"ธรรมนัส" นำทีมร่วมหารือ "รมช.เกษตรจีน" กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น ผลักดันการยกระดับการค้าการลงทุนสินค้าเกษตร ไทย-จีน อย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะร่วมหารือกับนายเติ้ง เซี่ยวกัง (H.E.Mr.Deng Xiaogang) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและกิจการชนบท สาธารณรัฐประชาชนจีน (Ministry of Agriculture and Rural Affairs : MARA) และคณะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรของไทยและจีน พร้อมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเชิงนโยบาย รวมทั้งการผลักดันการค้าการลงทุนสินค้าเกษตรและอาหารไทย-จีน ให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยมี นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัด เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โดยร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่าประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน โดยได้ยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 1 ของไทย มูลค่าการส่งออกของสินค้าเกษตรในปี 2566 (ม.ค.-มิ.ย.) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 222,540 ล้านบาท เป็น 249,745 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.22
@siampongnews #ธรรมนัสพรหมเผ่า นำทีมหารือ "รมช.เกษตร #จีน จับมือเอาชนะ #ความยากจน อย่าง #ยั่งยืน #ข่าวtiktok #tiktokshopครีเอเตอร์ ♬ เสียงต้นฉบับ - สยามพงษ์นิวส์
“วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ทั้ง 2 ประเทศ เห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนและสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรที่เหมาะสม ผ่านกลไกความร่วมมือทวิภาคีของกระทรวงเกษตรฯไทยและจีน โดยกระทรวงเกษตรฯจีน จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรไทย-จีน ครั้งที่ 13 ในปี 2567 โดยประเด็นที่ทั้ง 2 ฝ่ายสนใจ คือ การยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร การพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรด้วยการนำนวัตกรรมมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และขยายการค้าการลงทุนด้านการเกษตรระหว่างกัน ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการเกษตร (กรอ.กษ.) จะมีส่วนสำคัญในสนับสนุนการขยายการค้าการลงทุนด้านการเกษตรดังกล่าว รวมไปถึงการยกระดับความร่วมมือพหุภาคี ภายใต้กรอบอาเซียนบวกสาม (จีน-ญี่ปุ่น-สาธารณรัฐเกาหลี) นอกจากนี้ ในด้านการบริหารจัดการระบบมรดกทางการเกษตรโลก (Globally Important Agricultural Heritage Systems : GIAHS) กระทรวงเกษตรฯ จีน มีความสำเร็จในการขึ้นทะเบียน GIAHS มากที่สุดในโลก ถึง 19 แห่ง และพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการบริหารจัดการระบบมรดกทางการเกษตรโลกให้กับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 1 แห่ง คือ “การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย” ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว
สำหรับการเอาชนะความยากจน กระทรวงเกษตรฯของทั้ง 2 ประเทศ ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งทางรัฐบาลจีนได้มีการแก้ไขปัญหาและสามารถเอาชนะความยากจน โดยการปฏิบัติการขจัดความยากจนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ในการพัฒนาด้านการเกษตรและความมั่นคงในชนบท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ประสบความสำเร็จในการขยายการส่งออกสินค้าจากไทยไปจีน โดยได้เห็นชอบร่วมกันกับฝ่ายจีน ที่จะมีการลงนามในพิธีสารฯ การส่งออกสินค้าเกษตรจากไทยไปจีน จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง 2) เนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งและสิ้นส่วนสัตว์ 3) ต้นสนใบพาย และ 4) เสาวรสผลสด
สำหรับมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทย-จีน ในปี 2565 มีมูลค่าการค้ารวม 498,694 ล้านบาท โดยไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปยังจีนมูลค่า 406,305 ล้านบาท สินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ 1) ทุเรียนสด 106,038 ล้านบาท 2) มันสำปะหลัง 51,296 ล้านบาท 3)สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง 37,631 ล้านบาท 4) ยางธรรมชาติทีเอชเอ็นอาร์ 30,491 ล้านบาท และ 5) น้ำยางธรรมชาติ 18,144 ล้านบาท ในขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าเกษตรจากจีนมูลค่า 92,389 ล้านบาท สินค้าเกษตรนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ 1) องุ่นสด 7,074 ล้านบาท 2) แอปเปิลสด 6,505 ล้านบาท 3) สัตว์น้ำแช่เย็นจนแข็ง เช่น หมึกกระดอง 3,643 ล้านบาท 4) ปลาทูนากระป๋อง 3,504 ล้านบาท และ 5) อาหารสัตว์ 3,402 ล้านบาท
ครม.เห็นชอบการจัดทำพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านมาตรการสุขอนามัยพืชสำหรับการส่งออก
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 10 ต.ค. นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเห็นชอบร่างพิธีสาร จำนวน 2 เรื่อง ดังนี้ 1 ร่างพิธีสารว่าด้วยกำหนดด้านมาตรการสุขอนามัยพืชสำหรับการส่งออกผลเสาวรสสดจากราชอาณาจักรไทย (ไทย) ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน (จีน) ระหว่าง กษ. และสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน [General Administration of Customs of People’s Republic of China (GACC)] (ร่างพิธีสารผลเสาวรสสดฯ) 2. ร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านมาตรการสุขอนามัยพืชสำหรับการส่งออกต้นสนใบพายจากไทยไปยังจีนระหว่าง กษ. และ GACC (ร่างพิธีสารต้นสนใบพายฯ)
นายชัย กล่าวว่า หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขอให้ส่วนราชการเจ้าของเรื่องดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในร่างพิธีสารผลเสาวรสสดฯ และร่างพิธีสารต้นสนใบพายฯ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายสำหรับลงนามในร่างพิธีสารผลเสาวรสสดฯ และร่างพิธีสารต้นสนใบพายฯ ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามในร่างพิธีสารทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ในระหว่างการเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีช่วงกลางเดือนตุลาคม 2566 นี้
“การจัดทำร่างพิธีสารทั้ง 2 ฉบับ เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติสำหรับการส่งออกผลเสาวรสสดและต้นสน ใบพายไปยังจีนเพื่อให้เกษตรกรและผู้ส่งออกมีหลักปฏิบัติที่ชัดเจนในการดำเนินการและถือเป็นการสร้างความมั่นใจในคุณภาพของสินค้าไทยในตลาดจีน อีกทั้งยังเป็นการขยายโอกาสสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอีกด้วย โดยที่ผ่านมาไทยมีการส่งออกไม้ประดับไปยังจีนเป็นจำนวนมาก เช่น ต้นหน้าวัว ต้นชวนชม ต้นกระบองเพชร เป็นต้น แต่ต้นสนใบพายถือเป็นไม้ประดับชนิดแรกที่มีการจัดทำพิธีสารเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ด้านสุขอนามัยสำหรับพืช ในส่วนของการส่งออกผลไม้ไปยังจีนนั้น ที่ผ่านมาไทยมีการส่งออกผลไม้ที่สำคัญได้แก่ มะม่วง ลิ้นจี่ มังคุด ลำไย ทุเรียน ภายใต้บันทึกความเข้าใจร่วมกันด้านความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 ส่วนการจัดทำพิธีสารเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ด้านสุขอนามัยสำหรับพืชในทำนองเดียวกันนี้ กษ. แจ้งว่า ที่ผ่านมามีเพียงชมพู่เท่านั้นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2558” นายชัย กล่าว

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น