วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

นโยบายรับมือน้ำท่วมไทย: การจัดการอย่างยั่งยืน

วิเคราะห์แนวทางการพัฒนานโยบายพรรคการเมืองไทยเพื่อรับมือกับภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพ

An Academic Perspective on Developing Effective Flood-Disaster Policies for Thai Political Parties

บทคัดย่อ

บทความนี้วิเคราะห์แนวทางการพัฒนานโยบายพรรคการเมืองไทยเพื่อรับมือกับภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยบริบทความท้าทายเชิงโครงสร้าง สภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการน้ำของประเทศ พร้อมบูรณาการกรอบคิด Disaster Risk Reduction (DRR) และแนวทางการจัดการน้ำแบบบูรณาการ (IWRM) บทวิเคราะห์ชี้ว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงจากการจัดการแบบเฉพาะหน้า ไปสู่ระบบนโยบายเชิงป้องกัน การวางแผนเชิงพื้นที่ และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเน้นธรรมาภิบาลน้ำ การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว


1. บทนำ

อุทกภัยเป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตประชาชนไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับชุมชน เมือง และระดับประเทศ ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ภูมิประเทศแบบลุ่มน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดฝนตกหนักผิดธรรมชาติ และความซับซ้อนของการใช้ประโยชน์ที่ดิน การขยายตัวของเมือง และข้อจำกัดในการบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานรัฐ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี พ.ศ. 2554 ตลอดจนเหตุการณ์น้ำหลากในหลายจังหวัดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่า การจัดการน้ำกลายเป็นวาระสำคัญทางการเมืองที่พรรคการเมืองจำเป็นต้องกำหนดนโยบายอย่างจริงจังและเป็นระบบ

ภายใต้แนวทางของ Sendai Framework for Disaster Risk Reduction (2015–2030) พรรคนการเมืองควรพัฒนานโยบายครอบคลุมทั้งมิติการป้องกัน การเตรียมพร้อม การรับมือ และการฟื้นฟู เพื่อเสริมสร้างความสามารถของประเทศในการอยู่ร่วมกับน้ำอย่างยั่งยืน


2. ทบทวนวรรณกรรมและกรอบแนวคิดสำคัญ

2.1 การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Reduction: DRR)

DRR มุ่งลดความเสี่ยงก่อนเกิดภัย โดยเน้นการวางแผนเชิงรุก การเตรียมความพร้อมของชุมชน การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเฝ้าระวัง และการลดปัจจัยเสี่ยงจากโครงสร้างพื้นฐานและการใช้ประโยชน์ที่ดิน

2.2 การจัดการน้ำแบบบูรณาการ (Integrated Water Resources Management: IWRM)

IWRM เน้นความเชื่อมโยงของลุ่มน้ำทั้งหมดตั้งแต่น้ำต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการจัดการตามข้อมูลเชิงประจักษ์ ช่วยให้ระบบการจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2.3 บทเรียนจากต่างประเทศ

ประเทศอย่างญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และเกาหลีใต้ มีแนวคิด “อยู่ร่วมกับน้ำ” (Living with Water) โดยให้ความสำคัญกับ

  • หน่วยงานน้ำกลางที่มีอำนาจและข้อมูลครบถ้วน

  • ระบบเตือนภัยขั้นสูง

  • โครงสร้างพื้นฐานดักน้ำและบริหารน้ำท่วม

  • การวางแผนระยะยาว 20–50 ปี

บทเรียนเหล่านี้สะท้อนว่านโยบายต้องมีความต่อเนื่องและไม่ขึ้นกับวาระการเลือกตั้งเท่านั้น


3. บริบทปัญหาและความท้าทายของการจัดการน้ำท่วมในประเทศไทย

3.1 สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดฝนตกหนักรุนแรงขึ้น น้ำทะเลหนุน และช่วงเวลาฝน–แล้งยาวนานไม่เป็นไปตามฤดูกาลเดิม ส่งผลให้เหตุการณ์น้ำท่วมเกิดถี่และคาดการณ์ยาก

3.2 การบริหารจัดการน้ำแบบไม่บูรณาการ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำกว่า 30 หน่วยงานทำงานแยกส่วน ขาดระบบข้อมูลเดียวกัน ส่งผลต่อการประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจที่ล่าช้าและไม่สอดคล้องกัน

3.3 การใช้ประโยชน์ที่ดินและการขยายตัวของเมือง

หลายพื้นที่รุกล้ำทุ่งรับน้ำและเส้นทางน้ำธรรมชาติ รวมถึงการถมคลองและการก่อสร้างโดยไม่สอดคล้องผังเมือง ทำให้ระบบน้ำธรรมชาติเสียสมดุล

3.4 โครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัยหรือไม่เพียงพอ

ระบบระบายน้ำในเมืองใหญ่มีอายุการใช้งานยาวนานและขาดการบำรุงรักษา ขณะที่พื้นที่ชนบทยังขาดโครงสร้างพื้นฐานรองรับน้ำหลาก

3.5 ระบบเยียวยาที่ไม่สะท้อนความเสียหายจริง

การเยียวยาที่ใช้ระบบเหมาจ่ายหรือมาช้า ทำให้ประชาชนไม่สามารถฟื้นตัวจากผลกระทบได้ทันเวลา


4. การวิเคราะห์ระดับนโยบายของพรรคการเมืองไทย

จากการประเมินนโยบายของหลายพรรค พบประเด็นร่วมดังนี้

  1. เน้นโครงการก่อสร้างมากกว่าการจัดการเชิงระบบ

  2. ขาดมาตรการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแบบครอบคลุม

  3. ระบบข้อมูลน้ำไม่เชื่อมโยงส่วนกลาง–ท้องถิ่น

  4. นโยบายมักเป็นระยะสั้น ไม่เป็นระบบระยะยาว

  5. การมีส่วนร่วมของชุมชนมักถูกมองเป็นส่วนประกอบ ไม่ใช่ศูนย์กลาง

จึงจำเป็นต้องพัฒนานโยบายให้เป็น “ระบบนิเวศนโยบายด้านน้ำ” ที่มีความยั่งยืนและเป็นองค์รวม


5. แนวทางพัฒนานโยบายเชิงรุกและเชิงรับ

5.1 ระยะที่ 1: การป้องกันและลดความเสี่ยง (ก่อนเกิดภัยพิบัติ)

5.1.1 การบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม

  • ผลักดันแนวคิด “น้ำต้องมีที่อยู่ที่ไป” (Room for the River)

  • กำหนดเส้นทางระบายน้ำลงสู่ทะเล (Floodways)

  • ขยายและเชื่อมคลองหลัก (Flood Canals)

  • พัฒนาแหล่งเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่–ขนาดชุมชน เช่น แก้มลิง ฝาย และอ่างเก็บน้ำ

  • แนวคิดใหม่ เช่น “แก้มลิงเจ้าพระยา” รองรับปัญหาน้ำทะเลหนุน

5.1.2 ระบบเตือนภัยอัจฉริยะ

  • ใช้เซนเซอร์ น้ำฝน–น้ำหลาก เรียลไทม์

  • จัดทำแอปพลิเคชันเตือนภัยที่เข้าใจง่าย เข้าถึงทุกกลุ่ม

  • ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดจุดติดตั้งและดูแลระบบ


5.2 ระยะที่ 2: การเผชิญเหตุและการช่วยเหลือ (ระหว่างเกิดภัยพิบัติ)

5.2.1 ศูนย์อพยพมาตรฐาน

  • ต้องปลอดภัย อากาศถ่ายเทดี มีระบบสาธารณูปโภค

  • รองรับการใช้งานในสถานการณ์อื่น เช่น โควิด หรือไฟป่า

5.2.2 การบริหารทุ่งรับน้ำอย่างเป็นธรรม

  • ประกาศเขตทุ่งรับน้ำอย่างชัดเจน

  • มีข้อตกลงล่วงหน้าระหว่างรัฐและชุมชน

  • ชดเชยทุ่งรับน้ำให้ทันเวลาและครอบคลุมค่าเสียโอกาส


5.3 ระยะที่ 3: การฟื้นฟูและเยียวยา (หลังเกิดภัยพิบัติ)

5.3.1 ระบบเยียวยาที่เป็นธรรมและทันสถานการณ์

  • ปรับเกณฑ์เยียวยาตามระดับความเสียหายจริง

  • จ่ายเงินค่าชดเชยและค่าเสียโอกาสทันทีเมื่อเกิดภัย

5.3.2 การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจชุมชน

  • ตั้ง “กองทุนปรับตัวต่อภัยพิบัติ” สนับสนุนให้ อปท. บริหารจัดการพื้นที่ตนเอง

  • โครงการระยะยาว เช่น ดีดบ้าน ยกพื้น ปรับแบบบ้านลอยน้ำ หรือบ้านอยู่ร่วมกับน้ำ


6. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อความยั่งยืน

6.1 การปฏิรูปโครงสร้างสถาบันน้ำ

  • จัดตั้งกระทรวงน้ำและภัยพิบัติ หรือศูนย์บริหารน้ำแห่งชาติ

  • กำหนดบทบาทตามลุ่มน้ำแทนโครงสร้างปัจจุบัน

6.2 การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

  • ให้อำนาจ อปท. ประกาศเขตภัยพิบัติได้ทันเหตุการณ์

  • ให้มีงบประมาณบริหารระบบระบายน้ำและพื้นที่สีเขียวอย่างอิสระ

6.3 การผังเมืองที่สอดคล้องกับภูมิอากาศอนาคต

  • จำกัดการก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยงสูง

  • จัดสรรพื้นที่รับน้ำ พื้นที่สีเขียว และเส้นทางน้ำตามธรรมชาติ

6.4 การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้

  • ระบบระบายน้ำอัตโนมัติ

  • อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดิน

  • ระบบน้ำใต้ดิน (Subsurface Water Management)

  • การใช้ AI วิเคราะห์มวลน้ำ


7. สรุป

นโยบายพรรคการเมืองไทยในการรับมือกับภัยพิบัติน้ำท่วมจำเป็นต้องก้าวข้ามการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การสร้างระบบน้ำแบบองค์รวมที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีต้องเป็นหัวใจสำคัญ ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมของชุมชน การปรับโครงสร้างหน่วยงาน และการกำหนดแผนระยะยาวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง การวิเคราะห์ในบทความนี้ชี้ให้เห็นว่าหากประเทศไทยต้องการอยู่ร่วมกับน้ำอย่างยั่งยืน พรรคการเมืองต้องผลักดันนโยบายเชิงระบบที่ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างบูรณาการ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ถอดรหัสนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 2569 พรรคการเมืองไทยเดินเกม “ดิจิทัล–เอไอ” สอดรับยุค AI Plus จีน ท่ามกลางโจทย์อธิปไตยเทคโนโลยี

รายงานวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทย เผยให้เห็นว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแ...