัยกรอบคิดแบบ บูรณาการ (Integrated Water Resources Management: IWRM) ซึ่งประกอบด้วย

  1. การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ (Area-based Management): มุ่งเน้นบริหารน้ำตาม ลุ่มน้ำ และบริบทพื้นที่

  2. การบูรณาการหน่วยงานรัฐ: การจัดการน้ำเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง เช่น ทส., มท., กษ., คมนาคม ฯลฯ

  3. การบริหารจัดการเชิงเวลา: จำแนกเป็น ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

  4. การมีส่วนร่วมของชุมชนและความร่วมมือเอกชน: ช่วยให้ระบบน้ำยั่งยืนและลดความเสี่ยง

บทความนี้ใช้กรอบดังกล่าวในการประเมินผลงานที่อ้างถึงของพล.อ.ประวิตร


3. วิเคราะห์ผลงานการจัดการน้ำของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

3.1 การจัดตั้งกลไกประสานงานและศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

กรณีศึกษาล่าสุด ได้แก่ การเปิดศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชารัฐภาคใต้ การตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จ.นครศรีธรรมราช และการสั่งการเร่งด่วนให้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. และทีมงานลงพื้นที่ช่วยเหลือ แม้กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานการเมือง แต่สะท้อนภาพลักษณ์ ความต่อเนื่องของบทบาทด้านภัยพิบัติ ของพล.อ.ประวิตรในฐานะผู้ประสานงานด้านน้ำระดับชาติ

3.2 การวางระบบแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งแบบ 3 ระยะ

จากข้อมูลของพรรคพลังประชารัฐ ผลงานสำคัญประกอบด้วย

  • 1. ระยะสั้น: การเร่งระบายน้ำ, เสริมระบบป้องกันน้ำท่วมเฉพาะหน้า, จัดตั้งศูนย์อำนวยการน้ำในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง

  • 2. ระยะกลาง: การสร้างและปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ, การบริหารจัดการเขื่อนให้สามารถ พร่องน้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ, ระบบชลประทานเชิงพื้นที่

  • 3. ระยะยาว: นโยบายอนุรักษ์ป่าไม้และป่าต้นน้ำ, การแก้ปัญหาการบุกรุกป่า, การปลูกป่าเพื่อเป็น “ปราการซับน้ำ”, การสร้างอ่างเก็บน้ำบนพื้นที่สูง เพื่อรองรับฤดูแล้งและฤดูฝน

แนวคิดนี้สอดคล้องกับโมเดลการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืนตาม IWRM

3.3 การใช้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิช่วยกำหนดนโยบาย

การจัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ วิศวกรป้องกันน้ำท่วม นักป่าไม้ และหน่วยงานวิจัยมีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพทางเทคนิคของนโยบาย ทำให้เกิดการ บูรณาการในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ

3.4 การป้องกันน้ำท่วมซ้ำซากและภัยแล้งตามที่พรรคอ้างถึง

พรรคพลังประชารัฐระบุว่า ตลอด 9 ปีของรัฐบาล พล.อ.ประวิตรดูแลเรื่องน้ำอย่างใกล้ชิด มีผลให้ประชาชนไม่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและภัยแล้งรุนแรง โดยแม้ในเชิงข้อเท็จจริงบางพื้นที่ของประเทศยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมตามฤดูกาล แต่การลงทุน โครงสร้างพื้นฐานน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำ ถนนคันกั้นน้ำ และระบบพร่องน้ำ ก็มีผลช่วยลดความเสียหายในหลายพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ


4. การประเมินผลงานในมิติต่าง ๆ

4.1 มิติความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

การอนุรักษ์ป่า การปลูกป่า และการจัดการพื้นที่ต้นน้ำเป็นจุดแข็งสำคัญของยุทธศาสตร์ที่พล.อ.ประวิตรสนับสนุน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ จัดการน้ำตามธรรมชาติ (Nature-based Solutions)

4.2 มิติความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

การบูรณาการข้อมูลน้ำจากหน่วยงาน เช่น กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และกรมอุตุนิยมวิทยา ช่วยให้การตัดสินใจ “พร่องน้ำล่วงหน้า” มีประสิทธิภาพมากขึ้น

4.3 มิติประสิทธิผล (Effectiveness)

การลดความเสียหายจากน้ำท่วมบางลุ่มน้ำ เช่น ลุ่มเจ้าพระยา ปากพนัง ป่าสัก มีรายงานผลลัพธ์เชิงประจักษ์ว่าได้รับผลกระทบน้อยลงเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้า แม้จะยังมีเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่อยู่บ้าง

4.4 มิติความต่อเนื่องของนโยบาย

ผลงานหลายด้านเป็นโครงการต่อเนื่องระยะยาว เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ การแก้ปัญหาป่าต้นน้ำ ซึ่งต้องการเวลาหลายปีในการเห็นผล ทำให้ปรากฏเป็น มรดกทางนโยบาย ที่มีผลยาวนานหลังสิ้นสุดวาระ


5. ข้อจำกัดและความท้าทาย

แม้ผลงานที่พรรคเสนอมีจุดแข็ง แต่ยังมีข้อพิจารณาเพิ่มเติม เช่น

  • ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งยังคงเกิดขึ้นในบางพื้นที่ เนื่องจากภูมิประเทศและ สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

  • โครงการบางส่วนต้องใช้งบประมาณสูง และต้องการ ความโปร่งใส ในการดำเนินงาน

  • การใช้ข้อมูลทางการเมืองนำเสนอผลงานอาจมีอคติ จึงควรมีการประเมินโดย หน่วยงานวิชาการอิสระ

  • ผลกระทบจาก Climate Change รุนแรงขึ้น ทำให้การจัดการน้ำต้องปรับตัวตลอดเวลา


6. บทสรุป

ผลงานด้านการจัดการน้ำของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในช่วงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีสามารถมองได้ว่ามีความสำคัญในมิติเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการวางระบบการบริหารจัดการน้ำ การสร้างอ่างเก็บน้ำ การแก้ปัญหาป่าต้นน้ำ และการบูรณาการหน่วยงาน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ IWRM และตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม การประเมินผลงานจำเป็นต้องใช้ข้อมูลหลากหลายด้านประกอบ ทั้งสถิติภัยพิบัติ งบประมาณ การบริหารจัดการเชิงนโยบาย และบริบททางภูมิอากาศ

หากพรรคพลังประชารัฐนำผลงานดังกล่าวมาสานต่อในอนาคต จุดแข็งที่สำคัญคือ ประสบการณ์และโครงสร้างที่วางไว้แล้ว ขณะที่ความท้าทายสำคัญคือการรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและความคาดหวังของประชาชนที่สูงขึ้นต่อการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

วิเคราะห์นโยบายการบริหารจัดการน้ำของพรรคพลังประชารัฐเพื่อป้องกันภัยพิบัติน้ำท่วม

บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งวิเคราะห์แนวนโยบายและผลงานด้านการบริหารจัดการน้ำของพรรคพลังประชารัฐ โดยเน้นบทบาทของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ที่มีหน้าที่กำกับดูแลการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศตลอดระยะเวลา 9 ปีของรัฐบาล การวิเคราะห์ตั้งอยู่บนกรอบแนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ (Integrated Water Resources Management: IWRM) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของนโยบายทั้งในเชิงโครงสร้าง นโยบายปฏิบัติการ และผลสัมฤทธิ์ในการป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม–น้ำแล้ง ตลอดจนระบุข้อจำกัดและความท้าทายเชิงระบบที่ยังต้องแก้ไข ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าแม้นโยบายด้านน้ำของพรรคพลังประชารัฐมีจุดแข็งด้านการบูรณาการหน่วยงาน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำ และการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ แต่ยังต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ความซับซ้อนของการใช้ที่ดิน และความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของสังคมในอนาคต


1. บทนำ

ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งเป็นหนึ่งในความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย เนื่องจากประเทศตั้งอยู่บนเขตร้อนมรสุม ภูมิประเทศหลากหลาย และเผชิญผลกระทบจากการใช้ที่ดิน การขยายตัวของเมือง และภาวะโลกร้อน การจัดการน้ำจึงกลายเป็นประเด็นเชิงนโยบายที่กำหนดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ในการดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้รับมอบหมายให้ดูแลกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ และทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบายการจัดการน้ำของประเทศ พรรคพลังประชารัฐได้นำเสนอผลงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของจุดขายทางการเมือง โดยเน้นว่าเกิดผลลัพธ์ในด้านการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานน้ำ และการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าต้นน้ำ

บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์นโยบายและผลงานด้านน้ำของพรรคพลังประชารัฐโดยใช้กรอบคิดเชิงระบบ เพื่อประเมินคุณภาพ นัยสำคัญ และข้อท้าทายของการจัดการน้ำในระดับประเทศ


2. กรอบแนวคิดการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (IWRM)

แนวคิด IWRM เป็นกรอบวิเคราะห์มาตรฐานสากลที่เน้นการจัดการน้ำโดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ของปัจจัยหลายมิติประกอบกัน ได้แก่

2.1 การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ (Area-based Management)

การแก้ปัญหาต้องขึ้นกับลุ่มน้ำ ภูมิประเทศ การใช้ที่ดิน และบริบทท้องถิ่น ทำให้แนวนโยบายจำเป็นต้องปรับใช้เฉพาะพื้นที่

2.2 การบูรณาการหน่วยงานของรัฐ

การจัดการน้ำต้องอาศัยข้อมูลและปฏิบัติการร่วมกันของหลายกระทรวง เช่น ชลประทาน ทรัพยากรน้ำ มหาดไทย เกษตรฯ และกรมอุตุนิยมวิทยา

2.3 มิติการบริหารจัดการเชิงเวลา

แบ่งเป็น

  • ระยะสั้น: แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การระบายน้ำ

  • ระยะกลาง: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อ่างเก็บน้ำ

  • ระยะยาว: อนุรักษ์ป่าต้นน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติ

2.4 การมีส่วนร่วมของชุมชนและเอกชน

เป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อสร้างความยั่งยืน ลดความขัดแย้ง และเพิ่มประสิทธิผลของโครงการน้ำ

กรอบแนวคิดนี้ใช้เป็นเกณฑ์หลักในการประเมินนโยบายของพรรคพลังประชารัฐและบทบาทของพล.อ.ประวิตรในช่วงที่ผ่านมา


3. วิเคราะห์ผลงานการจัดการน้ำของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

3.1 การจัดตั้งกลไกประสานงานและศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

กรณีศึกษาที่มีความโดดเด่น ได้แก่

  • การเปิดศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชารัฐภาคใต้

  • การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในนครศรีธรรมราช

  • การสั่งการให้ผู้สมัคร ส.ส. และทีมงานลงพื้นที่ช่วยประชาชน

แม้กิจกรรมเหล่านี้มีมิติการเมือง แต่สะท้อนภาพการสร้าง “ระบบตอบสนองภัยพิบัติ” ที่ต่อเนื่องกับบทบาทผู้อำนวยการน้ำระดับชาติ ทำให้พรรคมีภาพลักษณ์ด้านความรับผิดชอบต่อปัญหาน้ำท่วม


3.2 โมเดลการแก้ปัญหาน้ำท่วม–น้ำแล้งแบบ 3 ระยะ

จากข้อเสนอนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ผลงานของพล.อ.ประวิตรสามารถจำแนกเป็นสามระยะสำคัญดังนี้

1) ระยะสั้น

  • เร่งระบายน้ำในพื้นที่วิกฤติ

  • สร้างแนวป้องกันน้ำชั่วคราว

  • จัดตั้งศูนย์บัญชาการน้ำประจำฤดูกาล

2) ระยะกลาง

  • การก่อสร้าง/ขยายอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติม

  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารเขื่อน เช่น “พร่องน้ำล่วงหน้า”

  • พัฒนาระบบชลประทานเฉพาะลุ่มน้ำ

3) ระยะยาว

  • นโยบายอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ

  • ปราบปรามการบุกรุกป่า

  • ปลูกป่าทดแทนธรรมชาติ

  • การพัฒนาอ่างเก็บน้ำบนพื้นที่สูง

โมเดลนี้สอดคล้องกับแนวทาง IWRM ชัดเจน ทั้งการมองเชิงพื้นที่และการจัดการตามช่วงเวลา


3.3 การใช้ผู้เชี่ยวชาญและงานวิจัยประกอบนโยบาย

พล.อ.ประวิตรมีบทบาทในการผลักดันให้มีการระดมผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ ป่าไม้ และวิศวกรรมชลประทาน เพื่อเพิ่มคุณภาพเชิงเทคนิคของโครงการต่าง ๆ ทำให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัย–โครงสร้างพื้นฐาน–การปฏิบัติการภาคสนาม


3.4 ผลสัมฤทธิ์ตามที่พรรคพลังประชารัฐอ้างถึง

พรรคระบุว่า

  • ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา มีการลดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในหลายพื้นที่

  • ภัยแล้งรุนแรงลดระดับความถี่ลงในบางภูมิภาค

  • โครงสร้างพื้นฐานน้ำมีความก้าวหน้าอย่างมาก

แม้ยังคงมีน้ำท่วมรายพื้นที่ในฤดูกาลมรสุม แต่โครงการอย่างอ่างเก็บน้ำใหม่ ถนนคันกั้นน้ำ และระบบพร่องน้ำช่วยลดความเสียหายในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ


4. การประเมินผลงานตามมิติเชิงวิชาการ

4.1 มิติความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

นโยบายอนุรักษ์ป่าและฟื้นฟูป่าต้นน้ำเป็นจุดเด่นที่เชื่อมโยงกับแนวคิด Nature-based Solutions ซึ่งเป็นเทรนด์สากลด้านการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

4.2 มิติความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

การบูรณาการข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา ชลประทาน และทรัพยากรน้ำ ทำให้การคาดการณ์และการพร่องน้ำล่วงหน้ามีความแม่นยำมากขึ้น ลดระดับความเสี่ยงน้ำท่วมในลุ่มน้ำใหญ่

4.3 มิติความมีประสิทธิผล (Effectiveness)

พื้นที่เสี่ยง เช่น ลุ่มเจ้าพระยา ป่าสัก ปากพนัง ได้รับผลกระทบลดลงเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้า สะท้อนผลลัพธ์ของระบบบริหารจัดการน้ำที่มีความเป็นระบบมากขึ้น

4.4 มิติความต่อเนื่องของนโยบาย

หลายโครงการเป็นแผนระยะยาว เช่น อ่างเก็บน้ำใหม่ การแก้ปัญหาป่าเสื่อมโทรม ทำให้เกิดมรดกทางนโยบายที่มีผลต่อความยั่งยืนในอนาคต


5. ข้อจำกัดและความท้าทาย

แม้นโยบายจะมีความเข้มแข็ง แต่ยังมีข้อจำกัดในเชิงปฏิบัติ ได้แก่

  1. ปัญหาน้ำท่วม–น้ำแล้งยังเกิดขึ้นในบางพื้นที่
    จากความซับซ้อนทางภูมิประเทศ การขยายตัวเมือง และฝนสุดขั้วที่รุนแรงมากขึ้น

  2. งบประมาณและความโปร่งใสของโครงการขนาดใหญ่
    โครงสร้างพื้นฐานน้ำต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวด

  3. ความเอนเอียงของข้อมูลจากแหล่งการเมือง
    การประเมินควรใช้ข้อมูลจากหน่วยงานอิสระประกอบ เพื่อความเป็นกลาง

  4. ผลกระทบจาก Climate Change
    ภัยพิบัติมีความผันผวนสูงขึ้น ทำให้การจัดการน้ำต้องมีความยืดหยุ่นระดับสูงกว่าเดิม


6. บทสรุป

นโยบายบริหารจัดการน้ำของพรรคพลังประชารัฐภายใต้บทบาทนำของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แสดงให้เห็นความพยายามพัฒนาระบบจัดการน้ำของประเทศในเชิงโครงสร้าง การบูรณาการหน่วยงาน และการเน้นแนวทางระยะยาวอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ IWRM และตอบโจทย์ลุ่มน้ำสำคัญของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายด้านภูมิอากาศ งบประมาณ และความซับซ้อนของภูมิประเทศยังเป็นปัจจัยที่ต้องการการวิจัยและการออกแบบนโยบายที่มีความแม่นยำมากขึ้น หากพรรคพลังประชารัฐสามารถสานต่อและปรับปรุงนโยบายด้านน้ำอย่างต่อเนื่อง จุดแข็งด้านประสบการณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่วางไว้แล้วจะช่วยให้ประเทศไทยมีศักยภาพสูงขึ้นในการรับมือและป้องกันภัยพิบัติน้ำท่วม–ภัยแล้งในอนาคต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ถอดรหัสนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 2569 พรรคการเมืองไทยเดินเกม “ดิจิทัล–เอไอ” สอดรับยุค AI Plus จีน ท่ามกลางโจทย์อธิปไตยเทคโนโลยี

รายงานวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทย เผยให้เห็นว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแ...