เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 พระเมธีวัชรบัณฑิต ผู้อำนวยการวิทยาลัย วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติและผู้อำนวนการหลักสูตรสันติศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Hansa Dhammahaso" ว่า ประเด็นพระภิกษุมีสิทธิ์เข้ารับปริญญาไหมครับ!!?!! มองไม่ให้มีเรื่องก็ได้ มองให้มีเรื่องก็ได้
จากภาพข่าวประเด็นที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่สะดวกใจให้ภิกษุที่จบการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาแล้ว จะต้องเข้ารับปริญญาบัตรที่จัดโดยมหาวิทยาลัยนั้น ได้มีพระและญาติโยมส่งข้อความมาหาผมหลายท่าน พร้อมทั้งสอบถามว่าผมคิดอย่างไร ตามประสาคนที่ชอบแสดงความเห็นบ้าๆ บอๆ แบบพระบ้านนอก
การสอบถามความเห็นของผู้เขียนในเรื่องนี้ ส่วนตัวอยากจะบอกว่า เรื่องนี้ #จะมองแบบไม่ให้มีเรื่องก็ได้ หรือ #จะมองแบบให้มีเรื่องก็ได้ เพราะต่างคนต่างก็มีชุดความคิดและมุมมองที่แตกต่าง ภายใต้บริบท และวิถีทางที่ต่างกัน มองมุมใดก็ถูกทั้งนั้น เพียงว่าจะถูกในมุมของใคร ประเด็นคือ มองแบบไม่ให้มีเรื่อง และมองแบบให้มีเรื่องจะมองอย่างไร จึงอยากจะขยายความเพิ่มเติมในสองประเด็นต่อไปนี้
1: มองแบบไม่ให้มีเรื่อง
ส่วนตัวผู้เขียนเอง จบปริญญาโท สาขาพุทธศาสนศึกษา คณะศิลปศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รหัส 4106031075 มหาวิทยาลัยประกาศว่า มหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายให้พระภิกษุเข้ารับปริญญากับฆราวาสญาติโยม โดยให้พระภิกษุทุกรูปไปรับปริญญาบัตร พร้อมทรานสคริป จากสำนักทะเบียนแทน ในขณะเดียวกัน ก็มิได้ให้เหตุผลว่า เจตนารมณ์ที่แท้จริงในประเด็นนี้มาจากตัวแปรอะไร?? ส่วนตัวเอง และพระภิกษุที่จบด้วยกันหลายรูปทั้งคณะศิลปศาสตร์หรือคณะอื่นๆ ก็ไม่ได้สนใจใยดีว่าจะรับหรือไม่รับปริญญา
มาถึงกรณีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่กำลังเป็นประเด็นขณะนี้ ได้แจ้งเหตุผลอย่างแจ้งชัดตามข้ออ้างของอาจารย์บางท่านที่จุฬาฯ ให้เหตุผลว่า ผิดธรรมเนียมปฏิบัติ และไม่เหมาะกับสมณะ นั่นก็หมายความว่า จุฬาฯ ที่เป็นสถาบันการศึกษาเก่าแก่และทรงเกียรติห่วงใยในประเด็นนี้ เราในฐานะพระภิกษุที่เจริญในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ที่ทรงย้ำเตือนให้ระมัดระวังเรื่องโลกธรรม ก็จำต้องตระหนักรู้ในมุมมองของจุฬาฯ ที่มีความห่วงใยในประเด็นเหล่านี้
จะเห็นว่า พระภิกษุที่จบปริญญาจึงมิได้ออกมาแสดงนัยหรือความรู้สึกใดๆ หากแต่เป็นอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ของจุฬาฯ เองได้ออกมาสะท้อนท่าทีในประเด็นนี้ ดังคำว่า
"วันนี้ บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจริง อดรู้สึกสะท้อนใจ น้ำตาตกในไม่ได้ หอประชุมจุฬา กว้างก็จริง แต่ที่สำหรับพระบัณฑิตของเรา แม้แค่ที่เดียว ไม่มี ความกว้างของสถานที่ไม่ใช่ปัญหา หากแต่เป็นความกว้างของใจและความคิดมากกว่า”
ถ้อยคำดังกล่าวนั้น แน่นอนว่า เกิดจากความรู้สึกส่วนลึกของอาจารย์ที่ประสงค์ให้ลูกศิษย์ ทั้งพระและโยมที่จบการศึกษาได้เข้ารับปริญญาให้สมกับความทุ่มเทกายใจศึกษา ทั้งในห้องเรียน และทำวิทยานิพนธ์ ของลูกศิษย์ และเป็นความภาคภูมิใจของผู้ที่เป็นอาจารย์ที่อยากจะได้เห็นและถ่ายภาพรวมกันอย่างพร้อมหน้า ทั้งหมดนี้ ควรค่าแก่การทำความเข้าใจและเห็นใจในความรู้สึกของผู้ที่เป็นอาจารย์
จะเห็นว่า ท่าทีของมหาวิทยาลัยเก่าแก่ทั้งสองแห่ง ทั้งธรรมศาสตร์ที่ต่อสู้เรื่องความเท่าเทียมของมนุษย์ และจุฬาฯ ที่เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ และทรงเกียรติที่ตั้งขึ้นมาโดยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ก็มีท่าทีที่สอดรับกันในประเด็นนี้ แม้มหาวิทยาลัยอื่นๆ จำนวนมากที่เป็นมหาวิทยาลัยรัฐ และมีชื่อเสียงได้อนุญาตให้พระภิกษุที่จบการศึกษา และเข้ารับการประสาทปริญญาบนเวทีก็ตาม ในที่สุด คือการเคารพในการตัดสินใจของสถาบันที่เราเข้ารับการศึกษา และก่อนเข้ารับการศึกษา เราก็ทราบเงื่อนไขในประเด็นนี้มาก่อนแล้ว การมองแบบนี้ จึงเป็นการมอง ไม่ว่ามุมใดก็ไม่มีเรื่อง!!! ให้เราต้องหงุดหงิดใจ
2:มองแบบให้มีเรื่อง
รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 27 ตราไว้ว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคลฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้
พระภิกษุในฐานะเป็นพลเมืองแห่งรัฐ ก็ย่อมมีสิทธิในการเข้ารับปริญญาภายหลังที่จบการศึกษาที่เป็นไปตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย การที่มหาวิทยาลัยจะอ้างว่า ท่านเป็นพระภิกษุ จึงเข้ารับมิได้ เพราะผิดธรรมเนียม และไม่เหมาะสมกับสมณะ ย่อมถือว่า มีความ "สุ่มเสี่ยง" ที่จะขัดกับนัย และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 27 ทั้งวรรค 1 และ 3 เพราะถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
ข้ออ้างที่จุฬาฯ ได้ให้ในประเด็นพระภิกษุ ถ้านำไปเทียบเคียงกับบัณฑิตจุฬาฯ ที่จบการศึกษาแล้ว #บัณฑิตข้ามเพศ ในกลุ่ม LGBT+ สามารถแต่งเครื่องแบบตามเพศที่ตนเองเลือกเข้ารับปริญญาได้ โดยที่อาจารย์ผู้ใหญ่บางท่านของจุฬาฯ ที่เพิ่งเกษียณ ได้สอบทานและยืนยันในประเด็นนี้เอาไว้กับผู้เขียน การตัดสิทธิ์พระภิกษุมิให้เข้ารับปริญญา แม้จะมองเป็นวิถีโลก แต่หากมองตามรัฐธรรมนูญ ท่านประสงค์จะเข้ารับก็ควรจะเปิดกว้าง เหมือนกับเปิดทางให้บัณฑิตข้ามเพศเลือกแต่งกายเข้ารับปริญญา
ในประเด็นนี้ ถ้าหากมีผู้หนึ่งผู้ใด หรือแม้กระทั้งอาจารย์ของสาขานี้ รวมถึงพระภิกษุที่ได้รับผลกระทบจะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนให้พิจารณา ก็นับว่าเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้เช่นกัน เพื่อจักได้วางเป็นบรรทัดฐาน และเป็นแนวปฏิบัติ ผ่านการพูดคุยและปรึกษาหารือร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในประเด็นเหล่านี้
ทั้งหมดพูดมาเสียยืดยาว ก็เพราะต้องการจะแลกเปลี่ยนในสองมุมว่า จะมองแบบไม่ให้เป็นเรื่องก็ได้ ตามที่ผู้เขียนมีประสบการณ์ตรง หรือจะมองแบบให้เป็นเรื่องก็ได้ตามที่อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ สาขาภาษาเอเซียใต้ได้บอกความรู้สึกที่มีต่อมหาวิทยาลัยที่ท่านสังกัดแทนลูกศิษย์ที่เป็นพระภิกษุ
ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางออกในประเด็นนี้ คงต้องขึ้นกับการพูดคุยและปรึกษาหารือในระหว่างบุคลากร ทั้งผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนของจุฬาฯ พวกเราเองที่พูดคุยผ่านสื่อออนไลน์คงได้แต่เฝ้ามอง และให้กำลังใจจุฬาฯ รวมถึงแสดงมุทิตาจิตกับบัณฑิตใหม่ของจุฬาฯ ที่จบการศึกษา และรับปริญญาในทุกระดับชั้นของปีนี้
ส่วนตัวผู้เขียนที่เป็น TQA Assessor ทำงานร่วมกับอาจารย์จากจุฬาฯ หลายท่าน ซึ่งใช้เกณฑ์ EdPEx และ TQA พัฒนาคุณภาพการศึกษา ทั้งในระดับสถาบันและคณะ ต่างก็ตระหนักรู้ว่า Item 3.2 ก (4) การปฏิบัติที่เป็นธรรม (Fair Treatment) ที่ตั้งคำถามว่า องค์กรมีวิธีการอย่างไรว่าลูกค้าจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม และ Item 5.2 ค (5) ที่ย้ำว่า องค์กรทำให้มั่นใจได้อย่างไรว่า ได้ส่งเสริมความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมสำหรับบุคลากรที่หลากหลาย รวมถึงกลุ่มและประเภทบุคลากรที่แตกต่าง
เกณฑ์อย่างน้อยสองข้อที่สัมพันธ์กับประเด็นที่เรากำลังพูดคุยได้ย้ำเตือนให้สถาบันการศึกษาตะหนักในเกณฑ์ที่กำลังนำมาปรับใช้พัฒนาองค์กรเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นเลิศ ท่ามกลางบริบทของสังคมโลกที่กำลังเปลี่ยนไป
เชื่อว่าทั้งสองข้อนี้กำลังเป็นความท้าทายเชิงกลยุทธ์ (Strategic Challege) ที่สถาบันการศึกษาแห่งนี้จักได้นำมาใช้ประโยชน์ในการบริการจัดการองค์กร เพื่อตอบโจทย์ผู้เรียน และบุคลากร โดยเฉพาะอาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์สาขาดังกล่าว และที่สำคัญยิ่งคือ เหมาะสมกับสถานะมหาวิทยาลัยที่ได้รับรางวัลระดับโลกมากมาย จนกลายเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและนานาชาติ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น