วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

นโยบายศาสนาในยุค AI สำหรับการเลือกตั้ง 2569

          


วิเคราะห์นโยบายด้านศาสนาของพรรคการเมืองไทยน่าจะเป็นสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. 2569 ยุคเอไอ

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ “นโยบายด้านศาสนา” ที่พรรคการเมืองไทยควรนำเสนอในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 ในบริบทยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI Era) โดยพิจารณาจากสภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของสถาบันสงฆ์ไทย ความท้าทายด้านศรัทธา การเปลี่ยนแปลงสังคมดิจิทัล และความจำเป็นในการยกระดับการบริหารจัดการสงฆ์สู่มาตรฐานใหม่ บทความสังเคราะห์นโยบายเชิงรุก 7 ด้าน ได้แก่ ยุทธศาสตร์พุทธศาสนาแห่งชาติ ธรรมาภิบาลดิจิทัล การพัฒนาศาสนทายาท วัดเป็นศูนย์กลางชุมชน การเผยแผ่ธรรมะเชิงยุทธศาสตร์สากล ระบบกำกับสถาบันแบบยืดหยุ่น และนโยบายศรัทธาคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ วิเคราะห์นโยบายเหล่านี้ภายใต้กรอบ “การฟื้นศรัทธา สร้างศาสนทายาท และขับเคลื่อนคณะสงฆ์ด้วยยุทธศาสตร์ดิจิทัล” เพื่อเสนอทิศทางที่เหมาะสมและเป็นไปได้ในบริบทการเมืองไทยร่วมสมัย


1. บทนำ

สถาบันสงฆ์ไทยเป็นหนึ่งในสถาบันหลักด้านศีลธรรม วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของประชาชนมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในช่วงทศวรรษหลัง ทำให้สถาบันสงฆ์ต้องเผชิญความท้าทายใหม่ที่โครงสร้างการบริหารแบบเดิมยังไม่สามารถตอบสนองได้เต็มที่ ความไร้ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติที่มีทิศทางชัดเจน ส่งผลต่อศรัทธาประชาชน ความไม่สม่ำเสมอของคุณภาพกำลังคน และการลดลงของบทบาททางสังคมของวัด

ในการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 พรรคการเมืองจึงจำเป็นต้องนำเสนอนโยบายศาสนาที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัล ไม่ใช่เพียงเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นนโยบายที่สร้างการเปลี่ยนแปลงจริง ทั้งในเชิงธรรมาภิบาล การบริการชุมชน และการขับเคลื่อนสถาบันสงฆ์สู่โลกยุคเอไอ


2. ปัญหาและความจำเป็นของนโยบายด้านศาสนาในยุคเอไอ

จากบริบทปัจจุบัน ปัญหาหลักที่สถาบันสงฆ์เผชิญ ได้แก่

  1. การขาดแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ ทำให้ทิศทางพุทธศาสนาไม่ชัดเจน

  2. ศรัทธาประชาชนลดลงเพราะมองไม่เห็นผลสัมฤทธิ์จากบทบาทคณะสงฆ์

  3. การพัฒนากำลังคนยังไม่สอดรับกับทักษะโลกยุคใหม่ เช่น digital literacy และ counseling

  4. วัดจำนวนมากยังไม่สามารถปรับตัวเป็นศูนย์กลางชุมชนรูปแบบใหม่

  5. การเผยแผ่ธรรมะยังจำกัดอยู่ในระบบดั้งเดิม

  6. โครงสร้างการกำกับสถาบันคณะสงฆ์ยังขาดความโปร่งใสทันสมัย

  7. เยาวชนขาดความผูกพันกับศาสนาในรูปแบบสอดคล้องกับชีวิตดิจิทัล

บริบทเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้พรรคการเมืองต้องออกแบบนโยบายที่ “ฟื้นศรัทธาและสร้างความหมายใหม่” ของพุทธศาสนาในสังคมไทยยุคดิจิทัล


3. การวิเคราะห์นโยบายที่พรรคการเมืองน่าจะเสนอในการเลือกตั้ง 2569

3.1 ยุทธศาสตร์พุทธศาสนาแห่งชาติยุคเอไอ 2026–2046

นโยบายนี้ตอบโจทย์ปัญหาโครงสร้างโดย

  • เสนอให้จัดทำนโยบายระยะยาว 20 ปี

  • รองรับจำนวนวัดกว่า 40,000 แห่ง และพระสงฆ์–สามเณร 200,000–300,000 รูป

  • ดำเนินการแบบ co-creation ร่วมกับคณะสงฆ์ ภาครัฐ นักวิจัย และประชาชน

การมีตัวชี้วัดเชิงประสิทธิภาพและระบบ yearly dashboard ทำให้คณะสงฆ์สามารถเดินไปในทิศทางเดียวกัน ลดปัญหายุทธศาสตร์ที่ “อยู่ในกระดาษมากกว่าปฏิบัติจริง” นโยบายนี้สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการวางรากฐานพัฒนาศาสนาในบริบทระยะยาวอย่างยั่งยืน


3.2 ธรรมาภิบาลคณะสงฆ์และความโปร่งใสด้วยเทคโนโลยี (Digital Sangha Governance)

นโยบายนี้สร้างความเชื่อมั่นให้สังคมด้วยระบบ

  • Open Temple Data

  • digital audit สำหรับกิจการคณะสงฆ์

  • ระบบบริหารงบวัดโปร่งใส

  • AI ตรวจสอบการใช้จ่ายซ้ำซ้อน

ธรรมาภิบาลเชิงดิจิทัลเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับความคาดหวังของประชาชนยุคใหม่ที่ต้องการ “เห็นข้อมูลจริง” มากกว่า “ฟังคำอธิบาย” จึงเป็นนโยบายที่มีศักยภาพต่อการฟื้นฟูศรัทธาสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม


3.3 การพัฒนากำลังคนและศาสนทายาท (Next-Generation Clergy Program)

นโยบายนี้เน้นการพัฒนาทักษะใหม่ควบคู่กับหลักธรรม ได้แก่

  • digital literacy

  • social skills เช่น การให้คำปรึกษา

  • applied dhamma สำหรับชีวิตสมัยใหม่

  • leadership และการจัดการวัด

นโยบายนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้าง “ศาสนทายาทคุณภาพ” เพราะสถาบันสงฆ์จะยืนหยัดไม่ได้ หากขาดกำลังคนที่พร้อมรับมือกับโลกดิจิทัล นี่จึงเป็นนโยบายที่เชื่อมระหว่าง “อัตลักษณ์ทางศาสนา” กับ “โลกใหม่” อย่างลงตัว


3.4 วัดเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจและศูนย์กลางชุมชน (Temple as Community & Mindfulness Hub)

นโยบายนี้มีความสำคัญเพราะเปลี่ยนบทบาทวัดจากสถานประกอบพิธีกรรม ไปสู่การเป็นพื้นที่สาธารณะทางจิตใจและทางสังคม เช่น

  • พื้นที่สุขภาพจิตเชิงบวก (Mental Health Friendly Space)

  • วิปัสสนารูปแบบดิจิทัล เช่น VR Meditation

  • ห้องสมุดธรรมะดิจิทัล และบริการการเรียนรู้ชุมชน

  • กิจกรรมครอบครัวและเยาวชน

นโยบายนี้ช่วยให้วัดกลับมามีบทบาทในชีวิตประชาชน โดยเฉพาะในสังคมที่เผชิญปัญหาความโดดเดี่ยว ความเครียด และความท้าทายทางสังคมยุคใหม่


3.5 การเผยแผ่ธรรมะเชิงยุทธศาสตร์สู่สากล

การเผยแผ่หลักธรรมไทยสู่ต่างประเทศต้องใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน

  • Buddha Digital Studio

  • การฝึกพระนักเทศน์ยุคใหม่ให้ใช้สื่อออนไลน์

  • AI Chatbot ธรรมะมาตรฐานกลาง

  • เครือข่ายกับวัดนานาชาติ

นโยบายนี้สะท้อนการใช้พุทธศาสนาเป็น “Soft Power” ที่จับต้องได้ ช่วยเพิ่มศักยภาพประเทศไทยบนเวทีโลก


3.6 ระบบความยืดหยุ่นการกำกับสถาบันคณะสงฆ์ (Adaptive Governance & Resilience)

นโยบายนี้ยกระดับการบริหารจัดการด้วย

  • real-time evaluation

  • การปรับยุทธศาสตร์ตามบริบทสังคม

  • จัดตั้ง Buddhist Policy Lab

ความสำคัญของนโยบายนี้คือการทำให้ยุทธศาสตร์ “มีชีวิต” ไม่ใช่แผนที่อยู่ในลิ้นชัก ซึ่งตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมศรัทธาในยุคดิจิทัล


3.7 นโยบายเพื่อคนรุ่นใหม่และการฟื้นฟูศรัทธา (Youth & Faith Renewal Program)

นโยบายนี้มุ่งเชื่อมศาสนากับเยาวชน

  • กิจกรรมเข้าวัดแบบสร้างสรรค์

  • บวชเชิงอาสา

  • คอร์สธรรมะยุคดิจิทัล

  • ร่วมมือกับครีเอเตอร์และศิลปิน

นโยบายนี้ตอบโจทย์ปัญหา “ช่องว่างระหว่างเจเนอเรชันกับศาสนา” ที่ทวีความชัดเจนขึ้นในช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา


4. การประเมินศักยภาพและความเป็นไปได้ของนโยบาย

โดยรวม นโยบายทั้ง 7 ด้านมีความสอดคล้องกับความจำเป็นของสถาบันสงฆ์ไทยในยุค AI และมีศักยภาพสร้างผลกระทบระดับระบบ หากได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองและความร่วมมือจากคณะสงฆ์ ขณะเดียวกัน การดำเนินการต้องพิจารณาอุปสรรคสำคัญ ได้แก่

  • โครงสร้างกฎหมายเฉพาะด้านพุทธศาสนา

  • ข้อจำกัดด้านงบประมาณ

  • ความพร้อมของวัดในพื้นที่ชนบท

  • ความตระหนักรู้ในการใช้เทคโนโลยีของพระสงฆ์

แม้จะมีข้อจำกัด แต่ความจำเป็นเร่งด่วนต่อการยกระดับสถาบันสงฆ์ทำให้นโยบายเหล่านี้มีความเหมาะสมต่อการผลักดันในระดับรัฐสภาและรัฐบาลหลังเลือกตั้ง


5. สรุป

นโยบายด้านศาสนาสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. 2569 ควรมุ่งเน้นการ “ฟื้นศรัทธาด้วยผลงาน” มากกว่าการประกาศเชิงสัญลักษณ์ การพัฒนาโครงสร้างคณะสงฆ์ให้ทันโลก และการสร้างศาสนทายาทที่มีคุณภาพคือแกนกลางของการปฏิรูปสถาบันสงฆ์ไทยในยุคดิจิทัล นโยบายทั้ง 7 ด้านที่นำเสนอสะท้อนความเป็นไปได้ของการขับเคลื่อนสถาบันศาสนาให้เป็น “พลังสร้างสังคมยุคเอไอ” ที่ยังคงรักษาแก่นธรรมและบทบาททางสังคม

หากพรรคการเมืองสามารถผลักดันนโยบายเหล่านี้ได้อย่างจริงจัง สถาบันสงฆ์ไทยจะไม่ใช่องค์กรใหญ่ที่เดินในความมืดอีกต่อไป แต่จะเป็นสถาบันที่มีทิศทางชัดเจน มีศักยภาพในการให้บริการสังคม และสามารถสร้างความหมายใหม่ของการศรัทธาในโลกสมัยใหม่ได้อย่างยั่งยืน

นโยบายด้านศาสนา พรรคการเมืองไทยสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. 2569 ยุคเอไอ

“ฟื้นศรัทธา สร้างศาสนทายาท ขับเคลื่อนคณะสงฆ์ไทยด้วยยุทธศาสตร์ยุคดิจิทัล”

สถาบันสงฆ์ไทยเป็นหนึ่งในเสาหลักทางจิตวิญญาณและศีลธรรมของชาติ แต่ในยุคที่สังคมหมุนเร็วกว่าโครงสร้างการบริหารแบบเดิม การไร้ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ ทำให้คณะสงฆ์เผชิญข้อจำกัดในการรักษาศรัทธา พัฒนากำลังคน และปรับตัวสู่โลกดิจิทัล พรรคการเมืองจึงต้องเสนอ “นโยบายด้านศาสนาเชิงรุก” ที่ตอบโจทย์ปัญหาจริง ไม่ใช่เพียงคำประกาศเชิงสัญลักษณ์


1. ยุทธศาสตร์ชาติด้านพุทธศาสนา 20 ปี ยุคเอไอ (National Buddhist Strategic Plan 2026–2046)

สร้างแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติของสถาบันสงฆ์แบบ ร่วมออกแบบ (co-creation) ระหว่างคณะสงฆ์ นักวิชาการ ภาครัฐ และประชาชน
เพื่อให้การบริหารกว่า 40,000 วัด และพระภิกษุ–สามเณร 200,000–300,000 รูป มีทิศทางชัดเจน ตรงตามบริบทสังคมยุคใหม่

สาระสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ ได้แก่

  • เป้าหมายวัดเป็น “สถาบันที่มีบทบาททั้งทางธรรมและทางสังคม”

  • กำหนดตัวชี้วัดด้านศรัทธา บริการชุมชน และการพัฒนากำลังคน

  • มีระบบติดตามประเมินผลแบบ yearly dashboard

เพราะยุทธศาสตร์ที่ดีไม่ใช่กระดาษสวย ๆ แต่คือไฟฉายส่องทางไม่ให้คณะสงฆ์เดินในความมืดอีกต่อไป


2. ธรรมาภิบาลคณะสงฆ์และความโปร่งใสยุคดิจิทัล (Digital Sangha Governance)

ยกระดับธรรมาภิบาลให้เห็นผลจริง สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนผ่านเทคโนโลยีโปร่งใส

นโยบายสำคัญ

  • ระบบรายงานผลการดำเนินงานวัดและคณะสงฆ์แบบเปิดเผย (Open Temple Data)

  • ระบบกำกับดูแลกิจการคณะสงฆ์ด้วย digital audit

  • บริหารงบประมาณและทรัพย์สินวัดแบบโปร่งใส ตรวจสอบได้

  • พัฒนา “AI ตรวจสอบความซ้ำซ้อนการใช้งบวัด” ช่วยลดความสูญเสียเชิงระบบ

เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องถามอีกว่า “คณะสงฆ์ทำอะไรอยู่?” แต่สามารถเห็นได้จากข้อมูลจริง


3. พัฒนากำลังคนและศาสนทายาทยุคใหม่ (Next-Generation Clergy Program)

สร้างพระสงฆ์และศาสนทายาทที่มีทักษะโลกใหม่ควบคู่หลักธรรม

ประกอบด้วย 4 ทักษะสำคัญ

  • Digital Literacy: ใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารและบริการสังคม

  • Social Skills: การปรึกษาเชิงจิตใจ (counseling), การสื่อสารกับเยาวชน

  • Applied Dhamma: นำคำสอนมาใช้แก้ปัญหาชีวิตสมัยใหม่ เช่น ความเครียด สังคมออนไลน์

  • Leadership: การบริหารวัด การจัดการชุมชน การประสานงานรัฐ–ประชาชน

การสร้างศาสนทายาทโดยไม่มียุทธศาสตร์ก็เหมือนหว่านเมล็ดบนดินแข็ง…รากไม่เคยเติบโต
นโยบายนี้จะเปลี่ยนดินแข็งให้กลายเป็น “เรือนเพาะพันธุ์พระรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพและเข้าใจโลก”


4. วัดเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจและศูนย์กลางชุมชนยุคใหม่ (Temple as Community & Mindfulness Hub)

ยกระดับบทบาทวัดจากสถานประกอบพิธีกรรม → เป็น “ศูนย์รวมพลังใจและศูนย์การเรียนรู้ชุมชนยุคใหม่”

หลักการนโยบาย

  • พัฒนาวัดให้เป็น “Community & Mental Health Friendly Space”

  • ส่งเสริมวิปัสสนาในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย เช่น ผ่านแอป, VR Meditation

  • เปิดพื้นที่วัดสำหรับกิจกรรมครอบครัว เด็ก เยาวชน และผู้สูงวัย

  • จัดตั้ง “ศูนย์บริการชุมชนวัดยุคใหม่” (Modern Temple Service Center)
    เช่น ห้องสมุดธรรมะดิจิทัล ห้องเรียนออนไลน์ งานจิตอาสา

วัดที่เงียบไม่ได้หมายความว่าสงบ อาจเป็นความเงียบที่รอคอยคนที่ไม่กลับมาอีกเลย – นโยบายนี้จะทำให้วัดกลับมามีชีวิต


5. การเผยแผ่ธรรมะเชิงยุทธศาสตร์สู่สากล (Strategic Digital Dharma Outreach)

พัฒนาการเผยแผ่หลักธรรมสู่ทั้งคนไทยและต่างประเทศด้วยเทคโนโลยี

โครงการหลัก

  • Buddha Digital Studio: ผลิตคอนเทนต์ธรรมะเชิงลึกที่เป็นสากล

  • สนับสนุนพระนักเทศน์รุ่นใหม่ให้ใช้ YouTube, TikTok, Podcast อย่างมืออาชีพ

  • สร้างแพลตฟอร์ม AI Chatbot ธรรมะมาตรฐานกลาง

  • ความร่วมมือกับวัดต่างประเทศเพื่อเผยแผ่ Soft Power ด้านพุทธศาสนา


6. ระบบความยืดหยุ่นสถาบันคณะสงฆ์และการติดตามประเมินผล (Adaptive Governance & Resilience)

เพื่อให้คณะสงฆ์ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้เร็วเหมือนสังคมยุคใหม่

แนวทางดำเนินงาน

  • ระบบติดตามยุทธศาสตร์แบบ real-time evaluation

  • ปรับแผนได้ทันต่อวิกฤตสังคม เศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมศรัทธา

  • จัดตั้งศูนย์วิจัยด้านพุทธศึกษาและนโยบายสาธารณะ (Buddhist Policy Lab)

  • ความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์–มหาวิทยาลัย–ภาคเอกชนด้านเทคโนโลยี

ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ถูกเก็บในลิ้นชัก แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่หายใจได้และปรับตัวได้


7. นโยบายสนับสนุนคนรุ่นใหม่ ศรัทธา และวัฒนธรรม (Youth & Faith Renewal Program)

  • ส่งเสริมเยาวชนให้เข้าวัดด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์ ไม่ใช่กิจกรรมเชิงบังคับ

  • สนับสนุนโครงการ “บวชเชิงอาสา” และ “ค่ายผู้นำธรรมะยุคใหม่”

  • ปรับเนื้อหาพุทธศึกษายุคดิจิทัลในโรงเรียนให้ตรงกับชีวิตจริง

  • ร่วมมือกับศิลปิน–ครีเอเตอร์สร้างสรรค์สื่อเผยแผ่วัฒนธรรมพุทธไทย


ข้อสรุปเชิงนโยบาย

ประเทศไทยต้องการการฟื้นฟูศรัทธาด้วยผลงาน ไม่ใช่เพียงคำพูด
ต้องการศาสนทายาทที่พร้อมสำหรับโลกใหม่ ไม่ใช่พระที่อยู่ได้แต่ไม่สามารถช่วยชุมชนได้
ต้องการคณะสงฆ์ที่มีทิศทาง ไม่ใช่องค์กรใหญ่ที่เดินในความมืด

ถ้าเราไม่สร้างแผนยุทธศาสตร์วันนี้ วันหนึ่งเราจะมีเพียงวัดที่เงียบสงบ… แต่ไม่มีใครเข้าใจความหมายของมันอีกต่อไป

นโยบายนี้ทำให้พรรคการเมืองเห็นบทบาทใหม่ของศาสนา
คือ “พลังสังคมยุคดิจิทัล” ไม่ใช่ “ภาพลวงตาแห่งศรัทธา”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ถอดรหัสนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 2569 พรรคการเมืองไทยเดินเกม “ดิจิทัล–เอไอ” สอดรับยุค AI Plus จีน ท่ามกลางโจทย์อธิปไตยเทคโนโลยี

รายงานวิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทย เผยให้เห็นว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแ...